ดวงหน้าหวานมีน้ำตาอาบแก้มทั้งสองเสียงสะอื้นไห้ดังแ่ ปรายตามองวิมานหลังงามอันเคยคุ้น ได้ยินเสียงปี่ฆ้องกลองแตรดังแว่วๆกำลังมีงานรื่นเริงที่วิมานหลังนั้น
วันนี้เป็วันมงคลของสามีกับภริยาใหม่แเื่มาร่วมยินดีอย่างท่วมท้น งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างอลังการสามีคงสุขใจยิ่งแล้วหนา
มิเหมือนนางช่างทุกข์ระทมจนตรอมใจหัวใจแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี เมื่อนึกถึงว่าต้องมีสามีร่วมด้วยสตรีอื่นนางก็มิอาจทำใจให้ยอมรับได้
มือเรียวเล็กเอื้อมขึ้นมาปัดหยาดน้ำใสหันหลังให้วิมานหลังงาม กางปีกสีนิลเหาะเหินสู่นภาอันไกลโพ้น
หนีมาไกลๆหลุบตามองเห็นวิมานหลังงามอีกหลังหนึ่ง เมื่อยังเยาว์นั้นเคยวิ่งเล่นอยู่อาศัยนางร่อนต่ำลงไปเยือนถิ่นกำเนิด
เหยียบพื้นดินอ่อนนุ่มพลางหุบปีกสองเท้าเล็กวิ่งเร็วๆ ผ่านหน้าเรือน เห็นมารดายืนชื่นชมผกาสีม่วงอ่อนอยู่ตรงสวนน้ำหยดใสๆ ก็ร่วงเผาะอาบแก้มเนียนอีกครั้ง สะอื้นไห้วิ่งเข้าสู่อ้อมกอดแสนอบอุ่น
โศกาอาดูรอยู่ในอ้อมกอดเนิ่นนานจนพอใจมารดามิได้ถามอันใดระหว่างนั้น มารดาเพียงโอบกอดลูบแผ่นหลังปลอบประโลม
เงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าเศร้าหมองมารดาโอบไหล่นางพาเข้าเรือนมานั่งยังโถงรับแขกก่อนจะเอ่ยกับมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เ้าคุณแม่คุณพี่แต่งภริยาใหม่เข้าบ้าน ลูก…ลูกทำใจมิได้อึก!”
มารดากุมมือเล็กแแ่นางยังคงสะอื้นไห้เสียงแ่ ทุกข์ระทมปานจะขาดใจ
“มิแปลกดอกบุษบาบุรุษอื่นก็มีภริยาน้อยกันถมไป ดูอย่างพ่อของเ้าเถิด…รายนั้นก็มีเมียตั้งสามสี่คน”
มารดากล่าวราวกับเป็เื่ธรรมดาภริยาน้อยของบิดานางเองก็เห็นมาั้แ่เด็ก
ทว่าสามีเคยให้คำมั่นสัญญากันก่อนแต่งเขาบอกจะมีนางแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ครานี้สามีกลับตระบัดสัตย์ทิ้งเสียสิ้นคำมั่นที่เคยให้
“แล้วเ้าคุณแม่มีความสุขหรือไม่เ้าคะ”
เห็นมารดาเงียบเสียงมีสีหน้าหม่นหมองอยู่ครู่หนึ่งค่อยแปรเปลี่ยนเป็ยิ้มน้อยๆ
“ผู้ใดเล่าจะสุขใจที่เห็นผัวของตนมีเมียน้อยแต่แม่เข้าใจพ่อเ้า ใต้หล้านี้มีบุรุษใดมิมีเมียน้อยบ้าง แม่ยังมิเคยเห็น”
“แต่คุณพี่ให้คำมั่นสัญญากับลูกแล้วว่าจะมีลูกเป็เมียเพียงตนเดียว เหตุใดคุณพี่จึงได้ใจร้ายกับลูกถึงเพียงนี้”
“คำบุรุษเชื่อมิได้ดอกหนายามเขาลุ่มหลงในตัวเ้า สิ่งใดเขาก็พร้อมมอบให้ แต่…ยามเขาพบสตรีอื่นแล้วปันใจให้นางอื่นไปแล้วเล่า เขาก็ลืมเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง”
“เช่นนั้นลูกจะหย่าขาดกับเขาเ้าค่ะ”
“บุษบา”
มารดาอุทานด้วยความใกระนั้นนางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว มิใช่นางที่ผิดคำสัญญาหากคือสามีที่ผิดต่อนางก่อน ระหว่างนางกับสามีจบลงเพียงเท่านี้เถิด
หยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาลงตราประทับในนั้นแล้วส่งมอบให้มารดาหัวใจพลันหล่นวูบ ต่อไปนางกับเขาเป็เพียงแค่อดีตเท่านั้น
“เ้าคุณแม่ช่วยลูกอีกเื่ได้หรือไม่”
หยิบหินสีรุ้งขึ้นมาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกหนึ่ง ร่ายมนตร์คาถาใส่หินก้อนนั้น
“ลูกจะไปเกิดใหม่”
“ลูกแม่ อย่าได้ทำเช่นนี้เลยแม่ขอร้องเ้า”
“ลูกตัดสินใจแล้วเ้าค่ะลูกจะมิเปลี่ยนใจ”
หัวใจดวงน้อยเ็ปรวดร้าวยิ่งนักเมื่อต้องทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้ข้างหลังกระนั้นนางก็มิอาจหันหลังกลับด้วยทำใจยอมรับการกระทำของผู้เป็สามีมิได้
“เ้าคุณแม่ได้โปรดนำหัวใจของลูกไปให้กับมนุษย์ผู้มีบุญสัมพันธ์กับลูกด้วยเถิด”
สิ้นเสียงหวานหินสีรุ้งก็ละลายแผ่ไอเข้ามายังร่างบาง นางค่อยๆกลายร่างเป็เพียงหัวใจมนุษย์ก้อนหนึ่งเต้นตุบตับอยู่ตรงหน้าของมารดา
ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงคนไข้ห้องพิเศษทันใดนั้นเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ค่อยๆ เป็เส้นตรง
“ยัยมิลค์!”
นวลจันทร์ใที่จู่ๆหัวใจของลูกสาวก็ล้มเหลวกะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้าอาการยังทรงตัวอยู่แท้ๆ รีบกดกริ่งเรียกพยาบาลโดยด่วน
เห็นหมอและพยาบาลวิ่งกรูเข้ามาในห้องคนไข้ก่อนจะจัดการปั๊มหัวใจของลูกสาวอย่างเร่งด่วน
ไม่นานอัตราเต้นของหัวใจก็กลับมาเต้นปกตินวลจันทร์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เห็นคุณหมอเ้าของไข้เดินเข้ามา
“คุณแม่ครับต้องเรียนคุณแม่ตามตรงว่า ถ้าหากยังไม่ได้รับบริจาคหัวใจเพื่อปลุกถ่ายอวัยวะให้แก่ลูกสาวเกรงว่าถ้าหัวใจล้มเหลวครั้งต่อไปอาจเป็อันตรายมากกว่านี้ ไม่แน่…” หมอหยุดเสียงครู่หนึ่ง“คุณแม่ควรเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้านะครับ”
นวลจันทร์ทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงน้ำตาร่วงหล่นลงมาอาบแก้มลูกสาวเพียงคนเดียวที่ประคบประหงมมาั้แ่เกิดมีโรคประจำตัวติดตัวมาแต่แรกคลอด เธอรักสุดชีวิตทำไม์ถึงได้กลั่นแกล้งเธอด้วยวิธีนี้กันนะ
ขณะที่กำลังเสียขวัญอยู่นั้นเสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นหมอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสนทนา
“ครับ”
นวลจันทร์ยังคงนั่งอยู่บนพื้นห้องอย่างเหม่อลอยหูดับไม่ได้ยินเสียงสนทนา สักครู่หมอก็ก้มลงมาช้อนตัวเธอให้ลุกขึ้น
“คุณแม่ใจเย็นๆครับ หมอมีข่าวดีจะบอก ทางโรงพยาบาลได้รับบริจาคหัวใจมาแล้วเมื่อสักครู่นี้เองเ้าของลงนามว่าให้แก่คุณ พัตรา มิตรดี โดยตรง”