Dealers Life System - ระบบชีวิตพ่อค้า

    ตอนที่ 21 ค้าขายครั้งใหญ่กับข่าวที่น่าสนใจ

    การเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุที่เหนือกว่าระดับพลังตัวเองเป็นอะไรที่สามารถถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ส่วนตัวเคล เขาไม่ทราบว่าการที่กฎเกณฑ์ธาตุต่าง ๆ ของเขานั้นล้ำหน้ากว่าระดับพลังตัวเองนั้นจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ว่าถ้ามันช่วยให้สามารถต่อสู้ได้เก่งขึ้น เขาก็พึงพอใจแล้ว หลังจากฝึกฝนตามหอแห่งธาตุครบทุกธาตุแล้วเคลก็ไม่มีธุระอะไรกับที่เหล่านั้นอีกต่อไป เพราะฉะนั้นจึงเหลือเพียงฝึกฝนบ่มเพาะพลังกับเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุตามฉบับตัวเองให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และเรียนการต่อสู้กับซิลเวอร์อีกไม่กี่ครั้งก็จะครบการเรียนการสอน และเขาจะได้ไปสมาคมนักผจญภัยเพื่อเอาตรานักผจญภัยที่แท้จริงสักที …… 3-4 วันมานี้เขาได้แต่ฝึกฝนและเรียนต่อสู้กับซิลเวอร์ จนถึงวันสุดท้ายของการสอนของซิลเวอร์จะเป็นการประลองการต่อสู้ของนักเรียนทั้ง 5 เพื่อจบการเรียนอย่างแท้จริง ถือว่าเป็นการอำลาที่ดี ทำให้วันนี้เขาจะนอนเร็วกว่าปกติแต่ว่าก็มีคนมาเคาะประตูที่หน้าร้านค้า “เอ๊ะช่วงนี้ก็ไม่ได้เปิดร้านนะทำไมถึงมีลูกค้าเข้ากันละนี่?” เคลพึมพำ ใช่แล้วเป็นเพราะว่าเพื่อให้มีความแกร่งแข็งมากขึ้นจึงต้องปิดร้านไปก่อน และใช้ชีวิตด้วยเงินที่อยู่ประมาณ 4 แสนกว่าเหรียญทองรายได้ที่มาจากเฟคที่ยังไม่หมดแต่ว่าก็คงอีกไม่นาน “เห้ลุงเคลเปิดร้านอยู่ไหมครับเนี่ย?” เสียงที่คุ้นเคยที่ทำให้เคลนึกถึง  “มีคนเดียวที่เรียกฉันว่าลุงเจ้าเฟคแหง่ม ๆ” เคลบ่น “แต่นี้เพิ่ง 10 วันเองนะเม็ดยาน่าจะยังใช้ไม่หมดสิ” เคลเดินไปบ่นไปนิดหน่อยแต่ก็เปิดประตูต้อนรับ ยังไงเสียการได้เงินก็เป็นของที่ไม่อาจปฎิเสธได้ เมื่อชายหนุ่มได้เปิดประตู ฝ่ายที่มาถึงกับหน้าเหวอ “เอ่อขอโทษครับดูเหมือนผมจะมาผิดร้านน่ะ” เฟคที่ได้เห็นคนมาเปิดประตูก็ถึงกับงุนงง แต่ว่าเขาจำได้ว่าร้านนี้เป็นของลุงเคล อย่างไรก็ตามคนที่เปิดประตูกับเป็นชายหน้าเยาว์วัย และดูหนุ่มแน่น หน้าตามีรอยแผลจาง ๆ ทำให้ดูเข้มไม่โหดเหี้ยมเหมือนลุงเคลสักเท่าไหร่ เขาจึงไม่แน่ใจว่าตรงนี้ใช่ร้านของลุงเคลหรือเปล่า “นะ..นายน้อยนี้แหละพี่ชาย” ทอมที่ยืนข้างหลังเฟคและพอได้เห็นหน้าของเคลก็รู้ได้ทันที “อะไรนะชายคนนี้เป็นลุงเคลอย่างงั้นเหรอ?” เฟคหัวขวับไปถามผู้ติดตามของตนเองทันทีอย่างไม่เข้าใจ “ใช่ครับนายน้อยบางทีพี่ชายเคลเขาอาจะมีวิธีการบางอย่างละมั้ง?” “เป็นไปได้ไงตอนแรกผมคิดว่าลุงเคลเป็นผู้แข็งแกร่งที่อายุเยอะแล้วทำให้หน้าเป็นแบบนั้นอยู่ตลอด” “ไม่ถามฉันละว่าฉันใช่เจ้าของร้านหรือเปล่าละหึ?” เคลหัวเราะพูดแทรก “เอ้าเข้ามาในร้านก่อนสิ” เคลกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามาร้าน ซึ่งทอมกับเฟคก็เข้ามาอย่างโดยดี โดยมีแค่เฟคยังขมวดคิ้วสงสัยหน้าตาของเคลอยู่ “อย่างงี้ผมก็เรียกลุงไม่ได้แล้วสิ?” เฟคถอนหายใจอย่างหมดอารมณ์ “ก็เรียกลุงไปสิจะเรียกฉันแบบไหนตราบใดที่ยังเป็นลูกค้าของฉันอยู่” “จริงเหรอ...เยส!” เฟคกำหมัดดีใจ เคลกับทอมได้แต่สงสัยว่าเฟคจะอะไรนักหนากับการเรียกสรรพนาม ยังไงเสียเคลก็ไม่ได้คิดมากอะไรแบบนี้อยู่แล้ว “หืมเพียง 10 วันถึงระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงแล้วงั้นเหรอ?” เฟคที่เลิกดีใจแล้วก็หันมาตอบ “ใช่ตอนนี้ผมมาถึงระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงแล้วและกฎเกณฑ์ธาตุไฟของผมอยู่ระดับนักเวทย์ขั้นสูงอีกด้วยเป็นไงผมเก่งกาจไหมเล่า?” “ว้าวเก่งกาจมากเลยนะเนี่ย!” เคลพยักหน้าตบมือ “ส่วนของผมระดับพลังไม่ขึ้นแต่กฎเกณฑ์ธาตุไฟของผมเทียบเท่ากับระดับพลังนักเวทย์ขั้นกลางแล้ว” ทอมกล่าวร่วมอย่างตื่นเต้นด้วยเม็ดยารวบรวมพลังเวทย์ที่ยกระดับการเข้าใจกฎเกณฑ์ได้เร็วมาก ที่จริงเขาเองก็ใกล้จะเลื่อนอยู่แล้วแต่ว่าก็ยังตั้งใช้เวลาอีก 3-4 เดือนแต่พอได้ใช้เม็ดยาไปร่วม 100 เม็ดก็ผ่านมาได้อย่างสำเร็จ “ยินดีด้วยสำหรับการเลื่อนขั้นพลังว่าแต่มีอะไรถึงได้มาตอนจะมืดค่ำแบบนี้ละ” เคลเอ่ยถามอย่างสงสัย พลันบรรยากาศก็หนักอึ้งสองนายบ่าวทำสีหน้าอย่างจริงจังและเฟคก็ได้เริ่มพูดขึ้น “ผมได้รู้สาเหตุที่ผมโดนวางยาพิษและก็สาเหตุการโดนเฉดหัวออกแล้ว” “ว่ามา?” เคลเอ่ยอยากรู้ หลังจากนั้นเฟคก็ได้เล่าเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าตระกูลของเขาจะเป็นฝ่ายถูกโดนโจมตีปีศาจได้แฝงตัว!ปลอมตัวเป็นลูกพี่ลูกน้อง!ประมุขของตระกูลหรือบิดาของเฟคถูกสะกดจิต!ตัวการใหญ่คือระดับจอมเวทย์เป็นลุงของหญิงรุ่นเยาว์ที่ปลอมตัวมา!ศาสนาจักรกำลังเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ! “เป็นเรื่องที่น่าตกไม่ใช่เล่นเลยนะ” เคลสูดหายใจลึกไปปอดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เรื่องพวกนี้ระดับสามัญชนไม่รับรู้อย่างงั้นเหรอ” “ไม่เลยลุงศาสนาจักรเขาปิดข่าวเอาไว้กลัวการแตกตื่นน่ะแต่จักรรพรรดิและพวกขุนนางบางคนก็รู้เหมือนกันนะแต่ยังไม่ได้ทำอะไรเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ศาสนาจักรจะเป็นลงมือเอง” เคลขมวดคิ้วก่อนจะถามต่อ “แล้วนายไปรู้มาจากไหนละ” “ผู้พิทักษ์ตระกูลของผมเองน่ะ เขาปิดด่านฝึกตนเพื่อเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุน่ะเพิ่งได้เลื่อนขั้นเมื่อ 4 วันก่อนแต่ว่า เมื่อออกมาก็พบว่าคนในตระกูลของผมได้ถูกพวกปีศาจสะกดจิตเอาไว้หมดแล้ว ทำให้ไม่รู้จะรับมือยังไงจึงถอยออกมาก่อนโชคยังดีที่เขาพบผมอยู่นอกตระกูล” “อย่างงั้นเหรอ?” “ผู้พิทักษ์บอกว่าเขาจะส่งผมไปสำนักเวทย์ที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งในพื้นที่จักรวรรดิบาบิโลน เพราะงั้นผมจึงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เลยว่าจะมาซื้อสินค้าไปตุนเสียหน่อย” เฟคกล่าว เคลพยักหน้าเข้าใจและเห็นใจตระกูลเฟคไม่น้อย “จะออกจากเมืองงั้นเหรออืมได้ฉันจะขายสินค้าให้งั้นก็บอกรายการที่ต้องการมาเลย” “ขอบคุณมากลุง” “แต่ว่าถ้าฉันได้รับรู้ว่าสินค้าของฉันถูกขายต่อ...นายได้ตายด้วยมือฉันแน่” เคลขู่ออกไป โดยที่เขาไม่กลัวว่าเฟคจะรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้แข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น ทุกอย่างมันลงล็อคหมดแล้วที่ว่า เฟคนั้นเชื่อว่าเขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเคลจึงไม่กังวลอะไรมากนัก เฟคหัวเราะ “โธ่ลุงผมเข้าใจแล้วน่าผมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับอย่างแน่นอน” เคลพยักหน้า ก่อนจะรับรายการของเฟคมา “ว่าแต่ลุงมีไอเทมเยอะขนาดนั้นเชียว?” เม็ดยารวบรวมพลังเวทย์ 5000 เม็ดโพชั่นเพิ่มชีวิต 20 ขวดโพชั่นฟื้นฟูพลังเวทย์ 20 ขวด “อยากได้เท่าไหร่ล่ะฉันขายให้ได้หมดนะ” เคลกล่าวหัวเราะก่อนคำนวณเงิน “ทั้งหมดก็2,762,000 เหรียญทอง” เฟคควักถุงเงินออกมา เขาได้เงินมาเพิ่มจากผู้พิทักษ์อีก 3 ล้านเหรียญทองเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างไปอยู่สำนักเวทย์ จำนวน 3 ล้านเหรียญทองไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ผู้วิเศษจะควักออกมาใช้จ่ายภายในครั้งเดียวแต่สำหรับเฟคเป็นเรื่องชิว ๆ “ถ้าไม่ติดว่าพ่อผมโดนสะกดผมคิดว่าจะเหมาสัก แสนเม็ด แล้ว” “เหอ ๆ ถึงจะเหมาแสนเม็ดฉันก็ไม่ขายหรอกนะ มันเยอะเกินไปที่นายจะเก็บความลับไว้ได้” เฟคได้ฟังก็เห็นด้วย และก็เข้าใจว่าเคลกังวลอะไร “เข้าใจแล้วลุง” “เอาละรอสักครู่นะ” เคลกล่าวจะเข้าไปประตูหลังเคาน์เตอร์และนำเงินเข้าระบบ จากนั้นกดซื้อไอเทมออกมา ไม่นานก็เสร็จสิ้น “ลองตรวจสอบก็ได้นะ” เคลยื่นถุงให้เฟค “โอ้ยผมเชื่อใจลุงว่าไม่โกงหรอก” เฟคกล่าวหัวเราะใบของเขานั้นสื่อถึงความเชื่อใจก่อนจะไปเขามีเรื่องสุดท้ายที่ต้องพูด “ผมรู้ว่าลุงแข็งแกร่งและลึกลับ แต่ว่าที่เมืองนี้อาจมีสงครามเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็ได้ระหว่างศาสนาจักรกับพวกปีศาจเพราะงั้นลุงก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ” “เออฉันไม่ตายหรอก” “โอ้ยผมไม่ได้กลัวลุงตายหรอกผมกลัวลุงขายสินค้าในสงครามจนไอเทมไม่พอให้ผมซื้อนี่สิ” เฟคหัวเราะและคาดเดานิสัยของเคลออกว่าเขาจะทำอะไร “ไอ้นี่รู้มากจริงไปไป๊..ฉันง่วงแล้ว” เคลไล่สองนายบ่าวออกจากร้านไป ถูกของเฟคเขาไม่ได้กลัวสงคราม เขาเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีด้วยซ้ำ “ธาตุแสงกับธาตุมืด....บางทีนี่อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุด” “แต่ก่อนอื่นมานับผลกำไรหน่อยดีกว่า” **************************************************************นักเขียน : คำพูดที่ไม่ดูพลังตัวเองเนี่ยเป็นอะไรที่น่ากังวลไม่น้อยเลยนะ 555555 ต้องเป็นคนยังไงน่ะเอาละเจอกันอีกตอนเวลา 12.00 วันนี้