บทที่ 26 ผู้สนับสนุนที่ไม่ได้รับเชิญ
หลังจากเลดี้ฮันน่าประกาศบททดสอบแรกจบ ถัดมาก็เป็การแรนดอมหมายเลขประจำตัวผู้สมัครโดยใช้ระบบ AI ฉันได้หมายเลข 9 ส่วนสองพี่น้องฝาแฝดตัวแสบคนพี่ได้หมายเลข 12 คนน้องได้หมาย 25 แล้วการปฐมนิเทศก็จบลง ผู้สมัครทุกคนมีเวลา 1 สัปดาห์ในการคิดและเขียนโครงการส่งให้คณะกรรมการ หลังจากนั้นอีก 3 วันเมื่อคณะกรรมการอนุมัติก็ลงพื้นที่ปฏิบัติงานได้ทันที
บททดสอบแรกนี้สามารถมีผู้ช่วยได้เฉพาะตอนลงพื้นที่ปฎิบัติเท่านั้น แต่ตอนคิดและเขียนโครงการส่งต้องทำเองเพียงคนเดียว รายชื่อผู้ช่วยขณะลงพื้นที่ปฏิบัติงานสามารถส่งหลังจากเสร็จสิ้นโครงการแล้วได้ ให้ระยะเวลา 1 สัปดาห์ในการคิดและส่งโครงการสำหรับฉันมันก็ไม่ได้ยากมากมายอะไร ถ้าเป็คนทั่วไปก็คงเคร่งเครียดกับการตีโจทย์ว่าบททดสอบนี้มีวัตถุประสงค์อะไร จะต้องเลือกแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชนที่ไหนในด้านไหนดีถึงจะถูกต้องตรงใจเลดี้ฮันน่าและเหล่าคณะกรรมการทั้งหลาย แต่สำหรับฉันไม่ไปเคร่งเครียดอะไรกับเื่พวกนั้นหรอก เลดี้ฮันน่าก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ใช้หัวใจแบบผู้ให้ที่แท้จริงนำทาง
ฉันมีไอเดียในหัวเรียบร้อยแล้วว่าจะทำอะไรอย่างไรที่ไหน ตอนที่เลดี้ฮันน่าประกาศบททดสอบแรกจบ ไอเดียนั้นมันก็ผุดขึ้นมาในหัว เหลือก็แค่กลับไปเรียบเรียงความคิดและทำโครงการส่งเท่านั้น ใช้เวลาไม่เกิน 3 วันฉันก็น่าจะทำเสร็จ เวลาที่เหลือก็เอาไปเตรียมตัวเตรียมการต่าง ๆ ก่อนลงพื้นที่ปฎิบัติจริง ฉันยังยึดแิแบบเดิมเหมือนชาติก่อน ‘ที่ใด้าความหวังมากที่สุด ฉันก็จะไปที่นั่น’
ปิ๊บ…
เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้นขณะที่ฉันกำลังนั่งชาฟเตอร์กลับบ้าน ฉันเปิดฟิงดูแล้วเห็นว่าเป็ข้อความแชทจากแม่ ‘ลุงมอริชมาเยี่ยม กำลังรอเจอลูกอยู่ ลูกถึงไหนแล้วจ๊ะ’
ฉันขมวดคิ้วเมื่อได้อ่านข้อความนั้น มอริช ไพน์ เป็พี่ชายของแม่ เป็พี่คนโตสุดในบรรดาพี่น้องทั้ง 7 คนซึ่งไม่ได้เกิดจากแม่คนเดียวกันทั้งหมด แต่ลุงมอริชกับแม่เป็พี่น้องร่วมมารดาเดียวกันที่ั้แ่ 5 ขวบฉันก็ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตาคน ๆ นี้อีกเลย ผ่านไปตั้งหลายปี อยู่ ๆ วันนี้กลับมาหาถึงบ้าน ใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้เลยว่าสาเหตุมาจากอะไร ข่าวผู้สมัครว่าที่ผู้นำเดอะนอร์คนต่อไปกำลังเป็กระแสวิพากย์วิจารณ์ของคนทั้งโลกอยู่ทนโท่
ฉันตอบแชทแม่กลับไปว่า ‘กำลังจะถึงแล้วค่ะ’ ขณะที่ในใจนึกเย้ยหยันลุงมอริชที่เป็ผู้นำตระกูลไพน์อยู่ในขณะนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเห็นเราแม่ลูกเป็ตัวไร้ค่าที่ไม่คิดจะเหลียวแล แต่ตอนนี้เริ่มมองเห็นค่าขึ้นมาก็คิดจะกลับมาสานสัมพันธ์ ช่างไร้ยางอายจริง ๆ’
ฉันกลับถึงคอนโดใจกลางเมือง ‘เดอะ เซเนริตี้’ ซึ่งเป็ที่ตั้งบ้านของฉันบนชั้น 90 คอนโดที่ภายในห้องมีลักษณะเหมือนบ้าน 2 ชั้น ที่ ๆ ฉันกับแม่อยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว ที่ ๆ คนตระกูลไพน์ไม่เคยย่างกรายเข้ามาเหยียบ แต่วันนี้ตอนนี้คนตระกูลไพน์ที่ได้ชื่อว่าเป็ลุงแท้ ๆ ของฉัน เป็พี่ชายแท้ ๆ ของแม่กำลังนั่งยิ้มแย้มอยู่ต่อหน้าฉันและแม่อยู่ในขณะนี้ เป็รอยยิ้มที่เรียกได้ว่า ยิ้มแบบนักเจรจาต่อรอง ไม่ดูมากจนเกินไป และไม่น้อยจนเกินไป ดูไม่เหมือนรอยยิ้มจริงใจฉันท์ญาติมิตรเลยสักนิด
“ไม่เจอกันนานเลยนะวิกกี้ จากเด็กหญิงตัวน้อยกลายเป็สาวงามไปแล้ว”
ลุงมอริชเป็ชายวัย 50 กว่าปีที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวสีแทน ผมดำหยักศกถูกจัดทรงอย่างดี เสื้อผ้าดูเนี๊ยบเรียบกริบ รองเท้าหนังเงาแวบ สไตล์การแต่งกายเป็แบบคนภูมิฐาน ลักษณะท่าทางและการแต่งตัวบ่งบอกว่าเป็คนเ้าระเบียบและรักความสมบูรณ์แบบ
“ค่ะ คุณลุงเองก็ดูเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะคะ จนวิกกี้เกือบจะจำไม่ได้ หลายปีมานี้คุณแม่ก็ไม่เคยพูดถึงญาติคนไหนในตระกูลของแม่เลย วิกกี้ก็เลยลืมไปเลยว่าเรายังมีญาติฝั่งแม่เหลืออยู่” ฉันตอบลุงมอริช ทำเอารอยยิ้มอีกฝ่ายเริ่มหุบ แม่เอื้อมมือมาบีบมือฉันเบา ๆ ด้วยสีหน้าเป็กังวล แต่แค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นแหละลุงมอริชก็กลับมามีสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม
“นั่นสินะ เป็ลุงไม่ดีเองที่ทำเหมือนไม่สนใจใยดีหนูกับแม่ เมื่อก่อนเพราะขัดคำสั่งคุณตาหนูไม่ได้ ลุงก็เลยขาดการติดต่อหนูกับแม่หนูไปเลย พอคุณตาหนูเสียไปเมื่อสองปีก่อน ลุงที่เข้าไปรับ่ตำแหน่งต่อก็มีเื่ให้จัดการมากมายเหลือเกิน มีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าจนถึงตอนนี้ก็ยังจัดการได้ไม่หมด จนเมื่อเห็นข่าวที่หนูลงสมัครว่าที่ผู้นำเดอะนอร์รุ่นต่อไปนั่นแหละ ลุงก็รู้สึกว่าจะปล่อยให้แม่กับหนูโดดเดี่ยวต่อไปไม่ได้ หนูเข้าใจใช่มั้ยว่าในโลกที่ใฝ่อำนาจนี้ การจะอยู่เหนือคนอื่นต้องมีเื้ัที่มีพลังอำนาจมากพอคอยสนับสนุน เราอยู่ในที่แจ้ง ศัตรูอยู่ในที่มืด ถ้าหนูไม่มีคนคอยระวังหลังให้ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าหนูจะไปถึงปลายทางได้อย่างสวัสดิภาพ”
เฮอะ! พูดถึงคุณตาแล้วฉันก็นึกถึงเื่เมื่อ 2 ปีก่อน ไม่มีคนตระกูลไพน์คนไหนมาบอกแม่สักคนว่าคุณตาเสีย แม่ไปรู้จากคนอื่นเองภายหลัง ฉันยังจำตอนที่แม่พาฉันไปไหว้หลุมศพคุณตาแล้วเห็นแม่ร้องไห้เสียใจจนติดตาได้อยู่เลย ใจดำกันขนาดที่ไม่ยอมให้ไปเผาผีกันเลยรึไง แล้วดูสิวันนี้ยังมีหน้ามาเสนอตัวอยากจะเป็แบ็คหลังให้ฉันงั้นเหรอ แบบนี้ฉันควรจะรับหรือไม่รับดีล่ะ ดูก็รู้ว่าช่วยเพื่อหวังผล ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือก่อน แล้วรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากฉันในภายหลัง
อยู่ ๆ ฉันก็นึกถึงคำพูดของยัยแซนด้าที่ว่าฉันไว้ว่าแบ็คหลังฉันยังไม่มีแม้แต่หมาซักตัวขึ้นมา ถึงฉันจะไม่ชอบใจเื่แบบนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเรามันถูกดำเนินไปในลักษณะนี้ ฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนโลกนี้ การจะขึ้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่อาศัยแค่หนึ่งหัวใจ หนึ่งสมองและสองมือของฉันมันไม่เพียงพอจริง ๆ ถึงไม่อยากรับไมตรีจากอีกฝ่าย แต่นึกถึงเื่ที่ฉันต้องจัดการ แล้วอำนาจที่ตระกูลไพน์มี ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า มีตระกูลนี้เป็แบ็คหลังอะไร ๆ มันก็สะดวกและง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ฉันแอบถอนหายใจอยู่ในใจ
“นั่นสินะคะ ขอบคุณนะคะที่ยังนึกถึงหลานสาวคนนี้ วิกกี้นี่วาสนาดีจังเลยนะคะ มีแต่คนใหญ่คนโตมาเอ็นดูให้การช่วยเหลือสนับสนุนอยู่ลับ ๆ ตลอดเลย” ฉันยิ้มพูดกับลุงมอริช เป็การตอบรับข้อเสนออีกฝ่ายกลาย ๆ แต่ก็บอกให้อีกฝ่ายได้รู้ไว้ด้วยว่าไม่ได้มีแค่เค้าที่เป็แบ็คให้ฉันแล้วอย่าคิดว่าต่อไปจะกดมาหัวฉันหรืออยากใช้ฉันเป็หุ่นเชิดยังไงก็ได้ ฉันยังมีคนอื่นที่เป็แบ็คให้อยู่อีกนะ จะมีหรือไม่มีตระกูลไพน์เป็แบ็คก็ได้ ฉันก็ไม่ได้กระเทือนอะไร คนอย่างวิกกี้ โนเรีย จะยอมเป็เบี้ยล่างคนอื่นได้ยังไง
ลุงมอริชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “ทำไมลุงไม่เคยรู้เลยนะ จากที่เคยคิดว่าเป็แมว แต่แท้ที่จริงแล้วดันเป็เสือไปซะได้”
“ก็เป็ธรรมดาค่ะ แมวกับเสือตอนที่มันยังเล็ก พวกมันดูคล้าย ๆ กัน ถ้ามองเพียงผิวเผินก็อาจจะมองพลาดได้”
พวกเราสนทนากันอีกสักพักก่อนลุงมอริชจะขอตัวกลับ ฉันไปส่งลุงมอริชขึ้นรถที่หน้าคอนโดเพื่อเป็การให้เกียรติอีกฝ่าย ถึงจะไม่ค่อยชอบอีกฝ่าย แต่โลกเราก็เป็แบบนี้ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า คนเราก็มีเื่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทุกคนจึงจำเป็ต้องใส่หน้ากากเข้าหากันเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
ฉันเดินกลับเข้าไปในคอนโด ตรงไปที่ลิฟท์ ขณะที่เดินผ่านล็อบบี้ ฉันก็เห็นใครบางคนนั่งอยู่ที่ล็อบบี้โซฟา คนที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ ฉันขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่ แล้วฉันก็เดินตรงเข้าไปหาเขา
ไคลล์ เดอแวนเดล เค้ามาทำอะไรที่นี่?
--------------------------------------
ตอนหน้า ไคลล์มาทำอะไร? ไปติดตามกันค่า