ข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่

    บทที่ 33 อาวุธสงคราม 1


             

            วงไฮโลที่มีเจ้ามือสนุกอยู่คนเดียวในที่สุดก็เลิกรา(สักที) อูลาเซ่อเหยี่ยนเหลือเงินติดกระเป๋าแค่สองเหรียญ ถ้าเขาเป็นคุณชายใหญ่อูลาน้องจะกินตาละล้านพี่ก็ไม่ว่าออกจะอยากให้น้องกิน แต่นี่พี่ไม่มีให้ผลาญขนาดนั้นเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองจนก็วันนี้ อยากมีเงินมากองให้น้องแต่กลับทำได้แค่ร้องขอชีวิตกับจ้าวจูหลั่นก็ต้องทำทีว่าไม่รู้จักกัน

            คุณชายใหญ่แนะนำเพื่อน?กับน้องชายคนรอง

            “จูหลั่นนี่เพื่อนพี่ ชื่อลิ้วเซ่อนี่น้องชายคนรองของฉัน ชื่อจูหลั่น พวกนายน่าจะอายุเท่ากัน”

            ท่าทีของจ้าวจูหลั่นกับลิ้วเซ่อนั้นมีความไม่เป็นธรรมชาติแฝงอยู่คนอื่นอาจมองไม่ออกแต่เหรินซวงอิ๋นมองออก สองคนนั้นลอบส่องสายตาให้กันเขารู้ทันทีว่าต้องรู้จักกันมาก่อนแล้วแน่แต่ทำไมต้องปกปิดความสัมพันธ์นี้ด้วยเล่า

            “ทุกท่านอาหารเที่ยงพร้อมแล้วค่ะเชิญที่สวนได้เลย”

             

            ป้าจูมาตามด้วยตัวเองที่เรือนผู้เฒ่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ คนรับใช้ชุดสีฟ้าทะเลไม่มีใครได้ว่างเหรินซวงอิ๋นนั่งข้างสามี กล่องเก็บกริชนั้นให้คนเอาไปไว้บนห้องแล้ว

            ที่โต๊ะกินข้าวตระกูลเหรินไม่มีกฎห้ามคุยแต่นิสัยส่วนตัวคุณนายเล็กชอบฟังมากกว่าพูดอยู่แล้ว หากไม่มีใครชวนคุยหรือถามเขาจะเงียบ การฟังทำให้เรามีสมาธิ แต่คนส่วนใหญ่ที่ตามใครไม่ทันเพราะตอนฟังคนอื่นก็เอาแต่คิดเรื่องที่ตัวเองจะพูด

            ช่วยไม่ได้การพูดเรื่องตัวเองมันสนุกกว่าฟังเรื่องคนอื่นนี่นา

             

            และนิสัยเช่นนี้ทำให้จ้าวจิงถิงรู้สึกว่าเหรินซวงอิ๋นคนก่อนกับภรรยาของตน เป็นคนละคนกัน

            “ดื่มยาก่อน” ยาต้มหม้อนี้อีกแล้วแต่เขาก็รับมาดื่ม คุณชายใหญ่จ้าวมองเขาดื่มจนหมดถึงได้หันไปทางอื่น

             

            หมอนี่ไม่เห็นต้องคุมกันขนาดนี้ก็ได้มั้งเห็นเขาเป็นเด็กกินยายากหรือไง

             

            “จริงสิพี่สะใภ้คราวก่อนลูกปืนยาสลบนั่นมีอีกมั้ยครับ ผมอยากดูให้ชัดๆ” คุณชายเล็กชโง้กหน้ามาถามทำเอาจ้าวจิงถิงที่อยู่ตรงกลางสงสัยไปด้วย “ลูกปืนอะไรนะ”

            “ก็...” จ้าวจ๋ายอิงทันพูดแค่คำเดียวพี่สะใภ้ก็ถลึงตาใส่ ทำให้เขาต้องหยุดอย่างรู้สถานการณ์ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นความลับ ตอนนี้มีคนนอกอยู่ด้วย พูดไปพี่ใหญ่จะไม่พอใจได้

            “ใน..ในหนังไงหนังที่ผมกับพี่สะใภ้เคยคุยกันอ่ะ พี่ใหญ่ พี่ไม่รู้เรื่องหรอก”

            นับว่าน้องสามีคนนี้ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้างเหรินซวงอิ๋นชมในใจ

             

            “เรื่องไร้สาระไว้ค่อยคุยวันหลัง”อะไรกันยังโดนพี่ใหญ่ดุอยู่ดี คุณชายเล็กก้มหน้ากัดตะเกียบคนนอกหัวโล้นชำเลืองมองแต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง

             

            ทางผู้ใหญ่เริ่มคุยเรื่องงานน้ำเสียงและท่าทีก็เป็นทางการขึ้น คุณปู่ถามลูกชายกับหลานคนโต

             

            “งานของท่านเติ้งไปถึงไหนแล้ว”

            ประมุขหันไปทางลูกชายคนโต “จิงถิงเล่าให้ปู่ฟังหน่อย ลูกกับตระกูลเข่อตกลงกันว่ายังไง”

            “การขนส่งแบ่งเป็นสองช่วงครับคือไปรับของจากท่านเติ้งมาไว้ที่เมืองหลงโต้ว และส่งขึ้นเหนือให้ลูกค้าโดยผ่านชายแดนเมืองเหอหม่าง เข่อซิงจะรับผิดชอบช่วงแรกส่วนช่วงหลังเป็นหน้าที่ของเรา”

            “ลูกบอกว่างานนี้มีตระกูลเยว่มาเอี่ยวด้วย”

            “ครับคุณชายรองเยว่บอกว่าเขาจะช่วยเคลียร์กับทางตระกูลปิ่นให้” ทำการค้าข้ามหน้าตระกูลปิ่นในเมืองเหอหม่างเช่นนี้ปิ่นซานคงไม่ชอบใจ

            คุณนายผู้เฒ่าเอ่ยปากชม “ดี” เธอว่า “พวกตระกูลปิ่นจัดการยากพูดคำไหนไม่เป็นคำนั้น งานนี้เดิมขนส่งทางเรือพวกเขาก็ไม่ค่อยสนใจแต่ว่าต่อมาท่านเติ้งจะให้ส่งทางชายแดนเหนือแทน เนื้อชิ้นใหญ่มาวางตรงหน้าพวกนั้นก็คงอยากกระโจนงับจะแย่ แต่ติดที่ตระกูลเข่อกับเราได้ก่อนปิ่นซานคงเห็นเราสองตระกูลเป็นตัวขัดลาภ มีคนออกหน้าให้ก็ดีจะได้ไม่มาพาลแค่กับพวกเรา”

            ประมุขจ้าวตั้งข้อสังเกต “ตระกูลเยว่ขอมาช่วยเองแบบนี้ ไม่รู้ว่าคิดการใหญ่อะไรต่อ” จ้าวจิงถิงเองก็สงสัยเหมือนกันกับพ่อ

            “ผมไม่ค่อยได้คุยกับทางนั้นส่วนใหญ่เข่อซิงเป็นคนคุยมากกว่า ตระกูลเยว่ถือตัวว่าเป็นผู้ดีมาตลอด ไม่รู้เหมือนกันว่าสนใจงานแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจมีเรื่องในตระกูลที่บอกใครไม่ได้”

            “ผู้คนมากมาย ความแค้นมากมีจากที่ปู่รู้จักประมุขเยว่เขาเป็นสุภาพบุรุษแค่เปลือกล่วงเกินคนอื่นเพื่อชูคอมาตลอด ตระกูลผู้ดีอะไรนั่นก็แค่ฉายาเงินในกระเป๋าไม่ใช่ว่าหมดแล้วเหรอ ถึงยอมลดตัวลงมาทำงานที่ตัวเองเคยดูถูก”

             

            จ้าวจูหลั่นพูดขึ้นบ้าง “ปู่พูดถูก ผมเคยเจอประมุขเยว่ ชอบวางท่ายิ่งกว่าผู้นำประเทศเสียอีกคงคิดว่าในประเทศเซียงมีเพียงตระกูลเขาที่สูงส่ง แค่คุมทางใต้ทำเหมือนคุมไว้ทั้งแผ่นดิน”

            คุณนายเจ้าฟังแล้วเป็นกังวล “แล้วแบบนี้จะมีปัญหาหรือเปล่าคะ” จ้าวจิงถิงบอกแม่ว่า“พวกเขาไม่ได้ยุ่งกับสินค้าถ้าไม่แอบตกลงอะไรกับปิ่นซานก็ไม่น่าจะมีอะไรครับ แม่อย่าห่วงเลย”

            “เอาแบบนี้ดีไหมครับ” คุณนายเล็กในที่สุดก็มีปากมีเสียง ทุกคนเงียบและหันมามองทางเขา “ทางตระกูลเยว่ให้คุณชายรองคอยจับตา”

            จ้าวจิงถิงพยักหน้า “ไม่เลว จูหลั่นว่าไง”

            คุณชายรองที่ไม่เคยเป็นที่ไว้วางใจตอนนี้รู้สึกแปลกใหม่และขัดเขินเล็กน้อย “เอ่อ”เขามองไปทางพวกผู้ใหญ่ พ่อกับปู่เองก็เห็นด้วย ย่ากับแม่ก็คิดว่าดีจ้าวจูหลั่นจะได้มีบทบาทในงานของตระกูลมากขึ้น อย่างที่เจ้าตัวต้องการ จะได้ไม่น้อยใจอีก

            “ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”

            “ก็ไม่มีอะไรมาก” พี่ชายแจง“ขึ้นเหนือพรุ่งนี้เลยยิ่งดีอยู่เหอหม่างจนกว่างานพี่จะเสร็จ อย่าให้ใครรู้ว่านายคือคุณชายรองจ้าวเข้าไปตีสนิทตระกูลปิ่นได้ยิ่งดี คอยดูความสัมพันธ์ของตระกูลเยว่กับตระกูลปิ่น”

            ฟังแล้วไม่น่ายาก จ้าวจูหลั่นเองก็ไม่ใช่ว่าไร้ฝีมือเขายิ้มเล็กน้อยให้พี่สะใภ้ และสบตากับทุกคน ตกลงโดยไม่ลังเล “ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด”

            “ได้นายมาช่วยพี่ก็สบายใจขึ้น” ยิ่งพี่ชายพูดแบบนี้ คุณชายรองยิ่งรู้สึกดีงานนี้เป็นงานแรกที่เขาจะแสดงฝีมือต้องทุ่มสุดตัว

            จ้าวจ๋ายอิงเสนอบ้าง “ผมไปกับพี่รองเองครับ”

            ทุกคนมอง แล้วส่ายหน้า “ไปได้ยังไง พี่เขาไปทำงานสำคัญ” คุณย่าคัดค้านเป็นคนแรกตามมาด้วยพี่รอง “นายอยู่บ้านช่วยดูแลพี่สะใภ้ก็ดีแล้ว”

            เหรินซวงอิ๋นงง “ช่วย?”

             

            อะไร?

             

            ขนาดวิกตอเรียยังช่วยพูด “ถูกของพี่ๆ เขานะ จ๋ายอิงถ้าเบื่อก็มาอยู่บ้านไหมลูกที่บ้านมีงานเยอะแยะให้ทำนะ ช่วงนี้พี่สะใภ้เราก็ยังไม่หายดีจ๋ายอิงมาอยู่กับแม่กับย่าจะได้ช่วยดูแลพี่เขาด้วย”

            คุณชายเล็กไม่ค่อยอยากทำงานที่บ้านเขาคิดว่างานบ้านก็คืองานของพวกคุณนาย เขาอยากออกไปบู๊มากกว่าแต่พอพูดว่าให้ดูแลพี่สะใภ้ เขาก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก

            เหรินซวงอิ๋นคิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันถ้าอนาคตต้องหย่าขาดจากจ้าวจิงถิงงานบ้านจ้าวนี่จะทิ้งให้เป็นภาระของคุณนายกับคุณนายผู้เฒ่าก็น่าเห็นใจอีกอย่างพวกเธอจะได้สะใภ้ใหม่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถ้าคุณชายใหญ่แซ่จ้าวยังนิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้

             

            “พี่สะใภ้” น้องเล็กดูเหมือนจะมีเรื่องในใจเหรินซวงอิ๋นไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด

            “ดีเหมือนกันครับ ผมเจ็บตัวแบบนี้บางงานก็ไม่สะดวกจริงๆ จ๋ายอิงมาช่วยพี่นะ”

             

            อูลาเซ่อเหยี่ยนเองก็อยากอยู่ช่วยเช่นกันแต่จนปัญญาจะหาข้ออ้าง เลยได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ

             

            “ก็ได้ครับ” จ้าวจ๋ายอิงตอบรับในที่สุด

             

             

            พอเรื่องทั่วไปลงตัว ก็มาถึงเรื่องสำคัญ “แล้วการขนส่งที่ชายแดนลูกอยากได้คนเพิ่มหรือเปล่าแค่คังข่ายกับโจจะคุมไหวมั้ย”

            จ้าวจิงถิงบอกทุกคน “งานนี้ผมจะจ้างคนนอกทำงานแทน”

            ผู้เฒ่าจ้าวถึงกับวางตะเกียบรอฟัง

            “ลูกหมายถึงกลุ่มไหน”

            “พยัคฆ์เร้นกายครับ”

             

            “แค่กๆ” คุณนายเล็กสำลักจ้าวจิงถิงหันทันที เขาส่งน้ำให้ภรรยา รอจนเหรินซวงอิ๋นเลิกไอก็ถาม

            “โอเคหรือยัง” คนถูกถามพยักหน้าคุณย่าบอก “ซวงอิ๋นค่อยๆ กินสิลูก”

            “ครับคุณย่า”

             

            เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ประมุขก็ถามใหม่ “กลุ่มอะไรนะ พ่อไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”

            “ปู่ก็ไม่เคยได้ยิน อะไรพยัคฆ์ๆ”

            “พยัคฆ์เร้นกายครับผมก็เพิ่งรู้จักพวกเขาได้ไม่นาน แต่ฝีมือใช้ได้ อีกอย่างงานนี้ผมมีแผนอยู่เลยต้องให้คนนอกมาช่วย”

            “รู้จักได้ไม่นานแล้วไว้ใจได้เหรอ”

            “จำตอนที่ผมถูกตะขาบของเชี่ยหร่านเล่นงานได้ไหมครับก็ได้พวกเขานี่แหละที่ช่วยไว้ ไม่งั้นผมตายไปแล้ว”

            “จริงรึ” ประมุขจ้าวเริ่มสนใจ“งั้นก็พามาให้พ่อเจอหน่อย จะได้ขอบคุณ”

            จ้าวจิงถิงไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่...

            “พยัคฆ์เร้นกายเป็นกลุ่มที่รักษาความเป็นส่วนตัวมากแม้แต่ใบหน้าที่แท้จริงก็ยังไม่เปิดเผย เวลาจะจ้างพวกเขาก็ต้องติดต่อผ่านนายหน้าตอนที่ผมเจอในงานประชุมท่านเติ้ง ก็ใส่หน้ากากทุกคน เกรงว่าคงไม่มาตามคำเชิญ”

            “ฟังดูลึกลับจังนะครับ” จ้าวจ่ายอิงคิดภาพพยัคฆ์เร้นกายในหัวแล้วเรียบร้อย

             

            จ้าวหลันหรูรู้ใจหลานชาย “จิงถิงก็คงอยากขอบคุณพวกเขา แต่ไม่มีโอกาสเลยได้แต่ตอบแทนผ่านการจ้างงานครั้งนี้สินะ”

            เหรินซวงอิ๋นเห็นสามียิ้มรับเจ้าวัชพืชนี่ก็มีดีเหมือนกันนะ รู้จักบุญคุณคนซะด้วยนึกว่าจะลืมเรื่องที่เขาเคยช่วยไปซะแล้ว

            “เป็นแบบนี้เอง งั้นพ่อก็ไม่ว่าอะไรถ้ามีงานไหนอยากได้คนช่วย พ่อจะให้ลูกเรียกพวกเขาก็แล้วกัน”

            “ขอบคุณครับพ่อ”

            จ้าวจูหลั่นยังอดมองในแง่ร้ายไม่ได้ “เขารู้วิธีแก้พิษตะขาบโลหิตแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของเองเหรอครับแล้วถ้าพวกเขาจงใจสร้างบุญคุณเพื่อให้เข้ามาใกล้ชิดกับพี่ใหญ่ล่ะ”

            เหรินซวงอิ๋นคิดในใจ สมกับเป็นคุณชายรองและสมกับเป็นน้องสามี นิสัยขี้ระแวงไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เหมือนกันไม่มีผิดแตกต่างจากจ้าวจ๋ายอิงที่ดูซื่อใสกว่า เหมือนกระจกขุ่น กับกระจกใสก็ไม่ปานจ๋ายอิงมองทะลุไปถึงไหนต่อไหน แต่เจ้าวัชพืชสองกอนี้กลับ คิดเยอะคิดมากไม่สิ้นสุด

             

            เขารอฟังว่าจ้าวจิงถิงจะตอบน้องชายว่ายังไง

             

            “ตอนนั้นพี่เกือบจะไม่รอดพวกมันกะเอาถึงตาย คนที่มาช่วยไม่ได้เข้าหาพี่ แต่พี่เองที่เข้าไปหาเขาเลยมั่นใจว่าที่เขาช่วย ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี”

            “แล้วพี่เข้าหาเขา ทำไมกัน”

            ทุกคนรอแต่คุณชายใหญ่ก็แค่มองไปทางภรรยาแล้วเงียบทำให้ทุกคนเข้าใจว่าคุณชายใหญ่สนใจคนอื่น แต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าภรรยา จะไว้หน้าก็ดีหรือเกรงใจก็ช่าง

             

            นี่..ไม่ดีแน่

             

            คุณย่าวางตะเกียบ “เฮ้ออ ย่าอิ่มแล้ว เด็กๆ คุยกันไปนะ ย่ารู้สึกเพลียๆ ขอตัวไปพักผ่อนก่อนอย่าเอาแต่คุยเรื่องงานกันล่ะ เกรงใจแขกบ้าง”

            ในที่สุดอูลาเซ่อเหยี่ยนก็มีตัวตน “ไม่เป็นไรครับคุณย่า ผมก็พูดไม่เก่งแค่ได้มาฟังเรื่องสำคัญด้วยก็รู้สึกเป็นเกียรติแล้ว ขอบคุณที่ไว้ใจผมครับ”

             

            เว่อร์วังซะจริงนะพวก คุณชายรองแอบเบ้ปาก

             

            ย่าลุกปู่ก็ลุกตาม “งั้นปู่ก็ขอตัวก่อน คุณชายลิ้วตามสบายนะเป็นเพื่อนจิงถิงก็เป็นหลานปู่ด้วย มีอะไรก็มาบ้านเรา บ้านจ้าวเปิดต้อนรับคุณเสมอ”

            “ขอบคุณครับคุณปู่”

            “แม่กับพ่อก็ต้องไปร่วมงานสมาคมพวกลูกกินกันไปเถอะนะ พวกเราขอตัว”

             

            ที่เหลือกินต่ออีกไม่นานก็แยกย้ายก่อนกลับจ้าวจิงถิงดึงน้องชายไว้ คุยเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องเพียงสองต่อสอง

            “พี่ใหญ่มีอะไรเหรอ”

            “พ่อบ้านฉายกับอู๋โถงอยู่ที่เมืองเหอหม่าง นายลากคอกลับมาด้วย”

            จ้าวจูหลั่นพอได้ฟังก็เข้าใจทำไมพี่สะใภ้เสนอชื่อเขาไปเหอหม่าง เรื่องพ่อบ้านฉายเขารู้แค่ว่ายังไม่ตายแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

            “พี่รู้ได้ยังไง ใครบอกเรื่องนี้”

            “คนของเรายืนยันภาพล่าสุดที่มันสองคนอยู่คือเหอหม่างแต่ยังจับตัวไม่ได้ คิดว่าผู้ที่คอยช่วยอยู่ไม่ธรรมดา นายไปครั้งนี้อย่าให้ใครรู้อาศัยตอนพวกมันต้องไม่ทันระวังตัว จับมาให้ได้ ไม่ก็เอาความจริงว่าใครจ้างมาก็พอ”

            คุณชายรองรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ “พี่ใหญ่ไว้ใจผมเถอะ จะง้างปากมันมาให้ได้ว่าใครจ้างมายักยอกเงินบ้านเรา”

            แต่ดูเหมือนพี่ชายจะสนใจอีกคดีมากกว่า “มันกล้าวางยาพี่สะใภ้นาย มันต้องชดใช้”

             

            อ่า..นี่สินะ ความผิดร้ายแรงที่ทำให้ถูกหมายหัว

             

             

            ทางฝั่งน้องเล็กและแขกหัวโล้นเดินตามคุณนายเล็กออกมา อดถามไม่ได้ “พี่ใหญ่กับพี่รองคุยอะไรกันนะนานจัง แม้แต่กับผมกับพี่สะใภ้ก็ฟังไม่ได้”

            “คงเรื่องงานน่ะ เราอย่ารู้เลยดีแล้ว”

            “ใช่แล้วจ๋ายอิงพี่อยากเล่นทายลูกเต๋าอีกจัง”

            “จริงเหรอ พี่ลิ้วอยากเล่นจริงเหรอไหนว่าเงินหมดแล้วไง”

            “พี่ว่าก็สนุกดี ส่วนเงินยืมเราก่อนไง”

            “ยืมผม” จ้าวจ๋ายอิงลังเล

            “เราไม่มีอะไรต้องเสียเลยนะถ้าพี่แพ้ก็เป็นหนี้เราเพิ่มไง คิดดอกเบี้ยก็ได้ แต่ถ้าเรากลัวพี่ไม่มีคืนก็ไม่เป็นไร” จ้าวจ๋ายอิงรีบบอกว่าเปล่า

            “เอางั้นก็ได้ครับ แล้วพี่สะใภ้..”เหรินซวงอิ๋นพยักหน้าให้ “ไปกันสองคนเถอะพี่ขอตัว รู้สึกว่ายาจะออกฤทธิ์ ง่วงน่ะ”

            “งั้นพี่สะใภ้ไปพักเถอะครับพรุ่งนี้ผมจะมาหาแต่เช้า พี่มีงานอะไรให้ช่วย ก็สั่งผมได้เลย”

            “ขอบใจนะ งั้นพรุ่งนี้เจอกันขอตัวนะครับคุณชายลิ้ว”

            ชายหัวโล้นยิ้มส่ง “ครับ เชิญคุณนายเล็กตามสบาย”

             

            หันหลังเดินแยกออกมาหลายก้าวแล้วก็ได้ยินคล้ายกับเด็กบางคนกำลังถูกล่อลวง

             

            “ไปเล่นที่ห้องพี่ดีหรือเปล่าหรือจะให้ไปบ้านเราดี”

            "งั้นไป...."

             

            เด็กหนอเด็ก ห่วงเล่นจนลืมกลัว

             

            วันต่อมาเหรินซวงอิ๋นไม่ปวดไหล่แล้วเขาหายไวมาก จนไม่กล้าบอกคนอื่น ได้แต่ต้องกินยาให้หมดก่อน

            เมื่อคืนสามีมานอนด้วย อ้างว่าผู้ใหญ่สั่งไม่ให้เขาทิ้งเมียป่วย? ไว้ลำพังแต่ก็มานอนเป็นเพื่อนเท่านั้นไม่มีอะไร ต่างคนต่างนอนเตียงกว้างนอนสามคนยังมีที่ว่างเหลือเลย

            ดังนั้นเมื่อคืนถึงนอนเตียงเดียวกันแต่ตัวก็ไม่สัมผัสกันเลยแม้แต่นิดเดียว

             

            เอิ่ม...

             

            “.....”

             

            “.....”

             

            ว่าแต่ทำไมตอนเช้ามา ถึงนอนกอดกันได้ล่ะ

             

            ต่างคนต่างลืมตาพร้อมกัน และทำหน้าอึนเหมือนคนเพิ่งตื่นให้สมบทบาทหน่อย

             

            ภรรยารีบลุกจากอกสามี พูดติดๆขัดๆ “คุณ..จะเข้า..เข้าห้องน้ำก่อนหรือเปล่า” คุณชายใหญ่เองก็ดูเลิ่กลั่ก“นายใช้ก่อนเลย”

            หายากที่สามีจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเหรินซวงอิ๋นรีบลงจากเตียง ใช้ห้องน้ำเป็นคิวแรกระหว่างนั้นจ้าวจิงถิงผู้มีขอบตาคล้ำราวกับคนไม่ได้นอนหลับตาลงอีกครั้งอ่อนเพลียอยู่นิดหน่อย เนื่องจากนอนน้อย

             

            เมื่อคืนคุณชายใหญ่เข้านอนตอนห้าทุ่มกว่าพบว่าภรรยาหลับไปก่อนแล้ว กว่าเขาจะทำธุระส่วนตัว อาบน้ำเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนพื้นที่เตียงมีที่ว่างด้านซ้าย เขาก็ขึ้นไปจับจอง ดึงผ้าห่มอีกผืนมาห่มกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็รู้สึกหนักๆ ตรงหน้าอก

            ภรรยาหันมากอดเขาไว้ทั้งตัวยกขาก่ายเอวไปแล้วทั้งขา หัวก็เกยอยู่บนหน้าอก แขนก็กอดแน่นมุดหัวไปมาหามุมสบายอีกสองสามครั้ง

             

            แล้วเขาจะหลับลงเหรอ?

             

            ในห้องที่ดับไฟไปแล้วดวงตาของจ้าวจิงถิงก็พลันสว่างจ้ากลิ่นหอมประจำตัวของภรรยาพาให้เขาคิดอะไรต่อมิอะไรไปไกล

            แม้แต่เรื่องที่เคยเห็นว่าเป็นเรื่องราวแย่ๆก็กลายเป็นเรื่องที่อดคิดถึงซ้ำๆ ไม่ได้

             

            ตอนที่เหรินซวงอิ๋นเปลือยเปล่าอยู่ในคอนโดวันนั้นไม่วาบหวิวกว่านี้เหรอ ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่รู้สึกซู่ซ่าคึกคักแบบนี้เลยเล่าหรือเพราะแต่งกันแล้ว จึง....

            คุณนายเล็กขยับตัวครางในคออยู่สักพักก็กลับมากรนเบาๆ

            “....”

             

            จ้าวจิงถิงมองต่ำลงไปที่ใบหน้าของอีกคนกำลังฝันอะไรกันนะ

             

            ถึงครางเหมือนหมากำลังหวงกระดูก

             

            หลังจากนั้นก็มัวแต่มองคนหลับว่าทำท่าทางอะไรบ้างไหนจะต้องคอยดูแขนข้างที่เจ็บไม่ให้เผลอไปนอนทับด้วย ไม่ใช่เขาจะไปทับนะคนเจ็บหนะจะทับแขนตัวเอง

             

            แปลก..ทุกทีก็ไม่นอนดิ้นนี้นา

            หรือเปล่า?

            แต่พวกเขาไม่ได้นอนด้วยกันบ่อย ครั้งแรกวันเข้าหออีกวันก็...วันที่โดนยาคุณย่าแล้วเกือบพลาดไปทำอะไรก๋านเอินเข้าจริงๆโชคดีที่ภรรยาไปช่วยไว้ทัน

            แค่นั้นเอง สองคืนถ้วน!!

            แค่สองคืนคงเหมารวมไม่ได้ว่าพฤติกรรมการนอนของอีกฝ่ายเป็นยังไงอาจจะนอนดิ้นก็ได้ หรือนอนหลับเป็นตาย หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างเช่นคืนนี้

             

            “คุณชาย ผมเสร็จแล้วนะ” เสียงนั้นทำให้จ้าวจิงถิงสะดุ้ง “อ้อ..โอเค”

             

            เหรินซวงอิ๋นมองตามเขาจนเข้าห้องน้ำไป “แปลกแฮะ”

             

            ตั้งแต่เมื่อวานคุณชายใหญ่ ดูพูดง่าย?

             

            แล้วแต่เขาเถอะยังไงก็ดีกว่าจ้องแต่จะฟาดฟันกัน เหนื่อยซะเปล่า มาดูงานตัวเองดีกว่าวันนี้มีอะไรต้องทำบ้างช่วงเช้ารอสั่งงานจ๋ายอิง ช่วงบ่ายไปหาลูกน้องหน่อย จะได้คุยเรื่องงานใหม่แล้วก็ให้ไป๋เหลียงไปหาที่ดินเปล่า

            เขาวางแผนจะสร้างที่ตั้งเป็นทางการให้สำนักพยัคฆ์เร้นกายเขาไม่อยากเรียกว่ากลุ่มตามยุคนี้คำว่าสำนักดูอบอุ่นและสร้างความจงรักภักดีได้มากกว่า

            คุณนายเล็กแต่งตัวไวมากดังนั้นตอนที่จ้าวจิงถิงออกมาก็พบว่าในห้องว่างเปล่า เขาถอนหายใจคิดว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว

            “เฮ้ออ ไปได้สักที”

            แต่ใครจะคิดว่าภรรยายังนั่งอยู่ที่ระเบียง

             

            “คุณชายใหญ่คงอึดอัดแย่ที่ต้องมาอยู่ร่วมห้องกับผม”

            “เห้ย!!” จ้าวจิงถิงตกใจผ้าขนหนูเกือบจะหลุดจากเอว ภรรยาไม่ได้สนใจจะมองว่าเขาจะโป๊หรือไม่แต่เดินเข้ามาหน้าตาเฉย

            “เอาแบบนี้ พรุ่งนี้เป็นต้นไปผมจะบอกทุกคนว่าไปค้างที่คอนโดกับคุณ แต่ไม่ต้องห่วงผมไม่ไปจริงหรอก”

            “ใครบอกว่าฉันอึดอัด ไม่สักหน่อย”

            “แต่ท่าทางคุณบอกว่างั้นนะ”

            “จริงๆ ไม่ใช่ว่าฉันรำคาญนายหรืออึดอัดก็แค่..”

            ภรรยายังจ้องหน้าอยู่ เขาก็ไม่คิดจะหลบจ้องกันไปจ้องกันมา จนสุดท้ายก็เป็นสามีที่ยอมแพ้ “ฉันแค่ยังไม่ชินที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับคนอื่นเท่านั้นเอง”

            “คุณไม่เคยมีแฟนสินะ”

            “ไม่” คำตอบเบาแทบฟังไม่เป็นคำสงสัยจะกลัวเสียหน้า

             

            สมัยนี้คนสองคนถูกตาต้องใจ ก็คบหาเรื่องอยู่ก่อนแต่งมีออกถมไป ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง อย่าว่าแต่ต่างเพศเพศเดียวกันก็มีลูกด้วยกันได้ แถมกฎหมายคุ้มครองบางครอบครัวที่หัวโบราณหน่อยอาจมองว่าไม่งาม แต่คนส่วนใหญ่ต่างคิดเรื่องนี้ธรรมดาจะตาย

            ดูอย่างหงเหมินตั้งแต่ขนเริ่มขึ้น มีแฟนมาแล้วกี่คนถ้าให้นับ น่ากลัวว่าแม้แต่เจ้าตัวยังจำได้ไม่หมด เทียบกับคุณชายใหญ่จ้าวแล้วสามีของเขาเป็นวัชพืชที่ขึ้นในเขตอารามโดยแท้อายุขนาดนี้แล้วยังไม่เคยใกล้ชิดสตรีหรือบุรุษอื่น

            “ไม่เป็นไร แค่ไม่เคยคบหากับใครเท่านั้นไม่เห็นต้องอายเลย ดูผมสิ ก็เหมือนกันกับคุณนั่นแหละ”

            เหรินซวงอิ๋นพูดไปงั้นแค่ไม่ให้เขาประหม่า แต่ลืมไปว่าเจ้าของร่างคนก่อนทำไมถึงไม่เคยมีแฟนก็เพราะเอาแต่ตามขอความรักจากเจ้ากอวัชพืชในอารามคนนี้ไง

            จ้าวจิงถิงเริ่มแต่งตัวขณะที่อีกคนก็ยังอยู่ แต่ดูเหมือนร่างกายกำยำของเขา จะไม่ส่งผลกับภรรยา เขาเห็นสายตาเมินเฉยในกระจกก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเล็กน้อยจากที่เปลือยแค่ช่วงบน ก็เลยถกผ้าขนหนูออกซะเลย กลายเป็นไม่ใส่อะไรหันหลังให้ภรรยา ชมรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของตนให้เต็มตา

            แล้วแอบดูจากเงาสะท้อนเอาว่าทำให้อีกฝ่ายเขินได้ไหม

             

            ซึ่งผลก็คือ...

            “หุ่นคุณก็ไม่เลว หน้าตาคุณก็ดีครอบครัวก็เยี่ยม ทำไมไม่มีใครเลยล่ะ”

            แล้วทำไมไม่รู้สึกรู้สาเลยล่ะ นี่สามีนะกำลังแก้ผ้าให้ดูเลยด้วย

             

            “ก็มีนายคอยเป็นไม้ไล่หมาอยู่ใครจะกล้ามาวอแว”

            “งั้นเหรอ” เหรินซวงอิ๋นดูจากความทรงจำของคนเก่าก็จริงดังที่หมอนี่ว่า ถ้ามีผู้หญิงหรือผู้ชายมาติดพันหรือให้ท่าคุณชายใหญ่จ้าวแค่สงสัยเท่านั้นเขา เอ่อ..หมายถึงคุณชายเหรินคนเก่าก็จะตามไปเอาเรื่องหึงหวงเหมือนเป็นภรรยาของเขาแล้วก็ไม่ปาน

            ขายหน้าเป็นบ้าเลย

            จ้าวจิงถิงเห็นว่าภรรยาจู่ๆก็ปิดหน้าส่ายหัว แล้วก็ทำตัวแปลกไป

             

            เขินแล้วสินะ หึหึ

             

            เขาอ้อยอิ่งแต่งตัวต่อไป ไม่รีบแต่ว่าภรรยากลับบอกว่าจะลงไปก่อน ใครจะให้ไป อยู่ชมหุ่นดีๆ ของผมก่อนสิ

            “แล้วนายล่ะ ทำไมไม่มีใครหรือว่ามีแค่ฉันก็เพียงพอแล้ว”

            เดี๋ยวนะพี่ชาย นายหลงตัวเองมากเลย

             

            เฮ้อ..แต่เขาก็พูดถูกเจ้าของร่างเดิมหลงหมอนี่จนโงหัวไม่ขึ้นของแท้

            “งั้นมั้ง”

            ยอมรับง่ายขนาดนี้เชียวกลายเป็นคุณชายใหญ่ที่มือไม้อ่อน จับนาฬิกาก็ไม่มั่น ทำมันหล่นจนได้เรือนเก่งเสียด้วย เจ้าตัวตกใจรีบหยิบขึ้นมาดู

            เหรินซวงอิ๋นถาม “แตกเหรอ”

            “หน้าปัดร้าวอ่ะ”

            “อย่าใส่นะ ของมันแตกแล้วไว้ผมจะให้คนเอาไปซ่อม คุณใส่เรือนอื่นเถอะ”

            จ้าวจิงถิงยิ้มมุมปากวางนาฬิกาเรือนหรูไว้ในกล่องตามเดิม “งั้นนายเลือกให้ทีใส่เรือนไหนดี”

            เหรินซวงอิ๋นลุกมาหาลิ้นชักนาฬิกาถูกดึงออกจนสุด นาฬิกาหลายสิบเรือนวางเรียงให้เลือกใช้ราวกับร้านขายบนห้าง แต่ละเรือนหรูดูดีทั้งนั้น

            “เอาเรือนนี้แล้วกัน” นาฬิกาที่ภรรยาเลือกมานั้นตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลประดับด้วยคริสทัลและแซฟไฟร์หน้าปัดเลือกใช้สีเนื้อปลาแซลมอนเข้ากับชุดกึ่งทางการที่เขาใส่วันนี้เป็นอย่างมากเขารีบหยิบเรือนหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นให้

            “งั้นนายใส่เรือนนี้สิ”

            เหรินซวงอิ๋นยกมือห้าม “ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก ผมไม่ชอบใส่เครื่องประดับเท่าไหร่”

            “น่าเสียดายนะ มันเหมาะกับชุดนายมากเลยสีก็เข้ากันด้วย” พยายามขายของมากเหรินซวงอิ๋นเห็นเขาตั้งใจเชียร์ก็รู้สึกเกรงใจ แค่นาฬิกาเองถ้าให้ใส่ก็ใช่ว่าจะหนักหนา

            “ก็ได้ เห็นแก่คุณไม่ปากเสียกับผมแล้วผมจะใส่แล้วกัน”

            สามียิ้มบาง แทบดูไม่ออกว่ากำลังยิ้ม “งั้นฉันใส่ให้นายเอง เรือนนี้ตัวล็อกมันต้องมีคนใส่ให้ถึงจะง่ายขึ้นส่วนเรือนนี้นายใส่ให้ฉันที”

            ทำไมต้องเลือกของให้กันแถมยังต้องใส่ให้ด้วย ทำเหมือนพวกคู่รักที่ว่างจัดไม่มีอะไรจะทำไปได้

            “คุณคงไม่ใช่ว่าอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับผมหรอกนะถิงถิง”

            คำถามนี้ทีเล่นทีจริงไปหน่อยแต่ว่าเขาก็ยังจะตอบ “ไม่หรอกน่าอิ๋นอิ๋นคุณกำลังคิดมาก” ใบหน้าของเขายื่นมาใกล้เหรินซวงอิ๋นหดคอหนี จ้าวจิงถิงหัวเราะชอบใจ

            “นายกลัวฉันเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ”

            คุณนายเล็กจ้าวรีบล็อกนาฬิกาไว้บนข้อมือใหญ่แล้วถอยหลังสองก้าว ตอนนี้บนข้อมือของเขาไม่หนักเท่าในใจเสียแล้ว

             

            แต่งตัวเสร็จทั้งคู่ก็ลงจากห้องนอนมาที่ห้องอาหารคนรับใช้ชุดสีเทาอ่อนย่อตัวต้อนรับเจ้านายทั้งสอง

            “คุณชายใหญ่/ คุณนายเล็ก”

            “คุณแม่กับคุณพ่อกินแล้วเหรอ” เหรินซวงอิ๋นเป็นคนถาม

             

            ได้ความว่าประมุขจ้าวออกไปแต่เช้าคุณนายจ้าวไม่อยู่เช่นกัน เห็นว่าไปรับเพื่อนที่เป็นดารา แล้วจะพากันไปดูดวงต่อ

             

            “คุณน้ามาเหรอ” จ้าวจิงถิงถามบ้างอินฝูตักข้าวไปก็ตอบคุณชายไปด้วย “ค่ะ คุณนายสั่งว่าคุณซูจะค้างที่นี่สองคืน”

            “ใครเหรอครับ” เหรินซวงอิ๋นไม่คุ้นกับแขกคนนี้สามีหันมาเล่าให้เขาฟังทันที

            “เพื่อนสนิทของคุณแม่ ชื่อซูม่านพวกเราก็เรียกเธอว่าน้าม่านก็ได้ บ้านเธออยู่ที่เมืองก่วงเล้งแต่ส่วนใหญ่เธอใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ นานๆ จะกลับมาประเทศเซียงก็จะแวะมาหาคุณแม่ก่อนตลอด ช่วงก่อนนี้พวกเราวุ่นวายกันท่านคงลืมบอกนายว่าจะมีแขกมา”

            คนฟังฉุกคิดขึ้นมาได้ “เมืองก่วงเล้ง ตระกูลซู”

            “อืมนายสงสัยใช่ไหมว่าเธออยู่ตระกูลซูไหน”

            “ครับ”

            “เมืองก่วงเล้งก็มีแค่ตระกูลซูเดียวนั่นแหละ น้าม่านเป็นพี่สาวต่างแม่ของซูมี่เดิมเธอควรเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูล แต่ว่าเธอเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองโดยที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย ประกอบกับแม่ของเธอเสียไปแล้ว คนในตระกูลก็ไม่ค่อยมีใครไว้หน้าเธอเท่าไหร่พอเข้าวงการก็ย้ายไปอยู่กินกับสามีที่ต่างประเทศแต่ก็ไม่ได้ตัดขาดจากตระกูลซูซะทีเดียว”

            “ฟังดูซับซ้อนดีนะครับแม่เธอไม่อยู่แล้ว ตำแหน่งคุณหนูใหญ่ก็ไม่มีให้ เธอยังห่วงอะไรในครอบครัวนั้นกัน”

            จ้าวจิงถิงเคี้ยวจนหมดก็เริ่มเล่าอีกรอบ

            “เมืองก่วงเล้งเป็นเมืองท่องเที่ยวตระกูลซูก็มีธุรกิจส่วนใหญ่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว น้าม่านเธอมีชื่อเสียงในวงการคนทั้งประเทศรู้จักเธอหมด ตระกูลซูไม่ชอบใจเธอแต่ก็ยังอยากอาศัยชื่อเสียงเธอในการโฆษณาให้แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พักและบรรดาร้านต่างๆ ของตัวเองอยู่ เวลามีงานในตระกูล หรือเปิดกิจการใหม่ก็จะเชิญเธอมาร่วม”

            “แล้วน้าม่านก็ยอมเหรอ”

            “ก็ยอมนะ เพราะทุกครั้งที่มาก็ไม่ได้มาฟรีๆ จ้างน่ะ คนส่วนใหญ่รู้แค่ว่าคุณน้าแซ่ซูแต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องยังไงกับตระกูลซู มันจะมองว่าเธอเป็นญาติห่างๆของตระกูลดังและมีความสัมพันธ์อันดีกับคนในตระกูล ไม่รู้หรอกว่าการแสดงทั้งนั้น”

             

            สาบานว่าเรื่องเล่าพวกนี้มาจากปากของสามีผู้ที่บอกว่าตัวเองไม่ชอบเรื่องซุบซิบ

             

            “อ๋อ..แบบนี้เอง” เขาฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจ้าวจิงถิงมองนาฬิกาบนข้อมือภรรยา รู้สึกว่าอาหารเช้ามื้อนี้มีรสชาติกว่าทุกวัน

            “นายถามเหมือนไม่รู้จักดาราคุณน้าม่านก็ดังอยู่นะ พอๆ กับแม่ฉันเลย”

            เหรินซวงอิ๋นคนก่อนไม่ชอบดูละครแต่ชอบฟังเพลง จึงไม่ค่อยสนใจดารา นอกจากแม่สามีเขาแทบไม่มีความทรงจำเลยเกี่ยวกับดาราคนอื่นเลย จึงแก้ตัวว่า “ผมเกิดไม่ทัน”

            จ้าวจิงถิงไม่ยอมแก่ “นายก็เด็กกว่าฉันไม่เท่าไหร่หรอก”

            “ครับแค่เจ็ดปีเอง” ว่าแล้วก็ตักข้าวกินต่อ

            เจ็ดปีเอง คำว่าเองคือแดกดันกันใช่หรือไม่เขายี่สิบเก้าปีสามเดือนสิบสองวัน ส่วนภรรยานั้นยี่สิบสองคงใกล้ยี่สิบสามแล้วห่างกันมากเลยเหรอ

             

            คุณชายใหญ่จากที่เจริญอาหารเริ่มจะไม่รู้รสของที่กำลังกิน

             

            เกือบจะอิ่มแขกก็โผล่มาลืมไปเลยว่าอูลาเซ่อเยี่ยนยังอยู่ อ้าวแล้วทำไมมากับจ้าวจ๋ายอิงแล้วทำไมคุณชายหัวโล้นใส่ชุดเมื่อวาน

            “นายไม่อาบน้ำเหรอ” จ้าวจิงถิงทัก น้องชายเข้ามานั่งข้างพี่สะใภ้ตอบคำถามแทนผู้เป็นแขก “พี่ใหญ่เมื่อวานพี่ลิ้วเขาไปค้างที่บ้านผม บอกให้อาบน้ำก็ไม่อาบเกรงใจไปได้”

            “ไม่ได้หรอกพี่ไม่ได้เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยน”

            “ก็ใส่ของผมไง”

            “ได้ที่ไหน ดูขนาดตัวพี่กับเราก่อน”

            จ้าวจิงถิงเริ่มทนฟังไม่ไหว “เดี๋ยวนะ นายไปค้างที่บ้านน้องฉันได้ไง”

             

            อา..พี่ชายเสียงแข็งแล้วนะ ตัวใครตัวมันจ้าวจ๋ายอิงเนียนหลบหลังพี่สะใภ้ ปล่อยให้พี่ลิ้วหัวโล้นรับหน้าเอง

             

            จะบอกว่าเล่นทายลูกเต๋าจนเพลินก็ไม่ได้พี่ชายเขาจะด่าว่าชวนน้องหมกมุ่นกับการพนัน จึงได้แต่แต่งเรื่อง “ฉันอยากเดินเที่ยวตลาดตอนฟ้าสาง น้องนายว่างก็เลยอาสาไปส่งทีนี้จะให้เขามารับบนเขาช่วงเช้าก็ลำบากไงเลยไปนอนกับเขาซะเลย”

            เหรินซวงอิ๋นเลิกคิ้วมองน้องสามีรายนั้นยิ้มเหมือนจะร้องไห้ให้เขา เดาว่าเรื่องเล่าเป็นความเท็จแต่พี่ชายก็ใช่จะไม่รู้

            “นายชอบเที่ยวแบบนี้ด้วยเหรอตลาดฟ้าสางเนี่ยนะ”

            คุณชายอูลากลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด “ทำไมล่ะ ตลาดฟ้าสางดีนะ ของก็สด อาหารทะเลก็เยอะ ราคาก็ถูก”

            “งั้นได้อะไรมาบ้างล่ะ”

            “เอ่อ..ได้..” จ้าวจ๋ายอิงเห็นว่าพี่ลิ้วเริ่มจนมุมก็รีบเปลี่ยนเรื่อง“ว๊าวๆ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใส่นาฬิกาคู่ชีวิตซะด้วยหวานกันจังเลยน้า”

            จ้าวจิงถิงนิ่ง ขณะที่เหรินซวงอิ๋นงุนงง “นาฬิกาคู่ชีวิตอะไร”

            “ก็นี่ไงเรือนที่พวกพี่ใส่อยู่ ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังที่เป็นคู่รักกันถึงแม้ทำงานให้คนละแบรนด์แต่วันแต่งงานของพวกเขาก็เลือกจะออกแบบสองเรือนนี้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าความรักของพวกเขาอยู่เหนือกาลเวลา และกฎเกณฑ์ทั้งปวงโรแมนติกเนอะพี่ลิ้ว”

            “ครับฟังแล้วพี่อยากใส่คู่ใครสักคนบ้างจัง”

             

            ระหว่างสายตาสื่อความหมายของเซ่อเหยี่ยนที่มองไปทางจ๋ายอิงคุณชายใหญ่จ้าวก็รีบหลบสายตาของภรรยาที่มองมาอย่างมีคำถาม

          

          

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่ ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508