เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 กลับไปเยี่ยมครอบครัว

            พี่ใหญ่สกุลติงกุมบังเหียนลาเทียมเกวียนที่อยู่ด้านหน้าส่วนผู้อาวุโสติงนั่งอยู่บนเกวียนพลางสูบยาสูบไปด้วยควันสีขาวของยาสูบลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ กลิ่นหอมอ่อนๆของยาสูบทำให้อู๋ต้าเชิ่งที่อยู่ด้านหลังไม่ไกลวิ่งมา เพียงไม่กี่ก้าวก็กระโดดขึ้นเกวียนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ชาย ขอยาสูบให้ข้าสักมวนหนึ่งสิ”

            ผู้อาวุโสติงยิ้มออกมาซื่อๆจากนั้นก็ปลดถุงยาสูบที่อยู่ที่เอวยื่นให้เขาไป

            อู๋ต้าเชิ่งเหลือบมองกระเป๋าของผู้อาวุโสติงที่ถูกตัดเย็บอย่างดีด้วยผ้าเนื้อหนาและยังปักชื่อของเขาไว้อีกด้วยอู๋ต้าเชิ่งจึงพูดชมว่า “นี่คงเป็นที่เด็กน้อยเหว่ยเอ๋อร์ทำให้อย่างนั้นสิแค่ผ้าชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็ซื้อยาเส้นได้ตั้งสิบจินแล้ว”

            ดวงตาของผู้อาวุโสติงฉายแววภาคภูมิใจและเขาก็ตอบว่า “เด็กคนนั้นบอกว่ายาเส้นเหล่านี้เป็นของดีที่ส่งมาจากทางเหนือนางไม่อยากทำให้ท่านพ่อน้อยใจ ดังนั้นจึงตัดเย็บกระเป๋าใบนี้และส่งมาให้พร้อมกัน”

            อู๋ต้าเชิ่งใส่ยาเส้นเข้าไปจนเต็มหม้อยาสูบและจุดไฟจากนั้นเขาก็ค่อยๆ สูบเข้าไปอย่างมีความสุข แล้วก็ยิ้มพร้อมพูดออกมาว่า“เป็นยาสูบชั้นดีจริงๆ มีความเผ็ดเล็กน้อยแต่กลิ่นหอมมากคงต้องพูดว่าพี่ชายเป็นคนมีวาสนาดีจริงๆ ในครอบครัวยังมีติงเหว่ยอยู่ปีที่ผ่านมากิจการค้าขายก็รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่ามีคนเท่าไรในหมู่บ้านที่แอบอิจฉาอยู่กันแน่”

            “เด็กคนนั้นเป็นคนหัวรั้นไม่ว่าจะเรียกให้กลับบ้านยังไงนางก็ไม่ยอมกลับ โชคดีที่ยังมีลูกชายอยู่ข้างกายข้าจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าพอนางแก่ไปจะไม่มีคนดูแล”

            ผู้อาวุโสติงรู้สึกสงสารลูกสาวของเขาจริงๆและคำพูดเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริง แววตาของอู๋ต้าเชิ่งเป็นประกายหลังได้ยินเช่นนี้และเขาก็พูดออกมาอย่างสบายๆ ว่า “ทั้งต้าหวาและเอ้อร์หวาในครอบครัวของพี่ล้วนเป็นคนดีไม่มีวันที่พวกเขาจะปล่อยให้น้องสาวต้องลำบากและตอนนี้พวกเขาต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบกันคนละอย่าง ถือว่าออกไปทำมาหากินด้วยตนเองเมื่อต้นไม้เติบใหญ่แล้วก็ต้องแผ่กิ่งก้านสาขา [1]เป็นคนเฒ่าคนแก่พอถึงเวลาก็ต้องรู้จักปล่อยมือ”

            ผู้อาวุโสติงได้ฟังแล้วก็รู้สึกตกตะลึงไม่รู้ว่าอู๋ต้าเชิ่งไปเอาคำพูดเหล่านี้มาจากไหน ทว่าเขาก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก และจึงพูดเรื่องทั่วไปอีกสองสามประโยคว่า“วันก่อนฮูหยินข้าเดินผ่านหน้าร้านก็ยังแวะเข้าไปซื้อซาลาเปามาสองลูกทุกวันนี้กิจการยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้นไปอีกคนในหมู่บ้านถึงแม้จะไม่หิวแต่ก็อยากเข้าไปนั่งสักหน่อย”

            หลังจากนั้นเขาก็กระโดดลงจากรถม้าและยืนอยู่ริมถนนเพื่อเรียกทุกคนในหมู่บ้าน“ทุกคนรีบๆ เร่งฝีเท้ากันหน่อย หากวันนี้เราเข้าเมืองช้าไป คืนนี้เราอาจกลับหมู่บ้านไม่ทัน”

            ผู้อาวุโสติงสูบยาสูบของเขาต่ออย่างเงียบๆคิ้วของเขาขมวดอยู่ตลอดทางโดยไม่คลายออกเลย…

            ……

            วันนี้ติงเหว่ยตื่นแต่เช้าท้องฟ้าก็ดูแจ่มใสไม่เลว นางคาดว่าก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว นี่คงเป็นวันที่อากาศจะอบอุ่นอีกเพียงไม่กี่วันดังนั้นหลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จนางก็ไปขอลาหยุดกับท่านลุงอวิ๋นเพราะนางอยากจะอุ้มลูกกลับบ้านสักรอบหนึ่ง

            นับตั้งแต่เริ่มการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแม่นางหลี่ว์เองก็กลับบ้านไปจนถึงวันนี้ก็ประมาณหนึ่งเดือนกว่าแล้วเกรงว่าทุกวันนี้แม่นางหลี่ว์จะเอาแต่เป็นห่วงพวกนางสองแม่ลูกทั้งวันอีกอย่างในใจของนางก็นึกถึงเรื่องนั้นอยู่ตลอดและในวันนี้นางก็มีเงินในกระเป๋าและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมจึงคิดว่าจะจัดการเรื่องนั้นได้สักที

            เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินก็เป็นเรื่องยากที่จะคัดค้านออกไปช่วงนี้ติงเหว่ยแทบจะคลุกอยู่กับการคิดหาวิธีปรุงอาหารด้วยสมุนไพร ทั้งยังช่วยกงจื้อหมิงออกกำลังด้วยมือซ้ายถึงขนาดที่ว่าทุกวันนางกับเฟิงจิ่วจะช่วยกันพยุงให้เขาเดินรอบห้องสองสามรอบและทุกครั้งนางก็เหนื่อยจนเหงื่อไหลออกมาเต็มใบหน้าซึ่งเรียกได้ว่าพยายามอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วจริงๆ หากวันนี้นางขอลาหยุดหนึ่งวันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

            ทว่าเมื่อท่านลุงอวิ๋นนึกถึงว่าคุณชายน้อยตัวกลมๆจะถูกอุ้มออกไปจากจวน เขาก็รู้สึกทนไม่ไหวจริงๆ อากาศก็ยังหนาวถึงเพียงนี้แล้วถ้าคนในหมู่บ้านพบเข้าพวกเขาจะมองคุณชายน้อยอย่างดูถูกหรือเปล่า?แล้วยังมีพวกสุนัขจรจัดเจ้าถิ่นที่วิ่งพล่านไปทั่วอีก หากพวกมันร้องออกมาแล้วทำให้คุณชายน้อยตกใจจะทำอย่างไรเล่า?

            บางทีวิญญาณของเทพเจ้าบางองค์อาจออกลาดตระเวนอยู่แถวนี้พอดีเมื่อได้ยินเสียงความปรารถนาของผู้อาวุโสอวิ๋น มือใหญ่ๆโบกสะบัดเพียงหนึ่งครั้งก็ทำให้บริเวณที่ราบลุ่มแห่งนี้มีลมหนาวพัดมา

            เดิมทีติงเหว่ยก็เก็บของทุกอย่างไว้เรียบร้อยและอุ้มลูกชายของนางเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านแต่พอนางเดินออกไปด้านนอกประตูก็ถูกลมหนาวพัดมาปะทะใบหน้าจนตกใจลมพัดแรงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันหรือว่าอากาศกำลังจะเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ?

            อวิ๋นอิ่งกวาดตาไปมองท่านพ่อบุญธรรมของตนเองเห็นเขากำลังทำท่าขยิบตาและเกาหัว นางดูแล้วก็รู้สึกขบขันอยู่ไม่น้อยทว่าปากของเขาก็พูดเกลี้ยกล่อมติงเหว่ยว่า “อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กอยู่เขายังไม่สามารถทนทานต่อลมหนาวได้หรือว่าเจ้าจะปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่และให้พี่เฉิงดูแลแล้วเดี๋ยวข้าจะกลับบ้านไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”

            “ข้าเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยและบ้านของข้าก็อยู่ไม่ไกลด้วยดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้ท่านไปด้วยก็ได้” ติงเหว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่อย่างไรนางก็ยังกลัวว่าหากลูกชายของนางโดนลมแล้วจะเป็นหวัดเอาได้อีกอย่างหมอในยุคสมัยนี้ก็ไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนยุคที่นางเคยอยู่ นางจึงไม่กล้าที่จะเสี่ยงเมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็หันตัวกลับไปแล้วเอาลูกชายที่ห่ออยู่ในผ้าส่งไปในอ้อมแขนของอวิ๋นอิ่ง“เจ้าอยู่ที่นี่คอยช่วยพี่เฉิงดูแลอันเกอเอ๋อร์ แล้วข้าจะพยายามรีบไปรีบกลับ”

            หลังจากพูดจบนางก็ตะโกนเรียกเสี่ยวชิงมากำชับอีกสองสามประโยคแล้วจึงกล่าวลากับท่านลุงอวิ๋นจากนั้นก็ถือตะกร้าที่เตรียมไว้เดินออกจากจวนสกุลอวิ๋นไป

            ……

            เฉิงเหนียงจื่อเองก็เป็นคนซื่อๆนางรีบก้าวมาข้างหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับไปที่ห้องแต่คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นอิ่งจะก้าวเข้ามาขวางและพูดว่า “ข้าจะอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปเดินเล่นสักหน่อยนานๆ ทีให้เขาได้สูดอากาศนอกห้องบ้างเจ้าเองก็พาต้าหวากับเอ้อร์หวากลับไปหาพ่อของพวกเขาดูบ้างสิหากว่าอันเกอเอ๋อร์หิวแล้วข้าค่อยให้คนไปเรียกเจ้ากลับมา”

            “เอ๋ทำอย่างนั้นได้จริงๆ หรือ” เฉิงเหนียงจื่อยังคงลังเลอยู่บ้างแต่ท่านลุงอวิ๋นกลับเริ่มใจร้อนขึ้นมานิดหน่อย เขาทำหน้าเย็นชาและสั่งว่า “ไปจัดการตามนั้นซะ”

            หลังจากพูดจบผู้อาวุโสก็พาอวิ๋นอิ่งออกมาจากเรือน ปล่อยให้เฉิงเหนียงจื่อเต็มไปด้วยความสับสนไม่ใช่เกรงว่านายน้อยจะถูกลมจึงจะปล่อยให้อยู่ที่นี่หรอกหรือ แต่เหตุใดถึงถูกอุ้มไปที่เรือนอื่นอย่างนั้นล่ะ?

            ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้หญิงที่ซื่อสัตย์และใจดีคนนี้จะสงสัยขนาดไหนแค่พูดว่าอวิ๋นอิ่งอุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้าไปในเรือนหลักซานอีก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจออกมาเฟิงจิ่วเองก็กระโดดออกมาจากมุมห้องและยืดคอออกไปมองเพราะเขาอยากจะเห็นใบหน้าของคุณชายน้อยเร็วกว่าใครๆ

            ท่านลุงอวิ๋นคิดจะตำหนิเขาสักสองสามประโยคแต่คิดไปคิดมาเขากลับไปยืนบังเพื่อป้องกันลมหนาวจากนั้นก็ให้อวิ๋นอิ่งแกะผ้าห่มออก และเผยให้เห็นใบหน้าเล็กที่ขาวๆ อ้วนๆของอันเกอเอ๋อร์

            บางทีอันเกอเอ๋อร์อาจสืบทอดนิสัยจากแม่ของเขาเขาไม่มีท่าทางอย่างครอบครัวขาวบ้านเล็กๆ ทั่วไปเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจู่ๆเบื้องหน้าของอันเกอเอ๋อร์จะมีใบหน้าของคนแปลกหน้าหลายคนเขาไม่เพียงแต่ไม่ร้องไห้งอแงทั้งยังจ้องพวกเขากลับทีละคนด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับอย่างพิจารณาจากนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมา

            เฟิงจิ่วเป็นน้องคนสุดท้องในกลุ่มเฟิงจือและเขาก็ไม่เคยสูญเสียความเป็นเด็กไปแต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นว่าเจ้านายตัวน้อยของเขาน่ารักขนาดไหนก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปแหย่อันเกอเอ๋อร์เล่นสองครั้งจากนั้นเขาก็ได้ยินท่านลุงอวิ๋นกระแอมจึงดึงมือกลับไปด้วยความเศร้าใจเขาก้มลงไปคำนับหนึ่งครั้งจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา

            ซานอีเบียดตัวไปข้างหน้าแล้วตะโกนว่า“ขอให้ข้าอุ้มเร็วเข้า ขอให้ข้าได้อุ้มบ้างสิ!”

            ทว่าท่านลุงอวิ๋นกลับผลักเขาไปอยู่ด้านข้างเขายื่นปากไปทางด้านในห้องแล้วก็ตำหนิว่า “นายน้อยกำลังรออยู่ เดี๋ยวเจ้าค่อยกอดทีหลังก็ยังไม่สาย”

            ขณะที่เขาพูดอยู่ผู้อาวุโสก็คอยกันให้อวิ๋นอิ่งเข้าไปในห้องและปล่อยให้ซานอีกระโดดอยู่ด้านนอกแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะประท้วงอะไร ทำได้เพียงรีบตามเข้าไปในห้องเช่นกัน

            ……

            กงจื้อหมิงถือหนังสือในมือข้างหนึ่งและอีกข้างก็ถือถ้วยชาราวกับว่าเขากำลังพักผ่อนอย่างสบายๆแต่น่าเสียดายที่ตัวอักษรที่กลับหัวอยู่ในหนังสือเล่มนั้นกลับทรยศต่อหัวใจของเขา

            ท่านลุงอวิ๋นดูแล้วรู้สึกทั้งขบขันและเจ็บปวดในคราเดียวกันเขาโค้งคำนับแล้วพูดว่า “นายท่าน แม่นางติงกลับไปบ้านมารดาของนางแล้วหากปล่อยนายน้อยเอาไว้ก็ไม่มีใครดูแล บ่าวเห็นว่าที่เรือนเล็กอาจจะหนาวไปสักหน่อยจึงให้อวิ๋นอิ่งอุ้มคุณชายน้อยมานั่งเล่นที่เรือนของพวกเราสักพักหนึ่ง”

            “อืม”กงจื้อหมิงตอบออกมาเบาๆ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของอวิ๋นอิ่งสีหน้าของเขากำลังครุ่นคิดสามส่วนและกำลังสับสนอีกเจ็ดส่วน

            ท่านลุงอวิ๋นรีบดึงแขนเสื้อของอวิ๋นอิ่ง“เจ้าอุ้มมาตั้งนานแล้ว เมื่อยแขนแล้วใช่หรือไม่? รีบส่งให้นายน้อยอุ้มสักพักจะได้เปลี่ยนมือกันบ้าง!”

            อวิ๋นอิ่งเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลาเมื่อนางได้ยินเช่นนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วเอาอันเกอเอ๋อร์ไปวางไว้ในอ้อมแขนของกงจื้อหมิงซึ่งกำลังทำอะไรไม่ถูก

            กงจื้อหมิงเกร็งแขนขึ้นและก้มลงมองเด็กน้อยในห่อผ้า เขาไม่กล้าขยับแม้แต่น้อยราวกับกลัวว่าหากเขาใช้แรงแม้เพียงนิดเดียวก็อาจทำร้ายชีวิตน้อยๆ นี้เอาได้

            อันเกอเอ๋อร์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกห่อด้วยผ้าห่มผืนเล็กและจู่ๆ ก็ได้มาที่ห้องใหม่จึงขยับดุกดิกไปมาอย่างตื่นเต้นเขาบิดตัวและหมุนตัวไปมา จู่ๆ แขนของเขาก็ออกมาจากห่อผ้าเด็กน้อยดีใจจนขยำมือของเขาไปมา ปากก็พ่นฟองนมออกมาสองครั้งติดต่อกันเพื่อประกาศให้ทุกคนเห็นถึงความสำเร็จของเขา

            กงจื้อหมิงมองดูอย่างสนใจในขณะที่เขาก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัวก็ถูกเจ้าเด็กตัวอ้วนจับเข้าที่ใบหน้าพ่อลูกทั้งสองคนได้สบตากันเป็นครั้งแรกก็รู้สึกสนิทสนมกันขนาดนี้คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มผู้ห้าวหาญสูงเจ็ดฟุต อีกคนหนึ่งเป็นเด็กน้อยที่อายุไม่ถึงร้อยวันทว่ากลับมีดวงตาสีดำขลับเหมือนกัน คิ้วคล้ายกันอยู่ห้าส่วนและนี่คงเป็นพลังแห่งสายเลือดซึ่งในยามนี้ก็ได้แสดงถึงการมีอยู่ของมันออกมาอย่างภาคภูมิใจ

            ท่านลุงอวิ๋นเห็นก็อดไม่ได้ที่จะปาดน้ำตาและคุกเข่าลงเขาขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยคุ้มครองปกปักษ์รักษาให้สกุลกงจื้อมีทายาทสืบทอดต่อไป

            อวิ๋นอิ่งและซานอีก็คุกเข่าลงด้านหลังของผู้อาวุโสในฐานะที่ถูกสกุลกงจื้อเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนเป็นองครักษ์เงาผู้ซื่อสัตย์จนวันตายยังจะมีอะไรน่ายินดีไปกว่าการที่สกุลกงจื้อมีทายาทสืบทอดต่อไป

            อันเกอเอ๋อร์จับอยู่ที่ใบหน้าของพ่อเขาและเล่นกับมันเป็นเวลานานและบางทีเขาอาจเหนื่อยล้านิดหน่อยจึงหาวและหลับลงไปอีกครั้งโดยที่้ไม่รู้เลยว่าดวงตาพ่อของเขาที่ได้รับสมญานามจากความกลัวของชาวเถียเหล่ยว่าเป็นนักฆ่าผู้เลือดเย็นกำลังเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาทั้งสองข้างและยกตัวเขาขึ้นเหนือศีรษะอย่างทรงเกียรติ

            “กงจื้อซินนายน้อยรุ่นที่เจ็ดปกครองสกุลกงจื้อ”

            ท่านลุงอวิ๋นอวิ๋นอิ่ง ซานอี และเฟิงจิ่วที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างทุกคนต่างพากันคุกเข่าลงคำนับพร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า“ขอให้สวรรค์คุ้มครองสกุลกงจื้อ! ขอให้สวรรค์คุ้มครองนายน้อย!”

            อันเกอเอ๋อร์ถูกรบกวนจากความฝันอันแสนหวานเขาโมโหและกำมือเล็กๆ ของเขาขึ้นมาขยี้ตาด้วยความรำคาญ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ใดก็ตามเขาจะได้รับเงินทองมากมายราวกับภูเขา องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์จนวันตายนับไม่ถ้วนและยังมีแผ่นดินอันกว้างใหญ่…

            ……

            ในยามนี้ติงเหว่ยกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงของบ้านสกุลติงโดยที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าลูกชายของนางได้คืนสู่สกุลแล้วแม่นางหลี่ว์จับมือของลูกสาวและสำรวจว่าลูกสาวอ้วนขึ้นหรือผอมลงพลางตำหนิว่า“ทำไมเจ้าไม่อุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับมาด้วย ข้าไม่ได้เจอเด็กคนนี้ตั้งเดือนกว่าแล้วนะและข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าดูแลเขาดีหรือไม่ดี? หากว่าเจ้าทำให้หลานชายของข้าผอมลงล่ะก็ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

            ผู้อาวุโสติงก็ผิดหวังเล็กน้อยเช่นกันแต่เมื่อเห็นลูกสาวยิ้มอย่างขมขื่นจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ “เอาเถอะฮูหยินเจ้าหยุดจู้จี้จุกจิกได้แล้ว วันนี้ลมแรงจะตายไปลูกสาวของเราไม่ได้อุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับมาก็ดีแล้ว หากว่าเขาต้องลมอาจไม่สบายเอาได้”

            แม่นางหลี่ว์หันศีรษะไปมองนอกประตูดูใบไม้แห้งที่ถูกลมเหนือพัดปลิวว่อนเต็มลานบ้านนางยอมรับเหตุผลนี้อย่างไม่เต็มใจ แต่นางก็ยังกำชับว่า “ครั้งหน้าที่กลับมาจะต้องพาอันเกอเอ๋อร์มาด้วย หากว่าไม่ได้จริงๆเจ้าให้คนส่งข่าวมาแล้วเดี๋ยวแม่จะไปรับ”

            “ตกลง”ติงเหว่ยขอเพียงให้ท่านแม่หยุด “คำสาปจิ๋นกู่[2]”และแน่นอนว่านางจะยอมทำตามทุกอย่าง

            ผู้อาวุโสติงหยิบถุงกระดาษใบหนึ่งออกมาจากตะกร้าและก้มศีรษะลงเพื่อดมกลิ่นจากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ยาเส้นครั้งที่แล้วข้ายังสูบไม่หมดเลย แล้วเหตุใดเจ้าถึงส่งกลับมาอีกถุงล่ะ”

            “เมื่อวันก่อนจวนสกุลอวิ๋นมีกลุ่มพ่อค้าจากทางเหนือกลับมาและนำยาเส้นมาด้วยมากมายข้าจึงขอให้ผู้ดูแลหลินช่วยแบ่งมาให้ข้าครึ่งจินหากท่านพ่ออยากได้มากกว่านี้ก็หาไม่ได้แล้วและหากว่าท่านยังสูบไม่หมดก็เอาไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านก็ได้” ติงเหว่ยพูดๆ อยู่ก็หัวเราะคิกคักและหยิบขนมสองจินออกมาจากตะกร้าแล้วส่งให้ท่านแม่“นี่คือขนมจากทางทิศใต้ ทั้งนุ่มและหอมหวาน ข้ากินแล้วรู้สึกว่ารสชาติใช้ได้ท่านแม่ก็ลองชิมสักหน่อยสิ”

            -----------------------------------------

            [1] ต้นไม้เติบใหญ่แล้วก็ต้องแผ่กิ่งก้านสาขา 树大分枝 ใช้อุปมาว่า เมื่อพี่น้องโตขึ้นก็จะแยกย้ายกันไปมีครอบครัว

            [2] คำสาปจิ๋นกู่ 紧箍咒หมายถึงคำสาปที่ใช้ผูกมัด ซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกในวรรณกรรมจีนเรื่องไซอิ๋วเป็นคาถาที่พระถังซัมจั๋งใช้ปราบพยศซุนหงอคงโดยใช้มงคลรัดเกล้าที่ประทานจากพระโพธิสัตว์กวนอิมบวกกับบทสวดมนต์ทำให้รัดเกล้าที่อยู่บนศีรษะของซุนหงอคงจะหดตัวลง ต่อมาใช้อุปมาถึงการผูกมัดคนอื่น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592