หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีเซียน ตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง
ดวงตะวันแขวนสูง ท้องนภาสีครามสดใสราวกับถูกชะล้าง น้ำตกหมื่นจั้งประหนึ่งัเงินนับร้อยสายพุ่งทะยานลงจากยอดเขา ละอองน้ำซ่านกระเซ็นสะท้อนกับแสงแดดดูงดงามตระการตา
ท่ามกลางเมฆหมอกสลัวยอดเขาที่ตั้งตรงดุจพู่กันลอยคว้างอยู่เหนือเก้าชั้นฟ้า กวางเซียนวิ่งโผนตามขุนเขา นกกระเรียนเซียนร่ายรำอย่างเริงร่า
ตำหนักอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่สลับซับซ้อน ก่อตัวเป็อาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ช่างเป็ภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก
คุณหนูใหญ่ตระกูลจี ‘จีเฟิ่งเหยียน’ ทะลวงขอบเขตสามัญระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญาเข้าสู่ขอบเขติญญาเมื่อสามปีก่อน กลายเป็ศิษย์หลักของตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างมีอนาคตไกลไร้ขีดจำกัด
โดยปกติแล้วศิษย์หลักจะสามารถเปิดเทือกเขาขึ้นเป็พื้นที่ของตนเอง เพื่อใช้เป็สถานที่บำเพ็ญเพียรภายในตำหนักเก้าชั้นฟ้า
ยามที่จีเฟิ่งเหยียนทะลวงเข้าสู่ระดับสามแห่งขอบเขติญญา ‘หลอมรวมจิตสู่ความไร้ลักษณ์’ เคยปรากฏนิมิตหงส์ร่ายรำวิหคขานรับจนทำให้ประมุขตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างต้องลงมาประทานพรด้วยตัวเอง
เื่นี้โด่งดังไปทั่วในยุคนั้น เนื่องจากนางมีความใกล้ชิดกับมหาเต๋าอัคคีโดยกำเนิด ดังนั้นยามที่จีเฟิ่งเหยียนเลือกสถานที่บำเพ็ญเพียรนางจึงจงใจเลือกเทือกเขาที่มีพลังิญญาธาตุไฟหนาแน่นที่สุด
ผู้าุโหัตถ์เทพผู้รับหน้าที่ก่อสร้างของตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างได้ใช้อิทธิฤทธิ์ปรับแต่งขุนเขาและลำน้ำใหม่ โดยยังคงรักษาเส้นชีพจรเพลิงลาวาใต้พิภพเอาไว้ พร้อมกับสร้างสรรค์ให้เป็สถานที่บำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมแก่ผู้บำเพ็ญเพียรจะอยู่อาศัย
จีเฟิ่งเหยียนตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า ‘เทือกเขาเฟิ่งหวง’ องครักษ์ตระกูลจีนับร้อยและข้ารับใช้นับพันรวมถึงเฉินฉางอัน ต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ในเทือกเขาเฟิ่งหวงแห่งนี้
…
ณ ด้านนอกตำหนักหลักของเทือกเขาเฟิ่งหวง
ผู้ดูแลสามจ้องมองประตูตำหนักที่ปิดสนิทโดยไม่กล้าแสดงท่าทีลบหลู่แม้แต่น้อย เขายืนประสานมือโน้มตัวลงอย่างนอบน้อมใบหน้าเต็มไปด้วยประกายประจบสอพลอ เห็นได้ชัดว่าเขามารออยู่หน้าประตูนานหลายชั่วยามแล้ว
ตำหนักหลักคือสถานที่ปิดด่านและที่พักของคุณหนูใหญ่ หากไม่ได้รับคำสั่งเรียกตัวก็ห้ามผู้ใดบุกรุกโดยเด็ดขาดนี่คือกฎเหล็ก!
ไม่ว่าใครในตระกูลจีก็ไม่กล้าฝ่าฝืน มิฉะนั้นย่อมมีเพียงคำว่า ‘ตาย’ สถานเดียว
"ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่กำลังยุ่งเื่อะไรอยู่ในนั้น? จนฟ้าสว่างแล้วก็ยังไม่เรียกพบข้า"
ยอดฝีมือขอบเขติญญานั้น คือตัวตนในระดับเทพเซียนตามคำเล่าขาน มีััิญญาที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ต่อให้จะมีประตูที่หนาทึบกั้นอยู่ คุณหนูใหญ่ก็ยังสามารถสำรวจตรวจสอบรอบด้านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้นต่อให้ต้องรอนานเพียงใด ผู้ดูแลสามก็ไม่กล้าแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมาเลยแม้แต่น้อย
‘ที่คุณหนูใหญ่เรียกพบข้าครั้งนี้คงจะถามเื่ที่ดอกมู่หลานม่วงถูกทำลาย โชคดีที่เฉินฉางอันตายไปแล้ว ข้าบอกว่ามันฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดย่อมต้องเป็ตามนั้น ความผิดนี้ย่อมไม่มีทางตกมาถึงหัวข้าได้อย่างแน่นอน’
ผู้ดูแลสามที่ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลจีมานานหลายปี ย่อมเข้าใจนิสัยของคุณหนูใหญ่เป็อย่างดี
จีเฟิ่งเหยียนแม้ปกติจะดูสูงส่งเ็าดุจน้ำแข็ง ทว่านางกลับไม่เคยใช้อำนาจรังแกผู้ใด แม้แต่กับข้ารับใช้นางก็ยังให้โอกาสพวกเขาได้อธิบาย
การปกครองข้ารับใช้นับพันในจวนตระกูลจีที่กว้างใหญ่นี้ย่อมต้องมีกฎระเบียบ กลุ่มองครักษ์สิบกว่าคนล้วนเป็คนของเขาทั้งสิ้น
เมื่อคนตายย่อมไร้พยานเื่ราวจะถูกบิดเบือนไปอย่างไร ก็ย่อมขึ้นอยู่กับปากของผู้ดูแลสามแต่เพียงผู้เดียว อีกอย่างคุณหนูใหญ่ที่เป็ดั่งเทพเซียนเช่นนั้นมีหรือจะมาสนใจข้ารับใช้ที่ต้อยต่ำราวกับมดปลวกเช่นเฉินฉางอัน?
ยามนี้ควรจะคิดดีกว่าว่า… หลังจากเื่นี้จบลงจะไปหาสมุนไพรหายากในสวนสมุนไพรมามอบให้นายน้อย ‘จีอู๋เซี่ยง’ สักสองสามต้นเพื่อให้นายน้อยจีช่วยพูดประจบประแจงให้ต่อหน้าคุณหนูใหญ่เสียหน่อย
ภายในห้องลับของตำหนักหลัก เตาหลอมโอสถขนาดมหึมาถูกตั้งทับไว้บนทางออกของเส้นชีพจรเพลิงใต้ดิน เปลวเพลิงสีแดงฉานจำนวนมหาศาลพลุ่งพล่านอยู่ภายในเตา พลังิญญาธาตุไฟอันบ้าคลั่งอบอวลไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวสามารถเผาผลาญได้ทุกสรรพสิ่งอุณหภูมิภายในห้องลับพุ่งสูงเกือบหนึ่งพันองศา
ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสามัญระดับเก้าขั้นกายาบริสุทธิ์มาอยู่ที่นี่ ร่างกายก็คงจะถูกจุดติดไฟและมอดไหม้กลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญาก็สามารถทนอยู่ภายใต้อุณหภูมิสูงเช่นนี้ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
มีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขติญญาดูดซับพลังิญญาแห่งฟ้าดินเข้าสู่ร่าง ผลัดเปลี่ยนจากกายหยาบสู่กายเซียนเท่านั้นจึงจะไม่เกรงกลัวต่ออุณหภูมิที่ร้อนแรงเช่นนี้
แต่ในระยะไม่เกินหนึ่งฉื่อรอบเตาหลอมโอสถ อุณหภูมิกลับยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งอากาศยังถูกเผาจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง อุณหภูมิที่น่าหวาดหวั่นระดับนี้แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวสู่ขอบเขติญญาและผลัดเปลี่ยนกายหยาบแล้ว ก็ยังขยาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
แต่ในเวลานี้หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับเตาหลอมโอสถ เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขติญญายังพรั่นพรึงกลับดูอ่อนน้อมต่อหน้าของนางราวกับขุนนางพบองค์จักรพรรดิ
หญิงสาวมีดวงตาดุจผลซิ่ง คิ้วเรียวบาง รูปโฉมงดงามถึงขีดสุด นางดูราวกับดอกบัวหิมะที่เบ่งบานอยู่บนูเาน้ำแข็งแฝงไว้ด้วยความเ็าดูสง่างามเหนือผู้ใด เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงดุจธารเมฆา กลิ่นอายบริสุทธิ์หลุดพ้นจากโลกีย์ราวกับเทพธิดาจากเก้าชั้นฟ้าจุติลงมา
หญิงสาวผู้นี้ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลจี… จีเฟิ่งเหยียน ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรที่ทะลวงขอบเขติญญาได้เมื่อสามปีก่อน ศิษย์หลักแห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างและเป็ลูกรัก์ผู้สั่นะเืโลกด้วยนิมิตอสูรเทพจนประมุขตำหนักต้องมาประทานพรด้วยตนเอง
ในเทือกเขาเฟิ่งหวงและจวนตระกูลจี จีเฟิ่งเหยียนคือผู้กุมความเป็ความตายของกลุ่มองครักษ์นับร้อยและข้ารับใช้นับพัน นางคือกฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียว คือหลักการแห่งฟ้าที่ไม่อาจโต้แย้ง
ในตอนนี้หลังจากที่จีเฟิ่งเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็สะบัดมือเพียงครั้งเดียวพลังิญญาก็โอบอุ้มสมุนไพรล้ำค่านับสิบชนิดโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถอย่างต่อเนื่อง
ภายในเตาหลอมเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งราวกับมีชีวิต มันหลอมละลายสมุนไพรและหญ้าิญญาสิบกว่าชนิดจนกลายเป็ของเหลวิญญา ภายใต้การนำพาของพลังิญญาของเหลวิญญาสิบกว่าสายเริ่มหลอมรวมเข้าหากันท่ามกลางการสั่นะเืของพลังิญญาพลังงานภายในก็เริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง...
ตู้ม!!
หลังจากเสียงะเิดังสนั่นสมดุลของพลังงานภายในเตาหลอมก็ถูกทำลายลง ของเหลวโอสถถูกความร้อนของเปลวเพลิงระเหยกลายเป็ไอในพริบตา
"ล้มเหลวอีกแล้ว บัวขาวเมฆาวารีและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์มีฤทธิ์ทางโอสถที่ขัดแย้งกัน ทว่าดอกมู่หลานม่วงที่ต้องใช้เพื่อประสานฤทธิ์โอสถกลับมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ทำให้พลังโอสถขาด่ไป"
ใบหน้าของจีเฟิ่งเหยียนเ็าดุจน้ำแข็ง คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งภายในเตาราวกับััได้ถึงอารมณ์ของนางมันหดตัวกลับไปอยู่ที่มุมหนึ่งทำให้อุณหภูมิภายในห้องลับลดฮวบลงในพริบตา
"โอสถนิพพานจุติขั้นต่ำนี้มีความสำคัญต่อการทะลวงคอขวดของการฝึกตนของข้า จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด!"
นางแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง จากนั้นจีเฟิ่งเหยียนที่ดุจดั่งเทพธิดาจากเก้าชั้นฟ้า ก็ทะยานร่างออกไปจากห้องลับทันที
…
ภายในตำหนักหลัก จีเฟิ่งเหยียนนั่งอยู่บนบัลลังก์สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูเ็าดุจน้ำแข็ง ผู้ดูแลใหญ่และผู้ดูแลรองยืนอยู่ทางฝั่งซ้ายของบัลลังก์
ส่วนเหล่าสาวใช้และข้ารับใช้ยืนอยู่ทางฝั่งขวา บันไดหยกขาวเก้าขั้นทอดตัวยาวลงมาจากบัลลังก์จักรพรรดิ มีเพียงผู้ดูแลสามที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องล่างบัลลังก์เพียงลำพังเพื่อรอรับการตรวจสอบจากทุกคน
"คะ... คารวะคุณหนูใหญ่!"
นับั้แ่ก้าวเข้ามาในตำหนักหลักผู้ดูแลสามก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองจีเฟิ่งเหยียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจีเฟิ่งเหยียนผู้กุมอำนาจชี้เป็ชี้ตายผู้ดูแลสามััได้ถึงแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เขายืนตัวสั่นเทาจนไม่สามารถพูดจาให้เป็ประโยคที่สมบูรณ์ได้
"ขอคุณหนูใหญ่จงมี... มีความสุขเกษมสำราญ!"
จีเฟิ่งเหยียนบนบัลลังก์สะบัดมือครั้งหนึ่ง พลังิญญาอันน่าหวาดหวั่นก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณดุจดั่งอาณัติแห่ง์ที่พุ่งตรงเข้าสู่จิตใจของทุกคน
"ผู้ดูแลสามดอกมู่หลานม่วงที่ส่งมานั้นอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ พลังทางโอสถขาด่ไป"
จีเฟิ่งเหยียนกวาดสายตา ริมฝีปากสีแดงฉานขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ข้า้าคำอธิบาย… หนึ่งคำอธิบายที่จะตัดสินความเป็ความตายของเ้า!"
ครืน!
ทันทีที่สิ้นคำพูด ผู้ดูแลสามก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังปึก! เขาโขกศีรษะลงกับพื้นเพื่อขอความเมตตา
"คุณหนูใหญ่โปรดไว้ชีวิต! คุณหนูใหญ่โปรดไว้ชีวิตด้วย! ดอกมู่หลานม่วงล้วน... ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของเฉินฉางอัน ใครจะคิดว่าเ้าเด็กนั่นจะถูกผีเข้าสิง มัวแต่แอบฝึกยุทธ์อยู่หลังเขาทั้งวัน จนทำให้... จนทำให้สวนสมุนไพรพังพินาศดอกมู่หลานม่วงสูญสิ้นไปหมดขอรับ"
หลังจากยึดเงินของเฉินฉางอันไป เพื่อที่จะปกปิดความจริงผู้ดูแลสามจึงจำต้องแอบเก็บเกี่ยวดอกมู่หลานม่วงที่ยังไม่สุกงอม ส่งไปให้จีเฟิ่งเหยียนเพื่อใช้หลอมโอสถ
อย่างไรเสียมันก็คือดอกมู่หลานม่วงเหมือนกัน ต่างกันแค่เพียงอายุคงไม่ส่งผลต่อการหลอมโอสถเท่าใดนัก หากเื่นี้คุณหนูใหญ่ไม่พบเข้าก็ย่อมดีไป แต่ถ้าพบเข้าเขาก็สามารถโยนความผิดให้แพะรับบาปอย่างเฉินฉางอันได้
อย่างไรคนก็ตายไปแล้วจะยัดเยียดความผิดอย่างไรก็ได้ตามใจเขา ไม่ยอมอย่างนั้นหรือ? ถ้าไม่ยอมก็จงเปิดฝาโลงออกมาเผชิญหน้ากับเขาสิ!
จะว่าไปไอ้เด็กจนนั่นแม้แต่ฝาโลงก็ยังไม่มีปัญญาจะซื้อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าศพถูกโยนลงหน้าผา ป่านนี้หมาป่าคงกินไม่เหลือซากแล้ว… เรียกได้ว่าไม่เหลือแม้แต่ซากศพจริง ๆ
"แม้เฉินฉางอันจะเป็คนดูแลดอกมู่หลานม่วง แต่คุณหนูใหญ่มอบหมายหน้าที่สำคัญในการปลูกและดูแลสมุนไพริญญาให้แก่ข้าน้อย"
ผู้ดูแลสามแสดงสีหน้าที่จริงใจและเศร้าสลด เขาประสานมือแล้วกล่าวต่อ
"ข้าน้อยปกครองคนไม่ดี ขอคุณหนูใหญ่โปรดลงโทษด้วยขอรับ!"
ความผิดฐานปกครองคนไม่ดีตามกฎแล้วก็แค่หักเงินรายเดือนหนึ่งเดือน อย่างมากก็แค่ครึ่งตำลึงเท่านั้น แต่การฆ่าเฉินฉางอันครั้งนี้เขากลับได้เงินมาถึงสิบตำลึงเต็ม ๆ
"เฉินฉางอันอยู่ที่ใด!"
ทว่าจีเฟิ่งเหยียนดูเหมือนจะไม่มีความคิดที่จะจบเื่นี้ลงอย่างง่ายดาย เพราะดอกมู่หลานม่วงที่อายุไม่ถึงเพียงต้นเดียวกลับทำให้สมุนไพรหายากของนางต้องพินาศไปกว่าสิบชนิด
"เฉิน... เฉินฉางอันรู้ตัวว่าทำความผิดมหันต์ ละอายต่อตระกูลจี ละอายต่อคุณหนูใหญ่..."
ผู้ดูแลสามปาดเหงื่อที่หน้าผา แม้จะมีความลนลานอยู่บ้างแต่สถานการณ์ยังคงอยู่ในการควบคุมของเขา
"เขาชิงฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดไปแล้วขอรับ!"
คนตายย่อมไร้พยาน!
จีเฟิ่งเหยียนคิ้วเรียวขมวดมุ่นนางไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้ดูแลสามพูดเป็ความจริงหรือไม่? แต่นางไม่ชอบความรู้สึกที่คนตายไร้พยานเช่นนี้เลย สำหรับนางแล้วการฆ่าผู้ดูแลสามก็เหมือนบี้มดตัวหนึ่ง แต่การจะปกครองคนในตระกูลจีนับพันทุกอย่างต้องดำเนินไปด้วยกฎระเบียบ
เื่ที่เฉินฉางอันแอบฝึกฝนอยู่ที่หลังเขามาตลอดสิบปี จีเฟิ่งเหยียนเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง เพราะมัวแต่หลงใหลในการฝึกฝนจนทำให้สวนสมุนไพรพินาศก็ถือว่าเป็ไปได้
ยามนี้เฉินฉางอันตายไปแล้ว เื่จึงกลายเป็ไร้พยานและไร้ร่องรอยให้สืบสวน...
จีเฟิ่งเหยียนมีความจำเป็เร่งด่วนที่ต้องหลอมโอสถนิพพานจุติขั้นต่ำ นางย่อมไม่เสียเวลาและพลังงานไปเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้แก่คนที่ตายไปแล้วอย่างแน่นอน
"เช่นนั้น ก็ให้..."
ก่อนที่จีเฟิ่งเหยียนจะพูดจบ สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาที่หน้าตำหนักอย่างกะทันหันพร้อมประสานมือกล่าวขึ้น
"คุณหนูใหญ่ เฉินฉางอันขอเข้าพบเ้าค่ะ"