“แกหายหัวไปไหนมาทั้งวันไอ้ตัวดี!” ผู้ใหญ่บ้านเรียกลูกชายอย่างไม่สบอารมณ์ “วันๆ ไม่รู้จักทำงานทำการ ถ้าไม่มีฉันสักคน ต่อไปแกจะอยู่ได้ยังไง”
“พ่อไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอกน่า อีกอย่างพ่อก็ยังแข็งแรงอยู่ไม่ใช่เหรอ เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยคิดก็ยังไม่สาย” หลีไห่ตอบ
“แก!” ผู้ใหญ่บ้านชี้หน้าลูกชายอย่างโมโห “แกกำลังแช่งฉันให้ตายอยู่เหรอ”
“แช่งอะไรกันครับ ก็พ่อถามผมว่าถ้าไม่มีพ่อแล้วผมจะทำยังไง ผมก็ตอบไปว่าเอาไว้ให้ถึงตอนนั้นก่อนค่อยคิด แล้วผมพูดผิดตรงไหน” หลีไห่ยิ้มให้บิดา “พ่ออย่าโมโหไปเลย ในหมู่บ้านนี้มีใครแข็งแรงเหมือนพ่อบ้าง รับรองว่าพ่อต้องอยู่ได้อีกร้อยปีเลยล่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านที่รักลูกชายเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้ฟังคำพูดของเขาก็อดยิ้มไม่ได้ “ฉันจะอายุยืนขึ้นไปอีกถ้าแกทำตัวดีกว่านี้”
“พ่อเชื่อผมสิ ต่อไปผมจะเลี้ยงดูพ่ออย่างดีแน่นอน”
“ให้มันจริงเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้างให้ลูกชาย
ั้แ่ที่ภรรยาเสียชีวิต เขาก็ทุ่มเทความรักให้กับลูกชายมากกว่าลูกสาว หากวันนั้นหลีหรงไม่ไปเล่นซุกซนจนตกไปในแม่น้ำ ภรรยาของเขาก็คงจะไม่ะโน้ำลงไปช่วย โชคดีที่เด็กหญิงรอดชีวิตมาได้ แต่ภรรยากลับจมน้ำเสียชีวิตไปแทน
ั้แ่นั้นผู้ใหญ่บ้านก็ไม่สนใจไยดีลูกสาวอีกเลย แต่หลีหรงเป็เด็กรักดี เธอจึงได้แต่อดทนทำงานหนักหวังว่าสักวันพ่อและพี่ชายจะหันมาสนใจ หรือแม้แต่หันยิ้มให้เธอสักนิดก็ยังดี นี่ก็ถือเป็ความหวังสูงสุดที่เธอจะหวังได้แล้ว
ต่างจากหลีไห่ที่ถูกบิดาเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ จนทำให้เขากลายเป็ผู้ชายเกเรและไม่เอาไหน ทั้งยังรังแกน้องสาวอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้หลีหรงมักจะถูกพ่อทำโทษอยู่บ่อยๆ ซึ่งหลีไห่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร เพราะลูกสาวของแต่ละบ้านก็ถูกปฏิบัติอย่างนี้กันทั้งนั้น
“พ่อ พักนี้อาหรงทำตัวแปลกๆ ไปไหม” หลีไห่ถาม
“แปลกเหรอ? แปลกยังไง ฉันก็เห็นมันออกไปทำงานในไร่ทุกวันนะ” ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าขรึมลงทันที “หรือว่าแกเคยเห็นมันออกไปทำตัวเละเทะกับผู้ชายคนไหน แกรีบบอกฉันมาเดี๋ยวนี้”
“ผมยังไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แค่สงสัยเฉยๆ”
“แล้วที่แกถามมามันหมายความว่าอะไร?”
“ก็พักนี้ผมเห็นอาหรงชอบไปที่แม่น้ำ และยังเป็เวลาเดิมทุกวันด้วย ผมก็เลยสงสัยว่าหล่อนอาจจะไปนัดเจอใครโดยที่เราไม่รู้”
“มันกล้าเหรอ! ถ้ามันกล้าทำเื่งามหน้าอย่างนั้น ฉันจะตีขามันให้หักเลยคอยดู”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกพ่อ แต่เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด พ่อว่าเราควรให้อาหรงแต่งงานออกไปเร็วๆ ดีหรือเปล่า อาหรงของเราทั้งสาวทั้งสวย แถมยังมีพ่อเป็ผู้ใหญ่บ้านด้วย ผมคิดว่าต้องมีคนไม่น้อยที่อยากมาผูกสัมพันธ์กับครอบครัวเรา เราก็ใช้โอกาสนี้เรียกสินสอดมาให้ได้เยอะๆ พ่อเห็นด้วยไหม”
“อืม...ก็ดีเหมือนกันนะ เด็กหนุ่มที่ถึงวัยแต่งงานในหมู่บ้านเราก็มีไม่น้อย เอาไว้พ่อจะไปปรึกษาแม่สื่อดูก็แล้วกัน”
“จะไปปรึกษาแม่สื่อให้เปลืองทำไมล่ะครับ ผมมีเพื่อนอยู่ในเมืองตั้งหลายคน เดี๋ยวผมไปถามพวกเขาให้ก็ได้ ให้อาหรงแต่งกับคนในเมือง ยังดีกว่าให้หล่อนแต่งกับผู้ชายในหมู่บ้าน พ่อไม่คิดว่าลูกเขยคนเมืองจะมีหน้ามีตากว่าลูกชาวบ้านธรรมดาๆ เหรอ”
“เพื่อนของแกเชื่อถือได้ไหมล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านถาม ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยรักลูกสาวเท่าไหร่ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าการแต่งงานเป็เื่สำคัญ อย่างน้อยให้ลูกสาวแต่งกับคนดีสักหน่อย ิญญาของภรรยาก็จะตำหนิเขาไม่ได้
“เชื่อถือได้สิพ่อ เอาไว้ผมไปคุยกับเขาให้ รับรองว่าสินสอดที่จะได้ต้องไม่อายใครอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นผมจะได้เอาเงินก้อนนี้ไปสู่ขอภรรยาที่ทั้งสวยและกตัญญูมาช่วยดูแลพ่อสักคน แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างปลื้มใจ จนลืมนึกถึงเื่ของลูกสาวในทันที “ใช่ๆ แกต้องเรียกสินสอดให้ได้เยอะๆ จากนั้นแกก็จะได้แต่งงานและมีหลานชายน่ารักๆ มาให้พ่อได้อุ้มเสียที”
หลีไห่ยิ้มอย่างพอใจ สินสอดที่ว่าจะได้สักเท่าไหร่กัน เขาแค่ติดหนี้เพื่อนคนนั้นแต่ไม่มีปัญญาหาเงินไปใช้คืน ถ้าหักหนี้ไปแล้วยังไม่รู้เลยว่าสินสอดจะเหลือถึงห้าสิบหยวนหรือเปล่า แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อพ่อรับปากแล้ว เขาก็แค่ต้องไปบอกกับเพื่อนคนนั้นให้มาแต่งกับน้องสาวเร็วๆ เท่านั้นเอง ‘โทษฉันไม่ได้นะอาหรง เกิดเป็ลูกผู้หญิงก็ต้องเสียสละเพื่อครอบครัวอย่างนี้ อีกอย่างเพื่อนฉันคนนี้ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก แค่...แค่พิการขาเป๋เท่านั้นเอง’
ไม่รู้ว่าเป็เื่ดีหรือเื่ร้ายที่หลีหรงกลับมาทันได้ยินคำพูดของพ่อและพี่ชายพอดี หลังจากที่เธอไปบอกโจวอ้ายเหม่ยว่าระยะนี้เธอจะไม่มาเรียนหนังสืออีกแล้ว เพราะกลัวพี่ชายกับพ่อจะจับได้ ซึ่งโจวอ้ายเหม่ยก็เข้าใจ จากนั้นเธอก็รีบกลับมาบ้าน แต่สิ่งที่เธอได้ยินมันคืออะไร พ่อกับพี่ชายอยากจะส่งเธอให้ไปแต่งงานกับคนในเมืองเพื่อหวังจะเรียกค่าสินสอดในราคาสูง
หลีหรงหนาวเหน็บในหัวใจ พ่อกับพี่ชายมองเธอเป็แค่สินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้นหรือ พวกเขาเห็นเธอมีค่าแค่สินสอดก้อนเดียว แล้วความสุขหลังจากนี้ของเธอล่ะ พวกเขาไม่คิดจะสนใจแล้วใช่ไหม เธอจะเป็ตายร้ายดียังไงพวกเขาก็จะไม่สนใจแล้วใช่ไหม ยิ่งคิดเท่าไหร่ หลีหรงก็ยิ่งหมดหวัง เธอไม่้าความรักจากพ่อและพี่ชายอีกต่อไปแล้ว แต่เธอจะทำยังไงได้ล่ะ เธอจะหนีไปไหนได้
“ปินเซ่อ เมื่อวานฉันลองนับเงินดูแล้วนะ ดูเหมือนเงินจะขาดไปนิดหน่อย” เจียงโม่โฉวถามขณะที่เขายังก้มหน้าจัดแผงขายของต่อ โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าลำบากใจของจางปินเซ่อ
จางปินเซ่อก้มหน้า “พี่ชายกับพี่สะใภ้เห็นผมขายของอยู่ในมณฑลพอดีครับ พวกเขาก็เลยหยิบขนมกับผลไม้บางส่วนไป”
“พวกเขาบอกอยากได้ นายก็อนุญาตเหรอ สินค้าของฉันมีไว้ขาย ไม่ได้มีไว้ทำบุญกับคนเลว” เจียงโม่โฉวพูดอย่างโมโห
“ผมไม่ได้จะโกงพี่นะครับ ผมตั้งใจจะจ่ายเงินให้พี่อยู่แล้ว แต่เมื่อวานผมมัวแต่ดีใจที่สินค้าของพี่ขายดี ผมก็เลยลืมบอกพี่เื่นี้ไป พี่หักจากเงินค่าจ้างของผมได้เลยครับ”
เจียงโม่โฉวถอนหายใจ “ฉันไม่ได้งกถึงขนาดนั้น แต่ฉันแค่ไม่อยากให้พวกเขามาเอาเปรียบนาย ในเมื่อพวกเขาอยากกิน พวกเขาก็ต้องจ่ายเงินซื้อเองสิ ตัดขาดและแยกออกมาอยู่คนเดียวแล้ว ทำไมนายไม่หัดใจดำเหมือนพวกเขาบ้าง แล้วถ้าต่อไปพวกเขาคอยมาเอาสินค้าอย่างอื่นไปอีก นายก็จะต้องเป็คนจ่ายเงินให้พวกเขาอยู่อย่างนี้เหรอ”
“ผมกลัวว่าถ้าพวกเขาไม่พอใจแล้วพวกเขาจะกลับไปบอกแม่ ผมไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจน่ะครับ”
“ที่พูดฉันก็พูดไปหมดแล้ว ถ้านายอยากกตัญญูแบบไม่ลืมหูลืมตานายก็ทำต่อไป ฉันจะหักค่าสินค้าจากค่าจ้างของนายก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับพี่โม่โฉว งั้นผมไปมณฑลแล้วนะ”
“ไปเถอะ พี่ต้าเฝิงจอดรถเข็นรอนายอยู่ที่เดิมนั่นล่ะ”
จางปินเซ่อรีบเดินออกจากตลาดมืดไป เขาเข้าใจว่าสินค้าที่เขาต้องนำไปขายเป็ของเจียงโม่โฉว เขาจึงตั้งใจจะเอาเื่นี้มาบอกและอยากขอโทษเจียงโม่โฉวก่อนที่จะไปขายของที่มณฑล แต่ไม่คิดว่าพี่โม่โฉวจะเป็คนพูดขึ้นมาก่อน ยังดีที่พี่โม่โฉวไม่คิดว่าเขาแอบขโมยเงิน เขากลัวว่าเขาจะตกงานแล้วจริงๆ
“ปินเซ่อ!”
จางปินเซ่อได้ยินเสียงเรียกก็หันกลับไปมอง “มีอะไรเหรอครับแม่”
ยายจางเดินมาหาลูกชายพร้อมกับยัดเงินใส่มือลูกชายไปอย่างไม่ยอมให้เขาปฏิเสธ “แม่ได้ยินที่ลูกกับเจียงโม่โฉวคุยกันหมดแล้ว ลูกเอาเงินนี้ไปคืนเขาก่อนเถอะ ต่อไปถ้าพี่ชายกับพี่สะใภ้ของลูกไปเอาของมาอีก ลูกก็มาบอกแม่ แม่จะเป็คนจ่ายเงินให้เอง”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ พี่โม่โฉวหักจากเงินค่าจ้างของผมไปแล้ว แม่เก็บเงินนี้ไว้เถอะครับ ถ้าว่างแม่ก็ให้พี่ใหญ่พาไปหาหมอสักหน่อย ผมเห็นว่า่นี้แม่เดินไม่ค่อยสะดวก อาการปวดหัวเข่ากลับมาอีกแล้วใช่ไหมครับ”
“แม่ยังมีเงินเก็บอยู่ ลูกไม่ต้องห่วงแม่หรอก แล้วบ้านเช่า...”
“ผมจะอยู่ที่นั่นอีกไม่นานหรอกครับ เอาไว้เก็บเงินได้อีกสักก้อน ผมจะไปเช่าบ้านอยู่ในละแวกที่ดีกว่านี้”
“ลูก...ลูกยังโกรธแม่อยู่ใช่ไหม” ยายจางถามเสียงสั่น นางเสียใจกับการกระทำของตัวเองจริงๆ แต่นางต้องเลือกความปลอดภัยของลูกสะใภ้ นางจะปล่อยให้หลานชายที่อยู่ในท้องของลูกสะใภ้เป็อะไรไปไม่ได้
“ผมจะโกรธแม่ทำไมล่ะครับ แม่เลือกพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ก็ถูกแล้ว แม่ครับ...ผมต้องรีบไปทำงานแล้วนะครับ”
“ปินเซ่อ...ลูก...” ยายจางน้ำตาไหลอย่างเสียใจ ถึงแม้คำพูดและการกระทำของลูกชายคนเล็กจะยังแสดงถึงความกตัญญู แต่นางกลับรับรู้ได้ถึงความห่างเหินในท่าทีนั้น
“ผมจะฝากเงินเข้าบัญชีของแม่เดือนละสิบหยวนทุกเดือนนะครับ แต่มากกว่านั้นผมคงให้ไม่ได้แล้ว แม่ดูแลตัวเองดีๆ นะครับ”
“ลูกจะไม่กลับไปหาแม่ที่บ้านแล้วหรือ”
จางปินเซ่อหันมามองมารดา “ผมกลับไปที่บ้านนั้นไม่ได้แล้วครับ แม่คงไม่รู้ว่าที่ผมถูกทำร้ายจนต้องเข้าโรงพยาบาลเป็ฝีมือของพี่ใหญ่ เพราะพี่ใหญ่้าเงินห้าหยวนคืน”