ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังจะกลับบ้าน เซี่ยซูมี่เป็คนถือเงินทั้งหมด เริ่มนับเงินในใจ เดิมทีมีเงินค่าสินสอด 5 ตำลึง เงินจากการขายหมูป่า 500 อีแปะ และเงินที่เหลือจากการขายกวาง750 อีแปะ ตอนนี้เธอจึงมีเงินในตัวทั้งหมดอยู่ 3 ตำลึงทอง 39 ตำลึงเงินและอีก 250 อีแปะ ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับสร้างบ้านก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง ตอนนี้ยามเซิน (15.00-16.59 น.) เดิมทีเซี่ยซูมี่อยากจะไปคุยเื่สร้างบ้านกับช่างในเมือง แต่ก็เกรงใจเ้าของเกวียนจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะชวนสามีเข้ามาในเมืองอีกครั้งหนึ่ง
“ท่านพี่เ้าคะ พรุ่งนี้เราเข้ามาในเมืองเพื่อหาซื้อเกวียนกันเถอะเ้าค่ะ อีกอย่างข้าก็อยากจะหาช่างฝีมือดีมาสร้างบ้านให้พวกเราก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือนด้วยเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่บอกกับสามี ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนเกวียนและกำลังจะกลับบ้าน
“อืม เ้าจะแวะซื้อของเข้าบ้านด้วยหรือไม่” ซ่งเวยหลงเห็นด้วยกับภรรยา และเห็นว่าข้าวสารที่ซื้อไปครั้งก่อนก็น่าจะหมดแล้วเช่นเดียวกัน ตนไม่ได้อยู่บ้านหลายวันจึงไม่รู้ว่าของใช้ภายในบ้านเหลืออะไรอยู่บ้าง
“พรุ่งนี้ดีกว่าเ้าค่ะ ใกล้จะมืดแล้วเกรงใจท่านผู้นำด้วย” เซี่ยซูมี่บอกความ้ากับสามีออกไป ซึ่งเื่นี้ซ่งเวยหลงเองก็เห็นด้วยกับภรรยา จากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้านแล้วซ่งเวยหลงส่งภรรยาที่บ้าน จากนั้นก็นำเกวียนไปส่งผู้นำหมู่บ้าน เซี่ยซูมี่รีบเข้าครัวเพื่อทำมื้อเย็น เธอคิดว่าสามีน่าจะหิว ไม่รู้ว่า่ที่เขาเข้าป่าไปนั้นจะได้กินอะไรดีๆบ้างหรือไม่ เข้าป่าลึกจะทำอะไรก็ต้องระวัง ไม่ใช่แค่สามีเท่านั้นที่เป็ผู้ล่า เพราะทุกคนที่อยู่ในป่ามีสถานะที่เป็ทั้งผู้ล่าและเหยื่อ จำเป็ที่จะต้องระวังตัวเองตลอดเวลา
ระหว่างที่เซี่ยซูมี่ทำอาหารใกล้จะเสร็จ ซ่งเวยหลงก็กลับเข้าบ้าน เขาเดินเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และพบว่าเสื้อผ้าของตนนั้นมีกลิ่นหอมมาก ตอนนี้เป็เวลายามโหย่ว (17.00-18.59 น.) หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดใหม่แล้วก็สำรวจภายในบ้าน พบว่าทั่วทั้งห้องมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งกลิ่นหอมนี้ตนจำได้ดีว่าเป็กลิ่นประจำของภรรยา เมื่อสูดดมเข้าไปมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย
“ท่านพี่เ้าคะ กับข้าวเสร็จแล้วเ้าค่ะ” สำหรับมื้อเย็นวันนี้ เซี่ยซูมี่ทำเมนูง่ายๆ คือชุนปิ่ง กินกับผัดผักป่า แล้วยังมีน้ำแกงจากกระดูกเสืออีกด้วย ซ่งเวยหลงจัดการอาหารเย็นตรงหน้าจนหมดเกลี้ยง เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องล้างถ้วยชามเลยด้วยซ้ำ เซี่ยซูมี่เห็นดังนั้นแล้วก็หัวใจพองโตไม่รู้ว่ากับข้าวอร่อย หรือเป็เพราะว่าเขาหิวโหย
“รสชาติดี” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ฝีมือการทำอาหารของภรรยาของเขานั้นอร่อยกว่าโรงเตี๊ยมเสียอีก
“อิ่มหรือไม่เ้าคะ? ให้ข้าไปทำเพิ่มดีหรือไม่” เซี่ยซูมี่เริ่มไม่แน่ใจว่าชายกินจุตรงหน้านี้อิ่มหรือไม่อิ่ม
“เท่านี้ก็พอแล้วล่ะ เดี๋ยวไม่สบายท้อง” ซ่งเวยหลงส่ายหน้า คิดว่ากินเท่านี้กำลังดี แล้วก็รู้สึกอุ่นท้องมากด้วยหลังจากที่ซดน้ำแกงลงไป
“เ้าค่ะ” จากนั้นเซี่ยซูมี่ก็เดินไปยกจานลูกพลับที่ปอกเปลือกสดๆมาให้ชายหนุ่ม กินคาวจะไม่กินหวานได้อย่างไร แต่ดูเหมือนว่าซ่งเวยหลงจะไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่
“ลองชิมดูก่อนเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่จำสิ่งที่เขาเคยบอกได้ว่ากินแล้วมันมีรสชาติฝาดจึงไม่กินมันอีก
“อืม” ซ่งเวยหลงรับคำ จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบลูกพลับมากิน แต่เมื่อกัดมันลงไปแล้วกลับพบว่ารสชาติแตกต่างออกไปจากทุกครั้งที่ตนเคยกินมา มันทั้งกรอบและมีรสชาติหวาน
“เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เองก็ลุ้นไปด้วย ไม่รู้ว่าเขาจะถูกใจหรือไม่ เพราะสำหรับบางคนก็ไม่ชอบ เื่นี้นั้นสามารถเข้าใจได้
“หวาน กรอบ รสชาติดีมาก” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ไม่คิดว่ารสชาติของมันจะดีเยี่ยมถึงเพียงนี้ นางไปเอาวิธีการกินเช่นนี้มาจากไหนกัน ที่แท้แล้วที่ผ่านมาตนก็พลาดของที่มีรสชาติเยี่ยมไปนี่เอง
“ข้าบอกท่านแล้วว่ามันอร่อย” เซี่ยซูมี่พูดอย่างภาคภูมิใจ
“จริงสิ เ้าแขวนสิ่งใดในบ้าน เครื่องรางป้องกันภูตผีปีศาจหรือ” ซ่งเวยหลงว่าจะถามภรรยาั้แ่ที่มาถึงบ้าน แต่เป็เพราะมัวแต่รีบชำแหละเสือ เพื่อนำไปขายให้ทันเวลา จึงทำให้ตนลืมถามเื่นี้ไปเสียสนิท
“ไม่ใช่เครื่องรางอะไรทั้งนั้นแหละเ้าค่ะ แต่เป็ลูกพลับที่ข้าเก็บมาต่างหากล่ะเ้าคะ ตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้กิน่ฤดูหนาว แล้วจะเอาไปขายให้หลงจู๊ด้วยเข้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“นี่น่ะหรือสิ่งที่เ้าจะเอาไปขาย?” ซ่งเวยหลงมองดูลูกพลับที่เริ่มแห้งเหี่ยว หน้าตาดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไปตรงๆ เพราะเกรงว่านางจะเสียใจ มองด้วยสายตาแล้วนางคงเก็บมาทั้งป่าแล้วเป็แน่
“อย่าดูแค่ภายนอกสิเ้าคะ เ้าพวกนี้หากตากแห้งแล้วจะมีรสชาติหวานมากเ้าค่ะ กินคู่กับน้ำชา่ฤดูหนาว รสชาติหวานทำให้มีเรี่ยวแรงขึ้นมาดีทีเดียวเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“เป็เช่นนี้นี่เอง” ซ่งเวยหลงพยักหน้าเข้าใจ หากเป็ดังเช่นที่นางว่าเ้าพวกนี้ก็น่าจะมีราคา เพราะเข้าสู่ฤดูหนาวทีไรมักจะมีคนตาย เพราะอดอยากเป็จำนวนมาก เมื่อมีสิ่งนี้มาช่วยประทังชีวิตก็น่าจะดีไม่น้อย
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ยิ้มจนตาหยี
จากนั้นก็เก็บถ้วยชามไปล้าง แล้วก็เตรียมที่นอนให้สามี เขาเองก็น่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการล่าสัตว์ในครั้งนี้ไม่น้อย และก็เป็ดังที่คิดเอาไว้ เพราะทันทีที่หัวถึงหมอน ชายหนุ่มก็ผ่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอทันที เมื่อส่งสามีเข้านอนแล้ว เซี่ยซูมี่ก็เข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย หลังจากที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันเมื่อได้อาบน้ำก็รู้สึกสบายตัวมากขึ้น
เซี่ยซูมี่เข้ามาภายในห้องแล้วทำการดับไฟตะเกียง ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงกับสามี รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกที่เขานอนเคียงข้าง ่ 10 วันที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าตนเองก็นอนหลับไปไม่เต็มตื่นเท่าไหร่นัก เพราะบ้านที่อาศัยอยู่ก็ใช่ว่าจะแข็งแรงสักเท่าไหร่
เช้าวันถัดมาเซี่ยซูมี่รู้สึกว่าคืนนี้เป็คืนที่นอนหลับสบายมากที่สุด คล้ายว่าได้นอนกอดหมอนข้างที่อบอุ่น แม้ว่ามันจะแข็งไปบ้างแต่โดยรวมแล้วรู้สึกดีมาก แทบไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อสติเริ่มกลับมาครบก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านป่าแห่งนี้ไม่น่าจะมีหมอนข้าง จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา พบว่านอนอยู่ในอ้อมกอดของชายหน้าหนวด ไม่ใช่สิ… เขาไม่มีหนวดอีกต่อไปแล้ว
เมื่่อลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็ถือโอกาสสำรวจใบหน้าของเขาเสียเลย หน้าใสไร้สิว รูขุมขนก็ไม่มี คนบ้านป่าเหตุใดผิวพรรณถึงได้สวยเนียนเพียงนี้ ไม่ใช่แค่สามีเธอเท่านั้น เพราะร่างที่อาศัยอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ช่างน่าอิจฉาพวกเขาเสียยิ่งนัก ไม่ต้องบำรุงอะไรก็มีผิวพรรณที่เรียบเนียนถึงเพียงนี้
หลังจากที่สำรวจใบหน้าหล่อเหลาจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาลุกขึ้นไปทำมื้อเช้า เพราะตั้งใจว่าจะออกเดินทางเข้าไปในเมืองั้แ่เช้ามืด มีสิ่งที่จะต้องทำอยู่หลายอย่างทีเดียว แต่มันใช่เื่ง่ายเลยที่แกะมือเหนียวนี้ออกจากเอวบางของตนได้ ใช้ความพยายามราวๆ 1 เค่อก็เป็ผลสำเร็จ เซี่ยซูมี่ถอนหายใจเบาๆ เช็ดเหงื่อที่ไหลมาตามกรอบหน้า แล้วก็ลุกขึ้นเพื่อไปทำธุระส่วนตัว
“หึ” ทางด้านของคนตัวโตที่แกล้งหลับ เดิมทีเขาตื่นก่อนหญิงสาวนานแล้ว แต่เป็เพราะเห็นว่านางนอนหลับอย่างสบายไม่อยากจะขยับตัว จึงทำได้เพียงเป็หมอนให้นางหนุนแขนนอนเท่านั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ตื่นมาเห็นภาพเช่นนี้
ยามเหม่า ( 05.00-06.59 น.) สองสามีภรรยาเดินทางเข้าไปในเมือง โดยที่แรกที่พวกเขาไปก็คือไปหาช่่างที่รับสร้างบ้านเพื่อสอบถามราคา เซี่ยซูมี่ไม่มีแบบในหัว คิดเพียงว่าจะไม่ทำแตกต่างจากคนอื่นมากสักเท่าไหร่ จึงบอกความ้าของตนไปว่าอยากได้บ้านสองชั้นที่มีห้องว่างสัก 3 ห้อง และมีห้องสำหรับอาบน้ำด้วย ส่วนห้องที่ปลดทุกข์นั้นคงต้องสร้างข้างนอกแล้วให้พวกเขาทำบ่อซึมให้ ในยุคนี้นี่คงเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว จากนั้นก็ต่อห้องครัวออกไป เพราะเวลาทำอาหารกลิ่นจะได้ไม่เข้าไปภายในบ้าน นอกจากนั้นเธอก็ขอให้ทำห้องโถงที่กว้างหน่อย จะแยกที่กินข้าวกับที่รับแขกออกจากกัน
หลังจากที่ช่างฟังคำ้าแล้วก็ประเมินราคาคร่าวๆ บ้านที่ดีที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นบ้านที่ทำจากไม้ ซึ่งช่างเองก็มีไม้สำหรับทำบ้านอยู่แล้วไม่ต้องลำบากไปตัดใหม่ ซึ่งมันสะดวกและรวดเร็วกว่านี่ก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วจึงไม่มีทางเลือกเท่าไหร่
“ข้าทำราคาตามที่เ้าแจ้งมา ค่าของรวมค่าแรงด้วยก็ราวๆ 1 ตำลึงทอง” เถ้าแก่ที่เป็เ้าของพูดขึ้น แม้ว่าจะฟังดูแล้วไม่มีอะไร แต่ต้องบอกรายละเอียดค่อนข้างเยอะพอสมควร เพราะเธอให้เขาทำตูเสื้อผ้าติดกับผนังบ้าน เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินเนี่ยแหละ
“เรียนเถ้าแก่ เดิมทีข้าอยากจะได้บ้านฝีมือของท่านมาก แต่หากว่าท่านเรียกราคาสูงถึงเพียงนี้ข้าเกรงว่าจะมากเกินไป เราสองคนผัวเมียเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาๆเท่านั้นคงไม่มีเงินทองมากมายเพียงนั้นเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะหลับหูหลับตาตกลงทุกอย่าง ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมถึงจะถูก
“ไอหยาฮูหยิน ต้องบอกว่าราคานี้ถูกแล้ว รายละเอียดที่ท่านระบุมาก็ใช่ว่าจะน้อยๆ เท่าที่ข้างฟังแล้วให้ลูกน้องเขียนแบบตาม ท่านเองก็แทบไม่ต้องซื้อสิ่งใดเข้าบ้านเพิ่มเลยสักนิด เช่นนี้ฮูหยินจะบอกว่าราคาสูงได้อย่างไร” เถ้าแก่พูดด้วยความลำบากใจ
“ถ้าเช่นนั้นสัก 80 ตำลึงเงินได้หรือไม่เ้าคะ ข้าอยากมีบ้านที่ท่านเป็คนสร้างจริงๆ หากว่ามากกว่าข้าคงต้องขอตัว” เซี่ยซูมี่ลุกขึ้น จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองประสานกันเพื่อทำความเคารพ ตั้งใจว่าจะเดินออกจากร้านไป
“ก็ได้ๆ 80 ก็ 80 ” เถ้าแก่ลังเล 80 ตำลึงเงินก็พอจะมีกำไรอยู่บ้าง เพราะข้าวของต่างๆแทบจะไม่ต้องลงทุน ไม้ก็ให้ลูกน้องไปตัดที่ป่า หมดไปกับค่าจ้างคนงานเท่านั้น
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงเ้าค่ะ แต่ท่านต้องร่างสัญญาแล้วระบุให้ชัดเจนด้วยนะเ้าคะว่าต้องแล้วเสร็จให้ทันก่อน่ฤดูหนาว” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น
“ไม่ต้องห่วงแม่นาง เอกสารพวกนั้นข้ามีอยู่แล้ว” เขาทำงานพวกนี้มาทั้งชีวิต เหตุใดจะลืมสิ่งสำคัญนี้ไปได้
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ยิ้มดีใจ ในที่สุดก็จะมีบ้านใหม่แล้ว
“รบกวนแม่นางช่วยเขียนแผนที่บ้านของแม่นางให้ข้าด้วย อีก 2 วันข้าจะพาลูกน้องไปที่บ้านของท่าน” เถ้าแก่พูดขึ้น ในขณะที่เซี่ยซูมีอ่านรายละเอียดในสัญญา ซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ
“ท่านพี่เ้าคะ ท่านช่วยเขียนแทนข้าได้หรือไม่เ้าคะ” ชายหนุ่มรูปงามหลังจากที่นั่งนิ่งๆ ไม่ได้เอื้อยเอ่ยอะไรออกมา ในที่สุดก็ถึงหน้าที่ของตัวเองเสียที แม้จะอดสงสัยไม่ได้ว่านางอ่านเนื้อความในสัญญาออกได้อย่างไรกัน ไม่ใช่ว่าไม่ได้เรียนหนังสือหรอกหรือ แล้วเหตุใดนางถึงกวาดสายตาไล่อ่านทีละตัวอักษรราวกับว่าเข้าใจเนื้อหาในนั้นได้เป็อย่างดี