ตอนที่ 24 เมืองเซนต์จูรี่ VS กองกำลังเมืองแซนดี่(1)
หลังจากที่แจกจ่ายหน้าที่เสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองส่วนข่าวกองกำลังของเมืองแซนดี่ที่กำลังจะมาถึงนั้น อากอร์นยังคงสั่งห้ามไม่ให้บอกกับประชาชนในตอนนี้รอให้ใกล้ถึงวันอีกสักหน่อยก่อนค่อยบอก......
เพราะหากบอกไปในตอนนี้มันอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาได้แม้แต่ทหารใหม่ที่กำลังฝึกอยู่ก็ยังไม่รู้เื่นี้เพราะยิ่งคนรู้เยอะโอกาสที่ข่าวจะหลุดรอดออกไปก็ยิ่งมีมากขึ้นดังนั้นแล้วอากอร์นจึงสั่งให้ทุกคนทำเหมือนปกติไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น......
าที่กำลังจะมาถึงนี้เรียกได้ว่าเป็าที่น่าตื่นเต้นทีเดียวเพราะคนที่นำทัพมาครั้งนี้เป็นักรบระดับปฐีขั้นที่สาม่กลางแล้วและมีประสบการณ์การต่อสู้มานานกว่ายี่สิบปีแล้วนอกจากนั้นทหารที่เขานำมาต่างก็ได้รับการฝึกมาอย่างดี......
ชุดเกราะและอาวุธก็ล้วนสร้างจากเหล็กกล้าถึงจะไม่ใช้ของชั้นยอดเหมือนกับชุดเกราะและอาวุธของทหารชั้นยอดทั้งสองพันนายของอากอร์นก็ตามแต่มันก็เรียกได้ว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนนักรบคนอื่นที่มาด้วยนั้นมีนักรบระดับปฐีขั้นสองสามคนขั้นที่หนึ่งสามคน.......
หากเป็แต่ก่อนการต้องรับศึกในครั้งนี้มันอาจจะตึงมือเป็อย่างมากและมีโอกาสที่จะสูญเสียมากกว่าได้แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วเพราะนอกจากจะมีกำลังทหารมากขึ้นแล้วยังมีหอคอยรบอีกสามสิบหอด้วย การที่ต้องรับศึกกับทหารจำนวนไม่ถึงครึ่งแสนจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่........
สี่วันผ่านไป.......
ณ กำแพงเมืองชั้นที่สอง......
“รายงานท่านฮอล์สันตอนนี้กำแพงเมืองใกล้ที่จะเสร็จสิ้นแล้วเหลือเพียงแค่เสริมเหล็กนิดหน่อยก็เสร็จแล้วขอรับส่วนหอคอยนั้นพวกเราสร้างเสร็จได้เพียงแค่สิบสองหอคอยเท่านั้นส่วนที่เหลืออีกสิบสามหอคอยนั้นคงต้องใช้เวลาสองอาทิตย์กว่าได้ขอรับ”
นายช่างใหญ่ที่รับหน้าที่ดูแลการก่อสร้างได้เข้ามารายงานฮอล์สันและเจมส์วิชที่กำลังเดินดูความเรียบร้อยของกำแพงเมืองชั้นที่สองอยู่ซึ่งนายช่างใหญ่นี้ถูกว่าจ้างมาด้วยราคาที่สูงเอาการเลยในตอนแรกแต่พอเขาได้พบกับอากอร์นแล้วเขากับคิดค่าตัวถูกเอามากๆ ......
ขอเพียงมีบ้านพักดีๆ มีอาหารให้กินทุกมื้อก็เพียงพอแล้วนอกจากตัวเขาแล้วเขายังมีลูกมือมากกว่าสามสิบคนที่ติดตามเขามาอยู่ที่นี่ด้วยจนตอนนี้กลายเป็สมาคมช่างของเมืองเซนต์จูรี่ไปแล้ว และคาดว่าจะยังมีคนมาเพิ่มอีกจำนวนมากในอนาคตหากว่าเขาส่งจดหมายเชิญออกไป......
การที่เมืองมีช่างฝีมือเยอะนั้นย่อมเป็ผลดีเพราะช่างฝีมือเหล่านี้ต่างมีความถนัดที่ต่างกันออกไปคนละแบบ บ้างก็ถนัดการตีเหล็กบ้างก็ถนัดสิ่งประดิษฐ์และก่อสร้าง บ้างก็ถนัดการทำชุดเกราะและเครื่องหนังโดยเฉพาะช่างใหญ่ที่มีความชำนาญด้านการช่างเกือบทุกรูปแบบ......
ถึงเขาจะอายุเกินห้าสิบไปแล้วแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายของเขายังคงอยู่ดีงานแต่ละชิ้นที่เขาสร้างและประดิษฐ์ขึ้นมานั้นล้วนแตกต่างจากคนอื่นๆอย่างเช่นหอคอยรบที่ทั่วไปแล้วจะติดตั้งเพียงบาเรสต้าขนาดใหญ่เอาไว้แต่หอคอยที่นายช่างใหญ่สร้างนั้นมีเครื่องยิ่งธนูฝนอยู่ด้วย......
หลังจากที่ผ่านไปแล้วสี่วันข่าวเื่กองทัพของแม่แซนดี่ก็ได้ถูกป่าวประกาศออกไปซึ่งชาวบ้านทั้งหมดที่อาศัยอยู่ต่างก็ไม่ได้เกิดความกลัวหรือเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใดกลับกันพวกเขาต่างก็คิดอย่างที่จะช่วยและร่วมกันสู้ในศึกครั้งนี้.......
ณ ลานกว้างกลางเมือง......
“ถึงพี่น้องชาวเมืองทุกคนในฐานะที่ข้าเป็เ้าเมืองเมืองนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ทุกคนได้รับอันตรายกับาในครั้งนี้แน่”อากอร์นยืนอยู่บนแท่นกลางลานกว้างของเมืองพร้อมกับพูดกับประชาชนของเขาที่มารวมตัวกัน......
“ท่านอากอร์นพวกเรายินดีที่จะร่วมรบในครั้งนี้ด้วย!!”
“ใช่ เมืองเซนต์จูรี่เปรียบได้ดังบ้านของพวกเราหากมีใครคิดไม่ดีพวกเราก็พร้อมสู้!!”
“ขอเพียงท่านอากอร์นกล่าวมาคำเดียวพวกเราก็พร้อมสู้ใช่ไหมพวกเรา!?”
เฮ้!!
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของทำทุกคนนะแต่ศึกครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดา อีกฝ่ายเป็ทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีดังนั้นแล้วมันอาจจะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดีหากทุกคนเข้าร่วมในศึกนี้แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าร่วมไม่ได้ในตอนนี้กำแพงเมืองชั้นที่สองเสร็จแล้วยังเหลือหอคอยรบอีกสิบสามหอคอยหากว่าทุกคนช่วยกันเร่งสร้างข้าคิดว่าอีกสามวันเราน่าจะได้หอคอยรบเพิ่มมากขึ้น”
“พวกเรายินดีช่วยท่าน!!”
“แน่นอน พวกเราจะช่วย ด้วยแรงทั้งหมดที่พวกเรามี!!”
เหล่าชาวบ้านหลายคนต่างก็ส่งเสียงร้องะโออกมาอย่างฮึกเหิมถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่ทหารและเคยได้ฝึกการต่อสู้มาเล็กน้อยแต่พวกเขาก็อยากที่จะช่วยดังนั้นแล้วอากอร์นจึงได้ขอร้องให้ทุกคนไปช่วยเกี่ยวกับการก่อสร้างแทน......
หากมีคนงานเพิ่มการก่อสร้างก็จะเสร็จไว้ยิ่งขึ้นและเวลาที่เหลือเพียงแค่สามวันนั้นอากอร์นคิดว่าหอคอยรบน่าจะเสร็จเพิ่มอีกหลายหอคอยแน่นอน.......
การเตรียมการรบในครั้งนี้ถือว่าได้ทำให้ทุกคนภายในหมู่บ้านรักกันมากยิ่งขึ้นทุกคนล้วนเป็อันหนึ่งอันเดียวกันช่วยเหลือทุกๆ ทางที่ช่วยได้และไม่นานวันเวลาสามวันก็หมดไปจากที่ไกลทหารยามที่อยู่บนหอสังเกตการณ์ก็สามารถมองเห็นกองทัพนับหมื่นของเมืองแซนดี่ได้......
เป้ง!! เป้ง!! เป้ง!!
“กองทัพของเมืองแซนดี่มาถึงแล้ว!!” เสียงร้องะโของทหารยามบนหอสังเกตการณ์ดังขึ้น......
“ทุกคนรีบเข้ามาภายในเมือง!!” ฮอล์สันรีบสั่งการให้ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกกำแพงเมืองเข้ามาด้านในในทันทีและเพียงไม่นานชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกก็เข้ามาภายในทั้งหมด........
ตึง ตึง ตึง!!
เสียงฝีเท้าของทหารนับหมื่นคนค่อยๆ ดังขึ้นดังขึ้นเรื่อยๆ และไม่นานจากคนที่มีขนาดเล็กเพราะอยู่ไกลตอนนี้มันได้ชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อกองกำลังของเมืองแซนดี่ขยับเข้ามาอยู่ในระดับหนึ่งกิโลเมตรครึ่งหากจากตัวกำแพงเมืองชั้นที่สอง......
กองทัพนับหมื่นนี้แบ่งเป็ทหารราบเจ็ดพันนาย ทหารม้าหนึ่งพันนายพลธนูหนึ่งพันห้าร้อยนายและทหารเกราะหนักอีกห้าร้อยนายบวกกับเหล่าแม่ทัพและนายกองจำนวนหนึ่งที่อยู่หน้าสุดของกองทัพนอกจากทหารแล้วเมืองแซนดี่ยังได้นำเครื่องยิงหินมาถึงสามคันด้วยกัน.......
“ในที่สุดพวกมันก็มาเสียที”แรมโบ้ที่ยืนอยู่บนประตูเมืองกำแพงที่สองพูดขึ้นพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างด้วยความยินดี......
“ครั้งนี้มันไม่ได้หมูเหมือนกับตอนไปกวาดล้างรังโจรหรอกนะแรมโบ้”วิลเลี่ยมที่อยู่ข้างๆกันได้พูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปที่เหล่าทหารนับหมื่นที่อยู่ตรงหน้าของตนอย่างกระหายเื.....
“เชอะ!! ก็คอยดูแล้วกันว่าข้าจะฆ่าได้มากกว่าเ้า!!”แรมโบ้พูดพร้อมกับแสดงสีหน้ามั่นใจออกมาจ้องมองไปที่วิลเลี่ยม.....
“พวกเ้าจะแข็งกันให้ได้อะไรขึ้นมาาครั้งนี้ผลคือชนะดังนั้นแล้วไม่ว่าใครจะฆ่าได้มากกว่ากันก็ช่างขอเพียงแค่ฆ่าให้ได้มากที่สุดก็พอแล้ว” ฮอล์สันที่อยู่ข้างๆทั้งสองคนได้พูดแทรกขึ้นมา......
“พวกพี่ๆ อย่าลืมข้าซิไม่แน่ข้าอาจจะฆ่าได้เยอะที่สุดก็เป็ได้!” เจมส์วิชเองก็เลื่อนมาระดับสองขันปฐีแล้วดังนั้นเขาเองก็มีความสามารถสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อน.....
การสนทนากันของทั้งสี่คนทำเอาเหล่าทหารใหม่ถึงกับหน้าเสียเลยทีเดียวเพราะทั้งสี่คนนี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับจำนวนทหารของอีกฝ่ายที่มากกว่าเลยพวกเขาคิดแต่จะฆ่าอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่านั้นเอง......
ส่วนทหารเก่าที่เคยร่วมรบกันมานั้น พวกเขาเองต่างก็มีความคิดที่ไม่ต่างกันกับทั้งสี่คนเพราะการต่อสู้ในครั้งนี้พวกเขาอาจจะโชคดีสามารถเลื่อนระดับเป็นักรบขั้นที่หนึ่งได้และเมื่อถึงเวลานั้นตำแหน่งและฐานะของพวกเขาจะสูงขึ้นไปอีก.......
ห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง......
“นี่คือเมืองเซนต์จูรี่ที่กำลังจะกลายเป็ซากโบราณจริงๆเหรอ?” นายกองคนหนึ่งส่งเสียงพูดขึ้นอย่างใเมื่อเขาได้เห็นเมืองเซนต์จูรี่ที่ว่ากำลังจะกลายเป็ซากโบราณแล้วกลับกลายมาเป็ป้อมปราการที่ดูแข็งแกร่ง......
“ไม่คิดว่าเวลาอันสั้นนี้เมืองนี้จะพัฒนาไปได้มากขนาดนี้ในตอนที่ข้ามาทีแรกนั้นกำแพงชั้นที่สองและหอคอยรบที่อยู่รอบนอกยังไม่มีเลยช่างน่าประหลาดใจนักกับความสามารถของเขา”แม่ทัพใหญ่ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาเคร่งขรึมที่รับหน้าที่นำทัพมาในครั้งนี้พูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปยังกำแพงเมืองและหอคอยรบจำนวนมากที่เบื้องหน้าของคนอย่างใ.......
“ถึงจะมีกำแพงเมืองเพิ่มมาแล้วยังไงยังไงกำลังทหารของพวกมันก็มีเพียงแค่สี่พันกว่าคนเท่านั้นเมื่อมาเทียบกับกำลังนับหมื่นของเราแล้วมันก็เหมือนกับเอาเศษไม้มางัดไม้ซุงนั่นแหละ”ชายหนุ่มที่สวมใส่ชุดเกราะมันวาวพร้อมกับดาบใหญ่สะพานพลังกล่าวขึ้นอย่างเหยียดๆ......
“เ้าไม่ควรที่จะดูถูกศัตรูนะถึงแม้เ้าจะเป็นักรบปฐีขั้นที่หนึ่งแล้วก็ตามเ้าควรที่จะรู้ไว้นะว่าอีกฝ่ายเองก็มีนักรบเช่นกัน” ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆกันได้พูดเตือนชายหนุ่มขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าตาจริงจังจ้องมองไปยังเบื้องหน้าของตน......
ในตอนนี้กองกำลังของเมืองแซนดี่นั้นยังไม่ได้ทำการบุกหรือเคลื่อนไหวอย่างใดพวกเขาทำเพียงแค่สร้างค่ายขนาดเล็กขึ้นมาเพื่อเป็ที่อยู่ของแม่ทัพและเหล่านายและกับพวกหัวหน้าเท่านั้นส่วนทหารคนอื่นๆ จะตั้งกระโจมอยู่รอบๆ นอกและมีรั้วไม้สร้างกันเอาไว้.......
สามชั่วโมงผ่านไป.......
หลังจากที่ค่ายถูกสร้างจนเสร็จแล้วแม่ทัพใหญ่และเหล่านายกองกับกองกำลังทหารส่วนหนึ่งก็ได้ควบม้ามุ่งออกมาจากค่ายตรงมาที่หน้าประตูเมืองกำแพงชั้นที่สองทันทีซึ่งบนประตูเมืองตอนนี้อากอร์นและเหล่าอัศวินของเขาต่างก็ยืนรอเตรียมพร้อมแล้ว......
“พวกนั้นคงอยากจะเจรจาก่อนรบไม่ก็มาบอกให้เรายอมแพ้แน่ๆ” เจสสิก้าจอมเวทย์สาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่นน้อยๆ......
“ไม่ว่าพวกเขาจะมาคุยด้วยเื่อะไรก็ตามหากพวกเขาคิดที่จะโจมตีเมืองเซนต์จูรี่ของเขาข้าจะไม่ปล่อยพวกมันทั้งหมดไปแน่”อากอร์นพูดขึ้นหลังจากที่เจสสิก้าพูดจบพร้อมกับแสดงสีหน้าโเี้ออกมาจ้องมองไปยังแม่ทัพใหญ่และกลุ่มของเขาที่กำลังวิ่งเข้ามา..........