่สองเดือนมานี้หลานเยว่เทียนไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ออกไปเลยหลายครั้งที่แอบออกไปสืบหาข้อมูลเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรสิ่งที่ตามหาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ตามหาง่ายๆเสียด้วยเช่นนั้นแล้วอยู่ที่ฉางหวั่นเฉยๆยังจะสบายกว่า
่มาอยู่ที่ฉางหวั่นแรกๆเป็โอรสเทพฟู่ิซ่านที่มาเยี่ยมส่วนตอนนี้เป็รองแม่ทัพของเขาฟานหลิงเหอที่เป็คนมาเยี่ยมพร้อมยังพาคนสนิทหลายคนมาเยี่ยมด้วย
“ท่านดูสิว่าข้าเอาอะไรมาด้วย” ฟานหลิงเหอเดินมาหาหลานเยว่เทียนพร้อมนำสิ่งหนึ่งมาด้วยเขาตาลุกวาวก่อนจะกอดสิ่งนั้นพลางลูบขนนุ่มๆของมัน
สิ่งนี้คือหมาป่าผู้พิทักษ์ของหลานเยว่เทียน มันมีขนสีขาวตลอดทั้งตัวสวมเครื่องประดับที่หัวประดับผ้าแดงดูแล้วช่างดูองอาจสมเป็หมาป่าผู้พิทักษ์ของแม่ทัพส่วนนามที่หลานเยว่เทียนตั้งให้นั้น.......
“นั่วหมี่ (ข้าวเหนียว) เ้าอ้วนขึ้นใช่หรือไม่ข้าไม่อยู่อ้วนท้วนได้ปานนี้เชียวรึ” เ้าข้าวเหนียวะโกอดหลานเยว่เทียนจนเขานั้นต้องหงายตึงนั่งลงกับพื้นมันเลียหน้าหลานเยว่เทียนอย่างดีใจพร้อมทั้งคลอเคลียอย่างคิดถึงหลานเยว่เทียนเดิมทีก็ชอบหมาอยู่แล้วจึงกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับเ้าข้าวเหนียวอยู่นานพอควรสำหรับเทียนเช่อแล้วหมาป่าผู้พิทักษ์เปรียบเสมือนคู่หูที่ไว้ใจได้และเปรียบเสมือนหนึ่งในครอบครัวหลานเยว่เทียนรักเ้าข้าวเหนียวมากทีเดียว แต่ตั้งชื่อหมาป่าผู้พิทักษ์ว่านั่วหมี่ นี่ เซ้นส์ในการตั้งชื่อช่าง.....
“พอนั่วหมี่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่มันก็กลับมาร่าเริงกินอิ่มนอนหลับและี้เียิ่งกว่าอะไรเสียอีก” ฟานหลิงเหอเอ่ยพลางมองแม่ทัพของตนกำลังหยอกล้อกับหมาป่าผู้พิทักษ์ทั้งเ้านายทั้งสัตว์พิทักษ์มีชีวิตชีวาเช่นนี้นับว่าคุ้มแล้วที่พานั่วหมี่มาด้วย
“เพราะฉางหวั่นจะปรับภูมิทัศน์ในพรรคจึงเรียกพวกเ้ามาช่วยคุ้มกันทำหน้าที่ให้ดีเสียล่ะ” เนื่องจากว่าระหว่างปรับภูมิทัศน์อะไรก็เกิดขึ้นได้ดังนั้นฉางหวั่นจึงขอความช่วยเหลือจากเทียนเช่อให้มาช่วยคุ้มกันพรรคในระหว่างนี้และดูเหมือนหากไม่ใช่เพราะหน้าที่นี้หลานเยว่เทียนก็คงไม่มีโอกาสได้พบฟานหลิงเหอเลย
“ขอรับ แต่ท่านซูบผอมลงไปอีกแล้วอยู่ที่นี่ลำบากหรือขอรับ” ฟานหลิงเหอมองหลานเยว่เทียนขึ้นลงตอนที่พบกันหนแรกยังดูมีน้ำมีนวลกว่านี้
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ่นี้ข้าออกกำลังมากไปกินอาหารไม่ค่อยลง เลยผอมลงอย่างที่เห็น” ที่ออกกำลังมากไปเพราะหลานเยว่เทียนต้องหนีจากพวกมือสังหารแทบจะทุกทีที่ก้าวเท้าออกนอกฉางหวั่นความเหนื่อยล้าทำให้ทานอาหารได้น้อยลง ร่างกายจึงได้ซูบผอมลงแต่ไม่ถึงขั้นโทรม
“พวกเขาใช้งานท่านรึ!” ฟานหลิงเหอดูใแต่หลานเยว่เทียนรีบโบกปัดจะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร อยู่ดีกินดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ
“แม่ทัพหลิวดูแลข้าดีมาก ที่ข้าเป็แบบนี้เพราะตัวข้าเองจริงสิ เสี่ยวเหอ ข้ามีเื่อยากถามเ้าหน่อย” โอกาสที่จะได้เจอมาถึงแล้วเขาต้องถามเสี่ยวเหอถึงความสงสัยของตัวเอง
“ท่านมีอะไรจะถามข้ารึ”
“คือ...ข้ามีปัญหาบางอย่าง คิดว่าเ้าคงช่วยข้าได้”ทั้งสองออกเดินไปทางที่พักของหลานเยว่เทียน เ้าข้าวเหนียวส่ายหางเล็กน้อยระหว่างเดินตามใบหน้าสวยขมวดคิ้วพลางคิดหาคำที่เหมาะสม
“ข้ากับ...แม่ทัพหลิวเกี่ยวข้องกันอย่างไรรึ” ฟานหลิงเหอชะงัก ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จากแม่ทัพของตนหลานเยว่เทียนมองปฏิกิริยานั้นอย่างสงสัย รองแม่ทัพของเขาดูจะไม่เข้าใจกับคำถามมากนักแต่ก็ตอบออกมา
“ท่านทั้งสองเป็แม่ทัพที่มีเกียรติร่วมออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันเสมอและไม่เคยพ่ายแพ้ แม้พวกท่านทั้งสองจะไม่ค่อยลงรอยกันแต่ยามที่ต้องสู้รบพวกท่านก็ต่างเป็กำลังให้กันและกัน”หลานเยว่เทียนขมวดคิ้วอีกหน เพียงแค่นั้นรึ แล้วมันสำคัญถึงขนาดที่หลานเยว่เทียนต้องฝากฝังให้ดูแลเขาอย่างไรกัน
“แค่นั้นรึ?”
“ไยท่านถามเช่นนั้นเื่นี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด” คนฟังถอนหายใจก่อนจะยอมบอกความจริงที่แม้แต่ตัวเองก็คิดไม่ตกออกมา
“คืออย่างนี้นะ เสี่ยวเหอ”
“ขอรับ?”
“นับั้แ่ที่ข้าฟื้นขึ้นมาจากการถูกสังหารคราวก่อนสิ่งเดียวที่ไม่มีในความทรงจำของข้า...ก็คือแม่ทัพหลิว” ทั้งสองหยุดเดินพวกเขามาอยู่ที่ศาลาที่มีธารน้ำเล็กๆไหลผ่านตกแต่งเอาไว้เป็ที่พักผ่อนหย่อนใจฟานหลิงเหอหันมามองแม่ทัพของตน ส่วนหลานเยว่เทียนนั้นมองออกไปไกล
“นอกจากชื่อและฐานะของเขาข้าก็นึกอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ออกข้ารู้สึกว่ามีเื่สำคัญแต่ข้าก็นึกไม่ออกว่ามันสำคัญอย่างไร” หลานเยว่เทียนเลือกจะใช้คำว่านึกไม่ออกแทนการพูดว่าไม่รู้แม้เขาจะไม่รู้ว่าหลิวชิงฟงสำคัญกับหลานเยว่เทียนหรือหลานเยว่เทียนเป็ห่วงอะไรหลิวชิงฟงถึงได้ฝากให้เขาดูแลมีแค่ความรู้สึกว่าสำคัญเท่านั้น แต่กระนั้นมันก็ดูว่างเปล่า
ในห้องสีขาวแห่งนั้นเขาจดจำได้แค่ว่าหลานเยว่เทียนฝากฝังให้เขาดูแลแม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟง แต่นอกจากนั้นเขาจำไม่ได้เลยว่าเขาพูดคุยกับหลานเยว่เทียนเื่แม่ทัพหลิวว่าอย่างไรบ้างบทสนทนาอื่นๆในห้องสีขาวนั้นเขาจำได้ทั้งหมดยกเว้นเื่ที่พูดถึงแม่ทัพหลิวจนตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าหลานเยว่เทียนบอกอะไรกับเขาเกี่ยวกับแม่ทัพหลิวบ้าง
“ด้วยความเกี่ยวข้องที่เ้าบอกเพียงแค่นั้นก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าเขาสำคัญได้ด้วยรึ?” ร่างโปร่งเก็บสายตากลับมามองรองแม่ทัพที่เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็คล้ายจะไม่มั่นใจที่จะพูดหรือจะเรียกว่าช็อกจนพูดไม่ออกกระมัง
“ท่านเคยบอกเอาไว้ ว่าท่านจะไม่มีวันลืมคนผู้นั้น”หลานเยว่เทียนขมวดคิ้ว ที่บอกว่าไม่มีวันลืมหมายความว่าอย่างไรเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแม่ทัพใหญ่หลิวชิงฟงเลยสักนิดมีแต่เื่ผิวเผินที่ใครๆก็รู้
“ข้าน่ะรึ?”
“หากจะมีสิ่งใดที่ท่านจดจำได้ดีที่สุดสิ่งนั้นก็คือเื่ราวของแม่ทัพหลิว หากท่านจะรู้จักใครดีที่สุดคนผู้นั้นย่อมต้องเป็แม่ทัพหลิวขอรับ” เขากุมขมับ แม้จะพูดแบบนั้นแต่ความทรงจำที่ฟานหลิงเหอพูดถึงมันไม่มีอยู่ในหัวของหลานเยว่เทียนแม้แต่น้อยคิดเยอะจนถึงขนาดเริ่มปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
“ข้าจำสิ่งที่เ้าบอกข้าไม่ได้” หลานเยว่เทียนส่ายหน้าทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้พลางขวดขมับ เค้นสมองให้ตายยังไงก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี
“กับคนอื่นๆข้ายังจำได้ขึ้นใจ ทั้งเ้า ทั้งนั่วหมี่ซ่งฮวา ข้าจำได้ทุกรายละเอียดที่ผ่านตาข้าได้ แต่กับเขา....เ้าต้องล้อข้าเล่นแน่ข้าคงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับแม่ทัพหลิวถึงขนาดที่เ้าว่า”หลานเยว่เทียนฝากเขาปกป้องเชียวนะ แปลว่าต้องเกี่ยวข้องกันในระดับที่สามารถเป็ห่วงเป็ใยมากถึงขนาดนี้ได้แล้วถ้าที่ฟานหลิงเหอพูดเป็ความจริง ที่บอกว่าหากจะมีสิ่งใดที่เขาจดจำได้ดีที่สุด สิ่งนั้นก็คือเื่ราวของแม่ทัพหลิวหากเขาจะรู้จักใครดีที่สุด คนผู้นั้นย่อมต้องเป็แม่ทัพหลิวถ้าอย่างนั้นความว่างเปล่าที่อยู่ในหัวเขาตอนนี้คืออะไรกันล่ะ
จะให้ดูแลโดยที่ในหัวว่างเปล่าเหมือนไม่รู้จักแบบนี้แม้จะรับปากเอาไว้มันก็รู้สึกกังขาอยู่ดีนั่นแหละ
“ข้าไม่ได้ล้อเล่นท่านรู้จักแม่ทัพหลิวดีกว่าที่ตัวเขาเองรู้จักด้วยซ้ำขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าจะอธิบายความว่างเปล่าในหัวข้าเกี่ยวกับเขาอย่างไร” ซ่งฮวาไม่ได้บอกเขาเื่สูญเสียความทรงจำอวี๋เหมาฉาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่นี้ แปลว่าเขาปกติดีไม่ใช่รึ
“ลองปรึกษาท่านหมอเทพดีหรือไม่ขอรับ”
“ซ่งฮวาไม่เคยเอ่ยถึงเื่ที่ว่าข้าสูญเสียความทรงจำเช่นนั้นแล้วข้าก็ไม่ได้สูญเสียความทรงจำมิใช่รึ” หรือว่าหลานเยว่เทียนอำเขาเล่น?แต่ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่ขอร้องเขาในตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็เื่อำกันเล่นได้เลย
หรือเขาฟังชื่อผิด?
ไม่ หลิวชิงฟง สามคำนี้ไม่ผิดแน่
“หลิวชิงฟง...คนผู้นี้เป็ใครกันแน่นะ” หลานเยว่เทียนอยากจะโอดครวญออกมาดังๆ ใจจริงอยากจะขยี้ผมตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอดคนอื่นยังจำได้แล้วทำไมกับหลิวชิงฟงถึงจำไม่ได้ หรือว่าเพราะถูกอีกฝ่ายสังหารไปหนหนึ่งร่างกายเลยเกิดปฏิกิริยาบางอย่างเช่นว่าช็อกมาก กระทบกระเทือนจิตใจร่างกายจึงปฏิเสธที่จะจำเื่ราวเกี่ยวกับหลิวชิงฟงเพื่อปกป้องตัวเอง?แต่หลานเยว่เทียนที่เขาเจอก็ยังดูจดจำเื่เกี่ยวกับหลิวชิงฟงได้ แล้วอีกอย่างหากเป็อย่างที่หลานเยว่เทียนคิดจริง จะลืมแค่เื่ของหลิวชิงฟงได้อย่างไร
หลานเยว่เทียนรู้สึกว่าใช้ความคิดมากไปจึงรู้สึกเหมือนจะวูบฟานหลิงเหอจึงย่อตัวลงไปประคอง แม่ทัพของเขาดูคิดมากแล้วยังหน้านิ่วคิ้วขมวดถึงเพียงนั้นที่ถามคงไม่ได้แค่อำเขาเล่นแน่นอน
แม่ทัพหลานเยว่เทียนจดจำแม่ทัพหลิวชิงฟงไม่ได้จริงๆ
อีกด้าน คนที่ยืนหลบอยู่เพียงแค่ทอดสายตามองออกไปไกลที่พักของหลานเยว่เทียนจำเป็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกันเขาจึงตามหาอีกฝ่ายเพื่อที่จะมาบอกให้หลานเยว่เทียนย้ายไปอยู่ที่พักใหม่ที่เตรียมไว้ชั่วคราวไม่คิดเลยว่าจะได้มายินเื่นี้เข้า
ที่เ้าไม่เหมือนเดิม เพราะเ้าจดจำข้าไม่ได้เช่นนั้นหรือ
ไม่ใช่แค่เ้าที่ไม่ใช่คนเดิมที่ข้ารู้จักแต่ข้าก็เป็คนที่เ้าไม่รู้จักเช่นกัน
หลิวชิงฟงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร ใบหน้านั้นยังคงเรียบเฉยเช่นทุกครั้งเขาเดินออกไปจากที่ซ่อนราวกับไม่ได้แอบฟังอยู่จนถึงเมื่อครู่สองคนที่อยู่ในศาลาจึงหันมามอง
“คารวะแม่ทัพหลิว” ฟานหลิงเหอประสานมือคำนับอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาในศาลาหลานเยว่เทียนเท้าแขนกับโต๊ะพยุงศีรษะตัวเองเอาไว้พลางมองหลิวชิงฟง
“แม่ทัพหลิวมีอะไรรึ”ฟานหลิงเหอมองแม่ทัพของตน สายตาที่มองแม่ทัพหลิวดูจะเฉยๆเป็อย่างมากมิใช่สายตาที่มองอย่างยิ้มๆหรือเ้าเล่ห์เหมือนที่เคยทำ คล้ายกับคุยได้ก็คุยคุยไม่ได้ก็ไม่คุยอะไรทำนองนั้น
ท่านลืมไปจนหมดสิ้นจริงๆหรือ
“เ้าต้องย้ายที่พักชั่วคราว ข้าให้คนเตรียมที่พักให้แล้ว”หลานเยว่เทียนร้องโอ้ในใจ หรือว่าที่พักของเขาก็ต้องปรับเช่นกันรึ
“จริงรึ เช่นนั้นข้าไปอยู่กับพวกเ้าดีหรือไม่ไม่ได้เจอเสียนานต้องพูดคุยกันเสียหน่อย” ร่างโปร่งหันไปขอความเห็นกับรองแม่ทัพของตัวเองหน้าระรื่นเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้คุยเื่ที่เคร่งเครียดกัน
“ที่ค่ายของเทียนเช่อน่ะรึขอรับ?” ฟานหลิงเหอเลิกคิ้ว มิใช่ว่าแม่ทัพของเขาจะอยู่ไม่ได้แต่เกรงว่าสถานการณ์ในตอนนี้อาจถูกจับตามองได้
“ค่ายของเทียนเช่อตั้งอยู่ในฉางหวั่นแม้จะถูกจับตามองก็มิใช่เื่แปลก อีกอย่าง ข้าคิดถึงพวกเ้าอยากไปเจอเพราะคิดถึงและไม่ได้คิดจะขอความช่วยเหลือเื่ที่ข้ากำลังสืบอยู่เช่นนั้นแล้วข้าก็ไม่เห็นต้องระแวดระวังหรือว่ากังวลอะไรมิใช่รึ”
“แต่ค้างแรมคงเป็การยากที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของเ้าหากอยากไปหาควรเป็่เวลาปกติที่ควรไปและสามารถตรวจสอบได้” หลานเยว่เทียนนิ่วหน้า ต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวรึ
“นี่เ้าสงสัยว่าพวกเขาจะช่วยเหลือข้ารึ?” ร่างโปร่งชี้ไปที่รองแม่ทัพของตัวเองพลางเอียงคอถาม อะไรกันแค่พบเจอคนในพรรคก็ไม่อนุญาตรึ?
“ใจไม้ไส้ระกำจริง แค่พบพี่น้องก็ไม่ได้โลกนี้ช่างโหดร้ายกับผู้ที่ไม่มีความผิดโดยแท้” ว่าแล้วก็เอียงคอไปเท้าคางอย่างเหนื่อยใจ
“เ้าเป็ฏ จะถูกจับตามองมิใช่เื่แปลก” หลิวชิงฟงเอ่ยขึ้นทันควันทำให้หลานเยว่เทียนกลอกตานึกว่าเปลี่ยนใจเื่นี้ไปแล้วเสียอีก
“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ใช่”
“เ้ายังไม่ได้พิสูจน์”
“ข้ากำลังทำอยู่นี่ไง แค่ไปพบญาติพี่น้องสักนิดก็ไม่ได้เลยรึ?”
“พบได้ แต่มิใช่ค้างแรม”
“ดวลเหล้าโต้รุ่งก็ไม่ได้?”
“ท่านหมอเทพห้ามเ้าดื่มสุรา” ไปรู้มาจากไหนอีกอย่างถึงซ่งฮวาจะห้ามแต่ถ้าไม่มีใครบอกเขาก็ไม่รู้เสียหน่อย
“พูดคุยยันเช้าก็ไม่ได้รึ?”
“เช่นนั้นพวกเขาจะเอาเวลาไหนพักผ่อน” หลานเยว่เทียนผายมือไปทางหลิวชิงฟงพลางมองหน้ารองแม่ทัพของตัวเองเนี่ยนะคือคนที่เขารู้จักดี? เนี่ยนะคือคนที่เขาจดจำได้ทุกอย่างไม่มีวันลืม?แค่นี้ยังี้เีจะคุยเลย
ฟานหลิงเหอยิ้มแห้ง ปกติพวกท่านก็เป็เช่นนี้แต่ท่านเองก็มิได้แสดงอาการเช่นนี้มิใช่หรอกรึ
“แม่ทัพหลิวนี่น่าเบื่อจริง”ร่างโปร่งทำท่าอย่างที่ปากพูด เขาทำหน้าเบื่อหน่ายสุดขีดพลางลุกขึ้นยืน
“นั่วหมี่ เราไปเดินเล่นกันเถอะ” ว่าแล้วก็ชวนหมาป่าผู้พิทักษ์คู่ใจเดินออกไปจากศาลาเสียดื้อๆเ้าข้าวเหนียวแค่เดินตามไปเงียบๆอย่างรู้หน้าที่ จนกระทั่งลับสายตาไป
แม่ทัพหลิวคงเป็ห่วงอาการของท่านจึงได้เอ่ยห้ามเช่นนี้โปรดเข้าใจด้วยเถอะขอรับ ฟานหลิงเหอส่งเสียงในใจ แม้ว่าดูแล้วเมื่อครู่เหมือนจะเป็การต่อล้อต่อเถียงกันก็ตาม
“ท่านแม่ทัพมีเื่ให้ต้องคิดขออภัยแม่ทัพหลิวด้วยที่ท่านแม่ทัพแสดงกิริยาไม่เหมาะสม”
“ค่ายของเทียนเช่อข้าจัดเตรียมให้แล้วรองแม่ทัพไปตรวจตราเพิ่มอีกสักหน่อยเถอะ” หลิวชิงฟงเลือกที่จะไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ฟานหลิงเหอจึงขอตัวไปตรวจตราค่ายอย่างที่อีกฝ่ายบอก เขามองไปยังที่นั่งเดิมที่หลานเยว่เทียนเพิ่งจากไปเมื่อครู่ใบหน้านิ่งนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวแต่เพียงไม่นานก็ก้าวเท้าออกจากศาลามุ่งตรงไปยังลานฝึก สั่งคนจัดเตรียมพื้นที่สำหรับวางสิ่งของและสิ่งก่อสร้างเห็นหลานเยว่เทียนเดินเล่นอยู่กับหมาป่าผู้พิทักษ์อยู่ไกลๆทำให้คิดถึงสัตว์พิทักษ์ของตนขึ้นมา
นานมากแล้วที่ไม่ได้พาเขาออกมาเดินเล่นข้างนอกคงต้องพาออกมาเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้างแล้ว
การปรับภูมิทัศน์ภายในฉางหวั่นเริ่มขึ้นในวันถัดมาเหล่านักรบที่ปกติมักสวมเกราะสีดำทมิฬวันนี้กลับสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่พร้อมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างทะมัดทะแมงแต่แน่นอนว่าแม่ทัพหลิวยังคงเป็เช่นทุกวันคือสวมชุดเกราะั้แ่หัวจรดเท้าถึงกระนั้นก็ไม่ได้ดูเคลื่อนไหวอืดอาดมิหนำซ้ำยังเร็วกว่าคนอื่น หลานเยว่เทียนก็คอยตรวจตราและช่วยออกคำสั่งทางฝั่งเทียนเช่อแต่สักพักก็ต้องมานั่งในร่มเพราะแดดแรงเกินไป
นี่เขาเคยเป็แม่ทัพมาก่อนจริงหรือนี่แค่ตากแดดเพียงชั่วครู่ก็เหนื่อยอ่อนเสียแล้ว
ทุกคนขยันขันแข็งทำงานในส่วนของตัวเองงานเลยรุดหน้าไปเร็วมาก่เวลากลางวันหลานเยว่เทียนก็ไปช่วยยกอาหารมาเลี้ยงคนที่ทำงานคอยบริการอย่างเป็กันเองเพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรจะทำ ทุกคนนั่งล้อมวงกันอย่างสนุกสนานเว้นเสียแต่แม่ทัพหลิวที่ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน
“พวกเ้าเห็นแม่ทัพหลิวหรือเปล่าเวลานี้เขาควรจะนั่งกินข้าวกับพวกเราสิ” หลานเยว่เทียนเอ่ยถามโดยที่ในวงสนทนากินข้าวมีทั้งฉางหวั่นและเทียนเช่อฟานหลิงเหอที่นั่งอยู่ข้างๆเป็คนตอบ
“ข้าเห็นแม่ทัพหลิวเดินไปที่เรือน คงมีธุระกระมังขอรับ”ตอนกินข้าวน่ะรึ?
“จะธุระอะไรก็ช่างเถอะแต่เวลากินข้าวก็ควรกินก่อนมิใช่รึ ทำเช่นนี้จะมีแรงทำงานต่อได้อย่างไร” บ่นจบคำก็ลุกจากที่นั่งเดินออกจากวงกินข้าวมุ่งหน้าไปยังเรือนของแม่ทัพหลิวชิงฟงที่อยู่ด้านในสุดของฉางหวั่นทุกคนมองตามแล้วยิ้มน้อยๆก่อนจะหันมาพูดคุยกัน
“แม่ทัพหลานไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย”
“คงไปหยอกล้อแม่ทัพหลิวเช่นเคยกระมังกว่าจะได้กินข้าวคงได้ทะเลาะกันสักยกสองยก”ฟานหลิงเหอมองไปยังเส้นทางที่หลานเยว่เทียนเพิ่งเดินไป ในใจก็คิดถึงเื่หนึ่ง
แม้ท่านจะจำไม่ได้ แต่การกระทำของท่านก็มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยยังคงห่วงใยเขายิ่งกว่าผู้ใด แม้ว่าเขานั้นจะแข็งแกร่งมากก็ตาม
“พวกเ้ารู้จักใครที่สามารถเอาความทรงจำกลับคืนมาได้บ้างหรือเปล่า”ฟานหลิงเหอถามขึ้นจึงทำให้ทุกคนหันมาสนใจเขา หนึ่งในนั้นเอ่ยถาม
“มีผู้ใดสูญเสียความทรงจำรึขอรับ?”
“เอ่อ...เปล่าข้าแค่สงสัยว่าหากคนเราสูญเสียความทรงจำไปแล้วจะมีวิธีหรือว่าใครสามารถนำความทรงจำเ่าั้กลับมาได้หรือไม่” รองแม่ทัพบอกปัด หากเกิดบอกว่าแม่ทัพของพวกเขานั้นจำแม่ทัพหลิวชิงฟงไม่ได้ดูท่าจะเป็เื่ใหญ่และคงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าแม่ทัพหลานจะลืมเลือนแม่ทัพหลิวได้
ทุกคนรู้กันหมดนั่นแหละแค่ไม่พูด คงมีแต่แม่ทัพหลิวที่ไม่รู้อะไรเลย
“ปกติแล้วคนเราไม่ได้สูญเสียความทรงจำกันง่ายๆ แต่หากจะหาคนเก่งปานนั้นข้าว่าท่านเทพเซี่ยหนิงเฉิงก็น่าจะทำได้นะขอรับ” ท่านเทพเซี่ยหนิงเฉิงอย่างนั้นรึ ก็มิใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
“จะว่าไปท่านผู้นั้นก็ทำได้ทุกอย่างเสียด้วย” ฟานหลิงเหอเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยอาจารย์สอนการต่อสู้ของพวกเขานั้นมีแต่เื่ประหลาดใจมาให้พวกเขาใเล่นอยู่เรื่อย
หลานเยว่เทียนเดินมาจนถึงเรือนของหลิวชิงฟงโดยที่ด้านหน้านั้นมีคนเฝ้าอยู่หลานเยว่เทียนสังเกตได้ว่ารอบๆก็มีการคุ้มกันอย่างแ่าเช่นกันดังนั้นเขาจึงไม่ได้เดินดุ่มๆเข้าไปอย่างที่คิดเอาไว้
“แม่ทัพหลาน ที่นี่ห้ามคนนอกเข้าขอรับ” คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นซึ่งทำให้หลานเยว่เทียนรู้ว่าคนพวกนี้คงรู้จักเขาจะว่าไปหลานเยว่เทียนเพิ่งเคยเจอพวกเขาและเพิ่งมาถึงที่นี่เป็หนแรกด้วยสิ
เคยจะมาหลายทีแล้วแต่ไม่ว่างมาสักที เคยวางแผนจะมาแกล้งตอนหลับด้วยซ้ำแต่พอตกดึกเขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะพาตัวเองมาทำเื่ไร้สาระถึงจะนึกเสียดายอยู่ก็เถอะ
“ข้าก็ไม่ได้จะเข้าไป ข้าแค่มาตามแม่ทัพหลิวไปกินข้าว”
“ท่านจะไม่เข้าไปรึ?” คนที่เฝ้ายามเลิกคิ้วหลานเยว่เทียนเลยเลิกคิ้วด้วย อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็ที่พำนักของแม่ทัพใช่ว่าเขาจะไม่มีมารยาทขนาดนั้นเสียหน่อย
“พวกเ้าบอกเองว่าห้ามเข้า ข้าก็ไม่เข้าสิ”
“ปกติท่านไม่เคยฟังคำเตือนของพวกเราด้วยซ้ำพริบตาเดียวก็ไปอยู่ที่ห้องนอนของแม่ทัพใหญ่แล้ว แต่หนนี้กลับยอมหยุดรออยู่ข้างนอกรึขอรับ” ไม่ใช่แค่ทางนั้นที่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยตัวหลานเยว่เทียนก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เขามาที่นี่ั้แ่เมื่อไหร่กัน
“ข้ารึ?”
“จะใครเสียอีกล่ะขอรับมีแค่ท่านเท่านั้นแหละที่มาก่อกวนแม่ทัพใหญ่ได้ทุกวันทั้งๆที่อยู่ห่างกันเป็พันลี้ตกดึกก็ทำให้แม่ทัพใหญ่ไม่ได้หลับได้นอนต้องไล่ท่านออกมาท่านทำพวกข้าปวดหัวไปทั้งพรรคแล้วท่านมิรู้หรอกรึ” ร่างโปร่งกะพริบตาปริบๆกับวีรกรรมของหลานเยว่เทียนคนก่อนห้ะ?
คงไม่ได้หมายความว่าเพื่อให้ได้ก่อกวนหลิวชิงฟงหลานเยว่เทียนเลยควบม้าเป็พันลี้เพื่อมาแกล้งหลิวชิงฟงที่ฉางหวั่นอ่ะนะ?จากเทียนเช่อมาที่ฉางหวั่นน่ะนะ? ทุกวันด้วย?
เพื่ออะไร!
จริงอยู่ที่หลิวชิงฟงนั้นน่าแกล้ง แถมแกล้งแล้วสนุกมากเสียด้วยแต่ใช่ว่ามันจะแกล้งได้ทุกวันเสียหน่อยหลานเยว่เทียนเองเมื่อก่อนภาระหน้าที่ก็มิใช่น้อยๆเอาเวลาไหนมาแกล้งหลิวชิงฟงได้ทุกวันกัน! บ้าไปแล้ว!
“เอะอะอะไรกัน” ยังไม่ทันที่หลานเยว่เทียนจะเอ่ยปากถามว่าเื่จริงรึคนที่เขามาตามไปกินข้าวก็เดินออกมาจากเรือนเสียก่อนเหล่าคนที่เฝ้ายามอยู่รีบคุกเข่าลงทันที หลานเยว่เทียนยิ้มร่า
“ข้ามาตามเ้าไปกินข้าวด้วยกัน เ้ายังไม่ได้กินเลยนี่”ร่างโปร่งบอกถึงวัตถุประสงค์ที่มาที่นี่หลิวชิงฟงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าไม่ไกลจากเขาไปสองสามก้าวแล้วหลิวชิงฟงกลับมาทำอะไรที่เรือนของตัวเองกัน
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ” ร่างสูงออกเดินทำให้หลานเยว่เทียนต้องรีบเดินตามโบกมือลาเหล่าคนที่เฝ้ายามทั้งหลายก่อนจะหันมาพูดคุยกับคนข้างตัวต่อ
“เ้าเป็อะไรไป ไม่สบายรึ หรือว่าาเ็ตรงไหน?”
“เปล่า”
“หรือเ้าติดธุระ? ข้ามารบกวนเ้าหรือเปล่า?” หลิวชิงฟงหยุดชะงัก มองหน้าคนที่ถามเล็กน้อย
เมื่อก่อนเ้าไม่เคยถามคำถามนี้กับข้า มาถึงแล้วก็ก่อกวนไม่ว่าข้าจะทำอะไรอยู่มิเคยสนใจเลยสักนิด หากเป็เมื่อก่อนข้าคงจะดีใจที่เ้ารู้จักถามเช่นนี้แต่ในหนนี้ข้ากลับไม่อยากได้ยิน
“เปล่า”
“งั้นรึ ข้าเตรียมกับข้าวไว้ตั้งหลายอย่างข้าเรียนมาจากซ่งฮวาน่ะ คนอื่นบอกว่าอร่อยดังนั้นข้าเลยอยากให้เ้าลองบ้างจะได้ขอความเห็นจากเ้าเผื่อข้ามีโอกาสได้ทำอีก”ร่างโปร่งยังคงเอ่ยเจื้อยแจ้วโดยที่คนฟังยังคงเงียบต่อไป คนเฝ้ายามที่อยู่ไกลๆได้แต่มองหน้ากัน
หลานเยว่เทียนผิดไปจากเดิมมากจริงๆแม้จะยังพูดมากแต่ว่าก็ไม่เหมือนเดิม พวกเขารู้สึกได้ถึงความกังวลบางอย่างที่มองไม่เห้น
พวกเขาทั้งสอง......ระยะห่างมากเกินไปจนน่ากลัว