เฉินมู่อิ๋งก็ต้องร่วมเล่นงิ้วกับท่านแม่แกล้งไอค่อกแค่กๆ ให้สมจริง เขาเข้าใจเหตุผลที่ท่านแม่ปล่อยข่าวว่าเขาอ่อนแอใกล้ตายเพราะคนใกล้ตายย่อมไม่ตกเป็เป้าหมายของผู้ไม่หวังดี นี่เป็การปกป้องเขาวิธีหนึ่งใครใช้ให้เขาเกิดมาเป็ลูกของเสนาบดีเฉินที่ฮ่องเต้โปรดปรานล่ะการเป็คนโปรดของฮ่องเต้ก็เหมือนดาบสองคม ย่อมมีคนเกลียดชังจนอยากฆ่าให้ตาย
ฮ่องเต้ก็ให้ขันทีนำของขวัญมามอบให้เสนาบดีเฉินเฉินจงกุ้ยรับของขวัญอย่างซาบซึ้งใจของที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่เขาล้วนเป็ของล้ำค่ายิ่งทำให้ผู้คนที่เกลียดชังเสนาบดีเฉินยิ่งเกลียดชังมากขึ้นไปอีก
เฉินไฮ่ผิงก็หาโอกาสวางยาหลานอีกครั้ง เฉินเหวินเคอก็คอยช่วยหาโอกาสแต่ก็ยังไม่สบโอกาสเลย เขาแอบกระซิบกับพี่รองว่า“พิษคราวนี้คงทำให้มันตายนะพี่รอง”
“ตายแน่ๆ คราวนั้นข้าถูกคนหลอกบอกว่าเป็พิษหนึ่งจันทราของเฒ่าร้อยพิษของหุบเขาร้อยพิษตอนหลังข้าถึงได้รู้ว่าเฒ่าร้อยพิษเลิกทำยาพิษมาหลายปีแล้ว ส่วนเ้าคนที่เอาของมาหลอกข้าข้าก็ส่งมันไปหายมบาลแล้ว” เฉินไฮ่ผิงกระซิบบอกแล้วสั่งว่า“พวกเราต้องหาโอกาสวางยานังแพศยานั่นกับเ้าเด็กนั่นให้ได้!”
“ข้าก็หาโอกาสอยู่แต่นังแพศยานั่นก็รีบพาลูกกลับเรือนไปไวเสียจริง ข้าจะตามไปก็ไม่เหมาะเท่าไหร่ประเดี๋ยวเกิดเข้าไปแล้วถูกนังนั่นใส่ความว่าพวกเราจะไปปลุกปล้ำนางขึ้นมาจะยิ่งแย่กว่านี้อีก”เฉินเหวินเคอกระซิบเสียงเบายิ่ง เฉินไฮ่ผิงกำมือแน่นอย่างไม่สบอารมณ์เขาอุตส่าห์ตั้งใจมาหาโอกาสวางยาแต่กลับยังไม่มีโอกาสเลย ฮึ่ม!
ขุนนางคนอื่นเดินไปคุยกับสองพี่น้องทั้งสองจึงจำใจคุยกับขุนนางคนนั้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งงานเลี้ยงจบลงผู้คนก็แยกย้ายกันกลับไปเฉินไฮ่ผิงกับเฉินเหวินเคอก็กลับไปอย่างผิดหวังยิ่ง พวกเขามาเสียเทียวโดยแท้ ฮึ่ม!
วันคืนผ่านไปไวอย่างยิ่ง เฉินมู่อิ๋งอายุ 6 ขวบแล้ว เขาก็ยังคงเป็คุณชายน้อยอ่อนแอของจวนเสนาบดีเฉินเหมือนเช่นเดิมสาวใช้แปลกใจมากที่คุณชายน้อยไม่ซุกซนเหมือนเด็กคนอื่นๆ วันๆเอาแต่อ่านตำราอยู่กับฮูหยิน ฮูหยินก็สอนลูกหัดอ่านหัดเขียน เฉินมู่อิ๋งก็หัดอ่านตำราทั้งๆที่เขาอ่านได้หมดแล้ว สิ่งที่เขาชอบทำก็คือหัดเขียนเพราะร่างกายของเขายังเป็เด็กดังนั้นแรงจะจับพู่กันเขียนได้คล่องแคล่วเหมือนผู้ใหญ่จึงยังทำไม่ได้แต่เขาก็เขียนอักษรได้หลายตัว แม้จะยังไม่สวยงามก็ตาม เฉินม่านอิ๋งภูมิใจมากนางสอนลูกไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ
ฮ่องเต้ก็สั่งให้เสนาบดีเฉินพาลูกไปร่ำเรียนเป็เพื่อนองค์ชายใหญ่กับองค์ชายเก้าเขาวางแผนให้เด็กๆ สนิทสนมกันไว้วันหน้าเฉินมู่อิ๋งจะได้เป็กำลังสนับสนุนแก่องค์รัชทายาทซึ่งเขาวางตัวองค์ชายใหญ่เป็องค์รัชทายาทแต่ยังไม่ได้แต่งตั้งรอให้องค์ชายใหญ่เติบโตจนถึงพิธีสวมหมวก* หลังจากนั้นก็จะทำพิธีแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็องค์รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ต่อจากเขา
(*พิธีสวมหมวกคือพิธีที่จะทำเมื่อเด็กชายอายุครบ 15 ปีแสดงการบรรลุนิติภาวะของผู้ชายในสมัยโบราณ)
เฉินจงกุ้ยไม่อาจขัดคำสั่งได้จึงจำใจต้องพาลูกไปร่ำเรียนเป็เพื่อนกับองค์ชายทั้งสองเมื่อเฉินม่านอิ๋งรู้ว่าลูกต้องเข้าวังจึงจับลูกแต่งตัวให้สมฐานะลูกชายเสนาบดีเฉินหลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วนางก็พาลูกไปส่งขึ้นรถม้าเข้าวังพร้อมกับสามีนางยืนโบกมืออยู่หน้าจวน เฉินมู่อิ๋งก็โบกมือให้ท่านแม่จนรถม้าจากมาไกลลิบแล้วเขาจึงหดหน้าเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ ท่านพ่ออย่างเรียบร้อย
“กลัวหรือไม่?” เฉินจงกุ้ยถามลูกเฉินมู่อิ๋งส่ายหน้า “ไม่กลัวขอรับ”
“ดีๆ” เฉินจงกุ้ยยิ้มก่อนหน้านี้เขาสอนลูกคารวะฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์ให้ลูกอย่างดีแล้วเฉินมู่อิ๋งก็ทำตามได้อย่างถูกต้องไม่มีผิดพลาดเฉินมู่อิ๋งมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า เขามองดูเส้นทางแล้วจดจำไว้ในใจ ั้แ่เล็กจนโตถึงป่านนี้เขาออกไปนอกจวนน้อยยิ่งกว่าน้อยอีกทั้งเรือนก็กว้างขวางเขาจะวิ่งอยู่ในเรือนอย่างไรก็ได้แต่เมื่อออกมานอกเรือนเขาก็แสร้งทำท่าอ่อนแอหลอกลวงบ่าวที่ถูกคนไม่หวังดีซื้อตัวเอาไว้เขาไม่กระโตกกระตากเผยตัวบ่าวพวกนั้น แต่เขาใช้บ่าวพวกนั้นส่งข่าวไปหาศัตรูอย่างที่เขาวางแผนเอาไว้ในใจ
บ่าวพวกนั้นก็คอยส่งข่าวไปว่าคุณชายน้อยร่างกายอ่อนแอต้องกินยาทุกวันร่างกายก็ผอมแห้งอย่างยิ่ง ออกมานอกเรือนก็ต้องให้สาวใช้อุ้มออกมาเดินเหินก็ไม่ค่อยมีแรงส่วนใหญ่แล้วคุณชายน้อยมักจะเก็บตัวอยู่ในเรือนมากกว่าออกมาข้างนอก
คนไม่หวังดีก็ฟังข่าวจากบ่าวพวกนั้นพลางคิดหาหนทางฆ่าสองแม่ลูกให้ได้หลังจากฆ่าสองแม่ลูกได้แล้วก็ค่อยฆ่าพี่ใหญ่ให้ตกตาย
พวกเขายังไม่อาจฆ่าพี่ใหญ่ตอนนี้ได้ไม่เช่นนั้นทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะตกเป็ของเฉินมู่อิ๋งซึ่งเป็ทายาทสืบสกุล หากทรัพย์สมบัติตกเป็ของเฉินมู่อิ๋งแล้วเฉินม่านอิ๋งย่อมดูแลทรัพย์สมบัติแทนลูกชาย ญาติๆ คนไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องน่ะซิต้องฆ่าสองแม่ลูกก่อน ฆ่าเฉินมู่อิ๋งให้ตกตายก่อน จากนั้นก็ฆ่าเฉินม่านอิ๋งแล้วก็ค่อยฆ่าพี่ใหญ่ เมื่อพี่ใหญ่ตกตายแล้ว ไร้คนสืบสกุลทีนี้ทรัพย์สมบัติเ่าั้พวกเขาก็จะยื่นมือเข้ามารับ่ต่อได้อย่างขาวสะอาดยิ่ง!
พวกเขายังคงหาทางฆ่าอย่างลับๆ ต่อไปแต่ก็ยังไม่สบโอกาสเสียที สองแม่ลูกน้อยนักที่จะออกจากจวนอีกทั้งออกมาแต่ละครั้งก็มีคนคุ้มกันหนาแน่นยากจะลงมือได้แต่ไม่ว่าจะยากเพียงใดพวกเขาก็ยังคงหาโอกาสอย่างไม่ลดละ
รถม้าแล่นไปถึงวังหลวง เฉินจงกุ้ยก็พาลูกเดินเข้าวัง พวกเขาไม่มีสิทธิ์ขี่ม้าในวังเมื่อเข้าวังไปแล้วต้องเดินไปจนถึงท้องพระโรงสาวใช้ก็ให้คุณชายน้อยขี่หลังพาเดินไป เฉินจงกุ้ยเดินอยู่ข้างๆ ลูก จนกระทั่งถึงท้องพระโรงเฉินมู่อิ๋งก็ลงจากหลังสาวใช้เฉินจงกุ้ยจับมือลูกจูงเดินเข้าไปในท้องพระโรง สาวใช้ก็รออยู่หน้าท้องพระโรงเฉินมู่อิ๋งมองท้องพระโรงโอ่อ่าแล้วเปรียบเทียบกับท้องพระโรงของแคว้นซีเอ่อที่เคยเห็นจากความทรงจำของราชครูผู้นั้นเขามองๆ แล้วคิดว่าการตกแต่งแตกต่างกัน สวยงามคนละแบบ
เฉินจงกุ้ยยืนรออยู่กลางท้องพระโรงเฉินมู่อิ๋งก็ยืนรอ ยืนไปยืนมาจนเมื่อยขาเขาจึงนั่งกับพื้นเฉินจงกุ้ยก็ไม่ห้ามเพราะลูกยังเด็กอีกทั้งไม่มีใครถือสาเอาความกับเด็กตัวเท่านี้หรอก จนกระทั่งได้ยินเสียงะโว่า“ฮ่องเต้เสด็จ---”
เฉินมู่อิ๋งจึงลุกขึ้นยืน ปัดๆอาภรณ์แล้วยืนตัวตรงอยู่ข้างๆ ท่านพ่อรอจนเห็นชายอาภรณ์สีเหลืองก้าวเข้ามาก็คุกเข่าลงไปพร้อมกับท่านพ่อ พลางพูดพร้อมๆกับท่านพ่อว่า “ถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี”
“ลุกขึ้นเถอะ”ฮ่องเต้สั่งพลางนั่งลงบนบัลลังก์ เฉินจงกุ้ยลุกขึ้นยืน เฉินมู่อิ๋งก็ยืนตามเขาแอบเหลือบมองหน้าฮ่องเต้นิดๆ อย่างอยากรู้อยากเห็นว่าฮ่องเต้มีหน้าตาเช่นไรฮ่องเต้มองเด็กชายข้างเสนาบดีเฉิน พูดว่า “นี่คงเป็เฉินมู่อิ๋งซินะ”
“พะย่ะค่ะ” เฉินจงกุ้ยตอบ ฮ่องเต้สั่ง “ไหนเงยหน้าให้ข้าดูชัดๆ ซิ”
เฉินมู่อิ๋งจึงเงยหน้าขึ้นเขาได้มองหน้าฮ่องเต้โดยไม่ต้องแอบมองอีกแล้ว อืม ฮ่องเต้ก็นับว่าหน้าตาหล่อเหลาดี
ฮ่องเต้มองพินิจเฉินมู่อิ๋งอยู่นานเห็นเขาไม่มีท่าทีหวาดกลัวก็นึกชมในใจ อืม กล้าหาญดี
“พาเขาไปหาราชครู” ฮ่องเต้สั่งขันทีขันทีรับคำสั่ง “พะย่ะค่ะ”
แล้วขันทีก็เดินไปหาเฉินมู่อิ๋งสั่งว่า“ตามข้ามาซิ”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งเดินตามขันทีไปฮ่องเต้ก็คุยกับเสนาบดีเฉินไปเรื่อยๆ
ขันทีเดินนำไปจนถึงตำหนักหลังหนึ่งเฉินมู่อิ๋งเห็นชายคนหนึ่งอายุใกล้เคียงกับท่านพ่อ แต่งตัวภูมิฐาน จึงเดาว่าคนๆนี้คงเป็ราชครูกระมัง
“นี่นะรึเฉินมู่อิ๋ง?” ราชครูพูดขึ้นมามองเด็กชายอย่างพินิจ เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะอย่างอ่อนน้อม “ท่านราชครู”
“มานั่งนี่ซิ”ราชครูชี้มือไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง เฉินมู่อิ๋งเดินเข้าไปนั่ง ขันทีก็เดินออกไปราชครูมองเฉินมู่อิ๋งบอกว่า “รออีกหน่อยเดี๋ยวองค์ชายใหญ่กับองค์ชายเก้าก็เสด็จมาแล้ว”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งพูดแล้วมองตำราที่อยู่บนโต๊ะ ราชครูมองพินิจเฉินมู่อิ๋งไปเรื่อยๆ เด็กคนนี้ไม่มีท่าทางหวาดกลัวสักนิดสมกับเป็ลูกของเสนาบดีเฉิน มีความเป็เ้าคนนายคนดี
“ฮองเฮาเสด็จ---” เสียงทหาระโบอก“องค์ชายหยางจ้าวฉวนเสด็จ---”
“องค์ชายหยางซูหลานเสด็จ---”
ราชครูลุกขึ้นรับเสด็จเฉินมู่อิ๋งก็ยืนขึ้นเช่นกัน เขาแอบมองคนที่กำลังก้าวเข้ามาเห็นชายกระโปรงสีเปลือกมังคุดพลิ้วไหวนำเข้ามา
“อ่อ นี่นะรึลูกชายเสนาบดีเฉินน่ะ”ฮองเฮาพูดพลางมองเด็กชายที่ยืนอยู่ในห้อง ราชครูตอบ “พะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ เล่นกันดีๆ นะ ฉวนเอ๋อร์ก็ดูแลน้องด้วยล่ะ”ฮองเฮาบอก ประโยคหลังนั้นนางบอกกับองค์ชายใหญ่
องค์ชายใหญ่รับคำ “พะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาก็เสด็จกลับไปเฉินมู่อิ๋งมองตามฮองเฮาไปแล้วก็เบนสายตามามององค์ชายทั้งสององค์ชายใหญ่ถ้าจำไม่ผิด แก่กว่า 5 ปี ส่วนองค์ชายเก้านั้นแก่กว่า 3 ปีตอนนี้เขาอายุ 6 ปี หมายความว่าองค์ชายใหญ่อายุ 11 ปี ส่วนองค์ชายเก้าก็อายุ 9 ปีซินะ
“นี่นะรึลูกชายเสนาบดีเฉิน”องค์ชายใหญ่มองเฉินมู่อิ๋งขึ้นๆ ลงๆ รอบหนึ่ง องค์ชายเก้ายิ้มให้ “อิ๋งตี้**(莹弟)เ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์ชายเก้าเรียกข้าว่าหลานเกอ(岚哥)***เถอะ”
(**อิ๋งตี้ 莹弟 แปลว่าน้องอิ๋ง 弟 มาจาก弟弟 ตีตี้ แปลว่าน้องชาย)
(***หลานเกอ岚哥แปลว่าพี่หลาน 哥 มาจาก 哥哥 แปลว่าพี่ชาย)
“หลานเกอ” เฉินมู่อิ๋งเรียกตามอย่างว่าง่ายองค์ชายเก้ายิ้มพอใจ องค์ชายใหญ่พูดขึ้นมาว่า “จะให้ข้าเรียกเ้าว่า อิ๋งเอ๋อร์****(莹儿) ก็ฟังแล้วเหมือนสตรียิ่งนัก เช่นนั้นข้าเรียกเ้าว่า มู่ตี้(穆弟น้องมู่) ดีกว่า”
(**** เอ๋อร์儿 เป็คำต่อท้าย ส่วนมากผู้ใหญ่มักจะใช้เรียกต่อท้ายชื่อของลูกๆ)
เฉินมู่อิ๋งทำหน้าอย่างไม่ชอบใจมาก ก็คำว่ามู่ตี้(穆弟) นั้นออกเสียงเหมือนกับคำว่ามู่ตี้(墓地) มาก ซึ่งมู่ตี้ (墓地)แปลว่าสุสาน ฟังแล้วอัปมงคลพิกล “...”
องค์ชายเก้าก็ทำหน้าไม่ค่อยถูกเช่นกันราชครูยิ่งเบิกตาโต เขากระแอมไอสองที “แค่กๆ” แล้วพูดว่า เรียกมู่ตี้(穆弟) คงไม่ค่อยเหมาะนักพะย่ะค่ะฟังแล้วเหมือนกับ มู่ตี้(墓地) ที่หมายความว่าสุสานมาก”
“หึ จะมู่ไหนข้าก็จะเรียกเช่นนี้แหละหรือจะให้ข้าเรียกเขาว่า อิ๋งเอ๋อร์ (莹儿) รึ? ฟังแล้วเหมือนชื่อของสตรียิ่งนัก” องค์ชายใหญ่พูดพลางยกแขนกอดอกอย่างเอาแต่ใจทำให้คนอื่นๆ ในห้องล้วนมีสีหน้ากระอักกระอ่วนมาก
“ท่านเรียกเหมือนองค์ชายเก้าก็ได้นี่พะย่ะค่ะ”ราชครูบอก องค์ชายใหญ่เชิดหน้า “ข้าไม่ชอบเรียกเหมือนคนอื่น ข้าจะเรียกเช่นนี้แหละมู่ตี้ๆๆๆๆๆ”
เฉินมู่อิ๋งทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรองค์ชายใหญ่เป็องค์ชาย อีกหน่อยจะได้เป็องค์รัชทายาท ส่วนเขาเป็แค่ลูกขุนนางหากขัดแย้งกับองค์ชายใหญ่ย่อมไม่ใช่เื่ดี ก็แค่ชื่อ ช่างมันเถอะ
ราชครูอ่อนใจ ไม่พูดอะไรอีกองค์ชายใหญ่นั้นดื้อรั้นเป็ที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเอง “เช่นนั้นก็เริ่มเรียนเถอะ”
“ดีๆ ข้าชอบเรียน” องค์ชายเก้าพยักหน้าเขาเดินไปนั่งที่โต๊ะ องค์ชายใหญ่ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะขันทีประจำตัวก็วางเครื่องเขียนบนโต๊ะเครื่องเขียนขององค์ชายใหญ่นั้นเรียกว่าล้ำค่าสมฐานะองค์ชาย ส่วนขององค์ชายเก้าก็ล้ำค่าเป็รององค์ชายใหญ่เล็กน้อยส่วนที่วางอยู่บนโต๊ะของเฉินมู่อิ๋งนั้นจัดว่าเป็เครื่องเขียนระดับสามัญทั่วไปหาซื้อได้ง่าย ซึ่งเฉินมู่อิ๋งก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเื่เครื่องเขียนมากนักแค่เขียนได้ก็พอแล้ว
“วันนี้ข้าจะสอนเื่การปกครอง” ราชครูบอกขันทีก็เดินไปหยิบตำราการปกครองไปวางตรงหน้าเด็กทั้งสามคนละม้วนเฉินมู่อิ๋งเปิดตำรา อ่านตำราอยู่ในใจ ตำรานี้เขาเรียนมาแล้ว เรียนตอนที่เฝ้ามองอดีตของราชครูของแคว้นซีเอ่อเขาจำเนื้อหาในตำรานี้ได้หมดแล้ว แต่ก็ทำเฉยไม่พูดอะไร ่เวลาที่เฝ้ามองชีวิตผู้คนทั้งหลายนั้นทำให้เขารู้จักวางตัวเป็คนโง่การทำตัวอวดฉลาดเกินไปไม่ใช่เื่ดี
“เอาล่ะ..........” ราชครูเริ่มสอน เด็กทั้งสามก็ฟังองค์ชายใหญ่ไม่ค่อยตั้งใจฟังนัก เขานั่งอ้าปากหาวครั้งแล้วครั้งเล่าองค์ชายเก้าตั้งใจฟังอย่างยิ่ง ส่วนเฉินมู่อิ๋งก็ฟังผ่านหู ท่าทางเฉยๆไม่ยุกยิกซุกซน ราชครูแอบชมในใจ นับว่าเสนาบดีเฉินเลี้ยงลูกได้ดีรู้จักวางตัวั้แ่เล็กๆ
องค์ชายใหญ่เห็นสายตาชื่นชมของราชครูก็เหล่มองตามเห็นสายตาตกที่เฉินมู่อิ๋งก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ เขารู้สึกไม่ค่อยชอบขี้หน้าเฉินมู่อิ๋งั้แ่แรกเห็นแล้วดังนั้นเขาจึงจงใจเรียกเฉินมู่อิ๋งว่า ‘มู่ตี้’
หลังจากเรียนเสร็จแล้วองค์ชายใหญ่ก็บิดี้เี องค์ชายเก้าก็ยังเขียนอักษรอยู่เฉินมู่อิ๋งมองสองพี่น้องอย่างพิจารณาอยู่ในใจ
คนพี่ไม่ค่อยสนใจเื่เรียน อีกทั้งยังชอบวางท่าเย่อหยิ่งส่วนคนน้องนั้นตั้งใจเรียน ท่าทางก็เป็มิตรดีนี่คือสิ่งที่เขาตีความได้จากการสังเกตสองพี่น้องคู่นี้
“อิ๋งตี้ เ้าไปดื่มน้ำชากินขนมที่ตำหนักข้าก่อนเถอะ”องค์ชายเก้าชวน ยิ้มแย้มให้ องค์ชายใหญ่พูดขัดว่า “เสด็จแม่ไม่ชอบให้คนอื่นไปที่ตำหนัก”
“เช่นนั้นอิ๋งตี้ก็ไปนั่งที่ศาลานั่นกันเถอะ จือกงกง ยกขนมกับน้ำชาไปที่นั่นที”องค์ชายเก้าสั่งพลางชี้ไปที่ศาลาด้านข้างตำหนัก จือกงกงมองราชครูทีหนึ่งราชครูพยักหน้า เด็กๆ สมควรสนิทกันไว้เป็เื่ดี ถึงแม้เฉินมู่อิ๋งจะไม่ค่อยแข็งแรงนักแต่ก็เป็ลูกชายคนเดียวของเสนาบดีเฉิน วันหน้าย่อมเข้าสอบเป็ขุนนางแน่นอนองค์ชายใหญ่ องค์ชายเก้าสนิทกับข้าราชบริพารในอนาคตย่อมเป็เื่ดี
จือกงกงจึงสั่งขันทีลูกน้องให้ยกขนมน้ำชาไปตั้งที่ศาลาองค์ชายเก้าก็ลุกไปคว้ามือเฉินมู่อิ๋งดึงให้ไปที่ศาลาด้วยกัน “ไปกันเถอะอิ๋งตี้”
“เอ่อ...”เฉินมู่อิ๋งไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธอะไรก็ถูกดึงจนต้องลุกตามไปแล้วองค์ชายใหญ่มองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขามองตามทั้งสองไปไม่คิดจะตามไปด้วยราชครูก็นั่งอยู่ที่โต๊ะ รอให้ขันทีของฮองเฮามารับองค์ชายทั้งสองกลับตำหนัก
“มาๆ กินขนมกัน” องค์ชายเก้าชวนเขานั่งลงพลางดึงเฉินมู่อิ๋งให้นั่งข้างๆ เฉินมู่อิ๋งนั่งลงอย่างไม่อาจขัดได้องค์ชายเก้าเป็องค์ชาย ส่วนเขาเป็แค่ลูกขุนนางไม่ว่าจะอย่างไรก็อย่าได้มีปัญหากับองค์ชายดีที่สุด
“นี่ๆ อันนี้อร่อยนะ”องค์ชายเก้าหยิบขนมยื่นให้ เฉินมู่อิ๋งรับมา “ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”
“นี่ๆ ต่อไปนี้ห้ามเ้าพูดกับข้าเหมือนเช่นนี้อีกนะเ้าเป็น้องข้าแล้ว คำพวกนั้นข้าฟังจนเบื่อแล้ว” องค์ชายเก้าสั่งอย่างเอาแต่ใจเฉินมู่อิ๋งส่ายหน้า “หากข้าน้อยพูดคำสามัญกับท่าน ข้าน้อยคงถูกตัดหัววันละหลายๆหนพะย่ะค่ะ”
“หึ!”องค์ชายเก้าแค่นเสียงอย่างไม่ชอบใจ “เช่นนั้นตอนที่ไม่มีใครอยู่ด้วยเ้าก็พูดธรรมดากับข้าล่ะกัน”
“ข้าน้อยไม่กล้าพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบองค์ชายเก้ามองอย่างโมโหขึ้นมา “เ้ากล้าขัดคำสั่งข้ารึ!”
“ไม่กล้าพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบองค์ชายเก้าสั่งอย่างเอาแต่ใจ “เช่นนั้นก็ทำตามที่ข้าสั่งไม่เช่นนั้นข้าจะให้คนจับเ้าไปโบย”
“ก็ได้พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งเออออตามองค์ชายเก้ายิ้มพอใจ ยื่นขนมให้อีกชิ้นหนึ่ง “กินซิฝีมือพ่อครัววังหลวงไม่ใช่จะได้กินง่ายๆ นะ”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งรับขนมอีกชิ้นมาถือไว้แล้วกัดขนมชิ้นแรกคำหนึ่งรสชาตินั้นแย่กว่าฝีมือท่านแม่เล็กน้อย ของท่านแม่จะนุ่มกว่านี้ หอมกว่านี้แต่เขาก็ไม่ได้พูดโอ้อวดออกไป องค์ชายเก้ามองแล้วถาม “เป็อย่างไร?อร่อยมากใช่ไหม?”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าหงึกๆกัดขนมอีกคำ องค์ชายเก้ายิ้มพอใจ เขาหยิบขนมมากิน เขาชอบเฉินมู่อิ๋งมากเด็กคนนี้ดูแล้วว่านอนสอนง่าย น่าจะเป็เพื่อนเล่นกับเขาได้ดีทีเดียวเขาชอบเฉินมู่อิ๋งตรงที่เฉินมู่อิ๋งไม่ได้เข้ามาประจบประแจงเขาเหมือนเด็กคนอื่นๆที่พอเห็นว่าเขาเป็องค์ชายก็เข้ามาประจบประแจงเอาใจ เขาไม่ชอบเด็กเช่นนั้นเขา้าเพื่อนที่จริงใจจริงๆ
ขณะที่องค์ชายเก้ากินขนมหมดไปหนึ่งชิ้นจือกงกงก็บอกว่า “เหอกงกงมาแล้วพะย่ะค่ะ”
“อืม” องค์ชายเก้าพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน “อิ๋งตี้พรุ่งนี้มาอีกนะ”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า วางขนมลุกขึ้นยืนกุมมือส่งเสด็จ องค์ชายเก้าก็เดินจากไป เมื่อองค์ชายใหญ่และองค์ชายเก้าเสด็จกลับไปแล้วราชครูก็ให้คนพาเฉินมู่อิ๋งไปส่งเฉินมู่อิ๋งได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้อีกครั้ง ฮ่องเต้ก็ถามว่า “เรียนเป็อย่างไร?”
“เอ่อ...ดีพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบกลางๆฮ่องเต้ยิ้ม “คงจะน่าเบื่อสำหรับเ้าซินะ”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบก็น่าเบื่ออยู่บ้างตรงที่เนื้อหาในตำรานั้นเขารู้หมดแล้ว ฮ่องเต้ยิ้มปราณี “เ้าตอบตรงดีข้าชอบ”
เฉินมู่อิ๋งไม่รู้จะพูดอะไรจึงเงียบเอาไว้ฮ่องเต้หันไปมองเสนาบดีเฉิน สั่งว่า “พามาเรียนกับราชครูทุกวันเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าาเป็พระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก” เฉินจงกุ้ยกุมมือคารวะ เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะตามฮ่องเต้ยิ้ม “เอาล่ะ ไม่มีเื่อะไรแล้วข้ากลับล่ะ”
เขาพูดพลางลุกขึ้นยืน แล้วเดินกลับตำหนักไปเฉินจงกุ้ยกุมมือส่งเสด็จ “น้อมส่งฝ่าา”
เฉินมู่อิ๋งกุมมือตามจนกระทั่งฮ่องเต้เดินลับตาไปแล้วเฉินจงกุ้ยก็พาลูกกลับเมื่ออยู่ในรถม้าเฉินจงกุ้ยก็ถามว่า “เรียนเป็อย่างไร? เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ข้าเข้าใจดีขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบเฉินจงกุ้ยถามอีก “แล้วองค์ชายทั้งสองล่ะ เข้ากันได้ดีกับเ้าหรือไม่?”
“องค์ชายใหญ่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบข้าขอรับส่วนองค์ชายเก้าไม่ถือตัวขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบ เฉินจงกุ้ยพยักหน้า “อ่อ”
แล้วเขาก็ถามต่อ “แล้วราชครูสอนอะไรบ้างรึ?”
“สอนตำราการปกครองขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบเฉินจงกุ้ยถามอีก “สอนว่าอย่างไรบ้าง?”
“สอนเื่.......” เฉินมู่อิ๋งเล่าไปเรื่อยๆเฉินจงกุ้ยก็ฟังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรถม้าถึงจวน
“นายท่านขอรับ ถึงแล้วขอรับ” สารถีบอกเฉินจงกุ้ยจึงลงจากรถม้าพลางอุ้มลูกลงมาด้วย เฉินม่านอิ๋งรีบเดินไปรับลูกอุ้มลูกขึ้นมาหอมแก้ม “คิดถึง”
“ท่านแม่” เฉินมู่อิ๋งหอมแก้มท่านแม่กลับเฉินม่านอิ๋งถาม “หิวหรือไม่?”
“หิวขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบ แล้วพูดต่อว่า “ขนมในวังอร่อยสู้ฝีมือท่านแม่ไม่ได้ขอรับ”
“แหม ปากหวานแต่เล็กเลยนะ”เฉินม่านอิ๋งยิ้ม เฉินมู่อิ๋งทำหน้าจริงจังมาก “จริงๆ ขอรับ อร่อยน้อยกว่าของท่านแม่ขอรับข้ากินขนมที่องค์ชายเก้าให้ไป 2 อัน นุ่มสู้ของท่านแม่ไม่ได้หอมน้อยกว่าของท่านแม่ขอรับ”
“แหม ช่างติแต่เล็กเชียว”เฉินม่านอิ๋งยิ้มกว้างมากขึ้น เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ายืนยัน “จริงๆ ขอรับเช่นนั้นถ้าครั้งหน้าองค์ชายเก้าให้ขนมข้าอีก ข้าจะเก็บมาให้ท่านแม่กินขอรับท่านแม่จะได้รู้ว่าของท่านแม่อร่อยที่สุดขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆ...” เฉินม่านอิ๋งหัวเราะเบาๆ แล้วอุ้มลูกเดินไปสาวใช้รีบยื่นมือไป “ให้ข้าน้อยอุ้มคุณชายเถอะเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ข้าอยากอุ้มเขา”เฉินม่านอิ๋งบอก สาวใช้จึงหดมือกลับไป เฉินมู่อิ๋งกอดคอท่านแม่หอมแก้มอีกทีเฉินม่านอิ๋งยิ้มพลางเดินไป เมื่อเข้าไปในห้องก็วางลูกที่เก้าอี้ นางนั่งลงข้างๆลูก อ้าปากหอบเล็กน้อย ลูกตัวหนักขึ้นทุกวันนางอุ้มไม่นานยังเหนื่อยถึงเพียงนี้แล้ว เฮ้อ...
เฉินจงกุ้ยนั่งข้างฮูหยินสาวใช้ก็ยกอาหารตั้งโต๊ะ จากนั้นสามคนพ่อแม่ลูกก็กินข้าวพร้อมหน้าหลังจากกินอิ่มแล้วเฉินจงกุ้ยก็ลุกไปที่ห้องหนังสือเฉินม่านอิ๋งก็พาลูกไปอาบน้ำเข้านอน
วันรุ่งขึ้นเฉินจงกุ้ยก็พาลูกเข้าวังอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วขันทีพาเฉินมู่อิ๋งไปส่งให้ราชครูเลย ส่วนเฉินจงกุ้ยก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ท้องพระโรงร่วมกับขุนนางคนอื่นๆ
เมื่อไปถึงตำหนักหลังเดิม ขันทีก็ส่งเฉินมู่อิ๋งไว้กับราชครูแล้วจากไป ราชครูมองเฉินมู่อิ๋ง ถามว่า“ได้ข่าวว่าเ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง?”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบ ราชครูจึงบอกว่า “ข้าสนิทกับหมอหลวงหากเจอเขา ข้าจะให้เขาตรวจเ้าสักครั้ง”
“ขอบคุณขอรับ” เฉินมู่อิ๋งกุมมือขอบคุณราชครูมองอย่างประหลาดใจเล็กน้อยที่เฉินมู่อิ๋งโต้ตอบได้ฉะฉานเกินเด็กวัยเดียวกันเขาชมในใจ นับว่าเด็กคนนี้ฉลาดแต่เล็กทีเดียว สามารถโต้ตอบได้อย่างชาญฉลาดยิ่งนักสมแล้วที่เป็ลูกชายของเสนาบดีเฉิน พ่อก็ฉลาด ถ้ามีลูกชายโง่ก็คงไม่ค่อยดีนักย่อมถูกคนถากถางแน่นอน
“องค์ชายหยางจ้าวฉวนเสด็จ---”
เสียงทหาระโบอก ตามด้วย “องค์ชายหยางซูหลานเสด็จ---”
ราชครูกับเฉินมู่อิ๋งลุกขึ้นยืนรับเสด็จองค์ชายใหญ่เดินนำเข้ามา ตามด้วยองค์ชายเก้า และเหล่าขันทีผู้ติดตาม องค์ชายใหญ่เดินไปนั่งที่โต๊ะองค์ชายเก้าก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ ราชครูนั่งลง เฉินมู่อิ๋งก็นั่งลงตามองค์ชายเก้าสั่งจือกงกง “จือกงกง ขนมที่ข้าสั่ง”
“อ่อ พะย่ะค่ะ” จือกงกงพยักหน้าแล้วหันไปรับกล่องขนมจากขันทีลูกน้อง ถือไปวางที่โต๊ะของเฉินมู่อิ๋ง องค์ชายเก้าก็บอกว่า“เมื่อวานข้าเห็นเ้าชอบก็เลยเอามาให้”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ