ขณะสงบจิตสงบใจ เขาก็เริ่มเดินพลังเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตร เส้นชีพจรทั่วร่างกายแต่ละเส้นกำลังเปล่งแสงสว่างอ่อนๆ ขณะนี้เส้นชีพจรทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นเปิดเชื่อมโยงถึงกันหมดแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ภพรวมลมปราณ
เคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตรกำลังเดินพลังอย่างต่อเนื่อง เส้นชีพจรทั้งสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นของเขากำลังเปล่งแสงสว่างเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว ไม่นานนักเยี่ยเฟิงก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว อากาศภายในห้องเริ่มหมุนเวียนเร็วขึ้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทุกอณูรูขุมขนของเขาเปิดออก พลังแห่งฟ้าดินเหมือนได้รับการดึงดูด พวกมันซึมเข้ารูขุมขนของเขาเพื่อเข้าสู่ร่างกาย
“เปิดชีพจรสำเร็จแล้ว ภพรวมลมปราณ จงรวมบัดเดี๋ยวนี้”
เยี่ยเฟิงพูดในใจ ขณะนี้เคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตรเดินพลังเร็วขึ้นหนึ่งเท่าตัว เส้นชีพจรในร่างกายเขาส่องแสงสว่างเป็ระยะ จากนั้นเส้นชีพจรของเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้น พลังลมปราณบางเบาเริ่มปรากฏขึ้นในเส้นชีพจรของเขา
“สำเร็จแล้ว! ทะลวงได้แล้ว!”
แม้พลังลมปราณจะยังบางเบาอยู่ ทว่าเยี่ยเฟิงกลับสามารถมองเห็นภายในร่างกายของตัวเองได้อย่างเลือนราง พลังลมปราณที่บางเบาไหลเวียนอยู่ภายในเส้นชีพจรของเขา เหมือนสายนทีสายเล็กสายหนึ่ง
แม้พลังลมปราณจะบางเบา แต่เยี่ยเฟิงกลับรับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งที่ค่อนข้างทรงพลัง เขาใไม่น้อย แต่จากนั้นมันกลายเป็ความดีใจ
ทว่าความเปลี่ยนแปลงในเส้นชีพจรไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ สีของพลังลมปราณเริ่มเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังเริ่มรวมตัวกัน
“ภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งระดับกลาง สมแล้วที่เป็คัมภีร์จักรพรรดิ รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เมื่อการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหยุดนิ่งลง พลังของเยี่ยเฟิงก็ไต่ระดับไปถึงภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งระดับกลาง
เปิดชีพจรภายในหนึ่งคืน รวมลมปราณภายในหนึ่งอึดใจ!
ความรวดเร็วในการฝึกฝนนี้ หากพูดออกไปเกรงว่าจะทำให้เมืองรอบด้านตกตะลึง
เยี่ยเฟิงไม่ได้หยุดเดินพลังเคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตร เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม เคล็ดวิชาค่อยๆ ไหลผ่านรอบหัวใจของเขา คอยนำทางพลังลมปราณที่บางเบานั้นให้เดินพลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม เยี่ยเฟิงถึงได้หยุดเดินพลัง เขาคอยรับรู้อยู่เงียบๆ และรู้สึกพอใจเป็อย่างมาก หากฝึกฝนตามความเร็วระดับนี้ เขาจะทะลวงพลังไปถึงภพเปิดตันเถียนได้ในไม่ช้านี้ ไม่จำเป็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ
“แต่ร่างกายของคนเราไม่ได้มีเพียงเส้นชีพจรหลักแค่สามร้อยหกสิบเอ็ดเส้นเท่านั้น สิ่งที่ข้าเปิดเชื่อมถึงกันในตอนนี้มีเพียงเส้นชีพจรหลัก ยังมีชีพจรนอกเหนือจากนี้อีกมากมาย หากข้าเปิดเส้นชีพจรได้ทั้งหมด ไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น...?”
ขณะนี้เยี่ยเฟิงไม่ได้กังวลเื่การฝึกฝน เขาเพียงแต่อยากจะฝึกจากขั้นพื้นฐานให้มั่นคง เขาเคยเป็อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ จึงมีความเข้าใจในร่างกายมนุษย์ สิ่งที่ถูกเรียกว่าเส้นชีพจรหลักในดินแดนหยวนเทียน คือสิ่งที่ถูกเรียกว่าจุดชีพจรในดินแดนอวิ๋นซวี บนร่างกายคนเรามีเส้นชีพจรหลักทั้งหมดสามร้อยหกสิบเอ็ดเส้น แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีจุดชีพจรอีกมากมายหลายจุด
เยี่ยเฟิงครุ่นคิด หากใช้โอสถเปิดจุดชีพจรพวกนั้นทั้งหมด ถึงเวลานั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่หรือไม่?
เยี่ยเฟิงเก็บรวบรวมพลัง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพึมพำกับตัวเอง
“ตอนนี้พลังของข้าอยู่ในภพรวมลมปราณแล้ว แม้จะอยู่เพียงภพรวมลมปราณขั้นหนึ่งระดับกลาง ทว่าพลังลมปราณภายในเส้นชีพจรกลับแตกต่างจากผู้อื่น เพราะมีพลังสะสมที่แข็งแกร่ง พลังนี้น่าจะใช้ปรุงโอสถบางอย่างได้ หากมีโอสถเป็ตัวช่วย การฝึกฝนจะต้องรวดเร็วขึ้นแน่!”
ในความทรงจำใหม่ของเยี่ยเฟิง ดินแดนนี้ดูเหมือนจะไม่มีเื่การปรุงโอสถ แต่ตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเพราะมีวิธีการเรียกที่แตกต่างกันหรือไม่ เขาจึงค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้จากความทรงจำไม่เจอเลย
เยี่ยเฟิงสงบจิตใจ ก่อนจะเปิดประตูห้องเดินออกไปในสวน เขานั่งลงบนเก้าอี้หิน แล้วนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้
แม้เขาจะไม่กังวลเื่การประลองบนเวทีเป็ตายหลังจากนี้หนึ่งเดือน แต่หวังซ่างเทียนคือผู้แข็งแกร่งในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ด ส่วนซือถูอู่โหวอยู่ในภพเปิดตันเถียนขั้นหก หากอยากจะต่อกรกับสองตระกูลนี้ เขาต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งโดยเร็ว
เขานั่งคิดอยู่บนเก้าอี้หินเนิ่นนาน เยี่ยเฟิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังห้องรับแขกตระกูลเยี่ย ระหว่างทางจึงได้พบกับพ่อบ้านโจว
“คุณชายจะไปหานายท่านหรือ?” พ่อบ้านโจวสงสัยเล็กน้อย หากเป็เมื่อก่อน คุณชายไม่ได้อยู่บ้านอย่างสงบเช่นนี้ ทุกครั้งที่เจอเยี่ยอู๋เซิงเขาต้องรีบหนีไปก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าหาอีกฝ่ายเลย ขณะนี้เห็นเยี่ยเฟิงกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางห้องรับแขก ส่วนเยี่ยอู๋เซิงั้แ่กลับมาถึงในตอนเที่ยง ก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่พูดอะไรสักคำ
“ลุงโจว ข้ามีธุระจะหารือกับท่านพอดี” เยี่ยเฟิงหยุดเดินพร้อมกล่าวขึ้น
“ธุระเื่ใด เชิญคุณชายว่ามาได้เลย” พ่อบ้านโจวได้แต่นึกสงสัย เขาไม่รู้ว่าเยี่ยเฟิงอยากทำสิ่งใด แต่เขาเตรียมใจไว้แล้ว เขาคิดในทางที่ไม่ดีไว้ก่อนตามความเคยชิน เพราะก่อนหน้านี้หากเยี่ยเฟิงหาเขาไม่เคยเป็เื่ดีเลย มีแต่ก่อเื่ใหญ่ไว้ทั้งนั้น
เยี่ยเฟิงลูบคางตัวเอง ก่อนจะพูดในสิ่งที่้าออกมา
“ลุงโจว พิษหยางบนร่างข้าสลายไปแล้ว ข้าอยากให้ชุนฮวากับชิวเยว่ช่วยจัดการธุระให้ข้า!”
เพราะเื่พิษหยางที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้เยี่ยอู๋เซิงมีคำสั่งให้สาวใช้และแม่บ้านห้ามเข้าใกล้เรือนของเยี่ยเฟิง จึงทำให้สาวใช้คนสนิททั้งสองของเยี่ยเฟิง นั่นคือชุนฮวากับชิวเยว่ต้องออกไปชั่วคราว
ในความทรงจำ เยี่ยเฟิงเป็คนตั้งชื่อให้ชุนฮวากับชิวเยว่ สาวใช้ทั้งสองหน้าตางดงาม รูปร่างหน้าตาถือว่าโดดเด่นไม่น้อย เดิมทีเยี่ยอู๋เซิงไม่ยอมให้ทั้งสองรับใช้ปรนนิบัติเยี่ยเฟิง เพราะเขารู้นิสัยของหลานชายดี เขากลัวเยี่ยเฟิงจะลุ่มหลงในความงามของสตรี แต่เยี่ยเฟิงไม่ยอม เยี่ยอู๋เซิงจึงทำได้เพียงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
เมื่อพ่อบ้านโจวได้ยิน สีหน้าเขาก็ประหลาดใจไม่น้อย ต่อมาเขาหันมองร่างกายท่อนร่างของเยี่ยเฟิง กระแอมเสียงแล้วหัวเราะแห้งๆ
“ที่แท้เป็เื่นี้นี่เอง แต่ว่าข้าต้องไปรายงานนายท่านก่อน”
เยี่ยเฟิงไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี สงสัยพ่อบ้านโจวจะติดตามอยู่ข้างกายท่านปู่เป็เวลานาน จึงมีนิสัยกลายเป็คนเอาแต่ใจตัวเองเหมือนท่านปู่ไปแล้ว
เยี่ยเฟิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี รบกวนลุงโจวด้วย”
พ่อบ้านโจวไม่รีรอ เขารีบเดินไปทางห้องรับแขก
เยี่ยเฟิงเอามือไพล่หลังเดินเล่นไปทั่วจวนตระกูลเยี่ย เขาลอบถอนหายใจ จวนตระกูลเยี่ยกว้างใหญ่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง กลับมีเพียงสาวใช้และแม่บ้านไม่กี่คนเท่านั้นที่กำลังทำงานกันอยู่ นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีใครอื่นอีก ดูแล้วทำให้รู้สึกอ้างว้างเล็กน้อย
ส่วนห้องรับแขกตระกูลเยี่ยขณะนี้ หลังจากมาถึง พ่อบ้านโจวก็ได้รายงานเื่เมื่อสักครู่กับเยี่ยอู๋เซิง
สีหน้าของเยี่ยอู๋เซิงเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เขาถอนหายใจเสียงยาวหลายครั้ง ผ่านไปสักครู่จึงเอ่ยปาก
“ทำตามที่เขาบอก ต่อไปเื่ของเขา ให้เขาไปจัดการเองเถอะ!”
หลังจากพูดจบ เยี่ยอู๋เซิงหลับตาลงและไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
เดิมพ่อบ้านโจวยังอยากพูดบางอย่างอยู่ แต่เมื่อเห็นเยี่ยอู๋เซิงเงียบ เขาจึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกมา
หลังกลับมาจากวัง เยี่ยอู๋เซิงไม่ได้เอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวังเลย เพียงแต่สีหน้าย่ำแย่ และดวงตาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มเท่านั้น
เยี่ยเฟิงเดินเล่นอยู่สักพักหนึ่ง จากนั้นจึงกลับมาที่เรือนหลังเล็ก คิดไปคิดมาเขาก็เขียนสมุนไพรสิบกว่าชนิดลงบนกระดาษ
“เถาเจ็ดดาว หญ้าเสวี่ยคู หญ้าสามแฉก หินอัคคี...”
หลังจากเขียนเสร็จเยี่ยเฟิงยกกระดาษขึ้นดู แล้วถอนหายใจ
“แม้จะรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาในพลังลมปราณที่รวมตัวกัน แต่ไม่รู้ว่าจะหลอมสมุนไพรพวกนี้ได้หรือไม่ โอสถไขกระดูกเป็เพียงโอสถพื้นฐาน คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา”
หินอัคคีไม่ใช่สมุนไพร แต่เป็หินชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ในการหลอมสมุนไพร เป็หินชนิดเดียวกับหินเพลิงโอสถในดินแดนอวิ๋นซวีที่เยี่ยเฟิงเคยอยู่ เพียงแต่เรียกไม่เหมือนกันเท่านั้น สิ่งของนี้มีวิธีใช้มากมาย สามารถหาซื้อได้ในตลาดทั่วไป
หากพลังของเยี่ยเฟิงแข็งแกร่งพอ เขาสามารถใช้พลังลมปราณสร้างเตาหลอมโอสถขึ้นมาได้ ทว่าตอนนี้พลังของเขาอ่อนแอเกินไป ยังไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนั้น
ผ่านไปสักครู่ ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เยี่ยเฟิงเงยหน้ามอง เห็นหญิงสาวสองคนเดินเข้ามาในห้องอย่างประหม่า
“คุณ... คุณชาย!”
หญิงสาวทั้งสองหน้าตางดงามหมดจด เยี่ยเฟิงได้แต่ลอบถอนหายใจ แม้เยี่ยเฟิงคนก่อนจะเป็สวะ ทว่าสายตาเฉียบคมนัก แต่ดูไปแล้วเหมือนสาวใช้ทั้งสองจะกลัวเขาเสียมากกว่า หลังจากเข้ามาในห้องทั้งสองก็ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งห่างจากเขามากนัก
เยี่ยเฟิงหัวเราะ พูดกับสองคนนั้นว่า
“ข้าน่ากลัวมากหรือ?”
“ไม่ ไม่เ้าค่ะ!” หญิงสาวทั้งสองรีบส่ายหน้าปฏิเสธคล้ายว่าพวกนางจะกังวล จึงได้เดินถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว
“ในเมื่อข้าไม่ได้น่ากลัว เหตุใดต้องยืนห่างจากข้าขนาดนั้น?” เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองเป็แบบนั้น เยี่ยเฟิงก็อดหัวเราะไม่ได้ คนที่ทำให้สาวใช้ที่รับใช้ใกล้ชิดกลัวได้ขนาดนี้ นอกจากเยี่ยเฟิงคนเก่าก็คงไม่มีใครแล้วล่ะ
“พวก พวกเรา...”
เยี่ยเฟิงไม่ได้ว่าอะไร เขาก้มหน้ามองกระดาษในมือ “ไม่เป็ไร เข้ามานั่งตรงนี้ ไม่ต้องประหม่าขนาดนั้น ข้ามีธุระจะให้พวกเ้าออกไปช่วยทำ”
แววตาของสองสาวสงสัยเล็กน้อย พวกนางมองหน้ากันพลางคิดในใจว่าวันนี้คุณชายเป็อะไรขึ้นมาอีก? พวกนางรู้ดีว่านิสัยของคุณชายเป็อย่างไร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ยามใจดีก็โปรยตั๋วเงินไปทั่วเรือนหลังเล็ก ยามไม่พอใจก็จะทำลายข้าวของภายในเรือนจนแตกละเอียดกลาดเกลื่อนไปหมด วันนี้ไม่รู้ว่าคุณชายอยากทำสิ่งใดอีก
แต่ถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็เพียงสาวใช้ เมื่อเยี่ยเฟิงเรียกให้พวกนางเข้าพบ ต่อให้จะกลัวมากแค่ไหน ก็ต้องเดินเข้าไปหาอยู่ดี
เยี่ยเฟิงวางกระดาษในมือลง เขาเดินไปข้างเตียง แล้วดึงกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง ต่อมาเปิดกล่องออก ด้านในเป็เงินสีขาววิบวับ ยังมีตั๋วเงินหนาๆ อีกหลายปึก หนำซ้ำยังเป็ตั๋วเงินมูลค่าสูงเสียด้วย นอกเหนือจากนี้ ภายในกล่องยังมีกำไลเงินกำไลทองมากมาย ปิ่นหยก ปิ่นทอง ต่างหูหยกและแหวนทอง
เยี่ยเฟิงมองดูสักครู่ เขารู้สึกมึนงงเล็กน้อย ให้ตายสิ รสนิยมไม่ธรรมดาเลย ไม่ใช่สิ... ต้องบอกว่าแปลกแยกเสียมากกว่า
เป็ถึงคุณชายตระกูลเยี่ยแต่กลับเก็บสะสมเครื่องประดับของสตรี แต่ดูแล้วมูลค่าน่าจะไม่น้อย
ต่อมาเขาเห็นกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมใบหนึ่งอยู่ในมุมหนึ่งของกล่องไม้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่คืออะไร?”
“คุณชาย ท่าน ท่าน...” สองสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างกัน ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที พวกนางไม่ตอบ แต่กลับรีบเบือนหน้าไปทางอื่น
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ถามพวกนางต่อ แต่กลับหยิบกล่องเหล็กออกมา จากนั้นเปิดฝาหีบออก เมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ภายในกล่อง เขาแทบอยากจะสบถออกมา
ให้ตายสิ รสนิยมเช่นนี้...