หลี่เฟยเทียน องค์ชายเก้า ฉีตงหยาง⚔ หลี่เฟยเทียน—ทหารหน่วยรบพิเศษ ทะลุมิติสู่ร่างองค์ชาย!
กลางเวหา—เขาถูกฟ้าผ่าขณะโดดร่มฝึกซ้อม ดวงจิตทะลุมิติสู่ร่าง "ฉีตงหยาง" องค์ชายผู้ถูกปองร้าย ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าสู่วังหลวง!
???? จากนักรบสู่เชื้อพระวงศ์ด้วยไหวพริบ ฝีมือ และความรู้จากโลกยุคใหม่ เขาใช้ทุกกลยุทธ์เอาตัวรอด ทวงคืนสิทธิ์แห่งบัลลังก์ และพลิกเกมการเมืองอันลึกลับ!
❤️ หญิงงามผู้เกี่ยวพันเหยาหนิงเหอ – สตรีปริศนาผู้มอบโอกาสใหม่เหยาหนิงเจี้ยน – น้องสาวผู้กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวฮองเฮาหลิวจางลี่ – หญิงผู้กุมอำนาจในวังหลวงหลี่ถิงถิง – สาวงามผู้ท้าทายหัวใจ
ศึกบัลลังก์! กลยุทธ์! ศาสตร์ยุคใหม่!เมื่อทหารหน่วยรบพิเศษต้องเอาตัวรอดในโลกจีนโบราณ เขาจะเป็เพียงองค์ชายไร้อำนาจ...หรือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่!?
???? สงครามเริ่มแล้ว! ติดตาม "ฉีตงหยาง" ได้ในนิยายเื่นี้!
----------
ฟ้าส่งข้ามาเป็องค์ชาย
----------
"องค์ชาย... หัวใจข้าราวกับเรือน้อยที่ลอยล่องท่ามกลางพายุ หากท่านยังรุกรานเช่นนี้ ข้าเกรงว่าจะจมสู่ห้วงฝันอันลึกซึ้งเสียก่อน"
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ปากสีแดงระเรื่อเผยอเล็กน้อย ลมหายใจร้อนผ่าวของนางคลอเคลียใบหน้าของเขา
"จางลี่ ข้าจะพาท่านไปถึงฝั่งแห่ง์ด้วยหัวใจรักของข้า หากเรือของท่านจะจม ก็จงจมลงในอ้อมกอดของข้าให้สุดซึ้ง"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าอ่อนโยนราวสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า มือของเขาค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวของนางขึ้นไปตามแนวสันหลัง ราวกับกำลังร้อยเรียงบทกวีด้วยปลายนิ้ว
น้ำในอ่างเริ่มกระเพื่อมแรง ดุจคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งเมื่อพายุโหมกระหน่ำ ร่างของทั้งสองเคลื่อนไหวประสานกันอย่างลงตัว ราวหยินและหยางที่หมุนวนเป็หนึ่งเดียว
น้ำในอ่างกระเพื่อมแรงขึ้นตามจังหวะแห่งความปรารถนา หยดน้ำกระเซ็นเปียกพื้นไม้รอบข้าง เสียงน้ำกระทบดังสอดประสานกับลมหายใจที่ถี่รัว
---------
“เ้ามีฝีมือไม่เลว กล้าบุกรุกตำหนักเยว่ฮวาได้ถึงเพียงนี้”
เสียงเบาของผู้ไล่ตามดังขึ้นฟังดูเป็เสียงสตรี นั้นคือหนึ่งในองครักษ์ลับของตำหนักเยว่ฮวา วรยุทธ์อยู่ในขั้นสูง แม้จะไม่อยู่ในระดับที่สามารถต่อกรกับผู้บุกรุกทุกรายได้ แต่ก็เพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู หรือผู้บุกรุกได้
ผู้บุกรุกไม่ตอบ มันเพียงแสยะยิ้มใต้ผ้าคลุมหน้า ก่อนจะพุ่งเข้าใส่องครักษ์ด้วยความเร็วราวสายฟ้า หมัดขวาของมันพุ่งตรงไปที่ใบหน้า แต่นางกลับยกแขนซ้ายขึ้นปัดป้องได้ทัน ฝ่ามือของนางตอบโต้ด้วยการตวัดไปที่ลำคอของศัตรู ทว่าผู้บุกรุกก้มหลบได้อย่างหวุดหวิด แล้วใช้เข่าซัดเข้าใส่ชายโครงของนางเต็มแรง
“อุ๊ก!”
องครักษ์กัดฟันกลั้นเสียงร้อง ตัวเซไปเล็กน้อย แต่ไม่ยอมให้เสียท่า นางเหวี่ยงศอกขวากลับไปกระแทกเข้าที่ขมับของผู้บุกรุก เสียงกระดูกกระทบกันดังกร๊อบ ผู้บุกรุกถอยหลังไปสองก้าว มือยกขึ้นแตะที่ขมับของตนเอง แต่เพียงเสี้ยววินาที มันก็พุ่งกลับเข้ามาอีกครั้ง
คราวนี้ทั้งสองฝ่ายแลกหมัดกันอย่างดุเดือด หมัดเท้าเข่าศอกถูกงัดออกมาใช้อย่างไม่ยั้ง เสียงลมที่ถูกตีกระแทกดังวูบวาบไปทั่วลาน ฝุ่นผงฟุ้งกระจายใต้แสงจันทร์ ผู้บุกรุกเตะตวัดไปที่ขาขององครักษ์หวังให้ล้มลง แต่นางะโหลบได้ทัน แล้วใช้ฝ่ามือตบลงไปที่ไหล่ของศัตรูอย่างแรง มันเซไปข้างหนึ่ง แต่ไม่ยอมแพ้ มือซ้ายของมันคว้าข้อมือของนางไว้ แล้วบิดอย่างรุนแรงหวังหักกระดูก
“เ้ามันชั่วจริงๆ!”
องครักษ์ะโออกมา นางดึงแขนกลับด้วยพลังปราณภายใน แล้วใช้เท้าถีบเข้าที่ท้องของผู้บุกรุกเต็มแรง ร่างในชุดดำกระเด็นถอยไปไกล แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างน่าประหลาด
ทั้งสองเผชิญหน้ากันอีกครั้ง หอบหายใจอย่างหนัก ทันใดนั้นผู้บุกรุกก็พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้มันรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือขวา แล้วซัดเข้าไปที่หัวไหล่ขององครักษ์เต็มแรง
“พลั่ก…!”
องครักษ์ร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะทรุดลงไปคุกเข่าข้างหนึ่ง ผู้บุกรุกฉวยโอกาสนี้หันตัวะโข้ามกำแพงสูงของตำหนัก หายวับไปในเงามืดของราตรี
----------
ภาพที่ปรากฏต่อสายตากลับงดงามเกินคาดหมาย หลิวจางลี่ องครักษ์พิเศษผู้ติดตามเขาใกล้ชิดดุจเงา กำลังนั่งสงบนิ่งราวรูปสลักหยกขาว ดวงตาคู่งามปิดสนิท ใบหน้างามละมุนประหนึ่งดอกบัวแรกแย้มที่ยังไม่ถูกน้ำค้างยามเช้าแตะต้อง
นางกำลังฝึกลมปราณตามเคล็ดวิชาที่เขาเคยถ่ายทอดให้อย่างลับๆ เส้นสายพลังปราณในร่างนางไหลวนอย่างนุ่มนวล เหนือศีรษะของนางมีกลุ่มควันบางเบาจางๆ ลอยอ้อยอิ่งราวหมอกยามเช้าที่ล่องลอยปกคลุมยอดเขา ดุจพลังแห่ง์และปฐีหลอมรวมเป็หนึ่ง งดงามลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ทันใดนั้น ดวงตาคู่คมของหลิวจางลี่พลันเบิกกว้างราวนกอินทรีตื่นจากภวังค์ มือเรียวงามของนางแตะัักระบี่ที่วางเคียงกายราวเป็ส่วนหนึ่งของลมหายใจ
กระบี่เล่มนั้นพุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด แสงเย็นเยียบจากคมกระบี่สะท้อนแสงตัดผ่านอากาศ ประหนึ่งได้รับคำสั่งจากจิติญญาของนาง
มันพุ่งเข้าหาฉีตงหยางด้วยความเร็วที่สายตาคนธรรมดาจะตามแทบไม่ทัน เสียงลมกรีดอากาศดังครางแ่ราวเพลงมรณะ ทว่าเขากลับยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น สบายใจดุจลมฤดูใบไม้ผลิ แขนเสื้อกว้างสะบัดเพียงเล็กน้อยราวคลื่นน้ำกระเพื่อม
กระบี่เล่มนั้นพลันเสียหลักหมุนคว้างกลางอากาศดุจใบไม้ร่วงหล่น เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือขวาคว้าด้ามกระบี่ได้อย่างแม่นยำก่อนที่มันจะััพื้นดินเพียงเสี้ยววินาที การเคลื่อนไหวทั้งหมดลื่นไหลงดงามราวระบำแห่งสายลมและเงา
----------
“ฝ่าา พื้นที่เมืองตงไห่อยู่ในความดูแลของเสนาบดีหวงตี้ หากข้าพระองค์เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยพลการ เกรงว่าจะเป็การก้าวก่ายหน้าที่ ไม่ให้เกียรติแก่ผู้รับผิดชอบ ข้าพระองค์จึงรอคำสั่งจากฝ่าาก่อนเสมอ”
คำตอบของฉีตงหยางเหมือนหยาดน้ำเย็นที่หยดลงในกองไฟแห่งความกริ้วของจักรพรรดิ ทว่ากลับยิ่งจุดประกายความไม่พอพระทัยให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
“เกี่ยงกันไปมา!”
จักรพรรดิตวาด
“ราษฎรเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เ้ากลับมัวแต่คำนึงถึงเกียรติยศของขุนนาง แทนที่จะให้ความสำคัญกับความทุกข์ของประชา เ้าผิดหวังในตัวเรานัก ตงหยาง!”
ฉีตงหยางก้มพระเศียรลงเล็กน้อย รับคำตำหนิโดยมิได้โต้แย้ง แต่แววตาของเขายังคงเย็นเยือกและมั่นคงราวหินผา
จักรพรรดิหันพระพักตร์ไปยังเสนาบดีหวงตี้ ซึ่งยืนอยู่ข้างบัลลังก์ ชุดคลุมสีแดงเข้มปักลายทองดูจะหนักอึ้งเกินกว่าที่ร่างอ้วนฉุของเขาจะรับไหว
“หวงตี้ เ้าทราบเื่นี้หรือไม่? หากทราบแล้ว เ้าแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?”
เสนาบดีหวงตี้รีบทรุดตัวลงคุกเข่า มือทั้งสองประสานกันแน่นราวกลัวว่าจะหลุดออกจากกัน เขาทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฝ่าา! ข้าพระองค์เฝ้าดูแลเมืองตงไห่ด้วยความจงรักภักดี ราษฎรที่นั่นมีความสุขดี ไม่เคยมีผู้ใดมาร้องเรียนต่อข้าว่ามีความเดือดร้อนแต่อย่างใด เื่น้ำท่วม เื่ภัยแล้ว เื่เด็กหาย ข้าพระองค์มิเคยได้รับรายงานเลยแม้แต่น้อย ขอฝ่าาโปรดพระเมตตา ข้าจะรีบสืบเื่นี้ให้กระจ่างโดยเร็วขอรับ!”
ทันใดนั้น หลี่จื้อหยวนก้าวออกมาอีกครั้ง ดวงตาเป็ประกายด้วยความมุ่งมั่น
“ฝ่าา ข้าพระองค์มีข้อขัดแย้ง! มีรายงานชัดเจนว่าราษฎรเมืองตงไห่เคยยื่นหนังสือร้องเรียนถึงจวนของท่านเสนาบดีหวงตี้แล้ว แต่ผู้ที่กล้ายื่นคำร้องเ่าั้กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าร้องเรียนอีก หากเสนาบดีหวงตี้มิได้รับหนังสือเ่าั้จริง ดังนั้นเื่นี้ย่อมผิดปกติอย่างยิ่ง! มีบางอย่างถูกปกปิดอยู่ในเมืองตงไห่แน่นอนพะยะค่ะ!”
คำพูดของหลี่จื้อหยวนดุจสายฟ้าที่ผ่าลงกลางห้องทรงอักษร เสนาบดีหวงตี้หน้าซีดเผือดยิ่งขึ้น มือที่ประสานกันสั่นเทิ้มจนเห็นได้ชัด รัชทายาทที่ยืนอยู่นอกวงสนทนายกมุมปากเล็กน้อยราวกำลังครุ่นคิด ส่วนฉีตงหยางมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเ็า ดวงตาของเขาเปล่งประกายเ้าเล่ห์ราวรู้ว่ากระดานหมากนี้กำลังจะพลิกผัน
----------