ตอนที่5 ล่าสัตว์ครั้งแรก
แมวน้อยนั่งกับพื้นเงยหน้ามองท้องฟ้าและเริ่มคิดว่าเคยทำบาปอะไรหรือไม่ถึงได้มาเจอระบบแบบนี้
“ช่างเถอะ ระบบรางวัลของฉันล่ะ”
[ติ้ง! โฮสต์ได้รับทักษะกระเป๋ามิติหน้าท้องแมว]
“เอ๊ะ ทำไมถึงกลายเป็กระเป๋ามิติหน้าท้องแมวกันจะให้ฉันเป็แมวตัวสีฟ้าหรือยังไง”
[...]
“แล้วแต่แกเลย ไหนมาดูกันว่าเป็ยังไง”
แมวน้อยแค่คิดก็มีกระเป๋าปรากฎที่หน้าท้องที่แท้มันไม่ได้ปรากฏถาวร แต่จะปรากฏขึ้นแค่ตอนที่ใช้ทักษะเท่านั้น เขาสามารถล้วงเข้าไปด้านในและดึงสิ่งของออกมาได้
พอลองเอาหนูย่างใส่เข้าไปกระเป๋ามิติก็ดึงหนูย่างหายเข้าไปในกระเป๋าทันที ไม่ได้สนใจว่าขนาดจะใหญ่กว่ากระเป๋าหรือไม่นี่แหละพลังของกระเป๋ามิติ
ส่วนขนาดพื้นที่ด้านในก็ประมาณ 1 ห้องมาตรฐานและเก็บสิ่งมีชีวิตไม่ได้ เพราะของที่ส่งเข้าไปด้านในจะถูกหยุดไว้ด้านในไม่มีทั้งเวลาและอากาศ
“หนูย่าง” แมวน้อยหยิบหนูย่างออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องและโชว์อย่างภาคภูมิใจ
“ช่างเถอะ เดี๋ยวติดลิขสิทธิ์”
“มากินกันอีกครั้ง”
เมื้อกี้ใช้พลังงานไปเยอะมากมากสิ่งที่กินไปก็ย่อยหมดแล้ว ริคจึงกินเพิ่มพลังเข้าไปอีกครั้ง
[พลังงานแมว : 1/10]
“เป็อย่างที่คิดจริง ๆ กินหัวหน้าฝูงตัวใหญ่จนหมดก็ได้พลังงานแมวแค่1 แต้มเท่านั้น ส่วนหนูย่างตัวอื่นก็คงได้ไม่มากนัก”
“ไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า”
ตอนนี้แมวน้อยรู้สึกว่าแสงเริ่มน้อยลงและอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ เป็สัญญาณว่าเวลากลางคืนใกล้มาถึงแล้ว แมวน้อยรู้สึกได้เลยว่ากลางคืนอาจจะอันตรายกว่าตอนกลางวันมาก
แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะเก็บเอาของรอบตัวมาด้วยเช่นหม้อและอุปกรณ์ครัวต่าง ๆ ที่ยังพอจะใช้งานได้ ยังไงซะพื้นที่ว่างในกระเป๋ามิติก็ไม่ได้ใส่อะไรอยู่แล้วก็เก็บของพวกนี้ไปด้วยเลยแล้วกัน เผื่อในอนาคตจะได้ใช้
เมื่อกินอิ่มก็อารมณ์ดี ริคเดินส่ายหางที่ขนยังขึ้นไม่เต็มด้วยซ้ำไปหาที่นอนสำหรับคืนนี้
กลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็วอากาศนั้นเย็นลงต่างจากตอนกลางวันมากจนน่าใ
ถ้ากลางวัน 30-33 องศาเซลเซียสตอนนี้อุณหภูมิก็ลดลงต่ำกว่า 10 องค์ศาเซลเซียสแล้ว แต่นี่พึ่งจะมืดเท่านั้นไม่รู้ว่ากลางคืนจะลงต่ำกว่านี้อีกหรือเปล่า
ส่วนที่ว่าทำไมถึงรู้น่ะเหรอ ก็เพราะว่าแมวน้อยไปหาที่หลบอยู่ที่คลินิกรักษาสัตว์แห่งหนึ่งที่นี่ล็อกจากด้านนอกอย่างแ่าด้วยโซ่ขนาดใหญ่
ตอนแรกก็คิดว่ามีใครขังอะไรไว้ข้างในหรือไม่แต่พอมุดตรงช่องที่ผนังซึ่งเกิดจากการผุพังเข้าไปแล้วก็พบว่าไม่มีตัวอันตรายอะไรอยู่ด้านใน
ส่วนสัตว์ด้านในน่ะเหรอ เขาก็ไม่รู้ พวกนั้นอาจจะออกไปทางช่องที่เขาเข้ามาแล้วก็ได้
ในนี้เป็คลีนิกรักษาสัตว์มีพวกของใช้สัตว์อยู่จำนวนมาก ถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์จะหายไปเกือบหมดแต่ของใช้สัตว์เช่นพวกที่นอน กรงแมวยังเหลืออยู่
คงเพราะไม่รู้ว่าจะขนของที่ไร้ประโยชน์ไปทำไมของพวกนี้จึงไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่
“มีฝุ่นจับอยู่บ้าง แต่ก็นอนได้ล่ะนะ”
“ฝันดีนะเหมี้ยว...”
การนอนพักผ่อนช่างหลับได้อย่างง่ายดายไม่รู้ว่าเป็เพราะนิสัยเดิมหรือเพราะพอกลายเป็ลูกแมวน้อยแล้วเขาเลยชอบนอนเป็อย่างมาก
แต่การนอนก็ถูกรบกวนด้วยเสียงกลางดึกเมื่อมีบางสิ่งพยายามจะมุดเข้ามาด้านใน
แกรก ๆ ๆ
เสียงขุดทำเอาแมวน้อยสะดุ้งตื่นด้วยความใพอออกไปดูก็ต้องใยิ่งกว่าเดิม มีซอมบี้พยายามจะขุดดินมุดเข้ามา
มันเป็ซอมบี้อย่างแน่นอน แมวน้อยมั่นใจเพราะเคยเห็นศพซอมบี้ตัวเองมาก่อน สภาพที่เืสีดำพุดออกมาตามิัและอวัยวะเหมือนกับหนอง กลิ่นที่เน่าได้ที่ แววตาที่ไร้ประกายของชีวิตเส้นผมที่หลุดเป็หย่อม ๆ ิัที่ขาวยังกับศพ แอ๊ะมันศพอยู่แล้วนี่
โดยรวมเ้าตัวนั้นมันซอมบี้แน่นอน
“เอาไงดี” แมวน้อยมองหาทางรอด แต่จะให้ออกไปก็คงเป็ไปไมได้สุดท้ายจึงเลือกจะหาที่ซ่อนตัวใต้ตู้เก็บของข้างใต้มีช่องพอให้ตัวที่เล็กกว่ากำปั้นเข้าไปซุกได้
ต่อให้ซอมบี้จะขุดดินจนเข้ามาได้ มันก็คงขุดปูนไม่ได้แน่
“ซวยจริง ๆ โลกนี้มีทั้งสัตว์ที่อันตรายแล้วยังมีซอมบี้อีก เห้อ ฉันจะรอดไปยังไงเนี่ย”
แมวน้อยบ่นเสร็จก็นอนบนพื้นเย็นเฉียบต่อนอนตรงนี้แล้วกลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดอย่างที่คิด กลับกันมันรู้สึกปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
โลกในตอนกลางคืนไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิดมันเต็มไปด้วยเสียงของซอมบี้ที่ครวญครางหาอาหารในยามค่ำคืน ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าตอนกลางวันหลายเท่าแม้แต่พวกหนูหรืองูเขียวหางไหม้ก็ไม่กล้าออกมา เพราะกลัวจะถูกซอมบี้พวกนี้จับไปกิน
กระทั่งเช้าอีกวันก็มาถึง แมวน้อยบิดตัวไปมาด้วยความี้เีก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ แต่สิ่งแรกที่เห็นทำให้ความง่วงหายเป็ปลิดทิ้งทันที
“กึก ๆ ๆ”
ซอมบี้ตัวหนึ่งพยายามยื่นหน้าเข้ามาหาเขาใบหน้าของมันเละจากการที่พยายามเอาหัวมุดเข้ามาทำให้เนื้อบริเวณใบหน้าหลุดออกจนเห็นหัวกระโหลกและฟันกราม
ด้วยความหิว มันพยายามจะใช้ปากกัดจนเกิดเสียงดึงกึกๆ
[ทักษะประเมินทำงาน]
[ซอมบี้ระดับต่ำสุดที่อดยากไม่ได้กินอาหารมาหลายปีเชื่องช้ายิ่งกว่าเต่า แต่มันไล่ล่าเหยื่อไม่ลดละความพยายาม โฮสต์ไม่พอให้มันกินอิ่มท้องแน่แต่ก็พอประทังความหิวได้บ้าง]
“แกลองให้มันกินก่อนสิ” แมวน้อยมองบนใส่ระบบถึงจะไม่รู้ว่าระบบอยู่ตรงไหนก็เถอะ
[ระบบอยู่ในตัวโฮสต์ ถ้าให้ซอมบี้กินระบบโฮสต์ต้องโดนกินก่อน]
“...”
“ถือว่าฉันไม่เคยพูดแล้วกัน”
แมวน้อยยอมแพ้ เพราะรู้สึกว่าเถียงไปก็แพ้ระบบตลอดจึงกลับมาสนใจปัญหาตรงหน้าจะยังดีซะกว่า
ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร แต่พอมาคิดดูข้อมูลประเมินก็พอมีประโยชน์อยู่บ้างซอมบี้ตัวนี้มันเชื่องช้าแถมโง่อีกด้วย
“มีช่องว่าง”
เห็นจังหวะที่ซอมบี้พยายามคลานหาทางมุดเข้ามาแมวน้อยก็เห็นว่าช่องด้านหน้าว่างพอดี จึงวิ่งออกไปจากใต้ตู้เก็บของและก็ไม่ลืมใช้ทักษะปกปิดตัวตน
หลังจากออกมาได้ก็หันกลับไปมองดูซอมบี้ที่ยังพยายามมุดไปใต้ตู้อยู่เพราะมันหาแมวน้อยไม่เจอ จึงคิดว่าเขายังอยู่ที่นั่น เขายังเห็นแขนของมันหายไปด้วยที่แท้มันขุดทางเข้ามาจนนิ้วมือและแขนมันหายไปจนหมด เหลือแค่ส่วนหัวไหล่ขึ้นมาเท่านั้น
“แกเองก็คงพยายามเต็มที่แล้วเหมือนกันสินะแต่ว่าฉันไปก่อนล่ะเหมี้ยว...” แมวน้อยหันไปแสดงความสงสาร แต่เขาจะไม่อยู่เป็อาหารให้มันแน่นอน
ริควิ่งออกไปยังรูที่ซอมบี้ขยายไว้ไปด้านนอกทันทีส่วนซอมบี้ตอนนี้มันสูญเสียเป้าหมายไปแล้ว ได้แต่คำรามอยู่ในคลีนิก
“เอาล่ะไปทางไหนต่อ”
หลังจากแมวน้อยนั่งพักกินหนูที่เหลืออยู่จนหมดพลังงานแมวได้เพิ่มขึ้นมาแค่ 0.2 เท่านั้นตอนนี้เขามีพลังงานแมว 1.2 ซึ่งห่างไกลจาก10 มาก
“ต้องล่าเหยื่อเพิ่ม ตอนนี้มีทักษะต่อสู้แล้วด้วยน่าจะล่าอะไรได้บ้าง”
แมวน้อยตรวจสอบทักษะ และดูเหมือนว่าค่าประสบการณ์ในทักษะเพิ่มขึ้น
ทักษะปกปิดตัวตน ระดับเริ่มต้น (5/100)
ทักษะแมวตะกละระดับเริ่มต้น (20/100)
ทักษะกระเป๋ามิติหน้าท้องแมว (1/100)
ทักษะประเมิน ระดับเริ่มต้น (1.3/100)
ทักษะปิดตัวตนแมวน้อยใช้หลายครั้ง เมื่อครู่ก็พึ่งใช้ ค่าประสบการณ์จึงเพิ่มขึ้นมา5 แต้ม ส่วนทักษะแมวตะกละ ระดับเริ่มต้น (20/100)เพิ่มมากสุด เพราะแค่กินมันก็เพิ่มขึ้นเองแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก
ทักษะกระเป๋ามิติหน้าท้องแมวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทุกครั้งที่เอาสิ่งของเข้าออกกระเป๋าส่วนสุดท้ายเลยแมวน้อยรู้สึกประหลาดใจ
ทักษะประเมินพอใช้กับซอมบี้ตัวนั้นก็เพิ่มขึ้นมา1 หน่วยในทันที นี่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเขาประเมินสิ่งของไปเรื่อย ๆ ยิ่งสิ่งของนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ได้รับค่าประสบการณ์มากเท่านั้นเหรอ
“เอาล่ะ ซอมบี้มาให้ฉันประเมินซะดี ๆ”
ดูเหมือนแมวน้อยจะลืมเื่ก่อนหน้าไปซะสนิทแล้วเขาตื่นเต้นวิ่งไปตามทางเพื่อหาซอมบี้มาประเมินสุดท้ายก็วิ่งเข้าไปยังอาคารแห่งหนึ่งและเจอเข้ากับนกคุ่ม
“นั่นมันนก รีบประเมินเร็วเข้า”
[ประเมิน นกคุ่ม เป็นกขนาดเล็กเหมือนกับนกกระทาบินได้แต่ไม่เก่งส่วนใหญ่จะเดินตามพื้นดิน พวกมันอยู่เป็ฝูง อันตรายแทบไม่มี และให้พลังงานแมวน้อยกว่าลูกหนูบ้านซะอีก]
“ฮ่า ๆ นี่แหละเป้าหมายไม่อันตรายถึงจะให้พลังงานน้อย แต่มันมีกันเป็ฝูงเลย” แมวน้อยดีใจมากในที่สุดก็เจอคู่ต่อสู้ที่สูสีสักที
“เลือกพวกแกนี่แหละเป็เป้าหมายพอพัฒนาขึ้นแล้วค่อยไปสู้กับพวกหนูบ้านตัวใหญ่นั่นก็ยังไม่สาย”
“มามะมาให้ฉันกินซะดี ๆ” แมวน้อยทำท่าทางราวกับตาลุงโรคจิตที่กำลังหลอกล่อเด็กสาว
“เหมี้ยว...!”
แมวน้อยคำรามลั่น(ในความเข้าใจของตัวเอง)ก่อนจะวิ่งเข้าใส่ฝูงนกคุ่ม แต่ผิดคาดเหยื่อที่ควรจะหวาดกลัวกลับไม่กลัว
“เฮ้ย!”แมวน้อยร้องได้คำเดียว ก่อนที่นกคุ่มตัวเท่ากำปั้นน้อย ๆ หลายสิบตัวรุมตีใส่ไม่ยั้งสุดท้ายทุกอย่างวุ่นวาย
“กรงเล็บห้าแถว”
ฉับ! ๆ ๆ
กรงเล็บแมวน้อยตรงเข้าใส่นกคุ่มหลายตัวจนพวกมันแน่นิ่งไปทำให้นกคุ่มตัวอื่น ๆ หยุดอาการคลุ้มคลั่ง พวกมันมองแมวน้อยที่ตัวก็ไม่ได้ใหญ่กว่าพวกมันเท่าไหร่แต่กลับจัดการนกในฝูงพวกมันได้
“พวกแก...” แมวน้อยโมโหจนเืขึ้นหน้าสภาพของเขาราวกับสาวน้อยที่พึ่งโดนย่ำยี แต่ว่าพอมองอีกครั้งนกคุ่มทั้งฝูงวิ่งหนีไปแล้ว
“เหมี้ยว...อย่าหนีนะ”
“แน่จริงอย่าใช้ปีกบินช่วยสิ”
แมวน้อยรีบวิ่งตามไป จัดการอีกได้แค่ไม่กี่ตัวแต่ส่วนใหญ่หนีเข้าไปในอาคารได้สำเร็จ
“หึ คิดว่าฉันกลัวหรือยังไง” ตอนนี้แมวน้อยโมโหขึ้นหน้าแล้วรีบวิ่งตามฝูงนกคุ่มเข้าไป
“ในนี้มืดจังเลยแฮะ พวกนั้นหายไปไหนกันหมด” พอเข้ามาในตึกก็เงียบสงบจนน่ากลัว
วังเวงมาก...
กร๊วบ ๆ ๆ
“เอ๊ะ มีเสียงมาจากทางนั้น หรือว่าพวกมันลงไปหลบในนั้นกันหึ!กล้ารุมแมวตัวนี้ แล้วคิดว่าจะหนีรอดได้เหรอ อย่าหวังจะรอดเลย ฉันจะกินทั้งฝูงพวกแกแน่”
เสียงเคลื่อนไหวอยู่ด้านในมันเหมือนกับเสียงเคี้ยวอาหาร ซึ่งดูน่าอร่อยมาก
“นกพวกนั้นมันกินอาหารเหรอ”
“หรือจะมีอาหารซ่อนอยู่ที่นี่”
แมวน้อยเดินตามเสียงไปเรื่อย ๆ ก็พบกับชั้นใต้ดินที่มืดที่สุดของอาคาร
ที่นี่กลิ่นค่อนข้างแรงเลยทีเดียว สัญชาตญาณร้องเตือนว่าในนี้อันตรายแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แมวน้อยจึงแอบชะโงกหัวเข้าไปดู
ทว่าดวงตาของแมวน้อยกลับมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักแน่นอนว่าดวงตาของแมวนั้นมองเห็นในความมืดที่มีแสงน้อยได้ดีกว่ามนุษย์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมองเห็นในที่มืดสนิทได้ชัดซะทีเดียว
“นั่น...นั่นมันตัวอะไรกันเหมี้ยว!”