บทที่ 18
ฤดูใบไม้ผลินั้นยอดเยี่ยม
ปีใหม่ ร่างใหม่ ชีวิตใหม่... ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้สานต่อความฝันอันแสนค้างคาเสียที
หลังต้นหญ้าแทงยอดพ้นผิวดินท่ามกลางแผ่นน้ำแข็งขาวที่คงเหลืออยู่ได้ไม่นาน เ้าบัณฑิตตัวน้อยก็เสนอแผนการเพาะปลูกครบวงจรบนพื้นที่โดยรอบโบสถ์แห่งนี้ แม้จะเป็แผนเกษตรกรรมที่ค่อนข้างดีแต่ตอนนี้เด็กน้อยก็ยังขาดหลายสิ่ง คนที่มีความฝันจะทำสวนอันยิ่งใหญ่เลยต้องขบคิดหาช่องทางทำกินที่เหมาะสมเสียก่อน
จากคำบอกเล่าของสองซิสเตอร์ เขาพบว่าพืชเลี้ยงชีพของคนในหมู่บ้านมีเพียงสามอย่างเท่านั้น คือ ข้าวสาลี ที่จะนำมาแปรรูปเป็แป้งและขนมปังซึ่งเป็อาหารหลัก ลูกเดือยที่ใช้บ้างเป็บางครั้งเวลาผสมทำอาหาร และอย่างสุดท้ายคือถั่วหลากชนิดที่ปลูกปะปนกันไปแล้วแต่ความชอบของแต่ละบ้าน
อาหารเป็หนึ่งในส่วนประกอบของวัฒนธรรมจนแยกไม่ออก
เวลานี้คิทจึงได้แต่กังวลว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตที่จืดชืดของคนเหล่านี้เช่นไรดี ทุกอย่างช่างดูจำเจและน่าเบื่อเกินไปสำหรับคนที่มีประสบการณ์ใช้ชีวิตมาเกือบร้อยปีเช่นเขา
ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงช่างยากลำบาก แต่คำอนุญาตเห็นดีเห็นงามของสองซิสเตอร์ก็ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว หลังจัดสรรพื้นที่เกือบสี่เอเคอร์รอบโบสถ์เรียบร้อย เ้าตัวก็บอกแผนให้พี่น้องได้รับทราบ
มันหวานจะกินพื้นที่ครึ่งหนึ่ง ในขณะที่หน้าโบสถ์จะกลายเป็แปลงปลูกสมุนไพรหอมทั้งหลาย โดยประดับด้วยต้นเบย์รอเรลที่เป็พุ่มสวยงามตามทางเดิน ลูกเดือยจะถูกปลูกในที่ดินหนึ่งเอเคอร์ ส่วนถั่วผสมทั้งหลายจะปลูกบนพื้นที่ส่วนที่เหลือ
บรรดาเด็กชายที่แรงกายเหลือเฟือจึงออกติดตามพี่ใหญ่ไปจัดการปรับพื้นที่ พวกเขาช่วยกันขุดสิ่งกีดขวาง ขนย้ายตอไม้และเศษหินออกจากที่ดินรกร้างว่างเปล่าตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น บรรดาน้องสาวช่วยคัดแยกเมล็ดถั่วและเตรียมลูกเดือยจากกระสอบธัญพืชที่คงค้างอยู่ในโกดังเสบียง ส่วนคิทนั้นแยกตัวไปเตรียมหน่อมันหวานสำหรับการเพาะปลูก
หัวมันที่ถูกแช่น้ำไว้ล่วงหน้าเริ่มแทงยอดจำนวนมากออกมาให้เห็นแล้ว อีกไม่ถึงเดือนพวกมันน่าจะพร้อมสำหรับการแยกกิ่งเล็กที่เรียกว่าสลิป (Slip) ออกไปปักชำเพื่อสร้างต้นใหม่ต่อไป เมื่อจัดการวางหัวมันไว้ในร่องที่ราดน้ำจนชุ่ม คิทก็ยืนมองผลงานของตัวเองพร้อมกับคำนวณจำนวนของกิ่งสลิปที่จะมีในอนาคต
หัวมันสองร้อยกว่าหัว คงจะให้สลิปใหม่กับเขาประมาณสี่พันถึงห้าพันกิ่ง เด็กหนุ่มหัวใสอาจจะคาดปริมาณที่มากเกินตัวสำหรับเด็กสิบหกคนไปหน่อย แต่พวกเขาก็มีพรจากทวยเทพและพลังปริศนาที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายแน่ชัด การตัดสินใจครั้งนี้จึงเรียกได้ว่า… เป็การเสี่ยงดวงบนพื้นฐานเหตุผลที่ไม่มีส่วนเสียหายกับอนาคตแต่อย่างใด
อาหารหลักของทุกคนในโบสถ์แห่งนี้ มาจากแรงศรัทธาและความเอื้อเฟื้อของเกษตรกรในหมู่บ้านอยู่แล้ว การช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นจึงนำความอุ่นใจให้กับทุกคนมากกว่า
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็รูปเป็ร่างมากขึ้น ร่องดินถูกยกขึ้นเป็ระเบียบ หิมะสกปรกละลายหายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือไว้เพียงหน้าดินเปียกชุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก กิ่งสลิปมันหวานนับพันถูกแจกจ่ายเพื่อปักชำบนดินที่เตรียมไว้ เมล็ดลูกเดือยแช่น้ำจนงอกถูกหว่านออกไปอย่างเหมาะสม ถั่วหลากชนิดที่ถูกแยกเป็ประเภทก็เช่นเดียวกัน
พวกเขาใช้เวลาถึงสามวัน ในการลงปลูกพืชพรรณทั้งหมดที่พวกตนมี
มันไม่มีแบบแผนอะไรมากนัก คิทรู้ว่าวิธีการนี้ไม่อาจให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะเขาไม่ได้เรียนรู้วิธีเพาะปลูกมาโดยตรง มีเพียงความรู้สึกในใจที่คลับคล้ายคลับคลาว่ามันเหมาะสมเท่านั้น ที่คอยเป็แรงผลักดันให้เขาลงมือทำลงไป
พี่น้องทั้งสิบหกคนยืนมองไร่ขนาดใหญ่ที่พวกเขาลงมือทำด้วยตนเองเป็ครั้งแรกอย่างภาคภูมิใจ สายตาเป็ประกายจ้องมองมายังพี่สามด้วยความคาดหวัง
“พี่คิทครับ มีอะไรให้พวกข้าทำอีกไหม ข้า...ข้าไม่เคยสนุกขนาดนี้มาก่อนเลยครับ” อลันวัยเก้าขวบยิ้มกว้าง มือและใบหน้าเปื้อนคราบดินจนคนเป็พี่ชายต้องยื่นมือไปปัดมันออกเสียหน่อย
“ยังมีสวนสมุนไพรหน้าโบสถ์อีกนะ ใครสนใจก็ไปเกาะติดพี่เจมส์ได้เลย ฮ่า ๆ ๆ” บรรดาผู้มีพลังเหลือล้นจึงวิ่งไล่จับพี่ใหญ่ของกลุ่มให้วุ่น ไม่นานนักน้องสาวขี้สงสัยหลายคนก็เข้ามาถาม
“พี่คะ พวกมันจะโตทันให้เราได้กินหรือเปล่า”
“ทันก่อนหน้าหนาวแน่นอน ไม่ต้องห่วงหรอกน้องสาว ฮิ ๆ”
ความรู้สึกของการเป็พี่ชายเป็สิ่งที่เขาชอบ มือของคนอายุเยอะกว่าลูบหัวน้องสาวทั้งหลายจนพอใจ
หลังจากนั้นทุกคนก็ไปเที่ยวเล่นบนที่โดยรอบตามอัธยาศัย กิจกรรมตอนเช้าของทุกวันหลังจากนั้นจึงมีแค่การรดน้ำ และเดินตรวจตราแปลงเพาะปลูกขนาดใหญ่เท่านั้น เวลา่กลางวันของทุกคนยังคงเป็เช่นเดิม คิทยังคงยุ่งกับการปรุงอาหาร ออกดูแลแปลงผักป่าที่เคยให้สัญญาปากเปล่ากับสายลมเอาไว้ รวมไปถึงร่ำเรียนเขียนอ่านกับสองซิสเตอร์อย่างขยันขันแข็ง
ฤดูใบไม้ผลิล่วงเลยมาถึงสัปดาห์ที่หก ซึ่งเป็จุดสิ้นสุดของฤดูหว่าน และเป็การรวมตัวกันของคนในหมู่บ้านเพื่อสวดภาวนา ข่าวดีข่าวร้ายที่มีมาตลอดห้าเดือนคงจะถูกบอกเล่าปากสู่ปากกันในวันนี้
.....
โบสถ์ใหญ่ที่ถูกเปิดระบายอากาศและทำความสะอาดล่วงหน้าได้เปิดต้อนรับผู้คนในหมู่บ้านในวันรุ่งขึ้น ช่างเป็วันที่อากาศแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น ป่าเขาและแมกไม้มีเสียงสัตว์เล็กใหญ่ดังลอดออกมาประหนึ่งเสียงเพลง
แนวสันเขาแลนด์บรูห์มีหิมะปกคลุมน้อยลงมากแล้ว พื้นที่เขียวขจีกว้างใหญ่ไพศาลของูเาจึงปรากฏให้ทุกคนได้เชยชมเมื่อหมอกหนาเริ่มสลายตัวเพราะแสงแดด
แม้ทัศนียภาพจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่่หลายเดือนที่ผ่านมากลับเป็ประสบการณ์อันแสนเศร้าสำหรับใครหลายคน เด็กน้อยสองคนจากบ้านวิลเลี่ยม และบ้านสมิธ เสียชีวิตด้วยอาการป่วยไข้่พายุเข้า แม้ฟืนไฟ อาหาร และยาสมุนไพรที่พ่อแม่เตรียมไว้จะมีเหลือเฟือ แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตน้อย ๆ เอาไว้ได้
อาการป่วยของพวกเขาถูกเรียกว่า ‘คำสาปเื’ เป็โรค...ที่ไม่เคยมีใครรักษาหายหรือรอดชีวิตมาก่อน... เสาหลักของบ้านนอร์ท และสมิธก็ล้มป่วยด้วยโรคนี้และสิ้นใจลงใน่เวลาดังกล่าวเช่นกัน
พิธีศพของพวกเขาไม่ได้สลับซับซ้อนและ้าซิสเตอร์ของโบสถ์ไปช่วยสวดส่งิญญาแต่อย่างใด มันเป็ข้อยกเว้นของผู้ที่สิ้นใจในหน้าหนาว ที่ทำให้ทางบ้านของญาติสามารถจัดการได้ตามความเหมาะสม ผู้คนในหมู่บ้านที่รู้จักกันดีในสังคมเล็ก ๆ รวมถึงญาติสนิทมิตรสหายต่างปลอบประโลมความเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย
ระหว่างทางพวกเขาได้แต่คิดว่า ข่าวของโบสถ์เรดวู้ดคงจะทำให้พวกตนเศร้าลงไปอีก ขณะเดินบนเส้นทางที่เดินขึ้นเขาไปยังโบสถ์จึงไม่มีใครแวะมองภาพธรรมชาติอันสวยงามแต่อย่างใด
ทันทีที่มาถึง ทุกคนก็เห็นต้นไม้ประดับประดาเต็มลานกว้างของโบสถ์อย่างสวยงามลงตัว พุ่มไม้ตามผิวดินชูช่อดอกสีม่วงและชมพูอ่อนสวยงาม ฝูงผึ้งบินตอมดอกไม้ช่อโน้นช่อนี้เต็มไปหมด นอกจากนี้อากาศโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ทุกคนได้แต่คิดว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันหนอ
หรือว่าทางศาสนจักรกลางจะส่งคนมาดูแลและปรับปรุงที่แห่งนี้อย่างลับ ๆ จนมันสวยงามขนาดนี้
ที่ดินผืนกว้างข้างโบสถ์ใหญ่ทางทิศตะวันออกถูกไถและเพาะปลูกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ใบเขียวขจีของมันหวานเริ่มแผ่ออกไปจนเต็มบริเวณแล้ว แสงแดดที่ตกกระทบละอองน้ำบนใบผักพวกนั้นทำให้ทุกคนแสบตายิ่งนัก
มิสเตอร์เกรย์ยืนตากระตุกและมีอาการตัวสั่น อาการกลัวจากความผิดที่ตนก่อเอาไว้กำลังครอบงำจิตใจ เมื่อประตูโบสถ์เปิดออก เขาก็รีบไปยืนหลบหลังลูกชายตัวโต หวังให้ตนพ้นสายตาของคู่กรณี... อาการเหล่านี้ปรากฏเด่นชัดในสายตาของลูกบ้านทุกคน ทำให้พวกเขาตัดสินใจอย่างพร้อมเพรียงที่จะเลือกหัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่ในวันเดียวกันนี้
ทันทีที่เห็นซิสเตอร์แอนนา ชาวบ้านทั้งหลายกลับมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากมิสเตอร์เกรย์โดยสิ้นเชิง พวกเขารีบตรงปรี่เข้าไปสอบถามถึงข่าวคราวของโบสถ์ จากนั้นก็ถามถึงสุขภาพของเด็กน้อยทั้งหลาย
คำตอบของซิสเตอร์ ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกที่ค่อนข้างสับสน ทั้งใ ยินดีและสงสัย... เด็กน้อยทั้งหลายที่มายืนต้อนรับต่างมีสุขภาพดี แข็งแรงยิ่งกว่าเด็กของบ้านไหน ๆ แถมยังอาบน้ำแต่งตัวจนสะอาดสะอ้านน่ารักยิ่งนัก
สองคนที่ดูโดดเด่นที่สุดคือเจมส์และแอนนาที่เริ่มกลายร่างเป็หนุ่มน้อยสาวน้อยเต็มตัว ร่างกายกำยำ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน รูปร่างสมส่วนไม่ผ่ายผอม ทำให้เจมส์เป็ที่ถูกใจของเด็กสาวหลายบ้าน ส่วนแอนนาก็กลายเป็ที่หมายปองของหนุ่ม ๆ เช่นกัน สายตาของเจสันมองเธออย่างหลงใหลแวบหนึ่ง โดยไม่มีใครรู้ตัว
มีเพียงเ้าตัวแสบอีธานเท่านั้นที่เห็น สายตาประดุจพญาเหยี่ยวเห็นอนาคตของเ้าตัวเล็ก ทำให้ทุกคนคาดเดาไปหลากหลายว่าเด็กน้อยได้รับพรจากเทพองค์ไหน และ่หน้าหนาวพี่สามของเขาก็ได้พิสูจน์แล้ว ว่าความสามารถของอีธานเป็ของจริง เ้าตัวแสบวัยหกขวบย่างเจ็ดขวบจึงกลายเป็หอสังเกตการณ์เฉพาะกิจ ที่ต้องรายงานเื่สำคัญให้ทุกคนทราบ
(อืม... พี่เจสันชอบพี่แอนนา เป็เื่สำคัญ ต้องแจ้งให้พี่คิททราบ!) ดูท่าเ้าเด็กคนนี้ คงถูกพี่สามล้างสมอง แล้วเอามาเป็พวกเรียบร้อยแล้ว
แม้พี่ชายพี่สาวทั้งสองของกลุ่มจะโดดเด่นเพียงใด แต่บรรยากาศอบอุ่นเป็กันเองของบัณฑิตน้อยประจำหมู่บ้านกลับให้ความรู้สึกสบายตากับผู้พบเห็นมากกว่า ผมสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนกับแสงแดดจนเป็สีทองสว่างจ้า กับั์ตาสีเขียวเข้มเหมือนใบไม้แรกผลิ ช่างเข้ากับผิวพรรณสีขาวสะอาดสะอ้านดูมีสุขภาพดีของเ้าตัวยิ่งนัก
บทสนทนากับเ้าหนูเดวิดอย่างเป็กันเองของทุกคนในหมู่บ้าน ทำให้ความเอ็นดูที่มีให้เขาเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า ของบริจาคที่เป็เนื้อสัตว์สดใหม่หลายชนิดจึงมีส่งมาให้ไม่ขาดสาย
“เดวิด รับกระต่ายนี้ไปใช้สอยในครัวก่อนนะ พวกเรายังไม่มีธัญพืชมาบริจาค ทางโบสถ์คงต้องรอสักหน่อย”
“ขอบคุณมากนะครับป้าแมรี่ อ๊ะ... ขอบคุณครับคุณลุง” มือไม้ของเ้าหนุ่มน้อยยื่นรับของบริจาคจนแทบจะพันกัน บรรดาข้าวของที่ชาวบ้านเอามาไม่ได้มีแค่กระต่าย แต่ยังมีกวางครึ่งตัว และขาหมูป่าขนาดใหญ่อีกสองข้างด้วย แถมยังมีเงินปัจจัยรวมกันอีกหลายสิบเหรียญเงิน
ก่อนเข้าบทสวดสำคัญ ซิสเตอร์แอนก็ตามหาคนที่หมายตาเอาไว้จนเจอ...
“โอ้ มิสเตอร์เกรย์ ไม่เจอกันนานเลยนะคะ” ซิสเตอร์แอนยิ้มเ้าเล่ห์ระหว่างทักทายคู่กัดอย่างนิ่มนวล “ไม่ทราบว่า เงินชดเชยที่มิสเตอร์เกรย์ยึดไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทางโบสถ์จะได้รับมันคืนวันไหนเหรอคะ?”
“เอาไป! แล้วก็อย่ามายุ่งกับข้าอีก!” อสรพิษไร้พิษสงประจำหมู่บ้านกัดฟันกรอด เสียงลอดออกมาอย่างแ่เบา สบถด่าซิสเตอร์ว่านางปลิงดูดเืตลอดเวลา
ในใจของชายแก่ผู้ร้ายกาจ กำลังเกรงกลัวกฎและบทลงโทษจากฝ่ายปกครองยิ่งนัก
เขาจึงได้แต่เก็บงำความฉุนเฉียวและเคียดแค้นเอาไว้ในใจ
มีโอกาสเมื่อไหร่ เขาจะเอาคืนเป็ร้อยเท่าพันทวี!
สลิปมันหวาน (Sweet Potato Slip) ที่งอกจากหัวเป็แบบนี้นะ
ภาษาไทยคือหน่อ? ยอดอ่อน? เอาเป็ว่าทับศัพท์ไปก่อนละกัน