หลังจากทริปเที่ยวทะเลแสนสนุกทั้งสามวันได้ผ่านพ้นไป เมธาและฟงก็เดินทางต่อมาที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อมาถึงบ้านเมธาก็หยุดชะงักฝีเท้าอยู่ที่หน้ารั้วไม้
“เป็อะไรหรือเปล่า...สีหน้านายดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ” ฟงพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง
“เปล่า เราแค่...ไม่ได้กลับมาเยี่ยมที่บ้านนานเลยรู้สึกแปลก ๆ น่ะ”
“...” เมื่อฟงได้ยินอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าเมธากำลังคิดอะไร เลยเลือกที่จะเงียบดีกว่าพูดอะไรออกมา
ทันทีที่เมธาเปิดรั้วออก หญิงวัยกลางคนที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านก็เพ่งตามองมาที่เขาก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใ
“พ่อ เมธากลับมาแล้ว!” แม่ของเมธาะโเสียงดังเข้าไปในบ้าน เธอยิ้มกว้างออกมาแล้วรีบวางสายยางรดน้ำลงบนพื้น แล้วเดินมาหาเมธาด้วยความรีบร้อน
“ตอนที่ลูกกลับมาใกล้ถึงบ้าน ทำไมไม่โทรบอกแม่ก่อนล่ะลูกแม่จะได้เตรียมอาหารไว้ให้” แม่กอดเมธาแน่นด้วยความคิดถึง
“ผมขอโทษครับแม่ ผมรีบกลับมาเลยลืมติดต่อมาหา...แม่ครับ นี่ฟงเพื่อนผม” เมธาผายมือไปทางฟง
“สวัสดีครับแม่”
“สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เจอหนูฟงตั้งนาน เจออีกทีก็โตขึ้นเป็หนุ่มแล้ว มา ๆ เข้าบ้านกัน เดี๋ยวแม่ทำอาหารอร่อย ๆ ให้ทานนะ”
ภายในบ้านไม้ที่ดูโบราณ แม่พาฟงและเมธามานั่งที่โต๊ะอาหารเพื่อรอรับประทานอาหารมื้อเย็น
แม่ของเมธาเข้าครัวทำอาหารไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับชามที่โชยกลิ่นหอมของพริกแกงอ่อน ๆ แม่วางชามนั้นลงบนโต๊ะอาหารเบา ๆ แล้วเดินไปตักข้าวสวยร้อน ๆ มาวางไว้ตรงหน้าของฟงและเมธา
เมื่อเมธาเห็นเมนูที่แม่ของเขาทำไว้ในชามนี้ ก็ตาประกายวาวด้วยความดีใจทันใด อาหารในชามนี้คือแกงฮังเลที่ประกอบด้วยน้ำซุปที่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อหมูที่อยู่เต็มชาม ถูกโรยตกแต่งด้วยพริกซอยเล็กน้อย ฟงที่นั่งอยู่ข้างเมธาก็ดูตื่นเต้นมิใช่น้อยเมื่อเห็นเมนูนี้
“แกงในชามนี้เรียกว่าแกงฮังเล เป็เมนูโปรดของเราเลยละ นายลองชิมดูสิ” เมธาตักแกงลงใส่ถ้วยเล็กแล้วยื่นไปให้ฟง
ฟงยิ้มพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปรับถ้วยจากเมธาแล้วหยิบช้อนมาตักน้ำแกงขึ้นมาชิม
“แค่ก ๆ” ทันทีที่ลิ้นของฟงรับรสของน้ำแกงเขาก็ััได้ถึงความเผ็ดทันใด ก่อนจะหลับตาปี๋ไอสำลักพริกไปหลายที พร้อมกับใบหน้าที่แดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พอแม่และเมธาเห็นฟงเผ็ดก็ใไม่แพ้กัน เมธารีบเทน้ำลงใส่แก้วอย่างรีบร้อนจนน้ำในแก้วกระฉอกใส่เสื้อตัวเองจนเปียกชุ่มไปหมด พอเทน้ำได้จนเต็มแก้วแล้วเมธาก็รีบยื่นแก้วน้ำไปให้ฟงที่กำลังไอสำลักพริกจนหน้าแดง
เมื่อฟงรับแก้วน้ำมาจากเมธา เขาก็รีบดื่มน้ำลงคอไปอย่างรวดเร็ว
“ฟงกินเผ็ดไม่ได้เหรอลูก” แม่ของเมธาถามด้วยความเป็ห่วง
“ครับ” ฟงยิ้มเล็กน้อยให้แม่ของเมธา
“ขอโทษนะฟง ทั้งที่เราเป็เพื่อนกันมาั้แ่เด็ก แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายกินเผ็ดไม่ได้” ตอนนี้เมธารู้สึกผิดมากเสียจนอยากจะเอาหัวตัวเองโขกลงโต๊ะแรง ๆ สักสามที
ขณะที่ฟงกำลังดื่มน้ำต่ออยู่นั้น เขาก็เกือบสำลักน้ำออกมาเพราะขำในท่าทางของเมธา
“ฮ่า ๆ ไม่เป็ไรไม่ต้องขอโทษหรอก เราผิดเองที่ไม่ได้บอกนาย เราแค่อยากลองกินเผ็ดบ้างสักครั้ง พอรู้ว่านายชอบเมนูนี้ก็ยิ่งอยากลองชิมเข้าไปใหญ่”
เมธารู้สึกใจเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าฟงสนใจในอาหารที่ตนชอบ
“เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวผัดมาให้แทนนะ” แม่พูดพร้อมกับยิ้มให้ฟงอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็ไรแม่ เดี๋ยวผมไปทำให้เอง” เมธาพูดเสียงดังพร้อมทั้งลุกพรวดจากเก้าอี้รีบเดินบึ่งไปที่ห้องครัวและเดินสวนกับพ่อของเขาที่กำลังเดินไปที่โต๊ะอาหารพอดี
เมธารีบเปิดเตาจัดการทำข้าวผัดใส่ไข่อย่างรวดเร็ว เมื่อทำเสร็จก็รีบยกจานข้าวผัดไปวางไว้ตรงหน้าของฟง
“ขอบใจนะ” ฟงยิ้มให้เมธา ก่อนจะลงมือตักข้าวคำใหญ่เข้าปากไปหนึ่งคำ
“โอ้โห ข้าวผัดฝีมือของนายอร่อยจริง ๆ”
เมธาพยักหน้ายิ้ม ๆ ให้ฟง พร้อมทั้งใช้มือเกาที่หลังคอตัวเองอย่างเคอะเขินเล็กน้อย เมธานั่งลงที่เก้าอี้ข้างฟงแล้วจัดการหยิบช้อนขึ้นมาตักแกงฮังเลเข้าปาก ลิ้มรสความเผ็ดซ่านของพริกแกงอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะนี้บรรยากาศในการรับประทานอาหารกำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้น พ่อของเมธาก็วางช้อนลงบนจานแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เมธา กลับมารับงานกิจการต่อจากพ่อเถอะ”
ทันใดนั้น มือข้างที่เมธากำลังจะตักอาหารต่อก็เป็อันชะงักทันใด เขารู้สึกจุกอยู่ที่อกจนไม่อยากรับประทานอาหารต่อแม้แต่น้อย จึงวางช้อนลงบนจานแล้วพูดเสียงต่ำทำเอาบรรยากาศภายในห้องเริ่มเคร่งเครียดทันใด
“แต่ผมไม่อยากทำไร่ทำสวน”
ฟงมองมาที่เมธาพร้อมใช้มือสะกิดที่ขาของเขาเบา ๆ หวังให้เมธาสงบสติอารมณ์ลง
“ลูกเพิ่งตกงานไม่ใช่เหรอไม่สู้มาทำสวนรับกิจการต่อจากพ่อดีกว่าเหรอลูก” แม่กล่าวเสริมต่อจากพ่อ
ทันใดนั้น เมธาก็คว้าตัวฟงมากอดคอพร้อมกับพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“ผมจะลองไปสมัครทำงานบริษัทที่ฟงอยู่ด้วย รับรองว่าครั้งนี้ไม่ตกงานอีกอย่างแน่นอน ใช่ไหมฟง” เมธายิ้มกว้างมองมาทางฟงด้วยแววตาที่จริงจัง ทำให้ฟงลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้พ่อกับแม่ของเมธา
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมเป็ประกันได้เลยว่าเมธาจะได้ทำงานอยู่ที่บริษัทที่ผมอยู่อย่างแน่นอนครับ และผมจะคอยดูแลเมธาให้เองนะครับ”
เมื่อพ่อกับแม่ได้ยินคำกล่าวจากฟงและเห็นความตั้งใจของเมธาที่มีมากเป็ล้นพ้นก็ยากที่กล่าวขัด พ่อของเมธาหลับตาพยักหน้าเบา ๆ แทนคำตอบว่าอนุญาตให้เมธาทำงานในเมืองอีกครั้ง
ยามฟ้ามืดค่ำ ฟงและเมธาต่างแยกย้ายกันเข้านอนคนละห้อง
ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ลมเย็นโชยเข้ามาทางหน้าต่าง พัดผ้าม่านปลิวเบา ๆ เมธานอนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียงเล็กกำลังขมวดคิ้วแน่นเพราะคิดถึงเื่อดีตของตน ทันทีที่หลับตาความทรงจำอันแสนเลวร้ายก็พลันเข้ามาในหัวของเขาทันใด
“ไอ้ลูกบ้านนอก!”
“อย่าไปใกล้มันนะ เดี๋ยวก็สกปรกหรอก ฮ่า ๆ”
“โถ่เว้ย!” เมธากำหมัดแน่น ยกมือขึ้นทุบลงบนเตียงด้วยความโกรธที่ยังคงฝังใจ
ในสมัยมัธยมต้น เมธาพักอยู่บ้านญาติเนื่องจากบ้านของเขาห่างไกลจากโรงเรียนในตัวเมือง จึงเป็สาเหตุที่ทำให้เมธาโดนเพื่อนร่วมชั้นพูดจาดูถูกเหยียดหยามและโดนเพื่อนในห้องกลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขากลายเป็เด็กเก็บกดอยู่คนเดียวไม่ยอมเข้าสังคม
่เที่ยงของวันหนึ่งขณะที่เมธากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง เขาก็ััได้ถึงเงาบางอย่างที่อยู่บนต้นไม้ พอเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังปีนป่ายต้นไม้อยู่เหนือหัวของเขา เด็กชายคนนั้นพยายามปีนไปบนยอดกิ่งไม้เพื่อที่จะช่วยลูกแมวน้อยที่หาทางลงจากต้นไม้ไม่ได้
ทันทีที่เด็กชายคว้าตัวแมวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน กิ่งไม้กิ่งนั้นก็หักโค่นลงมาทันใด ทำให้เด็กชายคนนั้นตกลงมาจากต้นไม้อย่างแรงจนข้อเท้าพลิก เมธารีบวิ่งไปดูเด็กชายแล้วแบกอีกฝ่ายขึ้นขี่หลังตัวเองและรีบวิ่งไปที่ห้องพยาบาล
ภายในห้องพยาบาล เด็กชายที่นั่งอยู่บนเตียงกล่าวขึ้นมาเสียงเบา
“แมวตัวนั้นเป็ยังไงบ้าง”
พอเมธาได้ยินคำพูดประโยคแรกของเด็กชาย เขาก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความงงงวยทันใด เมธาคิดว่าแทนที่เด็กชายคนนี้ควรจะห่วงตัวเองก่อนแต่กลับกลายเป็ว่าเขาห่วงคนอื่นก่อนซะงั้น
“ตอนนี้คุณครูห้องพยาบาลพาเ้าแมวไปหาแม่ของมันที่อยู่หลังอาคารแล้วละ”
“อืม...นี่นาย ขอบใจนะที่ช่วยฉัน ฉันชื่อฟงอยู่ห้องหนึ่ง แล้วนายชื่ออะไร อยู่ห้องไหนเหรอ” ฟงพูดด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“อะ...เอ่อ...ฉันชื่อเมธา อยู่ห้องสาม” เมธาพูดอย่างตะกุกตะกักทำตัวไม่ถูก เมื่ออยู่ดี ๆ ฟงก็ถามชื่อของเขา เพราะในโรงเรียนนี้ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนถามเกี่ยวกับตัวเขามาก่อน
“เมธา นับั้แ่วันนี้เราเป็เพื่อนกันนะ!” ฟงยิ้มกว้างให้เมธาจนตาหยี
ทันทีที่เมธาเห็นรอยยิ้มของฟง ใจของเขาก็กระตุกพร้อมทั้งหน้าแดงขึ้นทันใด เมธามองใบหน้าของฟงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วพยักหน้าให้เขา
“อื้ม!”
นับั้แ่นั้นมา ยามพักเที่ยงเมธาและฟงก็จะมาเล่นและอ่านหนังสือด้วยกันที่ใต้ร่มไม้ ฟงมักจะบอกเมธาตลอดว่าให้เขาแสวงหาความรู้เพิ่มอยู่เสมอ
“ความรู้นั้นไม่ได้อยู่เพียงแค่ในหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว แต่หนังสือในเื่อื่น ๆ ก็ให้ความรู้กับเราได้ และประสบการณ์ก็สำคัญเช่นกัน”
จนกระทั่งวันหนึ่งราวกับฟ้าผ่าลงกลางอกของเมธาเมื่อฟงต้องย้ายโรงเรียนอย่างกะทันหันโดยที่เมธาไม่ทันได้กล่าวร่ำลากับฟงเลยสักคำ ทำให้เมธาต้องรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับว่าชีวิตของเขาขาดอะไรไปบางอย่าง
เป็เพราะว่าเมธาแอบชอบฟงมาโดยตลอด หรือจะเรียกว่ารักแรกพบในวัยเด็กของเขาเลยก็ว่าได้
พอเมธาขึ้นมัธยมปลาย เขาก็ทั้งตั้งใจเรียนและอ่านหนังสืออย่างขยันขันแข็ง ทำให้เขากลายเป็นักเรียนดีเด่น และที่สำคัญนับั้แ่ที่เมธาสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้น เขาก็ไม่เคยถูกเพื่อนว่ากล่าวหรือล้อเลียนอีกเลย ทำให้เมธาคิดว่าถ้าหากตนได้ทำงานในเมืองก็จะไม่ถูกเพื่อนหรือใครดูถูกว่าเขาเป็เด็กบ้านนอกอีกต่อไป
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าชีวิตในวัยทำงานของเมธาที่เหมือนกำลังจะไปได้สวย กลับตกงานบริษัทั์ใหญ่ไปถึงสามครั้งโดยทำงานได้ไม่ถึงครึ่งปี เพราะอาการปวดหัว จนตอนนี้ที่เมธากลับมาอยู่ที่บ้าน พ่อของเขาก็พยายามจะให้สืบทอดกิจการโดยที่เขาไม่อยากทำสักนิด
เมธาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วพลิกตัวไปอีกทาง ทันใดนั้นก็พลันเบิกตากว้างพร้อมกายที่แข็งทื่อทันใด เมื่อเห็นชายในชุดจีนโบราณที่เขาคุ้นเคยกำลังนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ราวกับกำลังเครียดอะไรบางอย่าง
“นายคงจะมีเื่เครียดไม่ต่างจากฉันเหมือนกันสินะ จะว่าไปแล้วนายก็น่าสงสารทำเอาฉันโกรธไม่ลงจริง ๆ ถ้าหากนายปรากฏตัวออกมาดี ๆ ไม่ทำให้คนอื่นต้องปวดหัวหรือเหม่อลอยจนต้องตกงานแบบนี้ก็คงจะดี”
เมธาพึมพำเสียงเบา มองแผ่นหลังของชายปริศนาอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ หลับตาลงจมสู่ความฝัน
ยามเช้าอากาศเย็นสบายในสวนส้ม
เมธาพาฟงเดินหาต้นส้มที่้าเป็เวลานานกว่าสามชั่วโมงแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเจอ
“ถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็ไรนะ” ฟงพูดยิ้มเล็กน้อยอย่างเห็นใจ หลังจากเห็นเมธาเดินลุยสวนไปแทบทุกที่เพื่อหาต้นส้มที่เขา้า
“ไม่เป็ไร” เมธาพูดออกมาพร้อมทั้งตั้งหน้าตั้งตาหาต้นส้มอย่างขยันขันแข็ง
“เมธา! จี้สร้อยคอของเราหาย!” ฟงร้องเสียงดังลั่นด้วยความใ พร้อมกับจับสายสร้อยที่ไร้จี้หยกไว้แน่นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“งั้นเดี๋ยวเราช่วยหาจี้สร้อยคอของนายก่อน แล้วต้นส้มค่อยหาทีหลัง”
ทั้งสองเดินหาจี้หยกตามทางที่เดินผ่านมาอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง จนในที่สุดฟงก็หาจี้สร้อยคอของเขาเจอ
“เฮ้อ...ดีนะที่มันอยู่ตรง...เดี๋ยวนะ นี่มัน...ต้นส้มที่เรากำลังตามหานี่! ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอมันแล้ว!!”
ฟงร้องเสียงดังลั่นระคนดีใจ เขาเจอต้นส้มที่้าโดยบังเอิญเพราะจี้สร้อยคอของเขาหล่นอยู่ใกล้ ๆ กับต้นส้มนี้พอดี
ส่วนเมธาก็ตะลึงไปพักใหญ่เมื่อเห็นต้นส้มที่ฟง้า และที่สำคัญมันเป็ต้นส้มต้นเดียวที่มีใบสีเขียวอมม่วงในบริเวณนี้ พอใบของมันสะท้อนกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาก็ดูแวววาวงดงามจริง ๆ
“มา เดี๋ยวเราขุดให้” เมธาจัดการใช้เสียมขุดต้นส้มขึ้นมาแล้วใส่ลงกระถางอย่างเบามือ
“ดีจริง ๆ ที่หาเจอแล้ว นายจะคิดต้นส้มต้นนี้ราคาเท่าไหร่เหรอ”
“เราไม่คิดหรอก”
“เกรงใจเกินไปแล้ว เราจะรับไว้เฉย ๆ ได้ยังไง”
“ไม่เป็ไร แค่นายมาเยี่ยมบ้านเราและช่วยพูดเื่งานกับพ่อแม่เราก็แทนราคาต้นส้มต้นเดียวมากแล้ว” เมธายื่นกระถางต้นส้มต้นเล็กไปทางฟง บนใบหน้าที่เปื้อนดินของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
เมื่อฟงมองเข้าไปในดวงตาดำขลับของเมธา เขาก็รู้สึกใจเต้นแปลก ๆ ทันใด
“ขอบคุณนะ”
“เราไปเตรียมของกลับกรุงเทพฯ กันเถอะ” เมธากอดไหล่ฟงแล้วพาเดินกลับบ้าน