ตลอดหนึ่งเดือนบทของเซี่ยฮ่าวหยูถูกเขียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงวันสุดท้ายสำหรับการถ่ายทำที่โลเคชันริมทะเล ก่อนที่กองถ่ายจะย้ายไปถ่ายทำชีวิตรักของพระเอกและนางเอกที่โลเคชันในเมืองต่อ
การถ่ายทำในวันนี้เป็ซีนส่งท้ายสำหรับตัวละครของเซี่ยฮ่าวหยู เพราะบทบาทของเซี่ยฮ่าวหยูที่ผ่านมาคือเขาเป็คนที่แอบรักนางเอกและพยายามช่วยเหลือนางเอกอยู่เื้ัเงียบๆ และวันนี้จะเป็ความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำเพื่อนางเอก
“เป็ไง อ่านบทแล้วถึงกับมานั่งทำหน้าเครียดเลยเหรอ” เซี่ยตงจื่อวางอาหารเช้าให้น้องชาย “ไม่ต้องกังวลไปหรอก บทพูดไม่มี นายแค่ต้องแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและแววตาให้ได้ก็พอ”
“พูดง่ายเหลือเกิน” เซี่ยฮ่าวหยูยื่นบทให้พี่ชาย “ไหนพี่อ่านบทแล้วก็ลองแสดงให้ผมดูหน่อยสิ”
“ฉันเรียนกำกับภาพยนตร์ไม่ได้เรียนการแสดง อีกอย่างฉันก็ไม่ใช่คนประเภทที่ต้องยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อความรัก ฉันเล่นไม่ถึงบทบาทหรอก” เซี่ยตงจื่อรีบปฏิเสธ
“เห็นไหม พี่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน”
“เอาอย่างนี้ไหม นายลองนึกถึงเื่เศร้าๆ หรือไม่ก็ลองนึกถึงว่าถ้านายรักผู้หญิงคนหนึ่งมากๆ จนนายยอมที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อเธอ พอเห็นว่าเธอกำลังจะตาย นายจะรู้สึกยังไง”
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นอกจากเื่ที่ต้องสูญเสียบุพการีไปพร้อมกัน เซี่ยฮ่าวหยูก็ไม่มีเื่อื่นให้เสียใจอีก ส่วนในชาติที่แล้วเขาก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อฉินซูอี้สักครั้ง มีแต่นางที่ยอมเสียสละเพื่อเขา เซี่ยฮ่าวหยูเผยสีหน้าเสียใจและเ็ปออกมา
“อย่างนี้ล่ะ!” เซี่ยตงจื่อยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วเอาให้น้องชายดู “ตอนที่เข้าฉาก นายต้องแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้ได้แบบนี้”
เซี่ยฮ่าวหยูมองรูปถ่ายของตนเองแล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย “ทำไมพี่ถ่ายรูปได้ขี้เหร่อย่างนี้เนี่ย”
“กำลังจะไปแสดงเป็คนใกล้ตายแล้วยังจะมาห่วงหล่ออยู่อีก” เซี่ยตงจื่อเห็นว่าน้องชายหายเครียดบ้างแล้ว “อีกชั่วโมงนายก็ไปให้ช่างแต่งหน้าได้แล้ว อย่าให้คนในกองต้องรอ เดี๋ยวฉันจะออกไปก่อน อ้อ...พอถ่ายเสร็จ นายมารอฉันที่นี่แล้วค่อยกลับบ้านพร้อมกัน”
“เค้นอารมณ์ออกมาได้เท่าไหร่ก็ใส่ให้เต็มที่เลยนะ ถ้านายทำได้ดี เดี๋ยวละครเื่หน้าฉันจะเรียกนายกลับมาแสดงอีก” ผู้กำกับซ่งะโบอกเซี่ยฮ่าวหยู
จากนั้นการถ่ายทำก็เริ่มขึ้น
ฉินซูอี้นางเอกของเื่ยืนรอพระเอกอยู่ริมถนนด้วยรอยยิ้มมีความสุข ในมือเธอถือผลตรวจการตั้งครรภ์เอาไว้เพื่อรอที่จะบอกเขา จนไม่ได้สังเกตว่ามีรถยนต์กำลังพุ่งมาทางตน รถยนต์คันนี้เป็รถยนต์ของตัวร้ายที่อยากทำลายความสุขของเธอกับพระเอก
เซี่ยฮ่าวหยูได้รับสัญญาณให้ออกไปแสดง ตามบทเขาต้องพุ่งไปผลักนางเอกแล้วตัวเขาก็จะถูกรถยนต์คันนั้นชนจนเสียชีวิต แต่เซี่ยฮ่าวหยูกลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง รถยนต์คันนั้นวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ไม่เหมือนตอนซ้อมที่รถจะแล่นมาช้าๆ ส่วนภาพความเร็วเป็หน้าที่ของทีมตัดต่อที่จะไปแก้ไข
เซี่ยฮ่าวหยูตั้งใจจะผลักฉินซูอี้ไปที่เบาะรองที่ทีมงานเตรียมไว้ แต่อยู่ดีๆ เบาะที่เตรียมไว้ตรงนั้นก็หายไป ด้วยสัญชาตญาณที่้าปกป้อง เซี่ยฮ่าวหยูคว้าตัวฉินซูอี้มากอด ก่อนที่เขาจะใช้ตัวเองเป็เบาะรองให้เธอ จนเมื่อรถยนต์คันนั้นหักหลบไปชนกับต้นไม้ข้างทาง ผู้กำกับซ่งกับทีมงานจึงเพิ่งได้สติ
“เฮ้ย! รีบไปดูจนเจ็บเร็วเข้า” ผู้กำกับซ่งะโบอกก่อนที่จะหันไปถามทีมเทคนิคด้วยความใ “เกิดอะไรขึ้นกับรถยนต์คันนั้น แล้วเบาะเซฟที่บอกให้เตรียมไว้หายไปไหน! ใครรับหน้าที่ดูแลตรงนี้”
“รถยนต์เป็ทีมเทคนิคดูแล ส่วนเบาะเซฟเป็หน้าที่ของเซี่ยตงจื่อครับ” ผู้ช่วยะโบอก
“เซี่ยตงจื่อเหรอ? ปกติตงจื่อทำงานรอบคอบมากเลยนะ เขาไม่น่าจะทำงานสะเพร่าแบบนั้น” แต่ผู้กำกับซ่งไม่มีเวลาคิด เขารีบสั่งให้คนพาฉินซูอี้กับเซี่ยฮ่าวหยูไปส่งโรงพยาบาล
“ฮ่าวหยู นายเป็ยังไงบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เซี่ยตงจื่อถามน้องชายอย่างเป็ห่วง
“พี่ คุณซูอี้ล่ะครับ คุณซูอี้าเ็ตรงไหนหรือเปล่า” เซี่ยฮ่าวหยูถามถึงฉินซูอี้ทันทีที่ฟื้นขึ้นมา
“เธอไม่ได้เจ็บหนักเหมือนนาย แค่มีรอยถลอกนิดหน่อย”
เซี่ยฮ่าวหยูถอนหายใจโล่งก่อนที่จะถามเื่ที่ตนเองสงสัย “พี่ ผมว่าเื่นี้มันแปลกๆ อยู่นะ”
“แปลกยังไง?” เซี่ยตงจื่อถาม เขาไม่ได้บอกน้องชายว่าเขาก็ถูกผู้กำกับเรียกตัวไปถามเื่นี้เหมือนกัน
“ปกติแล้วฉากขับรถเราจะไม่ได้ขับรถเร็วเพราะต้องเก็บรายละเอียดในการถ่ายทำให้มากที่สุด แต่รถคันนี้กลับขับมาหาพวกผมเร็วมาก แล้วยังมีเื่เบาะเซฟตรงนั้นอีก ก่อนหน้านั้นผมเห็นพี่สั่งให้คนเอาเบาะไปวางไว้ที่จุดเซฟแล้ว แต่พอถึงเวลาทำไมเบาะตรงนั้นมันหายไปได้ล่ะ”
“นายคิดว่ามีคนอยากทำร้ายอี้อี้เหรอ?”
“ไม่ใช่แค่อยากทำร้ายคุณซูอี้ แต่ผมคิดว่ามีบางคนที่อยากทำลายอาชีพของพี่ด้วย” เซี่ยฮ่าวหยูมองพี่ชาย “พี่คิดว่าเื่นี้จะเกี่ยวกับฟู่เหวินชวนหรือเปล่า”
“นายรักษาตัวเองให้ดีเถอะ เดี๋ยวกองถ่ายจะจัดการเื่นี้เอง อีกอย่างแม้นายจะไม่เอาเื่ แต่ยังไงกองถ่ายก็ต้องมีคำตอบให้อี้อี้” เซี่ยตงจื่อเปลี่ยนเื่พูดก่อนที่จะมองน้องชายแล้วน้ำตาคลอ “โชคดีเหลือเกินที่นายไม่เป็อะไร นายไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นฉันใมากขนาดไหน ถ้าเป็ไปได้ฉันอยากเจ็บตัวแทนนายจริงๆ ฮ่าวหยู...นายเป็น้องชายและเป็ญาติเพียงคนเดียวของฉัน นายสัญญากับฉันได้ไหมว่านายจะไม่ทิ้งฉันไปเหมือนที่พ่อกับแม่ทิ้งเราไป”
“พี่อย่าร้องไห้สิ ผมสัญญาว่าผมจะระวังตัวให้มากกว่านี้ แต่ครั้งนี้มันเป็เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ” เซี่ยฮ่าวหยูรีบบอก ‘เสี่ยวตงจื่อ ชาติที่แล้วก็เป็อย่างนี้ ทุกครั้งที่เราาเ็เ้าก็จะร้องไห้ และยังพูดว่าจะยอมเจ็บตัวแทนเรา’
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เชิญครับ” เซี่ยตงจื่อรีบเช็ดน้ำตา
เจียลี่ลี่เปิดประตูเข้ามาแล้วเดินมาหยุดที่ข้างเตียงของเซี่ยฮ่าวหยู “ขอบใจนะฮ่าวหยูที่เธอช่วยซูอี้ไว้ ถ้าไม่ได้นายก็ไม่รู้ว่าอี้อี้จะาเ็มากขนาดไหนเหมือนกัน”
“พี่อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ต่อให้ไม่ใช่ผมแต่เป็คนอื่นที่อยู่ตรงนั้น เขาก็ต้องทำเหมือนผมนั่นล่ะ” เซี่ยฮ่าวหยูพูดอย่างสบายเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็บุญคุณ “พี่ก็รู้ว่าผมเป็แฟนคลับของคุณซูอี้ ได้เป็ฮีโร่ช่วยเธอ มันเป็ความภาคภูมิใจของผมมากเลยนะครับ”
“เจ็บขนาดนี้ยังพูดเล่นไปเรื่อย” เจียลี่ลี่เข้าใจถึงเจตนา เธอจึงหัวเราะเพื่อรับมุกแล้วพูดเื่อื่น “เื่ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ต้องกังวลนะ ทางเราจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของนายทั้งหมด”
“ไม่เป็ไรมั้งครับ ที่กองถ่ายก็ทำประกันให้พวกเราอยู่แล้ว”
“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง กองถ่ายทำประกันให้นายก็เื่ของเขาสิ แต่ที่ฉันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของนายก็เพราะเป็การตอบแทนน้ำใจ ถ้านายปฏิเสธ อี้อี้จะไม่พอใจเอานะ”
“ถ้างั้นก็ได้ครับ” เซี่ยฮ่าวหยูยิ้ม
“เออ...เกือบลืมไปเลย ผู้กำกับจะใช้ซีนที่เราถ่ายทำวันนี้ไปตัดต่อเพื่อออกอากาศโดยที่ไม่ต้องถ่ายซ่อม นายจะโอเคไหม”
“ทางพี่ว่ายังไงล่ะครับ ถ้าพี่โอเคผมก็ไม่มีปัญหา”
“ฉันบอกตรงๆ ว่าฉันไม่อยากให้ถ่ายใหม่ ถ่ายซ่อมครั้งหนึ่งค่าใช้จ่ายของกองถ่ายก็จะเพิ่มขึ้น แถมเรายังจะเสียเวลาเพิ่มอีก อีกอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉันเป็ห่วงความปลอดภัยของอี้อี้” เจียลี่ลี่ยื่นนามบัตรของตัวเองให้เซี่ยฮ่าวหยู “ถ้านายยังหาสังกัดและหาผู้จัดการไม่ได้ ฉันยินดีรับเป็ผู้จัดการให้นายนะ ตอนนี้บริษัทของเรามีนักแสดงในสังกัดแค่อี้อี้คนเดียว รับนายเข้าอีกคนฉันก็ยังดูแลไหว”
“ผมขอบคุณมากนะครับ แต่ฝากพี่ไปบอกคุณซูอี้ให้ผมทีว่าแค่เธอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้ผม เท่านี้ผมก็ขอบคุณมากแล้ว ส่วนเื่รับนักแสดงเข้าสังกัด เอาไว้ให้ผมไปเรียนการแสดงมาก่อนแล้วผมจะเข้าไปออดิชันกับพี่อีกที ผมไม่อยากให้คนมองว่าผมเอาเื่นี้มาเป็เงื่อนไขและไม่อยากให้คนมองว่าผมใช้เส้นสาย จะเข้าสังกัดกับนักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ทั้งที ผมอยากใช้ความสามาถของตัวเองพิสูจน์มากกว่า” เซี่ยฮ่าวหยูตอบ ทำไมเขาจะไม่อยากเข้าเป็นักแสดงในสังกัดเดียวกับฉินซูอี้ล่ะ เขาอยากจะตอบตกลงออกไปเสียตอนนี้เลย แต่เขาไม่อยากเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยคำว่าเส้นสาย เขาอยากใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อขึ้นไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับเธอ
“เขาปฏิเสธที่จะเข้าสังกัดเราเหรอคะ” ฉินซูอี้ถามผู้จัดการส่วนตัวอย่างไม่พอใจ “ฉันมอบโอกาสดีๆ ให้เขาเพราะอยากตอบแทนเขา แต่เขากลับปฏิเสธความหวังดีของฉันเนี่ยนะ”
เจียลี่ลี่ยิ้ม “ฮ่าวหยูก็คิดเหมือนที่เธอคิดนี่ล่ะ แต่คิดคนละมุม”
“คิดเหมือนฉันแล้วทำไมเขายังปฏิเสธล่ะคะ หรือว่าเขาไม่อยากทำงานร่วมกับฉัน เหอะ...มีคนมากมายเท่าไหร่ที่อยากมาอยู่ในสังกัดของเรา คอยดูเถอะ ฉันจะปั้นนักแสดงโนเนมขึ้นมาสักคน ฉันจะปั้นให้เขาดังเป็พลุแตกเลย ถึงตอนนั้นเซี่ยฮ่าวหยูอยากเสียใจก็ไม่ทันแล้ว”
“เธออย่ามองเขาในแง่ร้ายขนาดนั้นสิ”
“พี่ยังจะเข้าข้างเขาอีกเหรอคะ ที่เขาปฏิเสธฉันก็เท่ากับเขาไม่ให้เกียรติฉันนะคะ”
“เขามีเหตุผลในการปฏิเสธอยู่นะ และฉันก็เห็นด้วยกับเขา” เจียลี่ลี่วางจานแอปเปิลให้ฉินซูอี้ “เขาบอกว่าถ้าเขาตอบตกลงที่จะเข้าร่วมสังกัดกับเรา คราวนี้คนจะมองว่าเขาใช้บุญคุณมาผูกมัดเธอ เขาอยากทำงานในวงการบันเทิงโดยไร้ข้อกังขาว่าเขาใช้เส้นสาย เขายังบอกอีกว่ารอให้เขาไปเรียนการแสดงกลับมาก่อน จากนั้นเขาจะมาออดิชันเพื่อเข้าสังกัดเรา เขาอยากเข้าสังกัดเราด้วยความสามารถของตัวเอง”
ฉินซูอี้ได้ฟังเหตุผลก็เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกไม่พอใจ “เข้าสังกัดมาก่อนแล้วค่อยไปเรียนการแสดงก็ได้นี่ ไม่ใช่ว่าพอเขาเซ็นสัญญา ฉันจะให้พี่หาบทพระเอกให้เขาเล่นเสียหน่อย”
เจียลี่ลี่หรี่ตามองแล้วยิ้ม “อี้อี้ที่รัก เธอกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่หรือเปล่า ยากนะที่ราชินีน้ำแข็งอย่างเธอจะสนใจใครสักคน”
ฉินซูอี้หลบสายตา “ฉันแค่อยากตอบแทนบุญคุณเขาเท่านั้น”
เจียลี่ลี่ยิ้มอย่างรู้ทัน “ตอบแทนบุญคุณก็ตอบแทนบุญคุณสิ พูดแล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วย”