กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 123 ความน่ากลัวของปีศาจ

     

         เหล่านักเวทเผ่าดาร์คเอลฟ์และเผ่ามนุษย์ที่ยืนจับกลุ่มรอบๆโอรันต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว จิตใจของมันราวกับถูกกระตุกวูบด้วยเงื้อมมือของปีศาจ มันเห็นดวงตาสีอำพรรณคู่นั้นกำลังจ้องมองมาทางพวกมันไม่ต่างไปจากเหยื่อรายอื่นเลยแม้แต่น้อย หากดวงตาของพวกมันไม่ได้หวาดกลัวจนพร่าเบลอ สิ่งที่พวกมันกำลังเห็นคือปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมของปีศาจกำลังแสยะยิ้มอยู่  ใช่แล้วมันกำลังแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็นกับเหยื่อกลุ่มใหม่ 

     

        ปีศาจตัวนี้มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ไร้ปัญญาเหมือนกับสัตว์อสูร  มันมีความคิดสติปัญญาเป็นของมันเอง  แม้อาจจะไม่ได้ฉลาดเท่ากับมนุษย์แต่มั่นใจได้เลยว่ามันเจ้าเล่ห์และเลือดเย็นสมกับที่เป็นเผ่าปีศาจ 

     

         ตุ๊บ !

     

         เสียงของหัวโอรันที่ปีศาจพึ่งคายออกมา สภาพของมันแหวะหวะจนไม่อาจจะระบุตัวตนได้ด้วยซ้ำ น้ำลายกรดของปีศาจตัวนั้นยังคงกัดกร่อนไปบนหัวของโอรันอย่างช้าๆ  ผู้คนต่างมองดูราวกับฉากในขุมอเวจี 

     

         เสียงหล่นของหัวราวกับเสียงระฆังที่บอกเวลาการล่า  ปีศาจเริ่มต้นการสังหารอีกครั้ง  เหยื่อรายที่สองเป็นดาร์คเอลฟ์คนหนึ่งที่เข่าของมันอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองกับพื้นดิน  มันไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวหนีด้วยซ้ำ  ในหัวของมันลืมเลือนแม้แต่การใช้พลังเวท  ภาพการตายของโอรันสร้างความหวาดกลัวให้กับมันมากเกินไป  เมื่อไม่หลบหนีมันก็ไร้ซึ่งทางรอด กรงเล็บอันแหลมคมฉีกกระฉากช่วงท้องของมันจนเปิดออก  ลำไส้สีขาวไหลออกมากองกับพื้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของมัน   แต่เพียงครู่เดียวมันก็ขาดใจตายไป 

     

         “ ท่านปีศาจผู้ยิ่งใหญ่  ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด  ให้ข้าเป็นทาสรับใช้ของท่านก็ได้ “

     

        ดาร์คเอลฟ์คนหนึ่งทรุดลงไปกับพื้น มันคุกเข่าลงไปพร้อมกับก้มหมอบทำความเคารพปีศาจตัวนั้นในทันที  เมื่อความตายมาถึง  ผู้คนก็ต่างรักในชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้นผู้คนทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด แม้แต่การอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีก็ตาม

     

        โลกเวทมนตร์แห่งนี้ กฎแห่งป่าคือกฎเกณฑ์เดียวที่คงอยู่เสมอไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี  ปลาใหญ่กินปลาเล็ก  ผู้แข็งแกร่งกลืนกินเป็นอ่อนแอ หากไม่อยากถูกกดขี่ก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นมาเหนือผู้อื่น  แต่หากอ่อนแอจนไม่สามารถทำสิ่งใดได้  ก็เพียงแต่ก้มหัวยอมเป็นเบี้ยล่างรับใช้ผู้แข็งแกร่ง  ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยกฎแห่งป่าก็ยังคงอยู่เสมอ

     

        ปีศาจเหลือบหางตามองดูดาร์คเอลฟ์คนนั้นก่อนที่จะเดินผ่านมันไปโดยไม่เหลียวแล  ดาร์คเอลฟ์คนนั้นดีใจจนหยดน้ำตาไหลออกมา  ในที่สุดมันก็รอดชีวิตแล้ว  มันพร่ำเอ่ยคำสรรเสริญต่างๆออกมาแม้ไม่รู้ว่าปีศาจตัวนั้นจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ 

     

         เมื่อมีรายแรกรอด  รายที่สองที่สามก็เริ่มตามมา  ดาร์คเอลฟ์นับสิบคนเริ่มก้มหัวศิโรราบต่อปีศาจตัวนั้นด้วยความรักตัวกลัวตาย แม้มันจะจงรักภักดีกับโอรันแต่ในเมื่อเจ้านายเก่าตายไปแล้ว  การมีเจ้านายใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เมื่อมีหนทางรอดแม้เพียงน้อยนิดมันก็จะรีบคว้าเอาไว้                 

     

        แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่จะก้มหัวให้ปีศาจ มีดาร์คเอลฟ์จำนวนไม่น้อยที่จงรักภักดีต่อโอรันจนยอมตายแทนได้  พวกมันด่าทอพวกที่ก้มหัวให้ปีศาจด้วยความเจ็บใจ    หลายคนกำอาวุธในมือด้วยความแค้นแล้วรวมกลุ่มกันต่อสู้กับปีศาจในทันที พลังเวทนับสิบเริ่มรุมโจมตีปีศาจตัวนั้นในทันที 

     

          ทักษะเวทมากมายถูกใช้ออกมากระหน่ำโจมตีไปยังร่างของปีศาจ  อาวุธในมือต่างฟาดฟันไปอย่างเกรี้ยวกราด  ความกลัวตายกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกมันกัดฟันสู้  แม้จะรู้ว่าระดับพลังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว  แต่หากหนีก็คงมีแต่ตายเท่านั้น

     

         “ เห็นไหมว่ามันไม่ได้เป็นอมตะเสียเมื่อไหร่!! หากร่วมมือกัน พวกเราฆ่าไอ้ปีศาจอับลักษณ์นี่ได้แน่ “ 

     

        ความหวังเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อดาร์คเอลฟ์ระดับอัศวินคนหนึ่งสร้างบาดแผลให้กับปีศาจได้เป็นครั้งแรก  ปีศาจคำรามอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อถูกแทงเข้าไปที่ขาข้างหนึ่ง 

     

        เมื่อเห็นว่ามีหนทางเอาชนะได้ พวกนักเวทเผ่ามนุษย์และดาร์คเอลฟ์ที่เป็นระดับอัศวินก็ต่างร่วมมือกันสู้ นี่คงเป็นความสามัคคีครั้งแรกตั้งแต่สงครามนี้เกิดขึ้น เมื่อความตายมาจ่อที่ลำคอพวกมันก็เริ่มสามัคคีกันโดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า 

     

        แม้พลังของพวกนักเวทระดับอัศวินจะพอต้านปีศาจได้บ้าง  แต่สำหรับนักเวทระดับผู้ใช้มนตราและระดับนักรบแล้ว อย่างมากมันก็ทำหน้าที่ได้เพียงเหยื่อล่อของปีศาจเท่านั้น  เพียงไม่นานศพของพวกนักเวทระดับผู้ใช้มนตราและระดับนักรบก็กองเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดิน

     

         “ ไอ้ปีศาจบ้านี่มันไม่รู้จักตายรึยังไงกัน!! ขนาดโดนไปขนาดนี้แล้วยังไม่ล้มลงอีก “

     

         นักเวทคนหนึ่งที่มีรอยข่วนอยู่บนแขนกัดฟันพูดออกมาอย่างหัวเสีย แม้พวกเขารุมโจมตีจะสามารถโจมตีจนร่างของปีศาจเริ่มมีบาดแผลได้แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าปีศาจมันจะตายหรืออ่อนแรงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำนักเวทระดับอัศวินคนหนึ่งยังพึ่งพลาดท่าถูกปีศาจฆ่าตายไปอีกด้วย       

     

          “ เล็งโจมตีไปที่จุดอ่อนบนร่างกายมัน  อย่างตา ปาก  หรือส่วนอื่น  !! โจมตีไปที่ตัวมันก็มีแต่เหนื่อยเปล่า หนังของมันแข็งอย่างกับเกราะเหล็ก ขนาดพวกเรารุมโจมตีขนาดนี้ยังทำให้มันบาดเจ็บได้ไม่เท่าไหร่เอง ”

     

         เริ่มมีผู้ที่ฉลาดเสนอความคิดขึ้น  ใช่ว่าปีศาจตัวนี้จะไม่รู้จักตาย แต่ด้วยผิวหนังอันแข็งแกร่งของมันจึงทำให้ไม่ว่าจะถูกรุมโจมตีแค่ไหนมันก็กลับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

     

        และแล้วนักเวทเหล่านั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตี พวกเขาเริ่มเล็งไปที่ส่วนผิวหนังอ่อนๆบนร่างกายของปีศาจ  แม้ระดับพลังของปีศาจจะแข็งแกร่งกว่าพวกนักเวทระดับอัศวิน  แต่หากโจมตีถูกจุดอ่อนล่ะก็  ไม่แน่พวกเขาก็อาจจะมีหนทางชนะอยู่บ้าง   แต่ก็ใช่ว่าปีศาจตัวนี้จะเปิดช่องให้โจมตีโดยง่าย ในที่สุดพวกนักเวทก็รับรู้ว่าการสังหารปีศาจนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยแม้แต่น้อย

     

         แต่ในตอนนั้นเองที่นักเวทคนหนึ่งกำลังถูกปีศาจกัดที่กลางลำตัว นักเวทอีกคนหนึ่งก็ลอบเข้าโจมตีปีศาจจากด้านข้าง หอกสีเงินแทงทะลุเข้าไปในดวงตาสีอำพรรณของปีศาจจนมันคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่การโจมตีของนักเวทยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น  เขาใช้พลังเวททั้งหมดทุ่มไปที่การโจมตีที่ดวงตาของปีศาจ เสาดินอันแหลมคมถูกสร้างขึ้นจากฝ่ามือของนักเวทคนนั้น เวทพสุธาอันแข็งแกร่งโจมตีไปที่ดวงตาของปีศาจ  บาดแผลแรกราวกับประตูเปิดทางให้โจมตีซ้ำ  ดวงตาของปีศาจถูกพลังเวทนั่นทำลายจนแหลกเหลว  ดวงตาข้างนั้นของมันหายไปพร้อมกับแอ่งโลหิตที่เกิดขึ้นรอบๆดวงตาของมัน   

     

        กรงเล็บของปีศาจตะปบไปที่ร่างของนักเวทคนนั้น เพราะใช้พลังในการโจมตีเมื่อครู่ไปมากทำให้เขาแทบจะไม่หลงเหลือพลังเอาไว้ในยามหนี  เพียงเสี้ยววินาทีร่างของนักเวทคนนั้นก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนจากกรงเล็บของปีศาจ  เลือดกระจัดกระจายไปพร้อมกับชิ้นส่วนของนักเวทเคราะห์ร้ายคนนั้น 

     

         คนอื่นหาได้มามีเวลาเสียใจต่อการตายของนักเวทผู้เสียสละ  พวกเขามองไปที่บาดแผลบริเวณดวงตาซ้ายของปีศาจด้วยความหวัง  หากรุมโจมตีไปยังบาดแผลนั่นล่ะก็  ย่อมมีทางฆ่าปีศาจตัวนี้ได้แน่  นี่คือสิ่งที่เหล่านักเวทเดนตายกำลังคิดอยู่ แม้พวกเขาจะเหลือกันเพียงไม่ถึงครึ่งของในตอนแรกที่จัดกองทัพ แต่พวกเขาเชื่อว่าพลังของพวกเขาย่อมกำจัดปีศาจตัวนี้ได้แน่ 

     

        แต่ครู่เดียวพวกเขาก็รับรู้ว่าสิ่งที่คิดมันช่างแตกต่างกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง  เมื่อปีศาจได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ดวงตามันก็เริ่มคลุ้มคลั่งในทันที พลังของปีศาจอยู่ๆก็เพิ่มขึ้นมาด้วยความโกรธ  พลังของมันสะกดข่มทุกคนโดยชิ้นเชิง  จิตใจของพวกนักเวทมีเพียงความหวาดกลัว  เปลวไฟอันร้อนแรงที่พ่นออกมาจากปากของปีศาจเผาทำลายทุกสิ่งจนพินาศ

     

        หลังจากที่ปีศาจเริ่มคลุ้มคลั่งมันก็เริ่มสังหารและโจมตีอย่างโหดเหี้ยมมากกว่าเก่า  เพียงไม่นานพวกนักเวทก็ถูกสังหารไปจนหมด  ดวงตาข้างซ้ายที่เป็นหลุมลึกจากบาดแผลยิ่งทำให้หน้าตาของปีศาจตัวนี้ดูน่ากลัวกว่าเดิมอีกหลายเท่า ตอนนี้เหลือเพียงพวกดาร์คเอลฟ์ที่หมอบก้มหัวอยู่กับพื้นเท่านั้นที่ยังมีชีวิตรอด

     

         “ ท่านปีศาจจงเจริญ!! ท่านช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก พวกข้าขอติดตามท่านไปจนวันตาย “

     

         คำสรรเสริญมากมายพร่ามออกมาจากปากพวกมันอย่างไม่มีหยุดหย่อน  พวกมันได้เห็นทุกฉากของการสังหารหมู่ ได้ยินทุกเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ที่เคยเป็นสหายร่วมรบของพวกมัน  แต่บัดนี้พวกคนเหล่านั้นที่คิดต่อต้านปีศาจก็กลายเป็นเพียงศพเท่านั้น นี่ทำให้พวกมันได้เรียนรู้ว่าการยอมเป็นเบี้ยล่างคือหนทางรอดเพียงทางเดียว 

     

        แต่แล้วพวกมันก็ได้เรียนรู้อีกหนึ่งเรื่องเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต  ว่าการที่มันศิโรราบต่อปีศาจที่กระหายเลือดทำได้เพียงแค่ยืดอายุขัยของมันได้ชั่วคราวเท่านั้น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายเมื่อร่างของพวกมันถูกเปลวไฟจากปากของปีศาจเผาทั้งเป็น  เพียงไม่นานพวกมันก็กลายเป็นเพียงก้อนถ่านรูปมนุษย์เท่านั้น 

     

         ปีศาจตัวนี้ไม่ได้เลือกไว้ชีวิตพวกมันตั้งแต่แรกแล้ว มันแค่มองข้ามเหยื่อที่อ่อนแอไปก็เพียงเท่านั้น  เมื่อเห็นว่าเหยื่อกลุ่มนี้ไม่ได้วิ่งหนี  มันก็แค่ต้องการจะเก็บไว้สังหารในตอนท้าย มันหาได้ต้องการได้กลุ่มของดาร์คเอลฟ์มาเป็นลูกน้องแต่อย่างใด   ก็เพียงแค่เหยื่อกลุ่มหนึ่งที่ทำเสียงอู้อี้ออกมาจนน่ารำคาญก็เท่านั้น