
รถยนต์ยังคงมุ่งหน้าไปชลบุรีเมื่อบอดีการ์ดจำเป็ตั้งใจทำเมินเฉยเขาเองไม่ได้มีเจตนาจะขับเตลิดออกนอกกรุงเทพฯั้แ่ต้นครั้นได้ยินคำสั่งจากปรีดิ์รติทีแรก ให้ขับรถไปเรื่อยโดยไร้จุดหมาย เขาจึงคิดว่า หล่อนคง้ากลั่นแกล้งใช้เขาให้ขับรถวนไปมาสมกับที่หล่อนหมั่นไส้
ดังนั้นเขาจึงคิดจะแก้เผ็ดเมื่อเห็นป้ายบอกเส้นทางไปชลบุรี ตอนขึ้นบนทางด่วนอีกครั้งแม้นจะไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางในเมืองไทยเท่าไหร่นัก แต่มันไม่ใช่ปัญหาสักนิดถ้าลอบสังเกตป้ายบอกชื่อสถานที่และระยะทางตลอดที่รถวิ่งก็พอจะถูไถขับไปได้โดยไม่หลง
เมื่อรถวิ่งออกมาไกล...กว่าปรีดิ์รติจะรู้ตัวทำให้หล่อนเริ่มหวาดระแวง เขยิบตัวจนเกือบชิดประตูรถ แต่ก็ยังวางมาดมั่นไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่าหล่อนรู้ทัน พลางข่มสีหน้าให้เรียบเฉย
ถามตัวเองในใจว่า...ฉันจะต้องกลัวนายนี่ทำไมกัน พ่อแม่ญาติพี่น้องก็ไม่ใช่ เมื่อคิดเช่นนั้นความเอาแต่ใจตัวซึ่งกระเจิดกระเจิงออกไประเริงชั่วครู่ก็กลับเข้ามาสิงร่างเป็คนเดิม
“นายกลับรถเดี๋ยวนี้เลยนะนี่เป็คำสั่ง!”
เมื่อชายหนุ่มยังคอแข็ง หลังตรงทำเป็หูทวนลม ยิ่งยั่วให้หล่อนฉุนขาด ขยับตัวเขย่าแขนเขาแรงๆจนหน้ารถส่ายเป็งูเลื้อย ได้ยินเสียงแตรจากรถคันหลังที่ขับตามมา ดังถี่ๆทำให้หล่อนสะดุ้ง ได้สติกลับมาว่าสิ่งที่ทำนั่นล่ะ อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
“คุณหนูจะรีบไป์หรือว่าลงนรกไม่ทราบครับ ทีหลังอย่าเล่นพิเรนทร์แบบนี้อีก ผมไม่ลวงคุณหนูไปปู้ยี่ปู้ยำหรอกน่า”
หญิงสาวอยากจะกรีดร้องให้ดังคับรถเพราะั้แ่เกิดมา นอกเหนือจากคำตักเตือนของพ่อกับแม่และพี่ชายทั้งสองแล้ว ‘คนนอก’ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นในทางลบ ด่าทอเสียดสีหรือใช้วาจาสามหาวกับหล่อนเช่นผู้ชายคนนี้
“มันจะมากเกินไปแล้วนะถ้าฉันกลับถึงบ้านเมื่อไหร่นอกจากนายจะถูกไล่ออกแล้วส่งตัวกลับบริษัท...ฉันจะตามราวีนายไม่ให้ที่ไหนเขารับทำงานได้อีก”
หล่อนลืมตัวสนิทอารมณ์นำพาให้สวนหมัดด้วยวาจาแสบๆคันๆกลับ แต่ว่าเขายังคงไม่สะทกสะท้านเช่นเคยกลับแค่นหัวเราะเสียอย่างนั้น “ผมคงไม่โง่ให้พ่อของคุณหนูไล่ออกจากงานง่ายๆแบบนี้หรอกนะครับเพราะว่าเงินค่าจ้างเดือนละครึ่งล้านมันมากมายซะจนผมไม่มีทางยอมทิ้งปลาตัวโตไปแน่ๆ”
“ว่ายังไงนะพ่อฉันจ่ายเงินค่าจ้างมาเป็บอดีการ์ดให้นายตั้งห้าแสนต่อเดือนอย่างนั้นหรือยะ” น้ำเสียงใประกอบสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “นายโมเมหรือเปล่า”
“กลับไปถามพ่อกับพี่ชายคุณหนูดูก็ได้”
คืนฉายพูดข่มอย่างสะใจเมื่อเห็นแววตะลึงในดวงตากลมคู่สวยนั้น...แม้ว่าเื่ตัวเลขค่าจ้างที่เขาบอกมันจะเป็เื่กุขึ้นมาหลอกก็ตามแต่ถือว่ามันโก่งค่าตัวในการรับงานเป็บอดีการ์ดจำเป็นี้ได้ผล เพราะความเป็จริงเขาอาสาดูแลลูกสาวคนเล็กของครอบครัววลัยลักษณ์ให้ เพราะเห็นแก่เพื่อนอย่างปริญญาโทที่ร้องขอให้เข้าช่วยดัดนิสัยลูกคุณหนูตัวแสบ โดยปรึกษากับพ่อและแม่ของหล่อนจนความเห็นสอดคล้องกัน...มันเป็ความเต็มใจล้วนๆไม่มีเื่อามิสสินจ้างหรือผลประโยชน์ใดใช้เป็พันธะในการทำงานนี้ทั้งสิ้น
เมื่อความฉุนเฉียวคาดไม่ถึงว่าบิดาจะจ่ายค่าจ้างราคางามให้กับบอดีการ์ดนอกคอกแพงลิบลิ่วขนาดนี้จึงทำให้เธอหน้าหงิกเป็จวัก หัวคิ้วขมวดกันจนเกือบจะผูกเป็โบควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายเพื่อจะกดเบอร์โทร.ออกไปถามกับพี่ชายคนกลางให้คลายสงสัยแต่ระหว่างที่กำลังกดค้นหารายชื่ออยู่นั้น
ชื่อของรุ่นพี่ผู้หนึ่งซึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวกันในระยะสั้น ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ไม่รอช้าหล่อนจึงเปลี่ยนจุดหมายปลายทางในการโทรศัพท์ไปยังคนผู้นั้นทันที
คุยเสียงหัวร่อต่อกระซิกกันไม่ถึงสิบนาทีจึงวางสาย คราวนี้หล่อนเป็ฝ่ายอมยิ้มจนแก้มตุ่ยอย่างนึกสนุกขึ้นมาด้วยการคิดอะไรแผลงๆ เพื่อจะกลั่นแกล้งสารถีหนุ่มผู้ชอบกวนประสาท
เอ่ยขึ้นลอยๆว่า “ถ้านายอยากจะขับรถไปพัทยา...ก็ดีนะฉันจะพานายไปเปิดหูเปิดตา”
“ผมบอกคุณหนูตอนไหนว่าผมอยากจะไปพัทยา”
“เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วย่ะเพราะอีกแค่ 10 กิโล ก็จะเข้าเขตพัทยาอยู่แล้ว นายนี่มันเอาแต่ขับรถไม่รู้จักสังเกตป้ายบอกทางบ้างหรือไงกัน”
ชายหนุ่มแค่อยากขับรถไปไกลๆเพื่อการยั่วโมโหหล่อนก็เท่านั้นหารู้ไม่ว่าหล่อนกำลังจะแก้เผ็ดเขา แอบกระหยิ่มยิ้มย่องผ่องใสจนออกนอกหน้าทำให้เขาต้องเอ่ยพึมพำเบาๆ
“พัทยา...ก็พัทยาวะ”
..........................................