วงไฮโลที่มีเจ้ามือสนุกอยู่คนเดียวในที่สุดก็เลิกรา(สักที) อูลาเซ่อเหยี่ยนเหลือเงินติดกระเป๋าแค่สองเหรียญ ถ้าเขาเป็นคุณชายใหญ่อูลาน้องจะกินตาละล้านพี่ก็ไม่ว่าออกจะอยากให้น้องกิน แต่นี่พี่ไม่มีให้ผลาญขนาดนั้นเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองจนก็วันนี้ อยากมีเงินมากองให้น้องแต่กลับทำได้แค่ร้องขอชีวิตกับจ้าวจูหลั่นก็ต้องทำทีว่าไม่รู้จักกัน
คุณชายใหญ่แนะนำเพื่อน?กับน้องชายคนรอง
“จูหลั่นนี่เพื่อนพี่ ชื่อลิ้วเซ่อนี่น้องชายคนรองของฉัน ชื่อจูหลั่น พวกนายน่าจะอายุเท่ากัน”
ท่าทีของจ้าวจูหลั่นกับลิ้วเซ่อนั้นมีความไม่เป็นธรรมชาติแฝงอยู่คนอื่นอาจมองไม่ออกแต่เหรินซวงอิ๋นมองออก สองคนนั้นลอบส่องสายตาให้กันเขารู้ทันทีว่าต้องรู้จักกันมาก่อนแล้วแน่แต่ทำไมต้องปกปิดความสัมพันธ์นี้ด้วยเล่า
“ทุกท่านอาหารเที่ยงพร้อมแล้วค่ะเชิญที่สวนได้เลย”
ป้าจูมาตามด้วยตัวเองที่เรือนผู้เฒ่าวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ คนรับใช้ชุดสีฟ้าทะเลไม่มีใครได้ว่างเหรินซวงอิ๋นนั่งข้างสามี กล่องเก็บกริชนั้นให้คนเอาไปไว้บนห้องแล้ว
ที่โต๊ะกินข้าวตระกูลเหรินไม่มีกฎห้ามคุยแต่นิสัยส่วนตัวคุณนายเล็กชอบฟังมากกว่าพูดอยู่แล้ว หากไม่มีใครชวนคุยหรือถามเขาจะเงียบ การฟังทำให้เรามีสมาธิ แต่คนส่วนใหญ่ที่ตามใครไม่ทันเพราะตอนฟังคนอื่นก็เอาแต่คิดเรื่องที่ตัวเองจะพูด
ช่วยไม่ได้การพูดเรื่องตัวเองมันสนุกกว่าฟังเรื่องคนอื่นนี่นา
และนิสัยเช่นนี้ทำให้จ้าวจิงถิงรู้สึกว่าเหรินซวงอิ๋นคนก่อนกับภรรยาของตน เป็นคนละคนกัน
“ดื่มยาก่อน” ยาต้มหม้อนี้อีกแล้วแต่เขาก็รับมาดื่ม คุณชายใหญ่จ้าวมองเขาดื่มจนหมดถึงได้หันไปทางอื่น
หมอนี่ไม่เห็นต้องคุมกันขนาดนี้ก็ได้มั้งเห็นเขาเป็นเด็กกินยายากหรือไง
“จริงสิพี่สะใภ้คราวก่อนลูกปืนยาสลบนั่นมีอีกมั้ยครับ ผมอยากดูให้ชัดๆ” คุณชายเล็กชโง้กหน้ามาถามทำเอาจ้าวจิงถิงที่อยู่ตรงกลางสงสัยไปด้วย “ลูกปืนอะไรนะ”
“ก็...” จ้าวจ๋ายอิงทันพูดแค่คำเดียวพี่สะใภ้ก็ถลึงตาใส่ ทำให้เขาต้องหยุดอย่างรู้สถานการณ์ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นความลับ ตอนนี้มีคนนอกอยู่ด้วย พูดไปพี่ใหญ่จะไม่พอใจได้
“ใน..ในหนังไงหนังที่ผมกับพี่สะใภ้เคยคุยกันอ่ะ พี่ใหญ่ พี่ไม่รู้เรื่องหรอก”
นับว่าน้องสามีคนนี้ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้างเหรินซวงอิ๋นชมในใจ
“เรื่องไร้สาระไว้ค่อยคุยวันหลัง”อะไรกันยังโดนพี่ใหญ่ดุอยู่ดี คุณชายเล็กก้มหน้ากัดตะเกียบคนนอกหัวโล้นชำเลืองมองแต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง
ทางผู้ใหญ่เริ่มคุยเรื่องงานน้ำเสียงและท่าทีก็เป็นทางการขึ้น คุณปู่ถามลูกชายกับหลานคนโต
“งานของท่านเติ้งไปถึงไหนแล้ว”
ประมุขหันไปทางลูกชายคนโต “จิงถิงเล่าให้ปู่ฟังหน่อย ลูกกับตระกูลเข่อตกลงกันว่ายังไง”
“การขนส่งแบ่งเป็นสองช่วงครับคือไปรับของจากท่านเติ้งมาไว้ที่เมืองหลงโต้ว และส่งขึ้นเหนือให้ลูกค้าโดยผ่านชายแดนเมืองเหอหม่าง เข่อซิงจะรับผิดชอบช่วงแรกส่วนช่วงหลังเป็นหน้าที่ของเรา”
“ลูกบอกว่างานนี้มีตระกูลเยว่มาเอี่ยวด้วย”
“ครับคุณชายรองเยว่บอกว่าเขาจะช่วยเคลียร์กับทางตระกูลปิ่นให้” ทำการค้าข้ามหน้าตระกูลปิ่นในเมืองเหอหม่างเช่นนี้ปิ่นซานคงไม่ชอบใจ
คุณนายผู้เฒ่าเอ่ยปากชม “ดี” เธอว่า “พวกตระกูลปิ่นจัดการยากพูดคำไหนไม่เป็นคำนั้น งานนี้เดิมขนส่งทางเรือพวกเขาก็ไม่ค่อยสนใจแต่ว่าต่อมาท่านเติ้งจะให้ส่งทางชายแดนเหนือแทน เนื้อชิ้นใหญ่มาวางตรงหน้าพวกนั้นก็คงอยากกระโจนงับจะแย่ แต่ติดที่ตระกูลเข่อกับเราได้ก่อนปิ่นซานคงเห็นเราสองตระกูลเป็นตัวขัดลาภ มีคนออกหน้าให้ก็ดีจะได้ไม่มาพาลแค่กับพวกเรา”
ประมุขจ้าวตั้งข้อสังเกต “ตระกูลเยว่ขอมาช่วยเองแบบนี้ ไม่รู้ว่าคิดการใหญ่อะไรต่อ” จ้าวจิงถิงเองก็สงสัยเหมือนกันกับพ่อ
“ผมไม่ค่อยได้คุยกับทางนั้นส่วนใหญ่เข่อซิงเป็นคนคุยมากกว่า ตระกูลเยว่ถือตัวว่าเป็นผู้ดีมาตลอด ไม่รู้เหมือนกันว่าสนใจงานแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจมีเรื่องในตระกูลที่บอกใครไม่ได้”
“ผู้คนมากมาย ความแค้นมากมีจากที่ปู่รู้จักประมุขเยว่เขาเป็นสุภาพบุรุษแค่เปลือกล่วงเกินคนอื่นเพื่อชูคอมาตลอด ตระกูลผู้ดีอะไรนั่นก็แค่ฉายาเงินในกระเป๋าไม่ใช่ว่าหมดแล้วเหรอ ถึงยอมลดตัวลงมาทำงานที่ตัวเองเคยดูถูก”
จ้าวจูหลั่นพูดขึ้นบ้าง “ปู่พูดถูก ผมเคยเจอประมุขเยว่ ชอบวางท่ายิ่งกว่าผู้นำประเทศเสียอีกคงคิดว่าในประเทศเซียงมีเพียงตระกูลเขาที่สูงส่ง แค่คุมทางใต้ทำเหมือนคุมไว้ทั้งแผ่นดิน”
คุณนายเจ้าฟังแล้วเป็นกังวล “แล้วแบบนี้จะมีปัญหาหรือเปล่าคะ” จ้าวจิงถิงบอกแม่ว่า“พวกเขาไม่ได้ยุ่งกับสินค้าถ้าไม่แอบตกลงอะไรกับปิ่นซานก็ไม่น่าจะมีอะไรครับ แม่อย่าห่วงเลย”
“เอาแบบนี้ดีไหมครับ” คุณนายเล็กในที่สุดก็มีปากมีเสียง ทุกคนเงียบและหันมามองทางเขา “ทางตระกูลเยว่ให้คุณชายรองคอยจับตา”
จ้าวจิงถิงพยักหน้า “ไม่เลว จูหลั่นว่าไง”
คุณชายรองที่ไม่เคยเป็นที่ไว้วางใจตอนนี้รู้สึกแปลกใหม่และขัดเขินเล็กน้อย “เอ่อ”เขามองไปทางพวกผู้ใหญ่ พ่อกับปู่เองก็เห็นด้วย ย่ากับแม่ก็คิดว่าดีจ้าวจูหลั่นจะได้มีบทบาทในงานของตระกูลมากขึ้น อย่างที่เจ้าตัวต้องการ จะได้ไม่น้อยใจอีก
“ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”
“ก็ไม่มีอะไรมาก” พี่ชายแจง“ขึ้นเหนือพรุ่งนี้เลยยิ่งดีอยู่เหอหม่างจนกว่างานพี่จะเสร็จ อย่าให้ใครรู้ว่านายคือคุณชายรองจ้าวเข้าไปตีสนิทตระกูลปิ่นได้ยิ่งดี คอยดูความสัมพันธ์ของตระกูลเยว่กับตระกูลปิ่น”
ฟังแล้วไม่น่ายาก จ้าวจูหลั่นเองก็ไม่ใช่ว่าไร้ฝีมือเขายิ้มเล็กน้อยให้พี่สะใภ้ และสบตากับทุกคน ตกลงโดยไม่ลังเล “ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด”
“ได้นายมาช่วยพี่ก็สบายใจขึ้น” ยิ่งพี่ชายพูดแบบนี้ คุณชายรองยิ่งรู้สึกดีงานนี้เป็นงานแรกที่เขาจะแสดงฝีมือต้องทุ่มสุดตัว
จ้าวจ๋ายอิงเสนอบ้าง “ผมไปกับพี่รองเองครับ”
ทุกคนมอง แล้วส่ายหน้า “ไปได้ยังไง พี่เขาไปทำงานสำคัญ” คุณย่าคัดค้านเป็นคนแรกตามมาด้วยพี่รอง “นายอยู่บ้านช่วยดูแลพี่สะใภ้ก็ดีแล้ว”
เหรินซวงอิ๋นงง “ช่วย?”
อะไร?
ขนาดวิกตอเรียยังช่วยพูด “ถูกของพี่ๆ เขานะ จ๋ายอิงถ้าเบื่อก็มาอยู่บ้านไหมลูกที่บ้านมีงานเยอะแยะให้ทำนะ ช่วงนี้พี่สะใภ้เราก็ยังไม่หายดีจ๋ายอิงมาอยู่กับแม่กับย่าจะได้ช่วยดูแลพี่เขาด้วย”
คุณชายเล็กไม่ค่อยอยากทำงานที่บ้านเขาคิดว่างานบ้านก็คืองานของพวกคุณนาย เขาอยากออกไปบู๊มากกว่าแต่พอพูดว่าให้ดูแลพี่สะใภ้ เขาก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก
เหรินซวงอิ๋นคิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันถ้าอนาคตต้องหย่าขาดจากจ้าวจิงถิงงานบ้านจ้าวนี่จะทิ้งให้เป็นภาระของคุณนายกับคุณนายผู้เฒ่าก็น่าเห็นใจอีกอย่างพวกเธอจะได้สะใภ้ใหม่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถ้าคุณชายใหญ่แซ่จ้าวยังนิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้
“พี่สะใภ้” น้องเล็กดูเหมือนจะมีเรื่องในใจเหรินซวงอิ๋นไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด
“ดีเหมือนกันครับ ผมเจ็บตัวแบบนี้บางงานก็ไม่สะดวกจริงๆ จ๋ายอิงมาช่วยพี่นะ”
อูลาเซ่อเหยี่ยนเองก็อยากอยู่ช่วยเช่นกันแต่จนปัญญาจะหาข้ออ้าง เลยได้แต่นั่งกะพริบตาปริบๆ
“ก็ได้ครับ” จ้าวจ๋ายอิงตอบรับในที่สุด
พอเรื่องทั่วไปลงตัว ก็มาถึงเรื่องสำคัญ “แล้วการขนส่งที่ชายแดนลูกอยากได้คนเพิ่มหรือเปล่าแค่คังข่ายกับโจจะคุมไหวมั้ย”
จ้าวจิงถิงบอกทุกคน “งานนี้ผมจะจ้างคนนอกทำงานแทน”
ผู้เฒ่าจ้าวถึงกับวางตะเกียบรอฟัง
“ลูกหมายถึงกลุ่มไหน”
“พยัคฆ์เร้นกายครับ”
“แค่กๆ” คุณนายเล็กสำลักจ้าวจิงถิงหันทันที เขาส่งน้ำให้ภรรยา รอจนเหรินซวงอิ๋นเลิกไอก็ถาม
“โอเคหรือยัง” คนถูกถามพยักหน้าคุณย่าบอก “ซวงอิ๋นค่อยๆ กินสิลูก”
“ครับคุณย่า”
เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ประมุขก็ถามใหม่ “กลุ่มอะไรนะ พ่อไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
“ปู่ก็ไม่เคยได้ยิน อะไรพยัคฆ์ๆ”
“พยัคฆ์เร้นกายครับผมก็เพิ่งรู้จักพวกเขาได้ไม่นาน แต่ฝีมือใช้ได้ อีกอย่างงานนี้ผมมีแผนอยู่เลยต้องให้คนนอกมาช่วย”
“รู้จักได้ไม่นานแล้วไว้ใจได้เหรอ”
“จำตอนที่ผมถูกตะขาบของเชี่ยหร่านเล่นงานได้ไหมครับก็ได้พวกเขานี่แหละที่ช่วยไว้ ไม่งั้นผมตายไปแล้ว”
“จริงรึ” ประมุขจ้าวเริ่มสนใจ“งั้นก็พามาให้พ่อเจอหน่อย จะได้ขอบคุณ”
จ้าวจิงถิงไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่...
“พยัคฆ์เร้นกายเป็นกลุ่มที่รักษาความเป็นส่วนตัวมากแม้แต่ใบหน้าที่แท้จริงก็ยังไม่เปิดเผย เวลาจะจ้างพวกเขาก็ต้องติดต่อผ่านนายหน้าตอนที่ผมเจอในงานประชุมท่านเติ้ง ก็ใส่หน้ากากทุกคน เกรงว่าคงไม่มาตามคำเชิญ”
“ฟังดูลึกลับจังนะครับ” จ้าวจ่ายอิงคิดภาพพยัคฆ์เร้นกายในหัวแล้วเรียบร้อย
จ้าวหลันหรูรู้ใจหลานชาย “จิงถิงก็คงอยากขอบคุณพวกเขา แต่ไม่มีโอกาสเลยได้แต่ตอบแทนผ่านการจ้างงานครั้งนี้สินะ”
เหรินซวงอิ๋นเห็นสามียิ้มรับเจ้าวัชพืชนี่ก็มีดีเหมือนกันนะ รู้จักบุญคุณคนซะด้วยนึกว่าจะลืมเรื่องที่เขาเคยช่วยไปซะแล้ว
“เป็นแบบนี้เอง งั้นพ่อก็ไม่ว่าอะไรถ้ามีงานไหนอยากได้คนช่วย พ่อจะให้ลูกเรียกพวกเขาก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับพ่อ”
จ้าวจูหลั่นยังอดมองในแง่ร้ายไม่ได้ “เขารู้วิธีแก้พิษตะขาบโลหิตแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของเองเหรอครับแล้วถ้าพวกเขาจงใจสร้างบุญคุณเพื่อให้เข้ามาใกล้ชิดกับพี่ใหญ่ล่ะ”
เหรินซวงอิ๋นคิดในใจ สมกับเป็นคุณชายรองและสมกับเป็นน้องสามี นิสัยขี้ระแวงไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เหมือนกันไม่มีผิดแตกต่างจากจ้าวจ๋ายอิงที่ดูซื่อใสกว่า เหมือนกระจกขุ่น กับกระจกใสก็ไม่ปานจ๋ายอิงมองทะลุไปถึงไหนต่อไหน แต่เจ้าวัชพืชสองกอนี้กลับ คิดเยอะคิดมากไม่สิ้นสุด
เขารอฟังว่าจ้าวจิงถิงจะตอบน้องชายว่ายังไง
“ตอนนั้นพี่เกือบจะไม่รอดพวกมันกะเอาถึงตาย คนที่มาช่วยไม่ได้เข้าหาพี่ แต่พี่เองที่เข้าไปหาเขาเลยมั่นใจว่าที่เขาช่วย ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี”
“แล้วพี่เข้าหาเขา ทำไมกัน”
ทุกคนรอแต่คุณชายใหญ่ก็แค่มองไปทางภรรยาแล้วเงียบทำให้ทุกคนเข้าใจว่าคุณชายใหญ่สนใจคนอื่น แต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าภรรยา จะไว้หน้าก็ดีหรือเกรงใจก็ช่าง
นี่..ไม่ดีแน่
คุณย่าวางตะเกียบ “เฮ้ออ ย่าอิ่มแล้ว เด็กๆ คุยกันไปนะ ย่ารู้สึกเพลียๆ ขอตัวไปพักผ่อนก่อนอย่าเอาแต่คุยเรื่องงานกันล่ะ เกรงใจแขกบ้าง”
ในที่สุดอูลาเซ่อเหยี่ยนก็มีตัวตน “ไม่เป็นไรครับคุณย่า ผมก็พูดไม่เก่งแค่ได้มาฟังเรื่องสำคัญด้วยก็รู้สึกเป็นเกียรติแล้ว ขอบคุณที่ไว้ใจผมครับ”
เว่อร์วังซะจริงนะพวก คุณชายรองแอบเบ้ปาก
ย่าลุกปู่ก็ลุกตาม “งั้นปู่ก็ขอตัวก่อน คุณชายลิ้วตามสบายนะเป็นเพื่อนจิงถิงก็เป็นหลานปู่ด้วย มีอะไรก็มาบ้านเรา บ้านจ้าวเปิดต้อนรับคุณเสมอ”
“ขอบคุณครับคุณปู่”
“แม่กับพ่อก็ต้องไปร่วมงานสมาคมพวกลูกกินกันไปเถอะนะ พวกเราขอตัว”
ที่เหลือกินต่ออีกไม่นานก็แยกย้ายก่อนกลับจ้าวจิงถิงดึงน้องชายไว้ คุยเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องเพียงสองต่อสอง
“พี่ใหญ่มีอะไรเหรอ”
“พ่อบ้านฉายกับอู๋โถงอยู่ที่เมืองเหอหม่าง นายลากคอกลับมาด้วย”
จ้าวจูหลั่นพอได้ฟังก็เข้าใจทำไมพี่สะใภ้เสนอชื่อเขาไปเหอหม่าง เรื่องพ่อบ้านฉายเขารู้แค่ว่ายังไม่ตายแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
“พี่รู้ได้ยังไง ใครบอกเรื่องนี้”
“คนของเรายืนยันภาพล่าสุดที่มันสองคนอยู่คือเหอหม่างแต่ยังจับตัวไม่ได้ คิดว่าผู้ที่คอยช่วยอยู่ไม่ธรรมดา นายไปครั้งนี้อย่าให้ใครรู้อาศัยตอนพวกมันต้องไม่ทันระวังตัว จับมาให้ได้ ไม่ก็เอาความจริงว่าใครจ้างมาก็พอ”
คุณชายรองรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ “พี่ใหญ่ไว้ใจผมเถอะ จะง้างปากมันมาให้ได้ว่าใครจ้างมายักยอกเงินบ้านเรา”
แต่ดูเหมือนพี่ชายจะสนใจอีกคดีมากกว่า “มันกล้าวางยาพี่สะใภ้นาย มันต้องชดใช้”
อ่า..นี่สินะ ความผิดร้ายแรงที่ทำให้ถูกหมายหัว
ทางฝั่งน้องเล็กและแขกหัวโล้นเดินตามคุณนายเล็กออกมา อดถามไม่ได้ “พี่ใหญ่กับพี่รองคุยอะไรกันนะนานจัง แม้แต่กับผมกับพี่สะใภ้ก็ฟังไม่ได้”
“คงเรื่องงานน่ะ เราอย่ารู้เลยดีแล้ว”
“ใช่แล้วจ๋ายอิงพี่อยากเล่นทายลูกเต๋าอีกจัง”
“จริงเหรอ พี่ลิ้วอยากเล่นจริงเหรอไหนว่าเงินหมดแล้วไง”
“พี่ว่าก็สนุกดี ส่วนเงินยืมเราก่อนไง”
“ยืมผม” จ้าวจ๋ายอิงลังเล
“เราไม่มีอะไรต้องเสียเลยนะถ้าพี่แพ้ก็เป็นหนี้เราเพิ่มไง คิดดอกเบี้ยก็ได้ แต่ถ้าเรากลัวพี่ไม่มีคืนก็ไม่เป็นไร” จ้าวจ๋ายอิงรีบบอกว่าเปล่า
“เอางั้นก็ได้ครับ แล้วพี่สะใภ้..”เหรินซวงอิ๋นพยักหน้าให้ “ไปกันสองคนเถอะพี่ขอตัว รู้สึกว่ายาจะออกฤทธิ์ ง่วงน่ะ”
“งั้นพี่สะใภ้ไปพักเถอะครับพรุ่งนี้ผมจะมาหาแต่เช้า พี่มีงานอะไรให้ช่วย ก็สั่งผมได้เลย”
“ขอบใจนะ งั้นพรุ่งนี้เจอกันขอตัวนะครับคุณชายลิ้ว”
ชายหัวโล้นยิ้มส่ง “ครับ เชิญคุณนายเล็กตามสบาย”
หันหลังเดินแยกออกมาหลายก้าวแล้วก็ได้ยินคล้ายกับเด็กบางคนกำลังถูกล่อลวง
“ไปเล่นที่ห้องพี่ดีหรือเปล่าหรือจะให้ไปบ้านเราดี”
"งั้นไป...."
เด็กหนอเด็ก ห่วงเล่นจนลืมกลัว
วันต่อมาเหรินซวงอิ๋นไม่ปวดไหล่แล้วเขาหายไวมาก จนไม่กล้าบอกคนอื่น ได้แต่ต้องกินยาให้หมดก่อน
เมื่อคืนสามีมานอนด้วย อ้างว่าผู้ใหญ่สั่งไม่ให้เขาทิ้งเมียป่วย? ไว้ลำพังแต่ก็มานอนเป็นเพื่อนเท่านั้นไม่มีอะไร ต่างคนต่างนอนเตียงกว้างนอนสามคนยังมีที่ว่างเหลือเลย
ดังนั้นเมื่อคืนถึงนอนเตียงเดียวกันแต่ตัวก็ไม่สัมผัสกันเลยแม้แต่นิดเดียว
เอิ่ม...
“.....”
“.....”
ว่าแต่ทำไมตอนเช้ามา ถึงนอนกอดกันได้ล่ะ
ต่างคนต่างลืมตาพร้อมกัน และทำหน้าอึนเหมือนคนเพิ่งตื่นให้สมบทบาทหน่อย
ภรรยารีบลุกจากอกสามี พูดติดๆขัดๆ “คุณ..จะเข้า..เข้าห้องน้ำก่อนหรือเปล่า” คุณชายใหญ่เองก็ดูเลิ่กลั่ก“นายใช้ก่อนเลย”
หายากที่สามีจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเหรินซวงอิ๋นรีบลงจากเตียง ใช้ห้องน้ำเป็นคิวแรกระหว่างนั้นจ้าวจิงถิงผู้มีขอบตาคล้ำราวกับคนไม่ได้นอนหลับตาลงอีกครั้งอ่อนเพลียอยู่นิดหน่อย เนื่องจากนอนน้อย
เมื่อคืนคุณชายใหญ่เข้านอนตอนห้าทุ่มกว่าพบว่าภรรยาหลับไปก่อนแล้ว กว่าเขาจะทำธุระส่วนตัว อาบน้ำเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนพื้นที่เตียงมีที่ว่างด้านซ้าย เขาก็ขึ้นไปจับจอง ดึงผ้าห่มอีกผืนมาห่มกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็รู้สึกหนักๆ ตรงหน้าอก
ภรรยาหันมากอดเขาไว้ทั้งตัวยกขาก่ายเอวไปแล้วทั้งขา หัวก็เกยอยู่บนหน้าอก แขนก็กอดแน่นมุดหัวไปมาหามุมสบายอีกสองสามครั้ง
แล้วเขาจะหลับลงเหรอ?
ในห้องที่ดับไฟไปแล้วดวงตาของจ้าวจิงถิงก็พลันสว่างจ้ากลิ่นหอมประจำตัวของภรรยาพาให้เขาคิดอะไรต่อมิอะไรไปไกล
แม้แต่เรื่องที่เคยเห็นว่าเป็นเรื่องราวแย่ๆก็กลายเป็นเรื่องที่อดคิดถึงซ้ำๆ ไม่ได้
ตอนที่เหรินซวงอิ๋นเปลือยเปล่าอยู่ในคอนโดวันนั้นไม่วาบหวิวกว่านี้เหรอ ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่รู้สึกซู่ซ่าคึกคักแบบนี้เลยเล่าหรือเพราะแต่งกันแล้ว จึง....
คุณนายเล็กขยับตัวครางในคออยู่สักพักก็กลับมากรนเบาๆ
“....”
จ้าวจิงถิงมองต่ำลงไปที่ใบหน้าของอีกคนกำลังฝันอะไรกันนะ
ถึงครางเหมือนหมากำลังหวงกระดูก
หลังจากนั้นก็มัวแต่มองคนหลับว่าทำท่าทางอะไรบ้างไหนจะต้องคอยดูแขนข้างที่เจ็บไม่ให้เผลอไปนอนทับด้วย ไม่ใช่เขาจะไปทับนะคนเจ็บหนะจะทับแขนตัวเอง
แปลก..ทุกทีก็ไม่นอนดิ้นนี้นา
หรือเปล่า?
แต่พวกเขาไม่ได้นอนด้วยกันบ่อย ครั้งแรกวันเข้าหออีกวันก็...วันที่โดนยาคุณย่าแล้วเกือบพลาดไปทำอะไรก๋านเอินเข้าจริงๆโชคดีที่ภรรยาไปช่วยไว้ทัน
แค่นั้นเอง สองคืนถ้วน!!
แค่สองคืนคงเหมารวมไม่ได้ว่าพฤติกรรมการนอนของอีกฝ่ายเป็นยังไงอาจจะนอนดิ้นก็ได้ หรือนอนหลับเป็นตาย หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างเช่นคืนนี้
“คุณชาย ผมเสร็จแล้วนะ” เสียงนั้นทำให้จ้าวจิงถิงสะดุ้ง “อ้อ..โอเค”
เหรินซวงอิ๋นมองตามเขาจนเข้าห้องน้ำไป “แปลกแฮะ”
ตั้งแต่เมื่อวานคุณชายใหญ่ ดูพูดง่าย?
แล้วแต่เขาเถอะยังไงก็ดีกว่าจ้องแต่จะฟาดฟันกัน เหนื่อยซะเปล่า มาดูงานตัวเองดีกว่าวันนี้มีอะไรต้องทำบ้างช่วงเช้ารอสั่งงานจ๋ายอิง ช่วงบ่ายไปหาลูกน้องหน่อย จะได้คุยเรื่องงานใหม่แล้วก็ให้ไป๋เหลียงไปหาที่ดินเปล่า
เขาวางแผนจะสร้างที่ตั้งเป็นทางการให้สำนักพยัคฆ์เร้นกายเขาไม่อยากเรียกว่ากลุ่มตามยุคนี้คำว่าสำนักดูอบอุ่นและสร้างความจงรักภักดีได้มากกว่า
คุณนายเล็กแต่งตัวไวมากดังนั้นตอนที่จ้าวจิงถิงออกมาก็พบว่าในห้องว่างเปล่า เขาถอนหายใจคิดว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว
“เฮ้ออ ไปได้สักที”
แต่ใครจะคิดว่าภรรยายังนั่งอยู่ที่ระเบียง
“คุณชายใหญ่คงอึดอัดแย่ที่ต้องมาอยู่ร่วมห้องกับผม”
“เห้ย!!” จ้าวจิงถิงตกใจผ้าขนหนูเกือบจะหลุดจากเอว ภรรยาไม่ได้สนใจจะมองว่าเขาจะโป๊หรือไม่แต่เดินเข้ามาหน้าตาเฉย
“เอาแบบนี้ พรุ่งนี้เป็นต้นไปผมจะบอกทุกคนว่าไปค้างที่คอนโดกับคุณ แต่ไม่ต้องห่วงผมไม่ไปจริงหรอก”
“ใครบอกว่าฉันอึดอัด ไม่สักหน่อย”
“แต่ท่าทางคุณบอกว่างั้นนะ”
“จริงๆ ไม่ใช่ว่าฉันรำคาญนายหรืออึดอัดก็แค่..”
ภรรยายังจ้องหน้าอยู่ เขาก็ไม่คิดจะหลบจ้องกันไปจ้องกันมา จนสุดท้ายก็เป็นสามีที่ยอมแพ้ “ฉันแค่ยังไม่ชินที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับคนอื่นเท่านั้นเอง”
“คุณไม่เคยมีแฟนสินะ”
“ไม่” คำตอบเบาแทบฟังไม่เป็นคำสงสัยจะกลัวเสียหน้า
สมัยนี้คนสองคนถูกตาต้องใจ ก็คบหาเรื่องอยู่ก่อนแต่งมีออกถมไป ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง อย่าว่าแต่ต่างเพศเพศเดียวกันก็มีลูกด้วยกันได้ แถมกฎหมายคุ้มครองบางครอบครัวที่หัวโบราณหน่อยอาจมองว่าไม่งาม แต่คนส่วนใหญ่ต่างคิดเรื่องนี้ธรรมดาจะตาย
ดูอย่างหงเหมินตั้งแต่ขนเริ่มขึ้น มีแฟนมาแล้วกี่คนถ้าให้นับ น่ากลัวว่าแม้แต่เจ้าตัวยังจำได้ไม่หมด เทียบกับคุณชายใหญ่จ้าวแล้วสามีของเขาเป็นวัชพืชที่ขึ้นในเขตอารามโดยแท้อายุขนาดนี้แล้วยังไม่เคยใกล้ชิดสตรีหรือบุรุษอื่น
“ไม่เป็นไร แค่ไม่เคยคบหากับใครเท่านั้นไม่เห็นต้องอายเลย ดูผมสิ ก็เหมือนกันกับคุณนั่นแหละ”
เหรินซวงอิ๋นพูดไปงั้นแค่ไม่ให้เขาประหม่า แต่ลืมไปว่าเจ้าของร่างคนก่อนทำไมถึงไม่เคยมีแฟนก็เพราะเอาแต่ตามขอความรักจากเจ้ากอวัชพืชในอารามคนนี้ไง
จ้าวจิงถิงเริ่มแต่งตัวขณะที่อีกคนก็ยังอยู่ แต่ดูเหมือนร่างกายกำยำของเขา จะไม่ส่งผลกับภรรยา เขาเห็นสายตาเมินเฉยในกระจกก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเล็กน้อยจากที่เปลือยแค่ช่วงบน ก็เลยถกผ้าขนหนูออกซะเลย กลายเป็นไม่ใส่อะไรหันหลังให้ภรรยา ชมรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของตนให้เต็มตา
แล้วแอบดูจากเงาสะท้อนเอาว่าทำให้อีกฝ่ายเขินได้ไหม
ซึ่งผลก็คือ...
“หุ่นคุณก็ไม่เลว หน้าตาคุณก็ดีครอบครัวก็เยี่ยม ทำไมไม่มีใครเลยล่ะ”
แล้วทำไมไม่รู้สึกรู้สาเลยล่ะ นี่สามีนะกำลังแก้ผ้าให้ดูเลยด้วย
“ก็มีนายคอยเป็นไม้ไล่หมาอยู่ใครจะกล้ามาวอแว”
“งั้นเหรอ” เหรินซวงอิ๋นดูจากความทรงจำของคนเก่าก็จริงดังที่หมอนี่ว่า ถ้ามีผู้หญิงหรือผู้ชายมาติดพันหรือให้ท่าคุณชายใหญ่จ้าวแค่สงสัยเท่านั้นเขา เอ่อ..หมายถึงคุณชายเหรินคนเก่าก็จะตามไปเอาเรื่องหึงหวงเหมือนเป็นภรรยาของเขาแล้วก็ไม่ปาน
ขายหน้าเป็นบ้าเลย
จ้าวจิงถิงเห็นว่าภรรยาจู่ๆก็ปิดหน้าส่ายหัว แล้วก็ทำตัวแปลกไป
เขินแล้วสินะ หึหึ
เขาอ้อยอิ่งแต่งตัวต่อไป ไม่รีบแต่ว่าภรรยากลับบอกว่าจะลงไปก่อน ใครจะให้ไป อยู่ชมหุ่นดีๆ ของผมก่อนสิ
“แล้วนายล่ะ ทำไมไม่มีใครหรือว่ามีแค่ฉันก็เพียงพอแล้ว”
เดี๋ยวนะพี่ชาย นายหลงตัวเองมากเลย
เฮ้อ..แต่เขาก็พูดถูกเจ้าของร่างเดิมหลงหมอนี่จนโงหัวไม่ขึ้นของแท้
“งั้นมั้ง”
ยอมรับง่ายขนาดนี้เชียวกลายเป็นคุณชายใหญ่ที่มือไม้อ่อน จับนาฬิกาก็ไม่มั่น ทำมันหล่นจนได้เรือนเก่งเสียด้วย เจ้าตัวตกใจรีบหยิบขึ้นมาดู
เหรินซวงอิ๋นถาม “แตกเหรอ”
“หน้าปัดร้าวอ่ะ”
“อย่าใส่นะ ของมันแตกแล้วไว้ผมจะให้คนเอาไปซ่อม คุณใส่เรือนอื่นเถอะ”
จ้าวจิงถิงยิ้มมุมปากวางนาฬิกาเรือนหรูไว้ในกล่องตามเดิม “งั้นนายเลือกให้ทีใส่เรือนไหนดี”
เหรินซวงอิ๋นลุกมาหาลิ้นชักนาฬิกาถูกดึงออกจนสุด นาฬิกาหลายสิบเรือนวางเรียงให้เลือกใช้ราวกับร้านขายบนห้าง แต่ละเรือนหรูดูดีทั้งนั้น
“เอาเรือนนี้แล้วกัน” นาฬิกาที่ภรรยาเลือกมานั้นตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลประดับด้วยคริสทัลและแซฟไฟร์หน้าปัดเลือกใช้สีเนื้อปลาแซลมอนเข้ากับชุดกึ่งทางการที่เขาใส่วันนี้เป็นอย่างมากเขารีบหยิบเรือนหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นให้
“งั้นนายใส่เรือนนี้สิ”
เหรินซวงอิ๋นยกมือห้าม “ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก ผมไม่ชอบใส่เครื่องประดับเท่าไหร่”
“น่าเสียดายนะ มันเหมาะกับชุดนายมากเลยสีก็เข้ากันด้วย” พยายามขายของมากเหรินซวงอิ๋นเห็นเขาตั้งใจเชียร์ก็รู้สึกเกรงใจ แค่นาฬิกาเองถ้าให้ใส่ก็ใช่ว่าจะหนักหนา
“ก็ได้ เห็นแก่คุณไม่ปากเสียกับผมแล้วผมจะใส่แล้วกัน”
สามียิ้มบาง แทบดูไม่ออกว่ากำลังยิ้ม “งั้นฉันใส่ให้นายเอง เรือนนี้ตัวล็อกมันต้องมีคนใส่ให้ถึงจะง่ายขึ้นส่วนเรือนนี้นายใส่ให้ฉันที”
ทำไมต้องเลือกของให้กันแถมยังต้องใส่ให้ด้วย ทำเหมือนพวกคู่รักที่ว่างจัดไม่มีอะไรจะทำไปได้
“คุณคงไม่ใช่ว่าอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับผมหรอกนะถิงถิง”
คำถามนี้ทีเล่นทีจริงไปหน่อยแต่ว่าเขาก็ยังจะตอบ “ไม่หรอกน่าอิ๋นอิ๋นคุณกำลังคิดมาก” ใบหน้าของเขายื่นมาใกล้เหรินซวงอิ๋นหดคอหนี จ้าวจิงถิงหัวเราะชอบใจ
“นายกลัวฉันเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ”
คุณนายเล็กจ้าวรีบล็อกนาฬิกาไว้บนข้อมือใหญ่แล้วถอยหลังสองก้าว ตอนนี้บนข้อมือของเขาไม่หนักเท่าในใจเสียแล้ว
แต่งตัวเสร็จทั้งคู่ก็ลงจากห้องนอนมาที่ห้องอาหารคนรับใช้ชุดสีเทาอ่อนย่อตัวต้อนรับเจ้านายทั้งสอง
“คุณชายใหญ่/ คุณนายเล็ก”
“คุณแม่กับคุณพ่อกินแล้วเหรอ” เหรินซวงอิ๋นเป็นคนถาม
ได้ความว่าประมุขจ้าวออกไปแต่เช้าคุณนายจ้าวไม่อยู่เช่นกัน เห็นว่าไปรับเพื่อนที่เป็นดารา แล้วจะพากันไปดูดวงต่อ
“คุณน้ามาเหรอ” จ้าวจิงถิงถามบ้างอินฝูตักข้าวไปก็ตอบคุณชายไปด้วย “ค่ะ คุณนายสั่งว่าคุณซูจะค้างที่นี่สองคืน”
“ใครเหรอครับ” เหรินซวงอิ๋นไม่คุ้นกับแขกคนนี้สามีหันมาเล่าให้เขาฟังทันที
“เพื่อนสนิทของคุณแม่ ชื่อซูม่านพวกเราก็เรียกเธอว่าน้าม่านก็ได้ บ้านเธออยู่ที่เมืองก่วงเล้งแต่ส่วนใหญ่เธอใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ นานๆ จะกลับมาประเทศเซียงก็จะแวะมาหาคุณแม่ก่อนตลอด ช่วงก่อนนี้พวกเราวุ่นวายกันท่านคงลืมบอกนายว่าจะมีแขกมา”
คนฟังฉุกคิดขึ้นมาได้ “เมืองก่วงเล้ง ตระกูลซู”
“อืมนายสงสัยใช่ไหมว่าเธออยู่ตระกูลซูไหน”
“ครับ”
“เมืองก่วงเล้งก็มีแค่ตระกูลซูเดียวนั่นแหละ น้าม่านเป็นพี่สาวต่างแม่ของซูมี่เดิมเธอควรเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูล แต่ว่าเธอเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองโดยที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย ประกอบกับแม่ของเธอเสียไปแล้ว คนในตระกูลก็ไม่ค่อยมีใครไว้หน้าเธอเท่าไหร่พอเข้าวงการก็ย้ายไปอยู่กินกับสามีที่ต่างประเทศแต่ก็ไม่ได้ตัดขาดจากตระกูลซูซะทีเดียว”
“ฟังดูซับซ้อนดีนะครับแม่เธอไม่อยู่แล้ว ตำแหน่งคุณหนูใหญ่ก็ไม่มีให้ เธอยังห่วงอะไรในครอบครัวนั้นกัน”
จ้าวจิงถิงเคี้ยวจนหมดก็เริ่มเล่าอีกรอบ
“เมืองก่วงเล้งเป็นเมืองท่องเที่ยวตระกูลซูก็มีธุรกิจส่วนใหญ่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว น้าม่านเธอมีชื่อเสียงในวงการคนทั้งประเทศรู้จักเธอหมด ตระกูลซูไม่ชอบใจเธอแต่ก็ยังอยากอาศัยชื่อเสียงเธอในการโฆษณาให้แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พักและบรรดาร้านต่างๆ ของตัวเองอยู่ เวลามีงานในตระกูล หรือเปิดกิจการใหม่ก็จะเชิญเธอมาร่วม”
“แล้วน้าม่านก็ยอมเหรอ”
“ก็ยอมนะ เพราะทุกครั้งที่มาก็ไม่ได้มาฟรีๆ จ้างน่ะ คนส่วนใหญ่รู้แค่ว่าคุณน้าแซ่ซูแต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องยังไงกับตระกูลซู มันจะมองว่าเธอเป็นญาติห่างๆของตระกูลดังและมีความสัมพันธ์อันดีกับคนในตระกูล ไม่รู้หรอกว่าการแสดงทั้งนั้น”
สาบานว่าเรื่องเล่าพวกนี้มาจากปากของสามีผู้ที่บอกว่าตัวเองไม่ชอบเรื่องซุบซิบ
“อ๋อ..แบบนี้เอง” เขาฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจ้าวจิงถิงมองนาฬิกาบนข้อมือภรรยา รู้สึกว่าอาหารเช้ามื้อนี้มีรสชาติกว่าทุกวัน
“นายถามเหมือนไม่รู้จักดาราคุณน้าม่านก็ดังอยู่นะ พอๆ กับแม่ฉันเลย”
เหรินซวงอิ๋นคนก่อนไม่ชอบดูละครแต่ชอบฟังเพลง จึงไม่ค่อยสนใจดารา นอกจากแม่สามีเขาแทบไม่มีความทรงจำเลยเกี่ยวกับดาราคนอื่นเลย จึงแก้ตัวว่า “ผมเกิดไม่ทัน”
จ้าวจิงถิงไม่ยอมแก่ “นายก็เด็กกว่าฉันไม่เท่าไหร่หรอก”
“ครับแค่เจ็ดปีเอง” ว่าแล้วก็ตักข้าวกินต่อ
เจ็ดปีเอง คำว่าเองคือแดกดันกันใช่หรือไม่เขายี่สิบเก้าปีสามเดือนสิบสองวัน ส่วนภรรยานั้นยี่สิบสองคงใกล้ยี่สิบสามแล้วห่างกันมากเลยเหรอ
คุณชายใหญ่จากที่เจริญอาหารเริ่มจะไม่รู้รสของที่กำลังกิน
เกือบจะอิ่มแขกก็โผล่มาลืมไปเลยว่าอูลาเซ่อเยี่ยนยังอยู่ อ้าวแล้วทำไมมากับจ้าวจ๋ายอิงแล้วทำไมคุณชายหัวโล้นใส่ชุดเมื่อวาน
“นายไม่อาบน้ำเหรอ” จ้าวจิงถิงทัก น้องชายเข้ามานั่งข้างพี่สะใภ้ตอบคำถามแทนผู้เป็นแขก “พี่ใหญ่เมื่อวานพี่ลิ้วเขาไปค้างที่บ้านผม บอกให้อาบน้ำก็ไม่อาบเกรงใจไปได้”
“ไม่ได้หรอกพี่ไม่ได้เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยน”
“ก็ใส่ของผมไง”
“ได้ที่ไหน ดูขนาดตัวพี่กับเราก่อน”
จ้าวจิงถิงเริ่มทนฟังไม่ไหว “เดี๋ยวนะ นายไปค้างที่บ้านน้องฉันได้ไง”
อา..พี่ชายเสียงแข็งแล้วนะ ตัวใครตัวมันจ้าวจ๋ายอิงเนียนหลบหลังพี่สะใภ้ ปล่อยให้พี่ลิ้วหัวโล้นรับหน้าเอง
จะบอกว่าเล่นทายลูกเต๋าจนเพลินก็ไม่ได้พี่ชายเขาจะด่าว่าชวนน้องหมกมุ่นกับการพนัน จึงได้แต่แต่งเรื่อง “ฉันอยากเดินเที่ยวตลาดตอนฟ้าสาง น้องนายว่างก็เลยอาสาไปส่งทีนี้จะให้เขามารับบนเขาช่วงเช้าก็ลำบากไงเลยไปนอนกับเขาซะเลย”
เหรินซวงอิ๋นเลิกคิ้วมองน้องสามีรายนั้นยิ้มเหมือนจะร้องไห้ให้เขา เดาว่าเรื่องเล่าเป็นความเท็จแต่พี่ชายก็ใช่จะไม่รู้
“นายชอบเที่ยวแบบนี้ด้วยเหรอตลาดฟ้าสางเนี่ยนะ”
คุณชายอูลากลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด “ทำไมล่ะ ตลาดฟ้าสางดีนะ ของก็สด อาหารทะเลก็เยอะ ราคาก็ถูก”
“งั้นได้อะไรมาบ้างล่ะ”
“เอ่อ..ได้..” จ้าวจ๋ายอิงเห็นว่าพี่ลิ้วเริ่มจนมุมก็รีบเปลี่ยนเรื่อง“ว๊าวๆ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใส่นาฬิกาคู่ชีวิตซะด้วยหวานกันจังเลยน้า”
จ้าวจิงถิงนิ่ง ขณะที่เหรินซวงอิ๋นงุนงง “นาฬิกาคู่ชีวิตอะไร”
“ก็นี่ไงเรือนที่พวกพี่ใส่อยู่ ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังที่เป็นคู่รักกันถึงแม้ทำงานให้คนละแบรนด์แต่วันแต่งงานของพวกเขาก็เลือกจะออกแบบสองเรือนนี้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าความรักของพวกเขาอยู่เหนือกาลเวลา และกฎเกณฑ์ทั้งปวงโรแมนติกเนอะพี่ลิ้ว”
“ครับฟังแล้วพี่อยากใส่คู่ใครสักคนบ้างจัง”
ระหว่างสายตาสื่อความหมายของเซ่อเหยี่ยนที่มองไปทางจ๋ายอิงคุณชายใหญ่จ้าวก็รีบหลบสายตาของภรรยาที่มองมาอย่างมีคำถาม