ฟางเฟยเดินตามคนงานในบ้านของคุณปู่เกาซูว่าน มาที่ห้องทำงานที่อยู่ภายในตัวบ้าน ไม่ใช่ในศาลเ้าแบบเมื่อตอนเช้า มีแม่บ้านนำขนมและน้ำชามาให้หญิงสาว
“นายท่านอยู่ในสวน ขอคุณหนูรอสักครู่ค่ะ”
“ได้ค่ะไม่เป็ไร หนูมาถึงก่อนเวลานัด ไม่ได้บอกล่วงหน้าต้องขอโทษเช่นกันค่ะ”
แม่บ้านพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้เธอก่อนเดินออกไป
ในห้องทำงานคุณปู่ นอกจากโต๊ะทำงานที่มีปกติทั่วไป ยังมีภาพเขียน และภาพตัวอักษรจีนมงคลต่าง ๆ ยังมีชั้นวางอาวุธอยู่ที่มุมห้องด้วย ฟางเฟยรออยู่นานแต่ก็ยังไม่มีใครมา เธอเริ่มเดินสำรวจดูอาวุธต่าง ๆ ที่มีโชว์ในห้อง
“เธอสนใจอาวุธพวกนี้ด้วยเหรอ” คุณปู่เกาซูว่านเดินเข้ามาพร้อมกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้อันเล็ก
“หนูสนใจ ที่ดูสวยและเหมือนผ่านการใช้งานมาจริง ไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง”
“ใช่ ทุกชิ้นผ่านการใช้งานมาจริง ๆ ฉันเป็ครูสอนเพลงดาบพวกนี้เอง ถ้าหนูสนใจฉันจะช่วยสอนให้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่ หนูคงถนัดร่ายรำมากกว่า แขนขาคงอ่อนแรงเกินกว่าจะใช้อาวุธ”
คุณปู่ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ตระกูลเราแบ่งออกเป็ 2 ฝ่ายมาแต่ครั้งอดีต ส่วนหนึ่งคือนักรบหรือผู้ทำลาย ส่วนหนึ่งคือผู้รักษาหรือผู้สร้าง แต่รวมกันแล้วก็คือผู้พิทักษ์”
“ผู้พิทักษ์ หนูไม่เคยรู้อะไรพวกนี้เลย คงเพราะครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่อื่น เลยไม่มีใครคิดพูดคุยถึงรายละเอียด”
“ถือว่าใช้ไม่ได้ น่าเสียดาย การที่ตระกูลเราได้รับพรจาก์ มันมีข้อแลกเปลี่ยนกันอยู่ ครอบครัวสายหนูไม่คิดกับเื่นี้คงมีผลเสียตามมา”
“ผลเสีย จะเกิดกับอะไรได้บ้างคะ”
“เคยได้รับ ก็ต้องรู้จักสูญเสีย”
ฟางเฟยเงียบลง นึกย้อนหลังในเวลาหลายปีมานี้ ตระกูลเกาฝั่งของเธอต่างสูญเสียญาติผู้ใหญ่ จนกระทั้งถึงพ่อแม่ของเธอ ธุรกิจต่าง ๆ พี่น้องแย่งชิงกันด้วยความโลภ จนเธอเองรู้สึกเบื่อหน่าย จนเมื่อเสร็จงานศพพ่อแม่ก็ตัดสินใจแยกตัวออกมา ไม่อยากเข้าไปสู่วังวนธุรกิจที่วุ่นวายอีก
“ตระกูลเรามีที่มาที่ไปอย่างไงกันแน่คะ”
“เื่มันนานมาแล้ว ครั้งนั้นตระกูลเราลำบากยากจน ทั้งภัยแล้งทั้งโรคระบาด บรรพบุรุษเราได้ทำพิธีขอต่อ์ เพื่อทำการย้ายคนในตระกูล และชาวบ้านจำนวนหนึ่งลี้ภัยพิบัติในตอนนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าการออกจากที่อยู่ในตอนนั้นจะเป็อย่างไง หลังจากวันที่ทำการเซ้นไหว้ คืนนั้นมีฟ้าผ่าลงมากลางลานบ้านทั้งที่อากาศแล้ง ไม่มีฝนสักหยด ปรากฏคันฉ่องทองแดงนี้ตรงจุดที่ฟ้าผ่า รอยสายฟ้าชี้ให้เรามุ่งหน้าไปทิศตะวันออก บรรพบุรุษเราเชื่อแบบนั้น ระหว่างเดินทางลูกสาวคนโตของตระกูลเกาเกิดล้มป่วย ทั้งที่เป็แม่ทัพร่วมรบกับผู้เป็พ่อมาตลอด ไม่มีวี่แววว่าจะเจ็บไขได้ป่วย จนสุดท้ายขบวนอพยพได้พบกับทุ้งหญ้ากว้างใหญ่ ป่าไม้ธรรมชาติสมบูรณ์ สายน้ำใสไหลเย็น จึงเลือกสถานที่แห่งนั้นเป็ที่อยู่อาศัยและตั้งเป็ชุมชน เริ่มกิจการค้าขายและรับราชการเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา แต่ก็แลกด้วยการเจ็บไข้ได้ป่วยของบุตรสาวคนโต ผู้มีหน้าที่ถือคันฉ่องทองแดงจาก์จนกระทั้งรุ่นที่สาม ตระกูลเราได้จัดตั้งศาลเ้าฮั่นยุหวี่ขึ้น ตามคำบอกเล่าของบุตรสาวคนที่จากไป เราถึงรักษาบุตรสาวคนโตในรุ่นต่อมาเอาไว้ได้”
“มิน่าหนูต้องไปไหว้ท่านทุกปีในวันเกิด”
“ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าจะเกี่ยวข้องกันรึเปล่า แต่มันคือสิ่งที่สืบทอดกันมา บุตรชายในตระกูลต้องมี 1 คนที่ดูแลศาลเ้า ในตอนแรกตระกูลเรายังไม่ใหญ่ ไม่มีฐานะมั่นคง ในตอนหลังอะไรเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทุกอย่างถึงลงตัวและคลี่คลาย สายตระกูลฉันยึดหน้าที่ดูแลศาลอย่างเคร่งครัด แต่ทางตระกูลพี่สาวฉันไม่รู้ บางที่เหตุร้ายที่เกิดขึ้น อาจเพราะรุ่นก่อนนี้หายไป มาถึงหนูเป็คนที่ 10 พอดี ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุอะไรรึเปล่า เพราะไม่มีบันทึกอะไรเอาไว้เลย เราใช้วิธีบอกเล่ากันปากต่อปาก บางทีข้อมูลอาจผิดพลาดบิดเบือนได้”
ฟางเฟยยกน้ำชาขึ้นดื่ม ตามคุณปู่เกาซูว่าน
“ถ้าหนูปลอดภัยดี จะเป็คนบันทึกหลักฐานเองค่ะ”
“ฉันรู้แค่ว่า บรรพบุรุษเคยทำพิธีขอทางรอดต่อ์ แต่ข้อแลกเปลี่ยนที่์้าคืออะไร เื่นี้ไม่รู้ หนูบอกว่าพ่อแม่เสียั้แ่ปีที่แล้วงั้นเหรอ แล้วแบบนี้ในครอบครัว…”
“หนูมีพี่ชายอีกคนค่ะ แต่เขามีหน้าที่ดูแลกิจการต่อจากพ่อแม่ ส่วนหนูไม่ขอเกี่ยวข้องดีกว่า เลยเลือกมาเรียนต่อที่นี่ แล้วก็ทำงานไปด้วย ไม่อยากกลับไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่นั่นอีก”
“แล้วทุกวันนี้อยู่อย่างไง”
“หนูเช่าห้องพักอยู่ค่ะ สะดวกสบายดี”
“ไม่ได้ ๆ เธอรู้ไหมว่า คุณหนูผู้มีหน้าที่ถือคันฉ่องมีความสำคัญมากขนาดไหน ฉันมีบ้านว่างอยู่ เธอควรย้ายมาอยู่ที่นั่น ไม่ควรอยู่อาคารแบบนั้นร่วมกับคนอื่น ลองคิดเล่น ๆ ว่าเกิดวันดีคืนดี อยู่ ๆ ฟ้าผ่าลงมาแบบครั้งอดีต ตัวเธอคงไม่เป็ไร แต่คนที่อันตรายคงเป็ชาวบ้านที่อยู่ในอาคารนั้น ไม่ได้ ๆ เธอต้องย้ายออกมา”
ปู่เกาซูว่านมีสีหน้าไม่สบายใจอย่างมาก แล้วเรียกพ่อบ้านเข้ามาพบ สั่งให้เอาคนในบ้านพากันไปเก็บกวาดบ้านหลังนั้น และอีกวันให้คนไปช่วยฉันย้ายของออก ไปอยู่บ้านของคุณปู่เกาซูว่านแทน พร้อมคนงานดูแลรับใช้อีก 2 คน
ดีที่ข้าวของมีไม่มาก ขนย้ายเลยไม่ยุ่งยาก บ้านหลังใหม่ที่คุณปู่จัดให้ คือบ้านหลังเล็กที่อยู่อีกด้านของศาลเ้า มีชายหนุ่มรูปร่างท่าทางดี คอยควบคุมคนงานให้จัดข้าวของในบ้านใหม่ของเธอ
“สวัสดีผมชื่อ เกาจางจิ้ง น่าจะอายุมากกว่า น้องเกาฟางเฟย”
“สวัสดีค่ะ คุณเป็หลานชายคุณปู่เหรอคะ”
“ใช่แล้ว คุณปู่สั่งให้พี่มาคอยดูแลความเรียบร้อย และก็นี่”
ชายหนุ่มหน้าตาอ่อนโยนใจดี ผายมือไปที่คนงานชายหญิง 2 คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา
“นี่ ตงเจ๋อ และ ซิน 2 คนนี้จะคอยดูแลน้องฟางเฟย มีอะไร้าเพิ่มเติมบอกเขาทั้งสองได้”
“ขอบคุณมากค่ะ แต่ไม่ต้องก็ได้ ปกติฉันก็ใช้ชีวิตคนเดียวอยู่แบบง่าย ๆ”
“ไม่ได้นี่เป็คำสั่งคุณปู่ และพี่ก็เห็นด้วย แล้วต่อไปถ้าจะออกไปข้างนอกก็ให้ตงเจ๋อขับรถไปให้ อย่านั่งรถโดยสารไปไหนมาไหนเองแบบที่เคยทำอีก และต่อไปนี้อาทิตย์ละ 2 วันตอนเย็น ไปเจอพี่ที่ลานยุทธ คุณปู่กับพี่จะสอนวิชาการต่อสู้ให้ เป็คนตระกูลเกาต้องมีวิชาติดตัว”
“ต้องเรียนด้วยเหรอ ฉันถนัดแต่ร่ายรำ ไม่ถนัดใช้อาวุธค่ะ เื่แบบนี้พี่ชายฉันน่าจะเหมาะกว่า”
“ถ้าหมอนั่นอยู่ที่นี่ ก็ต้องเรียนทุกคน ดูเหมือนสายตระกูลฝั่งน้องฟางเฟยจะอ่อนด้อยเื่พวกนี้นะ”
“ใช่ค่ะ เราไม่ได้เรียนรู้เื่แบบนี้เลย เรามุ่งแต่ทำมาหากิน อาจเพราะบรรพบุรุษที่ย้ายไปอยู่ไทย ้าก่อร่างสร้างตัว สร้างฐานะสร้างจุดยืนให้ลูกหลาน เลยไม่ได้ใฝ่ใจกับเื่นี้”
“ก็มีส่วน แผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินตัวเอง การสร้างจุดยืนที่มั่นคงเป็เื่สำคัญ แต่ก็ไม่ควรลืมหน้าที่ของตระกูล ดีที่น้องฟางเฟยมาอยู่ที่นี่ ต่อไปนี้พี่จะเป็คนดูแลเธอเอง เธอต้องเป็นายหญิงคนที่ 10 ที่สมบูรณ์ที่สุด”
หญิงสาวมองหน้าตาที่จริงจังของว่าที่พี่ชายคนใหม่ ช่างแตกต่างจากพี่ชายเธอที่เมืองไทยลิบลับ รายนั้นใจดีและเอาใจเธอทุกอย่าง แต่รายนี้ดูเหมือนจะใจดีแต่ก็มีความเข้มงวดซ้อนอยู่"
“ฉันไม่เคยรู้ ว่าการเป็บุตรสาวคนแรกของรุ่น และมีหน้าที่ถือคันฉ่องทองแดง จะพ่วงมาด้วยภาระอย่างอื่นที่ไม่รู้อีก”
“ไม่เป็ไร ค่อย ๆ เรียนรู้ไป พี่ตอนรับหน้าที่ดูแลศาลเ้าก็ไม่รู้อะไรมาก แต่ก็ดีที่โตมากับมัน เลยไม่ยากที่จะเรียนรู้ มีอะไรอยากรู้ถามพี่หรือคุณปู่ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่เื่เรียนยุทธคงต้องดูเวลาอีกที เพราะปกติฉันมีซ้อมรำ มีเรียนและตอนนี้ก็มีถ่ายภาพยนตร์ด้วย ่นี้อาจหนักสักหน่อย”
“น่าสนใจ ถ้าพี่ว่างขอไปดูเธอซ้อม หรือถ่ายหนังด้วยก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มยิ้ม แล้วเดินจากไป โดยไม่รอฟังคำตอบว่าจะยอมให้ตามไปรึเปล่า ฟางเฟยได้แต่มองตามหลัง แล้วยืนดูคนงานช่วยกันจัดวางข้าวของ ที่คุณปู่จัดให้คนขนเข้ามา หนีความวุ่นวายจากครอบครัวเก่า มาเจอครอบครัวใหม่ ที่วุ่นวายกันไปคนละแบบ แต่อย่างน้อยที่นี่ก็ดูเป็ห่วงเธอมากกว่าที่เมืองไทย ที่คอยแต่อยากจะแอบฆ่ากันทิ้งมากกว่าโอบกอดกันด้วยความรัก
“คุณหนูคะ ฉันเอากระเป๋าไปจัดเก็บเลยนะคะ”
เสียงของ ซิน สาวใช้ที่พี่ชายสุดหล่อเลือกมาให้ พูดขึ้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวหันกลับมามองดูเธอ หญิงสาวน่าจะอายุสัก 20 ปี หน้าตาสดใส บุคลิกคล่องแคล่ว
“ค่ะ เอาไปเก็บด้วยกันนะ ซินนำทางไปเลยค่ะ เอ่อ ตงเจ๋อฝากดูความเรียบร้อยข้างนอกไปก่อนนะ”
หญิงสาวเดินตามซินที่มีคนงานผู้หญิงอีกคน ช่วยกันขนกระเป๋าของเธอไปที่ห้องนอน ฟางเฟยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย บรรดาสาวใช้ในตระกูลเกาจัดการให้ทั้งหมด เธอเลยกอดกล่องคันฉ่องติดตัวตลอดเวลา แล้วเดินไปที่ส่วนของศาลเ้า เพื่อจะไปไหว้บอกกล่าวว่าเธอได้ย้ายมาอยู่ภายในศาลเ้าแล้ว ขอให้ท่านช่วยปกปักคุ้มครอง ไม่ทันสังเกตว่าตลอดเวลาที่เดินออกจากบ้านมา ตงเจ๋อเดินตามมาตลอดทางจนถึงศาลเ้าถึงเห็นเขา
“นายน้อยจางจิ้งให้ผมค่อยดูแลคุณหนูครับ”
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด รีบพูดอธิบายทันทีที่หญิงสาวหันไปมองเขา ฟางเฟยได้แต่พยักหน้าตอบรับ
“นายน้อยของตงเจ๋อนี่ท่าทางจะเก่งมากนะ”
“เก่งไหม คุณหนูต้องสังเกตเองครับ ผมรู้แค่ว่าตระกูลเกาเป็ตระกูลใหญ่ อำนาจบารมีรักษากันมารุ่นต่อรุ่น นายน้อยรับ่รุ่นล่าสุดจำเป็ต้องสร้างความเกรงขามให้เป็ที่ประจักษ์ ทั้งกับคนเก่าแก่ในตระกูลให้เป็ที่ยอมรับ และคนนอกที่จับตาดูตระกูลเราอยู่ ถ้านายน้อยไม่เข้มแข็ง แข็งแกร่งอาจถูกคนอื่นดูแคลนได้”
“คงเพราะฉันเป็ผู้หญิงเลยไม่รู้เื่แบบนี้เลย จริงอย่างพี่จางจิ้งพูด ฉันยังมีเวลาเรียนรู้”
ฟางเฟยหยิบเอาคันฉ่องโบราณขึ้นมาถือในมือ ยกขึ้นไหว้ต่อหิ้งบูชาเทพเ้าฮั่นยุหวี่ บอกกล่าวท่านตามที่ตั้งใจ
“เหมือนนายน้อยจะมีดาบโบราณ ที่ฝักดาบมีรายคล้าย ๆ กับด้านหลังคันฉ่องนี้ด้วยครับ” ฟางเฟยพลิกด้านหลังคันฉ่อง ดูลวดลายที่ปรากฎ ทั้งหมดนี้คงเป็ลิขิตของตระกูลเกา
ห้องซ้อมภายในสตูดิโอ ที่รายล้อมไปด้วยกระจก สาว ๆ กำลังนัดคิว ลำดับจุดยืนของตัวเองในคิวการแสดง โดยมีครูฝึกคอยควบคุมการฝึกซ้อม ฟางเฟยและเพื่อนร่วมทีม วาดลีลาร่ายรำที่สวยงาม แต่ก็ยังเหมือนไม่ดีพอสำหรับครูฝึก จนพวกเธอต้องซ้อมกันซ้ำ ๆ ในจังหวะเดิม เพื่อให้ได้มุมที่สวยงามตรงตามความ้า
“อ้าวทำไมเป็พี่จางจิ้ง ตงเจ๋อหายไปไหน” เกาจางจิ้งยืนกอดอก ส่งยิ้มมุมปากให้เธอ
ฟางเฟยทักขึ้น เมื่อเดินออกมาจากห้องแล้วพบว่า เป็นายน้อยเกาที่ยืนรออยู่ แทนที่จะเป็ตงเจ๋อคนขับรถของเธอ เสียงซูมี่ยายปากร้ายดังตามหลังมาก่อนตัว
“สวัสดีค่ะนายน้อยเกา ได้ยินชื่อเสียงมานาน โชคดีจังเลยได้พบคุณที่นี่” ฟางเฟยมองบนกับเสียงทักทายของหล่อน
“พี่ให้ตงเจ๋อไปทำงานให้น่ะ เลยอยู่รอรับเธอแทน”
เกาจางจิ้งไม่ได้สนใจเสียงซูมี่ ที่พยายามแสดงความรู้จักต่อเขา และยังยืนรอพร้อมส่งยิ้มหวาน แต่กลับหันไปสนใจต่อคำถามของน้องสาวคนสวยแทน ผู้กำกับเจียอีเดินออกมาจากห้องประชุมพอดี เข้าตรงดิ่งเข้ามาหากลุ่มของฟางเฟยทันที
“น้องสาวคนนี้คงสำคัญกับนายมากสินะ นอกจากมีบอดี้การ์ดติดตามแล้ว ถึงขนาดนายน้อยเกาจางจิ้งต้องมารอรับด้วยตนเองแบบนี้อีก”
“อ้าวคิดว่าใคร นายเองเหรอเจียอี”
“นี่พี่กับผู้กำกับรู้จักกันเหรอคะ”
“เราเป็เพื่อนสนิทกันน่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกคุณ” ผู้กำกับเจียอีเดินเข้าไปกอดคอเพื่อนรัก
“ขอโทษนะคะนายน้อยเกา ฉันชื่อซูมี่ เป็เพื่อนกับฟางเฟยยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ซูมี่ยังพยายามส่งเสียงทักทายแทรกขึ้นกลางคัน
“อ๋อ…ครับ สวัสดี ไม่เห็นฟางเฟยแนะนำผมเลยว่ามีเพื่อนชื่อ ซูมี่ ”
ซูมี่รีบเข้ามากอดคอหญิงสาว ทำตัวเหมือนสนิทกัน แต่ฟางเฟยพยายามบิดไหล่หลบ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สนิทมักคุ้นกัน ฟางเฟยหันไปมองพี่ชายรูปหล่อ พยายามส่งสัญญาณให้รู้ว่ารีบกลับเถอะ
“ขอโทษด้วยนะทุกคน พอดีผมนัดกับฟางเฟยไว้ จะพาเธอไปซื้อของ ต้องขอตัวก่อนนะ”
จางจิ้งคว้ามือหญิงสาวแล้วรีบเดินออกจากจุดนั้น
“ฉันไม่รู้จักซูมี่มาก่อนนะ เราเพิ่งรู้จักกันที่นี่ และเธอก็ปากร้ายมาก แต่พอเห็นพี่จ้างจิ้งอารมณ์เปลี่ยนเลย”
“ธรรมดาคนมันน่าตาดี ว่าแต่เธอเถอะเจียอีมองเธอไม่วางตาเลยนะ เห็นทีคงต้องเพิ่มคนดูแลเป็พิเศษซะแล้ว”
“ธรรมดาค่ะคนมันสวย” สองคนพี่น้องหัวเราะต่อกันอย่างมีความสุข
รถคันหรูแล่นออกจากสตูดิโอ แต่ทุกอย่างอยู่ในสายตาของเจียอี เขาแอบประทับใจฟางเฟยั้แ่ครั้งแรกที่เห็นเธอ มาถึงตอนนี้ท่าจะยากเสียแล้ว เพราะดูหญิงสาวที่เขาหมายตา จะเป็คนสำคัญของตระกูลใหญ่ ที่เขาเข้าถึงยากเสียแล้ว
ั้แ่วันนั้น จางจิ้งได้เพิ่มบอดี้การ์ดมาอีก 1 คนคู่กับตงเจ๋อ ฟางเฟยทำพิธียกน้ำชาให้กับคุณปู่เกาซูว่าน เพื่อขอเป็ศิษย์ และในตอนเย็นคุณปู่ก็เริ่มทำการฝึกเธอแบบง่าย ๆ เช่นการควบคุมลมหายใจและการยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็เื่สบายมาก เพราะในการร่ายรำก็ต้องทำแบบนี้เช่นกัน
“เห็นจางจิ้งบอกว่าหนูร่ายรำได้สวยมาก บางทีปู่อาจฝึกหนู จากส่วนที่ถนัดให้กลายเป็อาวุธป้องกันตัวได้”
“คุณปู่คะ ทำไมต้องฝึกการต่อสู้พวกนี้ด้วยคะ ยุคสมัยนี้ เื่แบบนี้คงไม่ค่อยได้ใช้กันแล้ว”
“บอกไม่ได้หรอกนะว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ ตระกูลสายเราสืบทอดเื่พวกนี้มา ฉันแค่ถ่ายทอดต่อยังคนรุ่นต่อไปแค่นั้น ไม่ใช่แค่หนูกับจางจิ้งนะที่ต้องฝึก ลูกหลานเราทุกคนก็ต้องฝึก เพียงแต่ฉันควรเข้มงวดกับหนู เพราะหนูกับจ้างจิ้ง ถือว่ามีความสำคัญมากกับตระกูลเรา ของที่เรามีตะกูลอื่นก็อยากมี ถ้าเราจะรักษาเอาไว้เราก็ต้องแข็งแกร่ง”
คุณปู่เกา คงหมายถึงคันฉ่องทองแดง กับดาบของพี่จางจิ้ง ซึ่งเธอยังไม่มีโอกาศได้เห็นมัน ของสองสิ่งนี้สำคัญมากขนาดนี้ ทำไมคนสายตระกูลเกาในเมืองไทยกลับเฉยเมย แต่กับทุกคนที่นี่กลับมองว่าสำคัญเท่าชีวิต
“วันนี้เราฝึกกันเท่านี้ก่อน ปู่มีนัดเล่นหมากกับเพื่อนต่อ ซินเธอก็ดูแนะนำคุณหนูด้วย ในฐานะที่เป็รุ่นพี่”
“ค่ะคุณท่าน” ซินยิ้มชอบใจ ที่นายท่านยกย่องให้เป็รุ่นพี่ของคุณหนู
คุณปู่เกาเดินออกไปจากลานยุทธ เส้นผมที่ขาวทั้งหัว แต่ร่างกายยังแข็งแรงคล่องแคล่ว ฟางเฟยเห็นว่ายังไม่เย็นมาก เลยให้ซินช่วยฝึกต่อ และให้เธอแสดงสิ่งที่เธอได้เรียนมาให้ดู ซินเป็หญิงร่างเล็กแต่สามารถใช้ดาบเล่มใหญ่และมีน้ำหนักได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว จังหวะฟาดฟันดูมีน้ำหนักน่าเกรงขาม ไม่น่าเชื่อว่าร่างกายที่เล็กบางแบบสตรี จะสามารถออกอาวุธได้ดุดันแบบนี้ ถ้าได้ดูพี่จางจิ้งที่เป็ชายรูปร่างสมส่วนแบบนั้น แสดงเพลงดาบคงจะดูดุดันน่าหวาดกลัวกว่านี้มาก
มี e book ห้วงฝันแห่งปัญจธาตุ เล่ม 1. https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODU0MTc2MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIyNzIxNCI7fQ