“ นั่นมันเฟิงฉือจินนี่หน่า ! ’’ เสียงของจิงซิงเสวี่ยดังมาแต่ไกลพร้อมกับตามมาด้วยเสียงของเจียงหลิว “ โอ้ข้านึกอยู่แล้วว่าเ้าจะต้องหาวิธีเอาตัวรอดมาได้ ’’เฟิงฉือจินละทิ้งความสนใจจากพวกเย่เหว่ยซวนพร้อมกับหันไปมองยังเจียงหลิวและพรรคพวกอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเจียงหลิวและพรรคพวกก็ได้ก้าวมาถึงข้างๆของเฟิงฉือจินเฟิงฉือจินหน้านิ่งกล่าวเช่นเดิม “ แน่นอน ’’ ป๋อเมิ่งฉีกยิ้มหัวเราะเบาๆก่อนกล่าว“ เ้านี่มันหลงตัวเองจริงๆเลยนะสหาย ’’ มันเข้าไปกอดคอเฟิงฉือจินอย่างรวดเร็วเฟิงฉือจินมิได้หลบแต่กลับกล่าวแทน “ นี่เ้าเป็พวกไม้ป่าเดียวกันงั้นรึ ? ’’
ป๋อเมิ่งมันถึงกับหยุดการเคลื่อนไหวดั่งสายฟ้าแลบ “ ฮี่ๆดูสิเ้าป๋อเมิ่งมันไปไม่เป็เลย ’’ฉินสวี่เฟิงหัวเราะคิกคักพร้อมชี้นิ้วให้เสี่ยวจิงฉินมองตาม “ ฮี่ๆ ’’เสี่ยวจิงฉินหัวเราะคิกคักเช่นกัน “ นี่พวกเ้าหยุดหัวเราะข้าได้แล้ว ’’ป๋อเมิ่งกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่ดังลั่นด้วยความอับอายเล็กน้อยก่อนหัวเราะแห้งๆตามสถานการณ์
ิหนิงจู้ได้เดินเข้ามาข้างๆเฟิงฉือจิน “หรือว่าเ้าจะมาเข้าร่วมการประลองยุทธ์ที่กําลังจะเริ่มขึ้นนี้กัน ? ’’ “ ใช่ข้ามีความสนใจที่จะหาประสบการณ์เล็กน้อยน่ะ ’’ เฟิงฉือจินพยักหน้านิ่งๆของเขาด้วยความจริงอีกไม่กี่ชั่วยามเขาก็ต้องเข้าร่วมการประลองเพื่อจัดการเย่เหว่ยซวนแล้วทําไมเขาจะต้องปิดบังความจริงด้วยล่ะ แน่นอนว่ามันไม่จําเป็ด้วยซํ้า !
เจียงหลิวที่ััถึงระดับพลังของเฟิงฉือจินในปัจจุบันได้จึงกล่าวถามด้วยความสงสัย“ สหายนี่เ้าซ่อนระดับพลังบ่มเพาะลมปราณในตอนที่อยู่หุปเขาทมิฬเอาไว้งั้นรึ ’’ที่มันคิดอย่างนี้เป็เพราะว่ามันไม่เชื่อว่าระยะเวลาเพียงสามวันเฟิงฉือจินจะสามารถเพิ่มระดับพลังบ่มเพาะลมปราณได้เพราะว่าการที่จะเพิ่มระดับพลังในหุปเขาทมิฬที่อันตรายนั้นมันคือสิ่งที่เป็ไปไม่ได้สําหรับมัน
“ ก็คงงั้น ’’ เฟิงฉือจินมิปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้กล่าวความจริงออกไปเนื่องจากเขาคิดว่าหากเจียงหลิวฉลาดจริงก็คงจะคิดได้เองว่าระดับพลังที่เพิ่มเข้ามาของเขามันเป็การซ่อนระดับพลังไว้ก่อนอยู่แล้วหรือว่าเพิ่งเพิ่มเข้ามาิหนิงจู้พยักหน้าเข้าใจเนื่องจากมันเองก็คิดแบบเดียวกันกับเจียงหลิว “งั้นสหายเราไปที่สถานที่จัดงานประลองยุทธ์ด้วยกันเลยเป็ไง ’’ “ ก็ดี ’’เฟิงฉือจินพยักหน้าก่อนจะเหลือบมองไปยังขบวนเกี้ยวของเย่เหว่ยซวนครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็ได้ตามเจียงหลิวและพรรคพวกไป
…
ณ สนามประลองัคลั่งรอบๆสนามต่างเต็มไปด้วยจอมยุทธ์รุ่นเยาว์และจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งในที่นี้ไม่ว่าจะเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงมากแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อได้มายังสถานที่นี้แล้วพวกมันก็ต้องชื่นชมความกว้างขวางของสนามประลองความกว้างขวางของมันนั้นอยู่ในราวๆสองลี้
แน่นอนว่าการประลองยุทธ์ที่กําลังจะเริ่มนี้เป็แบบหนึ่งต่อหนึ่งดังนั้นแล้วด้วยความกว้างขนาดนี้มันคงจะเวอร์วังอลังการไปซักหน่อยทว่าคนอื่นๆกลับมิได้พูดคุยถึงเื่นี้กันเลยเนื่องจากพวกมันในตอนนี้ได้ให้ความสนใจกับเด็กสาวผู้หนึ่งที่มีอายุราวๆไม่เกินยี่สิบปีด้วยความสนใจ
เด็กสาวผู้นี้มีผมยาวสลวยสีฟ้าอ่อนั์ตาสีฟ้าอ่อนราวสายนํ้าที่อ่อนโยนใบหน้ารูปไข่ที่น่ารักแต่กลับแฝงไปด้วยความเ็าทั้งนี้ส่วนโค้งส่วนเว้าและเนินเขาของนางนั้นสามารถบอกได้เลยว่าไร้ที่ติ !
จากการพูดคุยกันของฝูงชน เด็กสาวผู้นี้มีนามว่าฉินฮูหลิงและนางยังเป็ถึงศิษย์หลักอันดับที่สามสิบของสํานักระบําเหมันต์อีกด้วยอย่างไรก็ตามปัจจุบันฝูงชนก็ได้รับรู้ข่าวใหม่ว่านางไม่ได้เป็อันดับที่สามสิบอีกแล้วแต่อันดับปัจจุบันของนางในตอนนี้คืออันดับที่หนึ่ง !
นางมิได้มากับผู้าุโหรือศิษย์จากสํานักระบําเหมันต์ของนางแต่นางกลับมาที่นี่ด้วยตัวคนเดียวไม่นานข้างๆนางก็ได้มีเด็กหนุ่มวัยเยาว์ที่เดินมาอย่างองอาจกับเหล่าจอมยุทธ์วัยกลางคนทั้งสี่มันผู้นี้คือเย่เหว่ยซวน “ แม่นางฉินฮูหลิงเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ’’
ฉินฮูหลิงกล่าวตอบสั้นๆด้วยนํ้าเสียงเ็า “ ก็คงงั้น ’’ เย่เหว่ยซวนใบหน้ากระตุกครู่หนึ่งก่อนจะปั้นหน้านิ่งกล่าวอย่างไม่หยิ่งทะนงและไม่อ่อนน้อมว่า“ ข้าได้ยินมาว่าท่านได้กลายเป็ศิษย์หลักอันดับที่หนึ่งแล้ว นี่เป็ความจริงรึ ? ’’ จากข่าวที่มันเพิ่งได้รับเมื่อไม่กี่วันก่อนมันได้รับรู้ว่าฉินฮูหลิงไม่เพียงจะทะลวงระดับพลังบ่มเพาะลมปราณถึงสองขั้นทว่าในตอนนี้นางกลับก้าวขึ้นไปอยู่ในชั้นลึกลํ้าด้วยความน่าเหลือเชื่อแล้วทั้งนี้นางยังสามารถเอาชนะศิษย์หลักอันดับที่หนึ่งจากสํานักระบําเหมันต์ของนางได้อย่างง่ายดายมันจึงรู้สึกสงสัยว่าทําไมฉินฮูหลิงที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่มันถึงได้แข็งแกร่งรวดเร็วจนแซงหน้ามันไปได้ไกลถึงเพียงนี้
“ ใช่ ’’ ฉินฮูหลิงยังคงเ็าในขณะที่พยักหน้านางรู้สึกรังเกียจเย่เหว่ยซวนที่ทําเป็ดีต่อหน้านางเป็อย่างมากเนื่องจากนางได้ยินข่าวลืออันหยิ่งยโสและชั่วช้าของเย่เหว่ยซวนมามากมายทั้งนี้นางยังเคยเห็นเย่เหว่ยซวนมันทําเื่ชั่วร้ายอย่างลับๆอีกด้วยดังนั้นแล้วนางจึงเกลียดคนประเภทนี้เป็อย่างมาก
เย่เหว่ยซวนพยักหน้าเข้าใจก่อนกล่าวกับจอมยุทธ์ทั้งสี่ “ ไปกันเถอะ’’จากนั้นมันและผู้คุ้มกันของมันก็ได้เดินจากไปและไปนั่งยังสถานที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมขึ้นพิเศษโดยมีป้ายชื่อเอาไว้ว่าตระกูลเย่
เฟิงฉือจินกับเจียงหลิวและพรรคพวกก็ได้มาถึงยังสนามประลองัคลั่งพร้อมกับลงทะเบียนเข้าแข่งขันเรียบร้อยจากนั้นทั้งเจ็ดคนก็ได้ไปนั่งยังที่นั่งของผู้ชมด้วยความปกติทั้งเจ็ดหลังจากที่ได้นั่งแน่นอนว่าย่อมต้องได้ยินเื่ข่าวของฉินฮูหลิงที่เพิ่งสดใหม่
เจียงหลิวจึงกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย “ปีนี้เห็นที่การประลองยุทธ์คงจะไม่ง่ายเสียแล้ว ’’ “แม่นางฉินฮูหลิงนางเป็อัจฉริยะหรือ ? ’’ เฟิงฉือจินเหลือบมองฉินฮูหลิงที่นั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและโดดเด่นเนื่องจากเขาได้ยินข่าวของฉินฮูหลิงในก่อนจะมาถึงสนามประลองัคลั่งเยอะมากโดยเฉพาะเื่ที่นางสามารถทะลวงระดับพลังได้ถึงสามขั้นโดยใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวอย่างน่ามหัศจรรย์ทว่าเื่นี้มันกลับไม่ค่อยน่าตกตะลึงสําหรับเขาซักเท่าไหร่เนื่องจากตัวเขาเองก็สามารถที่จะเลื่อนระดับพลังได้ง่ายๆเช่นกันเพียงแต่ต้องมีทรัพยากรเพียงพอ บางทีฉินฮูหลิงก็คงจะมีเหตุผลเหมือนๆกันกับเขา
“ แน่นอน นางจัดได้ว่าเป็อัจฉริยะหนึ่งคนภายในอาณาจักรชะตาฟ้าแห่งนี้ ’’ิหนิงจู้กล่าว เฟิงฉือจินจึงหันไปมอง “ แล้วเย่เหว่ยซวนล่ะ ? ’’ ไม่ต้องรอให้ิหนิงจู้บอกเจียงหลิวก็ได้กล่าวอย่างรวดเร็วว่า “เย่เหว่ยซวนมันแม้จะสามารถเอาชนะแม่นางฉินฮูหลิงในปีที่แล้วได้ ทว่ามันนั้นไม่สามารถนับเป็อัจฉริยะได้เนื่องจากสําหรับข้ามันคงจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากตระกูลเย่ดังนั้นแล้วข้าจึงไม่นับมันเป็อัจฉริยะ ’’ “แสดงว่าแม่นางฉินฮูหลิงไม่ได้มีคนสนับสนุนสินะ ? ’’ เฟิงฉือจินกล่าวถาม
“ มีเพียงสํานักระบําเหมันต์เท่านั้นที่สนับสนุนนางแต่เดิมทีแล้วนางเป็เพียงศิษย์ธรรมดาเท่านั้นทว่าด้วยความสามารถที่เติบโตรวดเร็วของนางนางสามารถไต่เต้าจนมาถึงคําที่คู่ควรว่าอัจจฉริยะได้ ! ’’เจียงหลิวเหลือบมองฉินฮูหลิงด้วยใบหน้าชื่นชม
“ โอ้ แล้วเื่ที่นางสามารถเลื่อนระดับพลังได้ถึงสามขั้นภายในหนึ่งปีนี่น่าตะลึงมากนักหรือ? ’’ เฟิงฉือจินอยากรู้ว่าการเลื่อนระดับพลังเพียงไม่กี่ขั้นนี้มันน่าตะลึงตรงไหนเพราะเขาเลื่อนระดับพลังด้วยเม็ดยาแสงจุติของฮ่าวเหรินตั้งหลายขั้นจึงคิดว่าการเลื่อนระดับพลังแค่สามขั้นไม่นับเป็อันอื่นอันใดได้
จิงซิงเสวี่ยกล่าวแทนเจียงหลิวว่า “เฟิงฉือจินนี่เ้าเป็พวกบ้านนอกหรืออย่างไรการเลื่อนระดับหนึ่งขั้นเป็เื่ปกติทั่วไปทว่าสองขั้นในหนึ่งปีสามาารถเรียกได้ว่าอัจฉริยะยิ่งสามขั้นภายในอาณาจักรชะตาฟ้านี้เรียกได้ว่าเป็สิ่งมหัศจรรย์เลยก็ยังได้แถมนางยังไม่ได้เป็คนจากสี่ตระกูลใหญ่เหมือนกับเย่เหว่ยซวนดังนั้นแล้วการที่นางสามารถเลื่อนระดับพลังมาได้ถึงขั้นนี้ก็สามารถบอกได้เลยว่าในตอนนี้นางคืออัจฉริยะอันดับต้นๆของอาณาจักรชะตาฟ้าแห่งนี้’’
“ แล้วถ้านางใช้ยาในการเลื่อนระดับพลังล่ะ ? ’’ เฟิงฉือจินกล่าวถามในคําถามที่อยากรู้จิงซิงเสวี่ยมองเฟิงฉือจินราวกับคนโง่ก่อนกล่าว “ยาบ้าบออะไรที่สามารถทําให้เลื่อนระดับพลังได้ง่ายๆกันล่ะไอ้ของแบบนั้นมันไม่มีอยู่หรอกจะมีเพียงนักปรุงยาชั้นสูงเท่านั้นแหละที่สามารถปรุงยาแบบนั้นขึ้นมาได้ยกตัวอย่างเช่นเม็ดยาอวตารทลาย์ที่เป็รางวัลของงานประลองยุทธ์ที่เมืองเจียงหนานนั่นน่ะถึงจะมีความสามารถในการเพิ่มระดับพลังอย่างแท้จริงเพราะมันถูกปรุงด้วยนักปรุงยาระดับชุดคลุมสีฟ้า ! ’’
“ เข้าใจล่ะ ’’ เฟิงฉือจินพยักหน้าเข้าใจก่อนลอบคิดในใจ “หรือว่าท่านอาจารย์จะมาจากที่อื่นที่รุ่งเรืองด้านการปรุงยามากกว่าที่ทวีปแก่นแท้ปฐีแห่งนี้เป็ไปได้อย่างมากเพราะหากไม่เป็เช่นนั้นแล้วเื่ที่ท่านอาจารย์มีเม็ดยาที่ปรุงขึ้นเล่นๆและทําให้ข้าเลื่อนระดับพลังได้ง่ายๆมันคงจะไม่เกิดขึ้น! ’’ เขาเริ่มรู้สึกอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่าฮ่าวเหรินมาจากทวีปไหนกันแน่เพราะตามความทรงจําของตัวเขาในโลกนี้นั้นรู้จักเพียงแค่ทวีปแก่นแท้ปฐีแห่งนี้เท่านั้น
“ แล้วสี่ตระกูลใหญ่ล่ะมันมีความเป็มาอย่างไรรึ ? ’’ เฟิงฉือจินรู้สึกอยากรู้ข้อมูลนี้ขึ้นมาเนื่องจากเขารับรู้ว่าเย่เหว่ยซวนเป็คนของสี่ตระกูลใหญ่จิงซิงเสวี่ยรู้สึกทึ่งที่เฟิงฉือจินไม่รู้จักสี่ตระกูลใหญ่นางอยากจะถามเป็อย่างมากว่ามันหลุดออกมาจากป่าเขาแบบไหนกันทว่านางก็ได้กล่าวอธิบายอย่างเรียบง่ายให้เฟิงฉือจินฟัง
เฟิงฉือจินจึงได้รับรู้ว่าเมืองเจียงหนานที่เป็เมื่องใหญ่ที่สุดนั้นมีสี่ตระกูลใหญ่คุมอยู่และสี่ตระกูลใหญ่นั้นแข็งแกร่งกว่าสํานักต่างๆที่อยู่ภายในอาณาจักรชะตาฟ้าอาจเรียกได้ว่าพวกมันแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรชะตาฟ้าแล้วก็ว่าได้ดังนั้นแล้วพวกมันจึงมีประวัติความเป็มาอย่างยาวนานและถูกเรียกขานว่าสี่ตระกูลใหญ่
นอกจากเฟิงฉือจินจะได้รับรู้เื่นี้แล้วเขายังได้รู้อีกด้วยว่าแม้เย่เหว่ยซวนจะเป็คนของสี่ตระกูลใหญ่เช่นตระกูลเย่ทว่ามันก็เป็เพียงนายน้อยที่มีพร์น้อยที่สุดดังนั้นแล้วมันจึงทนรับความดูถูกจากเหล่าพี่น้องของมันไม่ได้จนได้ย้ายมาเข้าสํานักเทวาลัยและกลายเป็ศิษย์หลักแทนอย่างไรก็ตามแม้ว่ามันจะออกจากตระกูลเย่มา มันก็ยังคงได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเย่อยู่เสมอเนื่องจากมันเป็นายน้อยของตระกูลเย่
ไม่นานเฟิงฉือจินก็เข้าใจเื่ราวทั้งหมดและในตอนนี้เองสํานักต่างๆก็ได้มากันครบหมดแล้วรอบๆสนามประลองัคลั่งต่างเต็มไปด้วยสํานักมากฝีมือและจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
ภายในสนามประลองตอนนี้ก็ได้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ทําหน้าที่กรรมการขึ้นไปยืนพร้อมกับนําป้ายตารางลมปราณออกมาป้ายตารางลมปราณที่ชายคนนั้นนําออกมามีชื่อของผู้เข้าแข่งขั้นทั้งหนึ่งร้อยคนอยู่“ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดครบแล้วดังนั้นข้าปิ๋งเิผู้ทําหน้าที่กรรมการจะเป็ผู้จับคู่ต่อสู้ให้เอง ! ’’สิ้นเสียงปิ๋งเิได้ส่งลมปราณเข้าไปในป้ายตารางลมปราณขนาดั์
ฉับพลันชื่อของผู้เข้าแข่งขันมากมายก็ได้เคลื่อนไหวสลับกันอย่างรวดเร็วและได้มีตารางผังเกิดขึ้นมาก่อนที่ชื่อเ่าั้จะพุ่งย้ายเข้าไปอยู่ในนั้นอย่างเป็ระเบียบชั่วพริบตาทั้งหนึ่งร้อยชื่อผู้เข้าแข่งขันก็ได้ถูกจับคู่ต่อสู้เอาไว้ให้เรียบร้อย
ฉีจิงลี่ปะทะเม้งเจ้ง
เจิงซวนปะทะกิมลั้ง
เก็นจีปะทะซีหวูค้ง
…
ตารางคู่ต่อสู้ได้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่อยู่รอบๆสนามประลองโดยเฉพาะเฟิงฉือจินเขาสามารถมองเห็นได้อย่างดีว่าเขานั้นต้องต่อสู้เป็คู่ที่เท่าไหร่แน่นอนว่าเขานั้นได้ต่อสู้เป็คู่แรก เขาในตอนนี้ถึงกับยิ้มอย่างช่วยไม่ได้พร้อมกับคิดในใจ“ ด้วยระดับพลังของข้า หากข้าต้องต่อสู้เป็คู่แรก จะมีซักกี่คนกันที่เยาะเย้ยข้า ? ’’ เขามั่นใจว่าภายในที่แห่งนี้เขามีระดับพลังที่อ่อนด้อยสุดและเขายังมั่นใจอีกด้วยว่าเขาจะต้องโดนเยาะเย้ยและโดนดูถูกจากผู้เข้าชมและผู้เข้าแข่งขันมากมายแน่ๆอย่างไรก็ตามเขาผู้ซึ่งเคยพบเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆกันแบบนี้มาแล้วมีหรือจะหวั่นไหว แน่นอนว่าไม่ !
“ คู่แรกขึ้นมาทําการประลองโดยเร็วด้วย ’’ปิ๋งเิเมื่อเห็นว่าทุกคนในที่นี้รับรู้แล้วว่าคู่ไหนเป็คู่ต่อสู้คู่แรกจึงได้เรียกให้คู่นั้นขึ้นมาบนสนามประลองทันที
เฟิงฉือจินปะทะกงอี้จิง !
ทุกคนต่างไม่รอช้าที่จะเบนสายตาไปยังภายในสนามประลองเพื่อรอดูว่าทั้งสองนี้เป็ใครไม่นานกงอี้จิงก็ได้ะโทะยานขึ้นไปบนสนามประลองอย่างองอาจมันกวาดตามองเหล่าผู้ชมก่อนกล่าว “ เฟิงฉือจินอย่าทําให้ข้าเสียเวลา รีบขึ้นมาได้แล้ว’’ ตัวมันนั้นมีระดับพลังชั้นอวตารขั้นหนึ่งดังนั้นมันจึงเชื่อว่าเฟิงฉือจินที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงคงจะไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก
เจียงหลิวมองไปยังเฟิงฉือจินที่มีใบหน้านิ่งเฉยข้างๆก่อนกล่าว “เ้าไม่เป็ไรแน่นะ ’’ เขารู้สึกเป็ห่วงเฟิงฉือจินเนื่องจากคู่ต่อสู้ของเฟิงฉือจินเป็ถึงผู้ที่อยู่ในชั้นอวตารขั้นหนึ่งดังนั้นแล้วเฟิงฉือจินที่อยู่ในชั้นิญญาขั้นหนึ่งจะไปมีความสามารถมากพอที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างไร
“ ไม่ต้องเป็ห่วงไป เพียงไม่นานเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว ’’เฟิงฉือจินกล่าวอย่างสบายๆพร้อมกับพุ่งทะยานขึ้นไปบนสนามประลองอย่างเรียบง่ายจิงซิงเสวี่ยข้างๆเจียงหลิวจึงกล่าว “ เฟิงฉือจินเองก็ฉลาดไม่เลวรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็เลยคิดจะยอมแพ้ ข้านี่ต้องมองมันใหม่จริงๆแล้วสินะ ’’เดิมทีนางรู้สึกว่าเฟิงฉือจินเป็ราวกับคนบ้านนอกที่โง่เขลาแต่นางรู้ดีว่าเฟิงฉือจินแข็งแกร่งและมีจิตใจที่มั่นคงขนาดไหนทว่านางก็ต้องยอมรับในเื่ที่เฟิงฉือจินกําลังจะทํา
เจียงหลิวกล่าว “ แน่นอนว่ามันไม่ใช่คนโง่แถมมันยังเป็ถึงคนที่ฉลาดหลักแหลมดังนั้นแล้วมันย่อมต้องรู้ดีว่าเมื่อไหร่ควรสู้และควรถอย ’’ิหนิงจู้มิได้กล่าวแต่มันได้มองไปยังภายในสนามประลองัคลั่งอันเลื่องลือแทน
ภายในสนามประลองหลังจากที่เฟิงฉือจินทะยานขึ้นมาแล้วเขาก็ได้จ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ของเขาด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยดั่งทุกทีก่อนกล่าว“ จะเริ่มได้หรือยัง ’’ ทันทีที่คํากล่าวของเฟิงฉือจินหลุดออกมาทุกๆคนที่อยู่รอบๆต่างะเิเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาด้วยความขบขัน
ิหนิงจู้ที่ได้มองอย่างสบายๆในตอนแรกก็ได้กล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงที่จริงจัง“ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เป็ไปตามที่พวกเ้าคิดซะแล้วแถมเฟิงฉือจินมันยังได้กล่าวขึ้นด้วยตนเองข้ามั่นใจว่ามันจะต้องไม่ได้พูดเล่นเป็แน่ ’’ แม้มันจะรู้จักกับเฟิงฉือจินได้ไม่นานทว่ามันก็เชื่อว่าเฟิงฉือจินมิใช่คนที่ชอบสร้างเื่ขบขันให้ผู้อื่นขําขัน !