บทที่ 12
เป็ใครกันแน่
เพียงพริบตาเดียวเทพผู้รู้ก็มายืนอยู่ตรงหน้าของจิ่วเหริน ทั้งที่ตอนแรกเขาอยู่ห่างจากนางตั้งหลายก้าว สายตาเรียบเฉยมองมาที่นางด้วยความสงสัย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความว่างเปล่า
“มีความเป็เทพ ทว่ากลับถูกผนึกพลังเอาไว้”
“!!!”
“พลังเทพของเ้าแปลกประหลาด”
เขายังคงเดินวนรอบกายของจิ่วเหริน และเอ่ยพูดถึงสิ่งที่น่าสงสัยจนจิ่วเหรินแทบจะหยุดหายใจ
เทพผู้รู้ยกฝ่ามือขึ้นมาและปล่อยพลังบางอย่าง ร่างของจิ่วเหรินลอยสูงขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความใและหวาดกลัว
“ท..ท่าน!!! ปล่อยข้านะ จะทำสิ่งใด!!!”
จิ่วเหรินที่อยู่ในอาภรณ์สีเรียบดั่งเซียนทั่วไป ก็เปลี่ยนเป็อาภรณ์สีชาด ปราณวิหคเทพโผล่ขึ้นกลางหน้าผาก รอบกายของนางแผ่ซ่านไปด้วยพลังที่แท้จริง เมื่อเห็นว่าตัวตนถูกเปิดเผย จิ่วเหรินพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการนี้ นางมิอาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าตนเองคือวิหคสีชาด ทว่าพลังในกายของนางกลับไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยสักอย่าง
เพียงครู่เดียวร่างของนางก็กลับลงมายืนที่พื้นดังเดิม ท่ามกลางรอยยิ้มของเทพผู้รู้
“ย..อย่าเข้ามานะ! ท่านอย่ามายุ่งกับข้า”
“เป็วิหค ไฉนจึงตั้งท่าดุดันเยี่ยงเสือไปได้ ข้าไม่ทำอันใดเ้าหรอก”
จิ่วเหรินถอยหลังไม่ยอมเชื่อฟัง ร่างจริงที่เก็บซ่อนเอาไว้ถูกเทพตรงหน้าจับได้ นางในอาภรณ์สีชาด ปราณวิหคเทพ ในตอนนี้ผนึกที่ท่านปู่ใช้มันเพื่อเก็บความลับแตกออกอย่างสมบูรณ์
“เสิ่นซ่างฉือผนึกพลังเ้าอย่างไรกัน? ผนึกจึงไม่สมบูรณ์จนจับความเป็เทพได้”
“ท..ท่าน!!!”
เทพผู้นี้รู้จักกับท่านปู่ของจิ่วเหริน เอ่ยชื่อที่นางคะนึงหาอย่างสนิทสนม จิ่วเหรินหยุดเดินถอยหลังในทันที แววตาของนางมีเพียงความสงสัยและไม่เข้าใจ
“ทำไม? ข้าเอ่ยชื่อคนผู้นี้ขึ้นมา เ้าแปลกใจมากเลยอย่างนั้นหรือ?”
“เขาคือท่านปู่ของข้า”
กลายเป็เทพผู้รู้ที่ต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจขึ้นมา เสิ่นซ่างฉือครองพรหมจรรย์ แอบไปมีหลานสาวที่เป็วิหคเทพตอนไหนกัน มิน่าเล่าถึงได้ยอมสละพลังชีวิตตนเองเพื่อนางผู้นี้
“ข้ากับเสิ่นซ่างฉือเป็สหายกัน เราบำเพ็ญเพียรและบรรลุพร้อมกัน เขาเลือกที่จะไปอยู่เผ่าเทพ ในขณะที่ข้าเลือกอยู่ที่นี่”
“...”
“ข้าไม่เคยได้ข่าวคราวของเขา เพราะเอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรหวังสำเร็จขั้นสูงสุด”
จิ่วเหรินมีท่าทางผ่อนคลายขึ้นเมื่อคนตรงหน้าคือสหายของท่านปู่
“ท่านปู่ของข้าจากไปแล้ว”
“ข้ารู้”
“ท่านรู้? เมื่อครู่ท่านบอกมิใช่หรือว่าไม่ได้ติดต่อกับท่านปู่มานาน”
“ผนึกพลังที่เสิ่นซ่างฉือปิดมันให้เ้า มาจากพลังชีวิตของเขาเกือบครึ่ง มิเช่นนั้นก็คงปิดบังตัวตนเ้ามาไม่ได้ถึงวันนี้ หากเ้าเป็วิหคเทพทั่วไปมันก็คงง่าย แต่เ้าไม่ใช่ เ้าเป็วิหคสีชาด”
“ย..อย่างไรนะเ้าคะ..”
“เสิ่นซ่างฉืออาจมีอายุยาวนานหากไม่ต้องสละพลังชีวิตมากถึงเพียงนี้”
จิ่วเหรินคุกเข่าลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง หยดน้ำตามากมายทะลักออกมาจากหน่วยตา หัวใจของนางปวดร้าวเจียนขาดใจ สิ่งที่นางได้ยินจากเทพผู้รู้นั้นมันเหมือนมีดพันเล่มกำลังแทงนาง จิ่วเหรินทำเื่มากมายที่วุ่นวายโดยไม่ฟังคำเตือนของท่านปู่ ทั้งที่ท่านยอมสละชีวิตเพื่อนาง
“ตลอดการบำเพ็ญของข้ากับเสิ่นซ่างฉือ เขาไม่เคยยอมทุ่มสุดตัวเพียงนี้มาก่อน”
“...”
“ในเมื่อปณิธานของสหายข้าคือปกป้องเ้า ซ่อนเ้าจากทุกสายตาของผู้ที่คิดทำลาย ข้าก็จะสานต่อมันให้กับเขาเอง”
เทพผู้รู้ที่ไม่แม้จะบอกนามของตนเอง ยกฝ่ามือและปล่อยพลังสาดใส่กายของจิ่วเหริน อีกครั้งที่นางใจนเลิกร้องไห้ ราวกับว่ามีเปลวเพลิงนับพันกำลังเผาร่างของนาง จิ่วเหรินกรีดร้องด้วยความเ็ป ในกายของนางนั้นถูกบีบรัดจนคิดว่าต้องสิ้นลมเป็แน่
พลันอาภรณ์สีชาดที่สวมก็เปลี่ยนกลับเป็อาภรณ์สีเรียบ ปราณวิหคเทพเลือนหายไป พลังเทพของจิ่วเหรินถูกเก็บซ่อนกลับดังเดิม นางกลายเป็เพียงเซียนทั่วไปอย่างที่ท่านปู่ปรารถนา
เม็ดเหงื่อไหลโทรมกาย จิ่วเหรินล้มนอนหมดแรงลงกับพื้น ดวงตาปิดสนิทสติดับวูบไปในที่สุด
“จิ่วเอ๋อร์..”
ที่นั่นไม่มีผู้ใดเลยสักคน มีเพียงป่าสีชาดที่มีใบไม้สามสีร่วงโรย เป็สถานที่ที่จิ่วเหรินได้พบกับท่านปู่เป็ครั้งแรก
“จิ่วเอ๋อร์ หลานรัก..”
แว่วเสียงที่คุ้นเคยแทรกเข้ามาในโสตประสาท จิ่วเหรินลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เห็นว่าตนเองกลับมาที่ป่าสีชาดก็ผุดลุกนั่งด้วยความใ เป็ไปได้อย่างไรกัน!
“จิ่วเอ๋อร์”
ชายชราผมขาวโพลนอยู่ในอาภรณ์สีขาวที่คุ้นตา จิ่วเหรินเบิกตากว้างระคนดีใจจนเก็บไม่อยู่ นางโผเข้ากอดผู้ที่เลี้ยงดูนางมาด้วยความรัก
“ท่านปู่! ฮึก... จิ่วเหรินคิดถึงท่าน”
“จิ่วเอ๋อร์ ไม่เป็อะไรแล้ว ปู่อยู่กับเ้าที่นี่แล้ว” น้ำเสียงแห่งความเมตตาปราณีนั้นไม่แปรเปลี่ยน หยดน้ำตาของจิ่วเหรินไหลพรูออกมา เมื่อนึกถึงคำพูดของเทพผู้รู้
“เพราะข้า! ฮึก.. ฮือ เพราะข้าท่านปู่ถึงต้องจากไป”
“...”
“ข้าทำให้ท่านลำบาก ข้าไม่ได้เื่เลย ท่านปู่ข้าขอโทษ ฮือออ...” จิ่วเหรินคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้ ทว่าเสิ่นซ่างฉือผู้เป็ปู่กลับมีแต่รอยยิ้ม เขาย่อกายลงและกอดนางเอาไว้แนบอกด้วยความรัก
“ปู่เคยบอกเ้าว่าอย่างไร? เหตุใดจึงลืมเลือนมันเล่า”
“ฮือ...”"
“ขอแค่จิ่วเอ๋อร์ปลอดภัย อะไรปู่ก็สละได้ทั้งนั้น เ้าน่ะใช้ชีวิตให้มีความสุขเถิดหนา” ฝ่ามือเหี่ยวย่นลูบศีรษะหลานสาวที่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอด
“ขะ..ข้าอยากอยู่กับท่านปู่ ข้าไม่อยากอยู่ลำพัง”
“ลำพังที่ไหนกัน ปู่ก็อยู่กับเ้ามาตลอด ครึ่งหนึ่งของปู่ฝากไว้ที่เ้าแล้ว”
รอยยิ้มของเสิ่นซ่างฉือนั้นอ่อนโยนแฝงไปด้วยความปราณี ทำให้จิ่วเหรินสงบลงและเอ่ยสิ่งที่ติดอยู่ในใจ นางสารภาพความผิดที่ก่อให้ท่านปู่รับรู้
“ข้าทำเื่ชั่วช้าเสียแล้วท่านปู่ ข้าใช้โลหิตวิหคสีชาดนำซือเหยียนกลับมาจากความตาย”
เสิ่นซ่างฉือนิ่งไปชั่วขณะ เพ่งมองใบหน้าของหลานสาวที่แสดงถึงความวิตกกังวลและทุกข์ใจ จิ่วเหรินไม่เคยศึกษาการใช้โลหิตวิหคสีชาด นั่นก็เพราะเขาไม่อยากให้จิ่วเหรินไปยุ่งเกี่ยว
“ทำอะไรลงไปจิ่วเอ๋อร์”
“...”
ดวงตากลมโตสั่นระริกอย่างคนเสียใจ เมื่อได้ยินท่านปู่เอ่ยคำถามที่นางเองก็ตอบไม่ได้
“ข้าขอโทษท่านปู่ ซือเหยียนปกป้องเผ่าเทพจนตัวตาย แต่ข้า.. ฮึก ข้ากลับทนเห็นเขาตายไม่ได้”
“ที่ข้าไม่เคยอยากให้เ้าเรียนรู้เคล็ดวิชาโลหิตวิหคสีชาด นั่นก็เพราะข้าไม่อยากให้เ้ามีชะตากรรมเดียวกันกับบิดาของเ้า”
“!!!”
“บัดนี้ซือเหยียนกำลังทำเื่ชั่วช้าใช่หรือไม่?”
“ท..ท่านปู่..”
“หากย้อนคืนเวลาก็ยังพอแก้ไขได้อยู่จิ่วเอ๋อร์ ทว่าสิ่งที่เ้าทำลงไปนั้นคือการฝืนชะตากรรม เ้าเลือกที่จะเอาชีวิตของซือเหยียนคืนมา ทั้งที่เขาควรไปเยือนปรโลก”
“...”
เสิ่นซ่างฉือถอนหายใจอย่างปลงตก พูดตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดอีก จิ่วเหรินกระทำการลงไปโดยขาดความยั้งคิดและความรู้ ต้องโทษเขาที่เอาแต่ซ่อนนาง ไม่ยอมให้นางได้เรียนรู้วิถีของวิหคสีชาดอย่างที่ควรจะเป็
“ท่านปู่ เคล็ดวิชาโลหิตวิหคสีชาดนั้นข้าจะตามมันให้พบ”
“หือ..”
“ข้ามาพบสหายของท่าน เทพผู้รู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำนานนับพันปี ข้าพบเขาแล้ว”
นางยังคงมีความหวังว่าตนจะแก้ชะตากรรมครั้งนี้ได้ เสิ่นซ่างฉือเงยหน้ามองท้องฟ้า ครั้งหนึ่งก็เคยมีคนบอกว่าจะแก้มันได้ สุดท้ายก็จบลงด้วยการถูกพรากลมหายใจ เขามิอาจทนเห็นจิ่วเหรินต้องสิ้นลมตายจาก เพียงแค่คิดเสิ่นซ่างฉือก็เ็ปหัวใจไม่น้อย
“เคล็ดวิชานั้นข้าหามันจนวันสุดท้ายของชีวิต”
“แม้แต่วันที่บิดาของเ้าสิ้นลมหายใจต่อหน้าของข้า ก็ยังเป็วันที่ข้าตามหาเคล็ดวิชาเพื่อช่วยเขา”
ร่างของท่านปู่ค่อยเลือนหายไป จิ่วเหรินร้องเรียกสุดเสียงจนกระทั่งทุกอย่างดับสนิทอีกครั้ง
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด