ฉันกำลังวิ่งอยู่แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นคือ ฉันอยู่ในความฝันเป็ฝันที่รู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ แต่นั่นไม่ได้น่าแปลกใจเท่าที่ฉันได้เห็นมือของตัวเองปลายนิ้วของฉันในตอนนี้เป็สีดำที่กำลังลามขึ้นมาในแต่ละข้อนิ้วทุกครั้งที่ฉันกระชับดาบในมือดาบนี่ก็เป็อีกอย่างที่แปลก
ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อน
ด้ามจับพอดีมือราวกับว่าถูกออกแบบมาเพื่อฉันใบดาบเป็สีดำ แต่ในยามที่สะบัดกวัดแกว่ง หรือแม้แต่กระทบกับสายลม ดาบดำประกายสีแดงออกมาดูน่ากลัวอย่างไรชอบกล ประหนึ่งว่ามันถูกเคลือบด้วยของเหลวสีแดงไว้
มือกำดาบเท้ามุ่งนำพาตัวฉันก้าวเท้าไปบนบันไดวนเก่าที่ทอดตัวสูงขึ้นไป ตัวฉันในความฝันนี้กำลังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ได้อาจจะไม่ใช่ตัวฉันก็ได้ รู้แค่ว่าร่างในฝันนี้กำลังพาจิตรับรู้ให้ตามขึ้นไป
แซมลืมตาขึ้นตื่นจากความฝันอันแปลกประหลาด่นี้เธอฝันอะไรซ้ำเดิมบ่อย ถึงแม้ว่าจะอยู่ในร่างสัตว์ที่กำลังวิ่งในร่างถือดาบกำลังเดินไปสักแห่ง ล้วนให้ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังถักทอเป็เส้นใยผูกเหตุการณ์ให้เป็เื่ราวเดียวกันแซมกะพริบตาถี่ให้ดวงตาคุ้นชินกับแสงสีอ่อนที่ส่องลอดผ้าม่านเข้ามามองดูนาฬิกาพกใกล้ตัวถึงได้รู้ว่าเป็เวลาใกล้รุ่งแล้วจึงตัดสินใจไม่ข่มตานอนต่อ
เสียงนกร้องจากรังสายลมอ่อนจากป่า แสงสีทองจากเส้นขอบทะเลสาบ เช้าวันใหม่ได้มาถึงแล้ว แซมยกมือขึ้นสูงเขย่าตัวบนปลายเท้าเหยียบบนพื้นหญ้า ปากหาวรับเอาอากาศใหม่เข้าสู่ปอด เธอคิดถูกจริงๆ ที่ออกมายืดเหยียดร่างกายในตอนเช้าแบบนี้ เพราะมันทั้งสงบทั้งคนไม่มาก หลังจากที่ย้ายมาที่โรงเรียนประจำการฝึกร่างกายก็หายไป เธอคงต้องกลับมาขัดเกลาวิทยายุทธเสียหน่อยแล้ว
แซมตัดสินใจจะวิ่งไปรอบสนามโคลอสเซียมใจหนึ่งคือคำนวณระยะทางที่เหมาะสม อีกใจคืออยากสำรวจพื้นที่ที่ไม่เคยได้ไป พอได้ไปใกล้จึงได้เห็นอาคารหลังขนาดกลางชั้นเดียวที่มีหลังคาสูงประตูหน้าขนาดใหญ่ แซมสังเกตเห็นว่าภายในมีไฟเปิดอยู่ และมีคนเข้าออกอยู่สองสามคน พร้อมแท่งไม้ยาวในมือ
นี่คงจะเป็โรงฝึกสินะ
พอเดาได้แบบนั้นจึงรีบซอยเท้าออกห่างจากโรงฝึกทันนี้แค่จะมาวิ่งออกกำลัง เื่ฝึกวิชาเอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน แซมวิ่งสวนกับใครสักคนที่อยู่ใต้ต้นแอปเปิลหลังสนามโคลอสเซียมเขานั่งพิงต้นไม้อยู่หลังจากนั้นแซมจึงรู้สึกได้ถึงสายตาพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เข้าใกล้เธอมาติด ๆแซมตัดสินใจชะลอฝีเท้าให้อีกฝ่ายตามทัน
“นี่ เดี๋ยวสิ” น้ำเสียงสั่นเพราะหอบเหนื่อยที่วิ่งตามให้ทันสาวน้อยตระกูลนักดาบแซมหยุดวิ่งไปข้างหน้าแต่ยังซอยเท้าวิ่งอยู่กับพื้น
“อ้าว นายน่ะเอง นึกว่าใคร”
“ขอวิ่งด้วยคนสิ” ฮิโรกิมาหยุดหอบอยู่ข้างแซมที่ปรายตาเขาด้วยความสงสัย
แซมยักไหล่ให้คนขอจอยอย่างเป็กันเอง แล้วทั้งสองจึงออกวิ่งต่อด้วยความเร็วระดับเต่าคลานแซมไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองตรงไปด้านหน้า ไม่แม้แต่สบตาคนข้างตัวฮิโรกิกลับมีท่าทางประหม่าอยู่เล็กน้อย มือขวาเอาแต่เกาท้ายทอยั้แ่ที่เริ่มวิ่งความเร็วระดับเต่าคลาน
“เอ่อ คือว่า ขอบคุณนะ”
แซมผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อฮิโรกิตัดสินใจพูดออกมาจนได้หลังจากที่ทำท่าอ้ำอึ้งอยู่สักพักและก็ตัดสินใจว่า มองตรงไปข้างหน้าแบบนี้ดีแล้ว ถ้าเธอหันมองฮิโรกิคงทำให้ไอ้หมอนี่ใช้เวลาเดินวนสนามสองรอบถึงจะกล้าพูดออกมา
“ขอบคุณฉันทำไม”
“ก็เธอช่วยฉันไว้นี่…..เื่ขยะ” ไม่รู้ว่าแซมจะคิดไปเองหรือเปล่าที่ถ้อยคำสุดท้ายจะดูมีน้ำเสียงหนักแน่นและดูกระแทกเสียงมากกว่าปกติ
“ขยะนั่นน่ะ ไม่ได้ทำเพราะนายหรอก หมั่นไส้ส่วนตัวล้วน ๆ น่ะอย่าไปใส่ใจเลย”
“อย่าพูดเหมือนมันไม่ใช่เื่ตัวเองสิ”
เพราะคำพูดและน้ำเสียงที่ดูอ่อนใจของฮิโรกิทำให้แซมเผลอยิ้มและหลุดขำออกมาเบาๆ บรรยากาศอึดอัดกำลังค่อย ๆ ทลาย
แต่ยังไม่ทันที่อิฐกำแพงที่ชื่อว่าทำตัวไม่ค่อยถูก จะพังลง แซมผลักฮิโรกิออกไปข้าง ๆ ตามััรับรู้หางตาเห็นบางสิ่งพุ่งลงมาระหว่างพวกเธอ มันคือกิ่งแห้งของต้นไม้สูงที่พึ่งเดินผ่านแซมหันกลับขึ้นไปมองตามทิศทางที่มา ความฉงนใจโผล่พรวดขึ้นมาทันทีเช่นกัน ชายที่เหมือนคนสวนกำลังเหยียบบันไดพาดพิงต้นไม้ใหญ่เขาถือกรรไกรเหล็กใหญ่ งับฉับ ๆ กิ่งก้านที่แตกเป็พุ่มระเกะระกะ แซมจำได้และแน่ใจว่าที่เดินผ่านมาเมื่อครู่นั้นไม่มีทั้งบันไดและคนอยู่ตรงนั้น
แสงแดดที่ส่องทะลุผ่านแมกไม้ทำให้แซมที่มองย้อนแสงต้องหรี่ตาเล็กลงจนมองหน้าคนที่สงสัยไม่ชัดเจนรู้แค่ว่าเขากำลังโบกไม้โบกมืออยู่บนบันไดให้เธอและฮิโรกิ
“เฮ้ขอโทษทีนะที่ทำให้กิ่งไม้กระเด็นไป พวกเธอไม่าเ็ตรงไหนใช่ไหม” น้ำเสียงของชายคนนั้นแตกพร่าฟังดูมีอายุ และคุ้นหูชอบกลแต่แซมยังไม่ออกว่าไปได้ยินจากที่ไหน
“สบายดีครับ”
“ลุงมาตัดกิ่งไม้อย่างนี่ทุกเช้าเลยหรอ” แซมตั้งใจถามไปหลีกเลี่ยงจุดประสงค์รอดูหยั่งเชิงคนสวนสูงวัย
“ใช่แล้ว ถ้ามาสายกว่านี้ แดดคงจะเผาฉันเอาได้ โฮะ ๆ อากาศดีอย่างนี้คุ้มกับที่ออกมาั้แ่ตะวันยังไม่โผล่เลยล่ะ”ลุงคนสวนท่าทางอารมณ์ดีหัวเราะออกมาอย่างพอใจ “เด็กใหม่กันหรือ หน้าไม่คุ้นเอาเสียเลย”
“ค่ะ” แซมตอบสั้น ๆดวงตาสีฟ้าใสหรี่ลงจับจ้องบุคคลสูงวัยกว่าอย่างไม่ลดละ
“สนิทกันเข้าไว้ล่ะเด็กปีหนึ่ง”
ฮิโรกิยิ้มตอบพลางเกาท้ายทอยแก้เขิน(ไม่รู้ว่าเขินอะไร)
“เพราะหลังจากนี้เธออาจต้องจะกลายเป็ศัตรูกันก็ได้ ถึงแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม”แม้น้ำเสียงของลุงคนสวนจะฟังดูเป็มิตรและอ่อนโยนความหมายแฝงมานั้นกลับทำให้รอยยิ้มของเด็กใหม่ทั้งสองค่อย ๆ เจื่อนลง
“พูดอะไรน่ากลัวแบบนั้นละลุง ที่นี่โรงเรียนนะจะไปมีอะไรแบบนั้นได้ไง”
“เพราะว่าเป็โรงเรียนนี่ละหนูเอ๋ย อะไรก็เกิดขึ้นได้” เขาโยนผลไม้สุกลงมาให้ทั้งสองคนละลูกแซมรับได้แม่นยำอย่างง่ายดายแม้ว่าจะมีแสงแยงตาส่วนฮิโรกิก็ก้มเก็บที่พื้นตามระเบียบ
จากนั้นแซมและฮิโรกิแยกกันตรงที่ใต้ปราสาทอาคารหอพักโดยที่พวกเธอไม่ได้สานเพิ่มบทสนทนามากไปกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อยเมื่อแยกจากกันแซมแทบจะรู้สึกเหมือนยกูเาออกมาจากอกเลยล่ะ แม้ว่าฮิโรกิจะไม่ได้ดูมีพิษภัยอะไรแต่การที่ต้องใช้เวลาด้วยกันสองคนมันทำให้เธอทำตัวไม่ถูกจริง ๆ ผลไม้สุกสีแดงชวนลิ้มลองรสหวานลอยขึ้นลงบนฝ่ามือแซมในขณะเดินไปที่ห้องตัวเองพร้อม ๆ กันที่สงสัยลุงคนสวนคนนั้นคนที่ให้แอปเปิลลูกนี้ นี่เขาเคลื่อนไหวมาอยู่บนต้นไม้แบบที่เธอไม่รู้ตัวจริงหรือเป็เธอกันแน่ที่ตาถั่ว
ใครจะไปคาดคิดว่าตอนเช้าอากาศดี สายลมเย็นๆ เสียงนกร้องเคล้าคลอ แต่เวลาบ่ายหลังเที่ยงกลับแดดจ้านภาบรรลัย ไร้แววเงาเมฆพอให้คุ้มหัวบังแดด
“ร้อนชิบ ขอลมหน่อยดิ” แซมสะบัดคอเสื้อรัว หวังว่าลมที่เข้าออกจะทำให้เหงื่อแห้งลงบ้าง
“ไม่มีหรอก รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ”จีเซลไม่ให้ความร่วมมือ หนำซ้ำยังดันหลังแซมให้เข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดฝั่งผู้หญิง
บ่ายวันนี้เป็ชั่วโมงแรกของวิชาการป้องกันตัวและต่อสู้พื้นฐานอาจารย์แดเนียลทั้งเป็อาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งและอาจารย์ประจำวิชานี้นัดให้มาเรียนที่โรงฝึกนักเรียนปีหนึ่งห้องหนึ่งถึงได้มารวมตัวกันที่ห้องเปลี่ยนชุด
จากชุดยูนิฟอร์มเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงกระโปรงสีดำ ถูกเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าฝ้ายสีเทาบางเบา ระบายอากาศและกางเกงขายาวสีดำเพื่อความคล่องตัวแดเนียลเดินเข้ามาในโรงฝึก เป่านกหวีดที่ห้อยคอเสียงดังแหลมเป็สัญญาณเรียกรวมพล ให้มานั่งล้อมวงโดยมีเขาอยู่ด้านหน้า
“เอาล่ะ ๆ เด็กที่แสนจะกระตือรือร้น ขอต้อนรับชั่วโมงแรกของวิชานี้พวกเธออยากให้ผมอธิบายอะไรเกี่ยวกับวิชานี้อีกไหม เพราะชื่อวิชาก็น่าจะบอกทุกอย่างในตัวมันเองอยู่แล้ว”
“ไม่เรียนได้ไหมครับอาจารย์”
เสียงนักเรียนชายฟังดูก๋ากั่นคนหนึ่งดังมาจากด้านหลังเรียกเอาเสียงหัวเราะดังมาจากทั่วห้องแดเนียลได้ยินก็ยิ้มและหัวเราะออกมาบ้างอย่าไม่ถือสา
“ถ้าทำได้แบบนั้นก็ดีสิพวกเธอได้กลับหอไปนอนตีลังกา ส่วนผมได้รับเงินเดือนทุกเดือนไม่ขาดแต่คงได้โดนไล่ตะเพิดออกจากรั้วที่นี่ก่อนที่จะได้เดินออกจากโรงฝึกนี่ล่ะมั้ง” สิ้นคำของอาจารย์ ก็มีเสียงนักเรียนร้องโห่อย่างอดเสียดายตามมาติด ๆ “มองหาข้อดีของวิชานี้ไว้เถอะ พวกเธอจะได้ปลดปล่อยความดิบเถื่อนและสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดออกมา!!!”
ดูเหมือนคำพูดพยายามปลุกใจให้นักเรียนฮึกเหิมของแดเนียลจะไม่ได้ทำให้นักเรียนเกิดปฏิกิริยามากไปกว่าหันมองหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ ส่วนแดเนียลถูมือไปมาแก้เขิน
“เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ผมอยากให้พวกเธอทดสอบร่างกายกันสักหน่อยเพื่อประเมินความแข็งแกร่งของตัวเอง เอาล่ะ ลุก!แล้วจับคู่กันแล้วมาต่อแถวรับอุปกรณ์กับผม”
เด็กชั้นปีหนึ่งห้องหนึ่งลุกขึ้นเริ่มหันหน้าเข้าหาเพื่อนของตัวเอง จับคู่ตามอาจารย์บอก แซมหันหน้ามาหาจีเซลพร้อมยิ้มอย่างสบายใจเพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องคู่กันอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ต้องหุบยิ้มแล้ว
“หยุด! รอบนี้ขอผ่านฉันแพ้แกจนเบื่อแล้ว”
“หา? เดี๋ยวสิยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์จะให้ทำอะไร”
“แพ้แกจนเบื่อแล้วไปชนะกับคนอื่นบ้างเถอะ” จีเซลเดินหนีไปหาเกวนที่ยืนอ้ำอึ้งอยู่ตรงนั้นทิ้งไว้ให้แซมยืนเกาหัวด้วยความงง ั้แ่เด็กจนโตสองสาวจับคู่กับเรียนด้วยกันเสมอถ้าหากการศึกษาท่องตำราคือเื่ง่ายของจีเซล การฝึกต่อสู้และดาบคงเป็เื่หวานหมูของแซม
แซมถอนหายใจอย่างทำใจยอมรับหันหลังกลับไปหวังว่าจะเจอเพื่อนสักคนที่น่าจะยังไม่มีคู่และว่าคนนั้นจะไม่ใช่ไนเจล
“ไง ดูเหมือนจะโดนจิลเลียนทิ้งนะ ให้ฉันเป็คู่ด้วยไหมล่ะ”
แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็หมอนี้ด้วย!! แซมนึกในใจเมื่อหันมาแล้วเจอราฟาเอลยืนยิ้มแบบจริงใจขั้นสุด (ตอแห…)
“นี่คำขอร้องของนายหรอ”
“งั้นฉันไปหาเพื่อนคนอื่นก็ได้นะแต่ดูนั่นก่อนละกัน” ราฟาเอลยกนิ้วโป้งชี้ข้ามไหล่ซ้ายของเขาไนเจลกำลังชะเง้อชะแง้หาเพื่อนจับคู่ แซมรู้สึกน้ำลายหนืดคอทันทีที่รู้ว่าต้องจำใจผูกมิตรกับราฟาเอล
“ดีล”
สองคู่หูคู่ประหลาดใหม่เดินไปต่อแถวรับอุปกรณ์ทดสอบร่างกายจากอาจารย์เมื่อรับมาแล้วเครื่องหมายคำถามปรากฏบนใบหน้าเด็กวัยรุ่นทั้งสอง ถุงเท้ามือหนังลูกเบสบอล
“นี่ไม่ได้มีไว้ปาใส่หัวกันนะ”
“ถ้าหมอนี่ทำตัวน่ารำคาญเกินทน หนูก็คิดว่านั่นเป็ตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ”แซมเริ่มกัด
“รู้สึกเราจะใจตรงกันนะ” ราฟาเอลกัดตอบ
“เอาไว้ให้พวกเธอทดสอบสายตาประสานมือต่างหากล่ะ”
แซมและราฟาเอลหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย
โรงฝึกในยามบ่ายอ่อน เด็กวัยรุ่นชายหญิงหลายชีวิตกำลังผลัดกันขว้างลูกเบสบอลให้อีกฝ่ายรับด้วยถุงมือหนังสลับกันไปมายิ่งขยับยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งกระปรี้กระเปร่า ยิ่งรู้สึกติดลมอย่างวางมือไม่ลง
แม้ว่าบรรยากาศโดยรอบจะชวนให้รู้สึกอยากจะออกแรงเคลื่อนไหวให้คล่องแคล่วแต่แซมก็ยังไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นเลย (หรืออาจจะมีนิดนึง)
ให้เล่นขว้างจับบอลเนี่ยนะตอนอยู่บ้านก็เล่นกับฟินน์จนหัวจนสลับกันหัวโนกันไปคนละวันแล้วยังต้องมาเล่นโยนบอลกับไอ้หัวแดงนี่อีก จะว่าไปวิธีฝึกเหมือนกับวิธีของพ่อเลยแฮะ
แม้ว่าในหัวจะพร่ำเพ้อเื่ในวิชาเรียนลอยไปถึงคนทางบ้านแต่แซมก็ยังสามารถรับลูกขว้างของราฟาเอลได้ไม่พลาดเลยสักครั้งทำเอาคู่ฝึกต้องออกอาการสีหน้าเคืองกับท่าทีอยู่ในภวังค์ของอีกฝ่าย
รับได้ทุกดอกแต่ทำหน้าเหม่อลอยเนี่ยนะ
“ก็รับแม่นได้ทุกดอกนี่” ราฟาเอลถอยหลังแล้วออกแรงขว้างให้มากขึ้น แซมทำเพียงแค่โยกตัวยกมือรับด้วยท่าทีเหมือนไม่ได้ออกแรงลูกเบสบอลก็อยู่ในกำมือเธอแล้ว แซมทำหน้าสงสัยกับคำพูดแต่ก็คิ้วขึ้นหนึ่งข้างอย่างจงใจกวนบาทา
“แม่นขนาดนี้ แล้วทำไมตอนนั้นถึงโยนถูกหัวไอ้รุ่นพี่นั่นล่ะ”ราฟาเอลถามออกไป ท่าทีไม่ได้ดูจริงจังจะเอาคำตอบเหมือนเพียงแค่อยากพูดอะไรบางอย่าง แต่แซมยังไม่เข้าใจประเด็นของราฟาเอล อีกฝ่ายกวักมือท้าทายแซมเม้นปากมองลูกเบสบอลมือของตัวเอง พลางครุ่นคิดสายตาเลศนัยของราฟาเอล
“ฉันจะทิ้งขยะ ตอนนั้นเห็นแค่หมอนั่นไม่เห็นถังขยะ”
แซมตั้งท่าขว้างลูก แต่ลูกดันลอยขึ้นสูงโด่งกว่าที่ราฟาเอลคิดสุดท้ายเลยรับไม่ได้ตามที่แซมตั้งใจเอาไว้
“เธอนี่…เอาเื่ชะมัด”ราฟาเอลก้มหยิบลูกเบสบอล ยกยิ้มมุมปากกระหยิ่มในใจ ออกแรงขว้างลูกหนังกลมในมือให้เบี่ยงทิศทางไปจากเดิมหวังให้อีกฝ่ายพลาดท่า แน่นอนว่าเพียงก้าวขาสไลด์ออกข้างก็ทำให้แซมรับลูกได้อย่างแม่นยำ
แซมขว้างคืน ตกหลังราฟาเอล
ราฟาเอลขว้างเบี่ยงขวา แซมโยกรับ
แซมขว้างคืน ตกลงหน้าราฟาเอล
ราฟาเอลโยนลูกโด่ง แซมก้าวขึ้นมารับอย่างสวยงาม
แซมยกลูกเบสบอลขึ้นด้วยมือทั้งสองสูงกว่าระดับอกเล็กน้อยพร้อมกับที่ยกขาซ้ายขึ้นงอเข้าหาตัวด้วยท่าทางเอาจริง รอยยิ้มเห็นฟันเผยออกมาจนอีกฝ่ายรู้สึกได้ว่าที่ผ่านมาคู่ของเขาออกแรงไปเพียงหนึ่งในสิบน้ำลายไหลลงคออย่างลำบาก
ปิดเกม
ลูกหนังสีขาวพุ่งออกตามแรงส่งจากมือสาวน้อยผมดำขับเคลื่อนออกเป็เส้นตรงด้วยความเร็วที่ทำให้หลายคนในบริเวณนั้นต้องหันมองเป็ตาเดียวโดยเฉพาะเมื่อลูกบอลชนเข้ากับหน้าผากของคนที่(พยายาม)จะรับด้วยสองมือ
ราวกับว่าเป็การเคลื่อนไหวที่ช้าลงราฟาเอลเห็นเต็มสองตาตอนที่ลูกเบสบอลพุ่งเข้ามา เขามั่นใจเต็มสิบว่าความสูงเท่านี้ทิศทางและมุมเท่านี้จะทำให้รับลูกพุ่งตรงของแซมได้อย่างแม่นยำแต่แซมคงมั่นใจเต็มร้อยว่ามันต้องโดนหน้าผากเขาอย่างจังมากกว่า
ร่างสูงเอนหงายหลังแผ่นอนลงพื้นอย่างไร้ทางสู้อาการเจ็บใจนำหน้าอาการของหน้าผากที่กำลังแดงและจะบวมโนขึ้นมาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ราฟาเอลสบถคำหยาบออกมาดังอย่างหัวเสียเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อนโดยเฉพาะเสียงหัวเราะของเ้าของผลงานเมื่อครู่ที่จะดูดังลั่นกว่าคนอื่น ๆ
“เป็ไงล่ะ”
ใบหน้าสวยพร้อมมวลผมสีทองสยายโผล่มาข้างบนพร้อมกับน้ำเสียงที่ดูราบเรียบราวกับว่านี่คือเื่ธรรมดาสำหรับเธอ แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้มเป็มิตรแต่ดวงตาสีฟ้าใสกลับยังดูสุขุม เยือกเย็น และวางระยะห่าง จีเซลยื่นมือให้ราฟาเอลส่ายหน้าแล้วใช้ฝ่ามือดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง
“ครั้งแรกก็แบบนี้แหละนะ”
“ครั้งแรก? เธอพูดอย่างกับว่านี่เื่ธรรมดา”
“ก็คงต้องบอกว่าใช่รีบไปห้องพยาบาลจะดีกว่า อีกเดี๋ยวนายก็จะหัวโน เชื่อฉันเถอะ”
“เคยโดนมาก่อนหรอ”
ราฟาเอลถามจีเซลออกไปด้วยท่าทีเอือมระอาสุดๆ เมื่อนึกถึงเหตุผลที่จีเซลพูดแนะนำเขาแบบนี้ จีเซลไม่ได้ตอบในทันทีเธอเอานิ้วชี้จิ้มที่ปลายคางพลางครุ่นคิดแล้วนับนิ้วมืออีกข้างราฟาเอลกำลังรู้สึกใจคอไม่ดีกับคำตอบที่รอ
“เท่าที่จำได้คือไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง”
ไหนว่าแซมเป็องครักษ์ไงทำไมทำตัวเป็มือสังหารไปได้ราฟาเอลนึกแล้วก็อ้าปากค้างกับคำตอบของคนที่เป็เ้าหญิงว่าที่นายเหนือหัวของแซมพลางมองทั้งคู่สลับไปมาขณะที่ตัวต้นเื่เดินเข้ามาพอดี แซมยิ้มเย้ยอย่างสะใจ(สุด ๆ )
“ขอโทษด้วย พอดีนายเล่นดีจนฉันไฟติดน่ะ”
“แล้วอยากรู้มั้ยล่ะว่าไฟติดของจริงเป็ไง”
“นายนี่เอาเื่ชะมัด”
สองสายตาเขม่นกันไปมาอย่างไม่ยอมลดราวาศอกดวงตาสีฟ้าใสกับดวงตาสีเขียวหม่น จีเซลถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!
เสียงนกหวีดดังยาวหนึ่งครั้งถ้วนเป็สัญญาณให้หยุดนักเรียนทุกคนเบนความสนใจไปที่อาจารย์แดเนียลเ้าของนกหวีด
“รวมพลได้แล้วไอ้พวกเด็กบ้าเืชอบความสนุกสนาน”แดเนียลปรบมือเรียกให้นักเรียนทุกคนมารวมเหมือนในตอนเริ่มคาบ “วันนี้พวกเธอทุกคนทำได้ดีมาก หรืออาจจะมีบางคนทำได้ดีเกินไปด้วยซ้ำ”สายตาเฉียบคมกวาดไปทั่วหมู่นักเรียนและเจาะจงเฉพาะคู่ของแซมกับราฟาเอลคนหนึ่งดูหัวเสียอย่างเห็นได้ชัดส่วนอีกคนยังมีท่าทีไม่รู้ร้อนหนาว
“รอบหน้าเบามือหน่อยนะริคาร์โด้ เดี๋ยวได้มีคนได้นอนห้องพยาบาลั้แ่เดือนแรก”
แซมทำตาใส ยิ้มคนดี พยักหน้าราฟาเอลยิ่งดูจะหงุดหงิดมากกว่าเดิม แดเนียลเห็นท่าของนักเรียนทั้งสองเลยสั่งให้ช่วยกันเก็บอุปกรณ์จากเพื่อนทั้งห้องโดยให้เหตุผลว่าเป็คู่ที่ทำให้ผลงานได้ดีที่สุด และบอกเอาไว้ว่า “รางวัลคนเก่งก็คือเป็เพื่อนที่มีน้ำใจของทุกคน”
“เฮ้ นายพอจะรู้มั้ยทำไมพวกปีสองห้องอื่นถึงมาอยู่ที่นี่”
แซมสังเกตเห็นกลุ่มของโชตะเดินเข้ามาในโรงฝึกทั้งที่ตอนนี้ยังเป็่เวลาของปีหนึ่งห้องหนึ่งในวิชาอาจารย์แดเนียล
“ฉันจะไปรู้มั้ย” ราฟาเอลเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปตามแซม แล้วเห็นถึงคู่กรณีตัวจริงของแซม “ทำไมเธอไม่ลองถามไอ้หมอนั่นดูล่ะ”
“แหมช่วยได้เยอะเลย ขอบคุณนะ”
แซมปาลูกเบสบอลที่พึ่งเก็บขึ้นมาใส่ราฟาเอลและไม่รู้ว่าโชคดีที่แซมไม่ได้ลงแรงหรือว่าราฟาเอลยกแขนขึ้นกันได้ทันลูกบอลถึงได้กระเด็นกลิ้งออกห่าง จนแซมต้องเดินไปเก็บเองอีกรอบ
โชตะและผองเพื่อนสาวเท้าตรงเข้ามาในโรงฝึกที่เต็มไปด้วยสายตาของรุ่นน้องปีหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุอันใดดลใจให้โชตะมาที่นี่ แค่เพียงเขาได้เห็นสาวน้อยลูกครึ่งเอลฟ์ก็ต้องเบนเป้าหมายเข้าไปหาทันที
“เคยได้ยินข่าวลือมาตั้งนานว่าเ้าหญิงดินแดนสายลมเหนือมีรูปโฉมงดงามเห็นทีแล้วคงจะลือน้อยไปด้วยซ้ำ โชตะ อะคิมะยะ ขอแนะนำตัว” โชตะรีบสาวเท้าเข้ามาขว้างหน้าจีเซลอย่างหมายมั่นตั้งใจจะพูดคุยด้วย
จีเซลรับรู้ได้ถึงเจตนาของคนตรงหน้าก็ระบายยิ้มออกมาอย่างรักษามารยาทแต่เมื่อหลุบตามองเห็นมือที่ยื่นมาให้ก็ทำท่าทีเมินกันใส่ เมื่อสาวน้อยผมทองไม่จับมือตอบโชตะชักมือกลับอย่างรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย
“คำพูดเ่าั้ล้วนเกินจริงหาสาระไม่ได้ค่ะ จิลเลียน เซเฟอริโน่ ค่ะ ตอนนี้รู้จักกันแล้วนะคะ”
พอดีกับที่หางตาของจีเซลเห็นอะไรดำ ๆคุ้นตากำลังรีบปรี้เข้ามาหาเธอ
“แต่คุณอาจจะยังไม่รู้จักเพื่อนสนิทของฉันก็ได้”เด็กสาวผมดำดวงตาสีฟ้า ที่มาพร้อมกับไฝใต้ตาขวา แต่บางทีก็ทำตาดุเกินกว่าใครจะจ้องมองตรงๆ ถึงต้องเลื่อนมาดูที่ไฝสำรองนี้แทน เด็กสาวคนนี้ในตอนนี้กำลังยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาด้วยท่าทีที่ไม่ได้รู้สึกเกร็งประหม่า แต่กลับดูนึกสนุกเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อยิ่งมองตาสีฟ้าใสดวงนี้กำลังนึกสนุกและดูแคลนเขาอยู่ มันทำให้โชตะนึกถึงในตอนที่พี่ชายของแซมเอาชนะเขาได้เมื่อปีก่อนยิ่งทำให้โชตะรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม
ทั้งพี่ทั้งน้อง!
“ริคาร์โด้อีกคนนี่เองคนนี้เจอกันแล้ว ถูกชะตากันทีเดียวล่ะ” โชตะยกยิ้มมุมปากอย่างน่ากลัวโดยที่ตายังจ้องแซมด้วยไฟโทสะที่ยังคุกรุ่น
“แหม ได้ยินแล้วชื่นใจดีจังเลยวันที่เรารู้จักกันเพื่อนฉันก็อยู่ด้วยนะ จำไม่ได้หรือไง”
“วันนั้นคงต้องยอมรับว่าฉันสนใจกับอย่างอื่นอยู่ขออภัยองค์หญิงจิลเลียนด้วย ประหลาดใจที่รู้ว่าเป็เพื่อนกัน” โชตะเลื่อนลูกตามองแซมหัวจรดเท้า แล้วหันไปยิ้มให้จีเซล “อาจจะเป็การเสียมารยาทกับเธอสักหน่อย แต่ถ้าเปลี่ยนเพื่อนได้ก็ดีนะ”
รุ่นพี่ตัวสูงคนนั้นถึงกับกระแอมออกมาอย่างอดไม่ได้เมื่อได้ยินโชตะพูดอย่างถือดีเกินไป
“คนแบบนายนี่…แนะนำคนอื่นได้หรือไง”แซมพูดความขุ่นเคือง
โชตะได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกระหยิ่มในใจข่มความฉุนเฉียวไว้ในใจ ชำเลืองมองเพื่อนของตัวเองอย่างชั่งใจ แต่ก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทั้งสองคนขึ้นแซมเผลอดึงตัวจีเซลเข้ามาชิดตามสัญชาตญาณ โชตะอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาแล้วกดเสียงทุ่มให้ลงต่ำ
“ปากดีไปก็เท่านั้นแหละ ถ้าไม่สลัดปลอกคอนั่นออกก็ยังเป็พวกขี้แพ้อยู่วันยังค่ำ”
แววตาสีฟ้าใสนึกสนุกอย่างที่เคยคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าก็ถูกแทนที่ด้วยความแข็งกระด้างในทันที
“น้อย ๆ หน่อยโชตะ” เพื่อนตัวสูงของราฟาเอลพูดขึ้นแทรกเมื่อเห็นว่าโชตะกำลังทำตัวล้ำเส้นขึ้นอีกแต่มีหรือที่จะห้ามเขาได้
“เธอน่ะ…ไม่ต่างกับไอ้ขี้แงฮิโรกิที่ต่อให้มาชุบตัวที่นี่ มันก็ลบตัวตนที่เป็เศษสวะไร้ค่าไม่ได้อยู่ดี ทั้งตัวเธอทั้งพี่ชายอวดดีนั่นก็มาที่นี่เพื่อให้ตัวเองเทียบเท่าสายเืราชวงศ์เท่านั้น…จำเอาไว้”
แซมที่ตอนนี้กำลังโมโหจัดและพยายามข่มใจเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เม้มปากแน่น ถอนหายใจออกมาพูดเตือนโชตะที่กำลังล้ำเส้นเธอด้วยน้ำเสียงเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็ พร้อมกับั์สีฟ้าที่ข่มจิตสังหารเอาไว้ให้มากที่สุด
“เอาตรงๆนะ นายจะด่าอะไรฉันก็ด่าไปจะบอกว่าตัวเองสูงส่งกว่าทุกคน ฉันไม่สน แต่ถ้าพูดถึงพี่ฉัน หรือครอบครัวฉันอีกครั้งเดียว…..สาบานเลยว่าจะทำทุกทางไม่ให้นายมีที่ยืนในโรงเรียนทำให้นายไม่กล้าออกมาจากหอ ทำให้แม้แต่ไม่กล้ามองกระจกส่องหน้าตาทุเรศของตัวเอง”
จีเซลดันตัวเองไปข้างหน้าดึงแซมออกมาแล้วคั่นกลางระหว่างทั้งสองทันที ดวงตาสีฟ้าใสที่ทั้งสุขุมและเยือกเย็นในตอนนี้พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมสถานการณ์และปกป้องเพื่อนของเธอ
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ไม่จำเป็เพราะพรรคพวกของฉันไม่ใช่คนที่นายพูดถึง คำพูดของนายมันออกมาจากประสบการณ์ของนายหาใช่ประสบการณ์ของฉัน”
สรรพนามที่เคยใช้แทนว่าฉันและคุณได้เปลี่ยนไปแล้วพอกันทีกับการต้องมาปั้นหน้ายิ้มมารยาทกับคนแบบนี้
ปี๊ดดดดดดดดดดดดด!!!!!!
เสียงนกหวีดดังยาวพร้อมกับที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้น
“หยุด!ไม่ว่าสถานการณ์นี้จะเกิดอะไรขึ้นก็จงหยุดซะ ในคาบเรียนนี้ไม่ใช่เวลาทะเลาะกันถ้าอยากมีเื่กันนักก็ไปลงชมรมแล้วสู้กันให้จบ ๆ ซะ!”
อาจารย์แดเนียลแหวกฝูงวงล้อมของเด็กนักเรียนเข้ามาอย่างร้อนใจไม่มีใครอยากจะให้นักเรียนตีกันในวิชาของตัวเองทั้งนั้น แม้ว่านี่จะเป็วิชาการป้องกันตัวและต่อสู้พื้นฐานก็ตาม
“คุณอะคิมะยะ ไม่ว่าจะมีอะไรก็ขอให้กลับออกไปก่อนส่วนแซม ไปทำหน้าที่ให้เสร็จ ทุกคนเลิกมามุงได้แล้ว แยก!!”
คำสั่งของอาจารย์แดเนียลเป็ดั่งวาจาสิทธิ์ให้นักเรียนทุกคนหันออกจากจุดเกิดเหตุทันทีแซมสบถออกมาอย่างหัวเสีย หยิบลูกเบสบอลที่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาขว้างไปในทิศที่ไม่มีคนส่วนโชตะที่จำเป็ต้องกลับหลังหันไปอีกทางตามคำสั่งของอาจารย์ก็ได้เจอกับใครบางคนให้เขาได้ระบายอารมณ์พอดี
ราฟาเอลยืนเก็บถุงมืออยู่ตรงนั้นอย่างไม่ทันได้ระวังตัวโชตะก็เดินมาชนไหล่เขาจนต้องหันไปด่า แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากก็สังเกตเห็นสายตานิ่งของรุ่นพี่ตัวสูงหนึ่งในเพื่อนของโชตะที่อยู่ด้านหลัง
“ไม่นึกเลยว่านายจะมาชุบตัวใหม่ที่นี่เหมือนกันคิดว่ากลับไปแล้วจะมีคนยอมรับหรือไง” โชตะพูดพร้อมกับขำออกมาแล้วเดินผ่านราฟาเอลออกไป รุ่นพี่ตัวสูงตบไหล่ราฟาเอลเบา ๆที่กลับให้ความรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในใจ ราฟาเอลได้แต่หันมองตามหลังกลุ่มนั้นที่ออกไปจากโรงฝึกด้วยความฉุนเฉียวในใจและมือที่กำหมัดแน่น ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไร้ซึ่งเสียงในเวลาไม่ถึงนาทีนั้นถูกบันทึกผ่านสายตาของจีเซล
เสียงฝีเท้าดังก้องเป็จังหวะไปทั่วทั้งบันไดบ่งบอกให้รู้ว่าเ้าของฝีเท้ากำลังรีบขึ้นไปด้าน ปลายทางของบันไดเปิดเข้าสู่พื้นที่ของหอพักนักเรียนชั้นปี1 ห้อง 1 เด็กหนุ่มร่างสูงผมสีน้ำตาลแดงผู้เป็เ้าของฝีเท้าเร่งรีบขึ้นบันไดหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าหลักหายใจเอาอากาศเข้าเต็มปอด มือจับที่ก้านคันโยกประตูสีทองเหลืองกดลงดันเข้าไปในห้องนั่งเล่นรวมพร้อมกับใจที่ตั้งมั่นจะเจอคนที่เขาวิ่งตามมา
เด็กสาวผมดำสไลด์ทรงวูฟคัทยาวประบ่ายืนพิงหน้าต่างข้างตู้หนังสือมุมห้องนั่งเล่นไม่มีใครอยู่ในห้อง คงเพราะยังไม่ขึ้นมาจากปราสาทเรียนรวม หรือด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ล้วนแต่ประโยชน์ให้แก่เขา ราฟาเอลสาวเท้าเข้าไปเธอยืนเอนหลังพิงขอบหน้าต่างข้างเธอที่เอาศอกเท้าคางสายตาเหม่อมองออกไปนอกปราสาทหอพัก เธอไม่ได้สนใจเขาที่เข้ามาแม้แต่น้อย ผิดวิสัยไปมากราฟาเอลชำเลืองมองเห็นใบหน้าด้านข้าง ปลายจมูกเชิดเล็กน้อยดูดื้อรั้น ดวงตาสีฟ้าใสเหมือนท้องฟ้ายามไร้เมฆและใต้ตาขวานั้นมีไฝสีดำเม็ดเล็กอันเป็อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเธอ
“นี่…ฉันมีเื่อยากคุยด้วยหน่อย”
“ฉันไม่มีอารมณ์มาให้นายกวนส้น หรือถ้าอยากเอาคืนที่ฉันทำนายหัวโนก็ไว้ทีหลัง”แซมตอบโดยที่ไม่มองราฟาเอลน้ำเสียงยังเจือความฉุนเฉียวและอารมณ์ร้อนอยู่ เพราะว่าอารมณ์ร้อนมากถึงได้หนีจากจีเซล หนีจากทุกคน มาที่นี่ั้แ่เสียงระฆังหมดเวลาเรียนดังขึ้น แต่ราฟาเอลกลับวิ่งตามมาถึงที่
“ไม่ได้มากวน แต่จะมาชวนต่างหาก เื่อะคิมะยะ....”เพียงแค่ได้ยินนามสกุลของโชตะ แซมก็ดักคอแทรกราฟาเอลทันที
“หมอนั่นมันทุเรศ ฉันไม่ชอบมันน่าโมโหชะมัด” แซมสะบัดหน้าออกไปทางซ้ายทำให้ราฟาเอลมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าเล็ก ๆ และไฝของเธอ แต่สีหน้าที่มองไม่เห็นก็ไม่ได้ทำให้เขารับรู้อารมณ์โกรธของเธอน้อยลงเลย
“ไม่มีคำโต้เถียงอยู่แล้ว ใคร ๆก็ไม่ชอบมัน ฉันก็ด้วย” ราฟาเอลหันกลับมองตรงไปที่ประตูสายตาจับจ้องคอยดูว่าจะมีใครเข้ามาขัดเวลาส่วนตัวที่เขา้าหรือไม่ “คนอย่างมันน่ะถ้าไม่ตบไม่ตีก็ไม่ดีขึ้นเลย”
“เหอะ ถ้าทำงั้นได้ก็ดีสิ”
“แล้วถ้าทำได้จริงล่ะ”
“นายหมายความว่าไง” คราวนี้แซมหันกลับมาพูดกับราฟาเอลตรง ๆร่องรอยความเดือดดาลยังไม่หายไปจากแววตา แต่สีหน้าฉายแววตั้งคำถาม
“ก็หมายความตามนั้นถ้าฉันมีวิธีจัดการหมอนั้น ในวิธีของเรา ฉันอยากให้เธอช่วย…เธอจะเอาด้วยมั้ย”
เพื่อนร่วมชั้นสองคนต่างเชื้อชาติและที่มาสถานการณ์ปกติโดยเฉลี่ยมักจะพูดจาจิกกัดกันก่อกวนไปมาพอให้อีกฝ่ายรู้สึกหงุดหงิดในตอนนี้กลับกำลังมองหน้ากันด้วยท่าที่จริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แซมขมวดคิ้ว ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง
ราฟาเอลกลืนน้ำลายหนืดลงคออย่างรอคอยคำตอบ
กลับมาแล้วค่าาาา พอดี่นี้แวบไปอ่านนิยายมาเพื่อเพิ่มเติมคลังคำศัพท์ในหัว ไม่ได้อู้แต่อย่างใด อิ_อิ หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยกันนะคะ การปูเนื้อเื่่ต้นใกล้จะจบแล้ว รออีกนิดนะคะ