เมื่อเห็นเด็กรับใช้เดินลับไปไกลเยี่ยนฟางหวาจึงขยับกายมาอยู่ด้านหลังหวังซื่อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออด นางรั้งรอต่อไปไม่ไหวแล้ว“ท่านแม่! ท่านได้ยินไหมว่านางพูดว่าอะไร? นางบอกว่าองค์หญิงกับเยี่ยนเจาเจายังทานข้าวกันอยู่เช่นนี้พวกเราต้องรอไปถึงเมื่อใดกันเ้าคะ?”
หวังซื่อไม่เอ่ยตอบ แม้สีหน้ายังคงอ่อนโยนนุ่มนวลทว่ามุมปากของนางกลับบึ้งตึงเล็กน้อย
“ท่านแม่! ท่านว่าพวกนางหมายความว่าอะไร? ส่งคนเอาของออกมาโยนให้พวกเราที่หน้าประตูเรือนโต้งๆมิใช่ฉีกหน้ากันหรอกหรือ?”
เยี่ยนฟางหวาโกรธจนทรงตัวแทบไม่อยู่ั์ตาพลันแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอออกมาจากดวงตาแลดูน่าสงสาร
นกยูงคู่ใหญ่สำหรับตั้งโต๊ะนั่นงดงามจริงๆทว่านางยังไม่ทันได้ชื่นชมแม้แต่น้อย หญิงรับใช้ที่มาส่งของก็มือสั่นจนทำของตกแต่งคู่วิจิตรงดงามหล่นแตกเป็เสี่ยงๆ
เมื่อนึกถึงเื่นี้เยี่ยนฟางหวาก็โกรธจนตาพร่ามัว
นางรู้สึกปวดหัว ปวดท้อง และแสบร้อนบนใบหน้าขึ้นมา
เมื่อวานขณะที่หวังซื่อเห็นนกยูงตั้งโต๊ะคู่นั้นแตกกระจายเต็มพื้นนางก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใดมากนัก ทว่าหลังจากโหม่วโหมวข้างกายนางมาพูดอะไรบางอย่างนางก็โกรธทันที ก่อนจะบอกให้หญิงรับใช้ในห้องออกไปให้หมด แม้ใบหน้าของนางยังคงแฝงรอยยิ้มนุ่มนวลแต่กลับเงยหน้าขึ้นมาขว้างถ้วยชาลงที่ปลายเท้าของเยี่ยนฟางหวา
น้ำชาไม่ได้ร้อนจัด เพียงแต่ตอนนั้นเยี่ยนฟางหวาตาลีตาเหลือกเอนตัวหลบตามสัญชาตญาณจนศีรษะด้านหนึ่งชนกับผนังเข้าหน้าผากเลยยังเจ็บจี๊ดๆ อยู่จนถึงตอนนี้
“หากเ้าฉลาดสักนิดวันนี้ก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้”
หวังซื่อทอดถอนใจ น้ำเสียงมีร่องรอยขุ่นเคืองและผิดหวังเจือจาง
พลันใบหน้าของหวังซื่อก็แต้มรอยยิ้มพอเหมาะก่อนจะยกชายกระโปรงตนเองขึ้นเล็กน้อย แล้วคุกเข่าลงหน้าประตูเรือนนภาคราม
“ท่านแม่! ท่านทำอะไรเ้าคะ!”
เยี่ยนฟางหวาคาดไม่ถึงว่าท่านแม่จะคุกเข่าเช่นนี้นางทั้งกังวลและโกรธ หน้าเริ่มเสีย และน้ำตาก็กลิ้งกลอกลงมา
“องค์หญิง หวังฮูหยินคุกเข่าหน้าประตูเรือนนภาครามแล้วเ้าค่ะ”
องค์หญิงและเยี่ยนเจาเจาในเรือนนภาครามล้วนรับรู้ทุกการกระทำของหวังซื่อ
องค์หญิงเพียงอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าหวังซื่อคุกเข่าลงก่อนจะหันไปมองเยี่ยนเจาเจา “ลูกข้า เ้าคิดเห็นอย่างไร?”
พระองค์กำลังอยากสอนทุกสิ่งที่ควรรู้ให้แก่เจาเจาแล้วหวังซื่อกับเยี่ยนฟางหวาก็โผล่มาเป็กรณีศึกษาได้พอดี
เยี่ยนเจาเจาเหยียดหลังตรงโดยไม่รู้ตัวราวกับเข้าใจว่าท่านแม่กำลังสอนนาง
นางคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวออกมา “หวังซื่อเป็คนเสแสร้ง แต่กลับมีภาพลักษณ์ที่ดีนางมักจะชอบเล่นงานหลังบ้านเสมอ และชอบใช้ชื่อเสียงเป็อาวุธยิ่งกว่า
ชื่อเสียงของหวังซื่อและเยี่ยนฟางหวาโดนบ่มเพาะมาอย่างดีเห็นได้ชัดว่านางชอบเล่นกับชื่อเสียง ทั้งยังชอบนำมันมาโจมตีจุดอ่อนของผู้อื่น
วันนี้ฝนตกหนัก แต่ท่านแม่ปล่อยพวกนางรอเนิ่นนานแล้วนางยังยืนกรานจะคุกเข่าหน้าประตูเรือนนภาครามอีกเกรงว่าทั้งจวนเยี่ยนคงทราบในไม่ช้าว่าท่านแม่สร้างความลำบากแก่พี่สะใภ้ เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะมีคนมาด่าว่าเราลับหลังได้เ้าค่ะ”
เยี่ยนเจาเจาคิดได้เพียงเท่านี้
แม้นไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่องค์หญิงทรงคิดว่าเยี่ยนเจาเจากล่าวดีกว่าที่พระองค์คาดไว้มาก
“ถ้าอย่างนั้นลูกข้าคิดว่าควรแก้อย่างไร?”
องค์หญิงแย้มสรวลบางเบาค่อยๆ สอนทีละขั้น
แต่เยี่ยนเจาเจากลับส่ายหัว
ถึงแม้ว่าชาติก่อนนางจะทำเพื่อเหลียงอินมากมายทว่าเยี่ยนเจาเจาหมดแรงกับวิธีลอบกัดระหว่างสตรีมาตลอด จึงไม่อาจแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์
มันไม่ถึงกับฆ่าคนได้ ทว่าการกระทำแต่ละครั้งมักจะทำให้เ็ปราวกับมีปลิงดูดเืเกาะอยู่ทั่วทั้งตัวสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
องค์หญิงเห็นเช่นนั้นจึงสรวลออกมา“ลูกข้า วันนี้แม่จะสอนวิธีหนึ่งแก่เ้า”
“สำหรับบางคน เมื่อเ้าดิ้นตามเขากลับจะเข้าทางของเขาแทน หมากตานี้ดูเหมือนเป็หมากเข้าตาจนที่แก้ยาก แต่บางทีเ้าก็ไม่จำเป็ต้องไปคิดแก้หมากของนางช่างมันไปก็ได้”
เยี่ยนเจาเจาได้ยินเช่นนั้นั์ตาพลันสว่างวาบขึ้น
ในหัวของนางราวกับมีบางอย่างขยับขยุกขยิกคล้ายจะกะเทาะออกมาแต่ยังจับใจความไม่ได้อยู่พักหนึ่ง
“ลูกข้า เ้าคิดว่าใครอยู่เื้ัครอบครัวพวกเรา?”
เยี่ยนเจาเจาโพล่งออกมา“ท่านแม่กับท่านป้าเ้าค่ะ”
“ไม่ใช่ เื้ัของราชวงศ์ต้าซีคืออำนาจที่อยู่ในมือคู่นี้เมื่อมีมันอยู่ เราจะสั่งใครก้มหัวก็ได้ทั้งนั้นนี่ต่างหากคือที่พึ่งของครอบครัวเรา”
องค์หญิงฉงหยางหยิบตราพยัคฆ์ที่พระองค์ใช้สั่งเคลื่อนทัพออกมาวางลงบนมือของเยี่ยนเจาเจาอย่างแ่เบา
ชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาไม่เคยมีคุณสมบัติจะได้เห็นตราพยัคฆ์ที่เป็ตัวแทนอำนาจทางการทหารครึ่งหนึ่งของทั้งต้าซีชิ้นนี้เลยแต่ปัจจุบันตราพยัคฆ์ชิ้นนี้กลับมาวางอยู่ในมือนาง
มันแตกต่างจากรูปร่างหน้าตาในจินตนาการของนางอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจานึกว่าตราพยัคฆ์นี้จะดูทรงพลัง น่าเกรงขาม และงดงามล้ำเลิศทว่าความจริงกลับแลดูเก่ายับเยินสุดๆ ถึงขนาดมีสนิมสีเขียวๆ เกาะเป็บางแห่งด้วยซ้ำ
แล้วมันก็ยังดูไม่เหมือนสัญลักษณ์ของดินแดนครึ่งค่อนแคว้นนี้เลยกลับคล้ายของเล่นที่เยี่ยนเจาเจาคว้าติดมือมาเล่นสมัยเด็กๆ มากกว่า
แต่เยี่ยนเจาเจารู้ว่ามีทหารที่สละชีพและหลั่งเืนับไม่ถ้วนอยู่เื้ัตราพยัคฆ์นี้และนางยังรู้อีกว่าหากหยิบออกมาจะก่อให้เกิดคลื่นลมปั่นป่วนเช่นไร
นางเหมือนจะเข้าใจความหมายที่ท่านแม่หยิบตราพยัคฆ์ออกมาบ้างแล้ว
“เจาเจา เ้าเป็ใคร?”
“ข้าคือธิดาขององค์หญิงฉงหยางเป็พระราชนัดดาแท้ๆ ของฝ่าา เป็...สตรีที่มีฐานะสูงส่งที่สุดของเมืองเซียงเฉิง”
องค์หญิงพอพระทัยกับคำตอบนี้อย่างยิ่ง
จากนั้นองค์หญิงฉงหยางจึงจูงมือเยี่ยนเจาเจาพาเดินไปด้านหลังเรือนนภาครามมีเพียงบ่าวหญิงที่กางร่มให้ทั้งสองอยู่เงียบๆ ทำให้บรรยากาศพลันสงบลงทันที
องค์หญิงพาเยี่ยนเจาเจาที่ประคองตราพยัคฆ์อย่างเงียบเชียบมายังเรือนสามชั้นแห่งเดียวในสวนมวลบุปผาหอมแล้วเดินนำนางขึ้นไปชั้นบนสุดทีละก้าวๆ
เมื่อถึงชั้นบนสุดพระองค์ก็ผลักหน้าต่างบานเล็กออก ฝนที่ตกปรอยๆ อยู่ด้านนอกจึงปลิวเข้ามาโดนเยี่ยนเจาเจาจนนางรู้สึกเย็นแก้ม
ทั้งสองมองลงไปด้านล่างเช่นนี้ก็เห็นหวังซื่อที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูเรือนท่ามกลางสายฝนได้อย่างง่ายดายและข้างกายนางยังมีเยี่ยนฟางหวาที่โกรธแทบหน้ามืดอยู่
ั์เนตรขององค์หญิงทอดมองลงไปที่พวกนางราวกับกำลังมองตัวตลกเต้นแร้งเต้นกาไม่มีค่าพอให้สนใจ
“สิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงนางรู้สึกว่ามันล้ำค่า เพราะพวกนางคิดว่าหากปราศจากชื่อเสียงก็ไร้ที่ยืนในราชวงศ์ต้าซีแต่สำหรับพวกเรา ชื่อเสียงไม่มีค่าเลยสักนิดเดียว
ต่อให้นางบอกทุกคนทั่วหล้าว่านางพาบุตรสาวมาขอโทษหน้าเรือนของข้ารับเคราะห์ของข้าไป ทว่าได้แต่ยืนตากฝนหน้าประตู กระทั่งคุกเข่ายังไม่เห็นหน้าข้าแล้วอย่างไรเล่า?”
คำตรัสขององค์หญิงฉงหยางราวกับแฝงความขบขันที่เยี่ยนเจาเจาไม่เข้าใจไว้
แต่กลับสว่างวาบเข้ามาในหัวนางดุจฟ้าร้อง
คำถามและคำตอบของท่านแม่ง่ายดายสุดๆทว่าเยี่ยนเจาเจาไม่เคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้มาก่อน
แม้พวกนางจะทำเช่นนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อองค์หญิงที่มีนิสัยลอยตัวรักอิสระเลยสักนิด
หวังซื่อ้าใช้ชื่อเสียงโจมตีองค์หญิงเพื่อทำให้พระองค์อับอายแต่ก็เป็ได้แค่เื่ตลกจริงๆ
เยี่ยนเจาเจาเคยคิดว่าท่านแม่ของตนคงรู้สึกดูถูกพวกบ้านใหญ่อยู่บ้างทว่านางก็ไม่เคยคิดว่าพระองค์จะดูแคลนถึงเพียงนี้