“แย่แล้ว!”
“เด็กคนนั้นกำลังจะโดนชน”
“กรี๊ดด!”
“...”
“...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”
ไม่รู้ว่าใครเป็คนที่พูดประโยคนั้นออกมาแต่มันคือคำถามที่ตรงใจสำหรับผู้คนในบริเวณนี้ทั้งหมด
จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะเห็นว่ารถกำลังจะชนเข้ากับเด็กผู้หญิงตัวน้อยกลายเป็ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นเพราะความใรถยนต์ที่พุ่งเข้ามาพยายามเบรกด้วยความเร็วสูงแม้แต่ตัวคนขับเองก็กัดฟันหลับตาจนแน่นเมื่อเห็นว่าระยะเท่านั้นไม่สามารถเบรกทันได้แน่ๆ
รถคันนั้นกลับถูกหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กน้อยเพียงครึ่งเมตรไอร้อนและเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ทำให้ฮุ่ยเอ๋อที่ใได้สติขึ้นมาเด็กน้อยหันไปมองด้านข้างก็ได้สบตาเข้ากับนายหญิงของเธอที่ใช้มือข้างเดียวแตะเบาๆที่รถคันนั้นอยู่เป็ที่น่าฉงนยิ่งสำหรับคนทั่วไป
บางคนก็คิดว่าโชคดีที่สามารถเบรกได้ทันเวลา
แต่กับฮุ่ยเอ๋อเธอรู้ดีว่าเป็นายหญิงของเธอต่างหากที่เป็คนช่วยเอาไว้
“...นายหญิงคะ”
น้ำตาของเด็กน้อยไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างเธอสะอื้นเบาๆแล้วเข้าไปกอดเอวของไป่ฟานเซียนไว้ไม่ห่างมือเรียวบางอีกข้างที่ว่างอยู่ถูกนำมาใช้ลูบหัวของฮุ่ยเอ๋อเพื่อปลอบขวัญอย่างใจดี
ประสบการณ์เสี่ยงตายที่กะทันหันเช่นนี้ย่อมเป็เื่น่ากลัวสำหรับเด็กน้อยเช่นนี้
“เ้าไม่เป็อะไรแล้ว”
ไป่ฟานเซียนพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาพลังปราณในร่างของนางถูกส่งเข้าไปในร่างของเด็กน้อยที่กำลังเสียขวัญเมื่อััได้ถึงความอบอุ่นและสดชื่นที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวฮุ่ยเอ๋อก็เงยหน้าขึ้นมองนายหญิงของเธออย่างประหลาดใจ
“...ไม่กลัวแล้วกระมัง?”
ไป่ฟานเซียนถามเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มบางเบาฮุ่ยเอ๋อที่รู้สึกราวกับตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนฟ้าพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“หนูไม่กลัวแล้วค่ะ! นายหญิง”
ฮุ่ยเอ๋อปล่อยเอวของไป่ฟานเซียนอย่างอายๆยิ่งเห็นรอยน้ำตาที่เสื้อของนายหญิงของตนใบหน้ากลมเล็กนั้นก็แดงเรื่อขึ้นมาอีก
“มันคืออะไรเหรอคะ?”
“...เอาไว้ข้าจะสอนเ้าทีหลังนะ”
ไป่ฟานเซียนลูบหัวเด็กน้อยอย่างสงบที่เธอใช้เมื่อครู่ก็แค่การส่งปราณบริสุทธิ์เข้าไปในร่างของฮุ่ยเอ๋อเท่านั้นมันสามารถช่วยปรับสภาพจิตใจและร่างกายได้เล็กน้อย
อันที่จริงเธอก็ไม่คิดเลยว่ามันจะได้ผลเร็วขนาดนี้
แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือรถยนต์ตรงหน้า
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัยและผู้คนก็เริ่มมามุงดูกันมากขึ้นเรื่อยๆรถยนต์สีดำคันหลังกลับรีบถอยหลังแล้วเลี้ยวหนีออกไปจากบริเวณนี้ทันทีเหลือเพียงแต่รถอีกคันที่เกือบจะชนเข้ากับฮุ่ยเอ๋อเท่านั้นที่ยังอยู่
ดูเหมือนคนในรถคันหน้าจะระแวงรถสีดำที่พึ่งขับหนีไปอย่างยิ่งแต่เมื่อมั่นใจดีแล้ว ก็มีคนหลายคนที่รีบเร่งลงมาจากรถอย่างไวที่สุด
“หนูเป็อะไรไหม!?”
คนที่รีบเข้ามาเป็คนแรกคือชายวัยกลางคนเขาอยู่ในชุดทำงานสีน้ำตาลด้านหลังของเขาตามมาด้วยกลุ่มคนในชุดสูทที่ราวกับบอดี้การ์ด 3 คนรีบตามมาหนึ่งในนั้นบนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ผู้ฝึกตน?
ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจนอกเหนือจากชายวัยกลางคนที่เป็แค่ระดับรวมปราณขั้น 10 แล้วบอดี้การ์ดทั้งสามคนที่มาด้วยอยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นกลางๆกันหมด
“...หนูไม่เป็ไร”
ฮุ่ยเอ๋อตอบรับอย่างงงๆเธอยังค่อนข้างขี้อายที่จะคุยกับคนแปลกหน้าอยู่บ้างและเมื่อชายวัยกลางคนคนนั้นสำรวจร่างกายของฮุ่ยเอ๋อจนพอใจว่าไม่มีาแแล้วเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายตาของไป่ฟานเซียนทั้งสิ้น
แต่เพราะว่านางััไม่ได้ถึงประสงค์ร้ายของคนกลุ่มนี้ทั้งยังััได้ถึงความกังวลและเป็ห่วงที่ผสมปนเปอยู่ในแววตาของพวกเขาจึงทำให้เธอปล่อยให้พวกเขาเข้าใกล้ฮุ่ยเอ๋อโดยไม่เข้าไปขวาง
ไป่ฟานเซียนค่อนข้างจะมีนิสัยที่รักพรรคพวกอย่างยิ่ง
เธอไม่เคยยอมให้คนสนิทของเธอทั้งหลายต้องโดนเอาเปรียบหรือโดนทำร้ายเด็ดขาด
ชายวัยกลางคนหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแม้จะโล่งใจไปแล้วเปลาะหนึ่งแต่เขาก็ยังไม่วางใจอยู่
“หนูไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกรอบดีไหม?”
“...เอ่อ?”
ฮุ่ยเอ๋อไม่ทันตั้งตัวกับคำถามเธอหันไปมองไป่ฟานเซียนที่เป็นายหญิงราวกับจะถามว่าจะเอาอย่างไรดี
เมื่อเห็นสายตาของฮุ่ยเอ๋อชายวัยกลางคนก็เข้าใจทันทีว่าหญิงสาวที่มีใบหน้าและท่าทางงดงามตรงหน้านี้คงจะเป็ผู้ปกครองของเด็กน้อยคนนี้
“คุณเป็ผู้ปกครองของเด็กคนนี้ใช่ไหมครับ?ผมต้องขอโทษจริงๆเพราะความสะเพร่าไม่ระวังของพวกผมทำให้เด็กคนนี้เกือบจะาเ็เสียแล้ว”
เขาพูดกับไป่ฟานเซียนอย่างสุภาพทั้งยังเต็มไปด้วยท่าทางสำนึกผิดอย่างแท้จริง
“ถ้ายังไงให้เธอไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกรอบดีไหมครับ?ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจะเป็คนออกให้เอง”เขายังยืนกรานที่จะเสนอให้ฮุ่ยเอ๋อไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อความแน่ใจ
“...ไม่เป็ไร”
ไป่ฟานเซียนกลับปฏิเสธความหวังดีของเขาในเมื่อเขายอมรับความผิดแล้วยังขอโทษอย่างสุภาพ เธอก็คร้านที่จะใส่ใจเื่นี้อีก
สิ่งที่เธอสนใจกลับเป็รถคนเมื่อครู่เสียมากกว่า
เพราะรถที่พึ่งขับหนีไปเองก็มีผู้ฝึกตนอยู่ในนั้นเช่นกัน
ทั้งคนหนึ่งยังเป็ถึงระดับจอมยุทธ์ขั้น2 เสียด้วย
นอกจากนี้คนพวกนั้นยังเต็มไปด้วยจิตสังหารเธอเกรงว่าถ้าไม่มีเื่ราววุ่นวายนี่เกิดขึ้นพวกนั้นคงลงมาจากรถแล้วเข้าปะทะกับกลุ่มของชายวัยกลางคนตรงหน้าไปแล้ว
“ผมชื่อถังซื่อหานนี่เป็นามบัตรของผมครับ”ชายวัยกลางคนหรือถังซื่อหานยื่นนามบัตรที่มีเพียงชื่อและเบอร์โทรของเขาให้กับไป่ฟานเซียน
“ถึงจะไม่ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลผมก็ต้องชดเชยให้กับพวกคุณอยู่ดี พอจะมีอะไรที่พวกผมทำได้ไหมครับ?”
ถังซื่อหานกลับเป็คนที่ดื้อรั้นเกินคาดเขาจะรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งถ้าไม่ได้แก้ไขในสิ่งที่ทำผิด
“ไม่เป็ไร...ฮุ่ยเอ๋อไปเถอะ”
ไป่ฟานเซียนไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดนางเพียงหันไปหาเด็กน้อยข้างตัวที่กลับมากอดกระเป๋าเอาไว้แน่นด้วยสองมืออีกครั้งแล้วเดินนำออกไป
เด็กน้อยฮุ่ยเอ๋อหันกลับมาก้มหัวเพื่อบอกลาถังซื่อหานอย่างมีมารยาทก่อนที่จะรีบวิ่งด้วยขาเล็กๆนั้นตามหลังผู้เป็นายข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง
ถังซื่อหยวนมองแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่สบายใจเขามองจนกระทั่งไป่ฟานเซียนเดินเข้าไปในประตูโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามแล้วหายเข้าไปในนั้น
“ดูเหมือนพวกเธอจะเข้าพักที่โรงแรมนั้นนะครับนายท่าน”
“อาหม่าตามไปดูพวกเธอหน่อย หากมีอะไรขาดเหลือก็ช่วยจัดการให้ด้วย”ถังซื่อหยวนสั่งงานบอดี้การ์ดด้านข้างอย่างว่องไว
“ครับ”
บอดี้การ์ดที่ชื่ออาหม่ารีบวิ่งตามไปเหลือไว้เพียงถังซื่อหยวนและบอดี้การ์ดอีกสองคน
“เกือบไปแล้วอาเทียน นายเกือบจะชนกับเด็กคนนั้นแล้วนะ”เขาหันไปต่อว่าบอดี้การ์ดอีกคนที่เป็คนขับรถเมื่อครู่อย่างไม่พอใจซึ่งอาเทียนเองก็ก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“ขอโทษครับนายท่าน”
“...เฮ้อไม่เป็ไร ดีแล้วที่นายเบรกทันปฏิกิริยาตอบสนองยังใช้ได้นี่” ถังซื่อหยวนตบไหล่อาเทียนเบาๆเป็เชิงปลอบใจแต่คำพูดของเขากลับทำให้อาเทียนตัวสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“...เอ่อนายท่านครับ เมื่อกี้นี้ผมคิดว่าผมเบรกไม่ทันครับ” อาเทียนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆยิ่งคิดไปถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น
“หมายความว่าไงนายก็เบรกได้พอดีเลยนี่?” ถังซื่อหยวนถามอย่างไม่เข้าใจ
“ผะ..ผมเบรกไม่ทันแน่ๆครับ! แต่ว่า...”
“แต่อะไร?”
“อยู่ๆรถมันก็หยุดเองครับ!” อาเทียนกลายเป็หน้าตาตื่น เขารีบเล่าออกไปต่อว่า “ผมเหยียบเบรกไปแล้วและมันไม่ทันแน่ๆ แต่อยู่ๆผู้หญิงคนนั้นก็มาปรากฏตัวด้านหน้ารถแล้วรถมันก็หยุดครับ!”
เขาเล่าออกมายาวเหยียดไม่เว้น่
“...หรือว่าเธอคนนั้นจะเป็คนหยุดรถ?”
ถังซื่อหยวนเองก็เริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ
เพราะตอนที่อาเทียนเบรกเขาก็อยู่ในรถและััได้ถึงแรงที่เหวียงตัวเขาให้พุ่งไปด้านหน้า แต่แล้วอยู่ๆรถมันก็นิ่ง
ราวกับถูกอะไรบางอย่างมาหยุดไว้กลางอากาศเสียอย่างนั้น!
พอได้มาไตร่ตรองทุกอย่างให้ดีแล้วใบหน้าเขาก็เริ่มซีดเขาหันไปถามบอดี้การ์ดของตนเองว่า
“อาเทียนถ้าเป็พวกนายคิดว่าสามารถหยุดรถที่พุ่งมาแบบนี้ได้ไหม?”
อาเทียนและบอดี้การ์ดอีกคนหันมามองหน้ากันก่อนจะส่ายหัวให้เห็นอย่างจนปัญญา
“ให้หยุดอาจจะได้แต่ไม่มีทางที่พวกผมจะหยุดมันลงในทันทีแบบนี้แล้วยังไม่เกิดแรงปะทะได้หรอกครับ”
สิ่งที่เขาพูดเป้นความจริงตัวเขาและสหายล้วนเป็บอดี้การ์ดที่เป็ผู้ฝึกตนซึ่งทำงานให้กับตระกูลถังพวกเขาอยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางๆ หากจะ้าหยุดรถสักคันย่อมเป็ไปได้แต่รถคันนั้นก็คงจะบู้บี้เพราะแรงปะทะและคนบนรถย่อมไม่ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้แน่
“...แล้วถ้าเป็ระดับของพ่อละ?”
“ถ้าเป็ระดับจอมยุทธ์ขั้น6 เช่นนายใหญ่ก็อาจจะทำได้ครับ แต่ก็คงต้องมีร่องรอยการใช้ลมปราณออกมาให้เห็นแต่ยังไงก็ไม่มีทางที่คนบนรถจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนครับ” อาเทียนตอบด้วยความจริงแต่ยิ่งเขาพูดออกมาเขาก็ยิ่งคิดได้ว่าสิ่งที่เขาพึ่งเผชิญมันเป็เื่ที่ร้ายแรงแค่ไหน
“...หรือเธอคนนั้นจะเป็ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์?”
คำพูดที่พลั้งปากออกมาของอาเทียนทำให้ถังซื่อหยวนกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างฝืดๆเพราะตัวตนระดับปรมาจารย์นั้นอยู่เหนือพวกเขาไปหลายขั้นนัก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้นั่นไงล่ะตัวตนที่สามารถเดินเหินบนอากาศทั้งยังเต็มไปด้วยพลังรบมากกว่าทหารทั้งกองทัพเสียอีกนั่นแหละคือพลังคร่าวๆของระดับปรมาจารย์!
“อาเทียนบอกอาหม่าให้ดูแลพวกเธออย่างดีที่สุด! ฉันจะรีบตามไปเดี๋ยวนี้!”
ถังซื่อหยวนออกคำสั่งกับบอดี้การ์ดคนสนิทอย่างลนลานพร้อมกันนั้นเขาก็รีบตามเข้าไปยังโรงแรมนั้นอย่างรวดเร็ว