“โอ้ นี่สินะบ้านของข้า” มู่เหม่ยอวี้เบิกตาโตเมื่อมองเห็นบ้านของครอบครัวมู่จินตนาการไว้บ้างแล้วในเบื้องต้นว่าอาจจะเป็บ้านโทรมๆ เก่าๆ เมื่อเห็นจริงๆก็ยังรู้สึกอดไม่ได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาแบบนี้
บ้านของครอบครัวมู่มีพื้นที่โดยรอบหนึ่งหมู่ รูปทรงง่ายๆที่พบเห็นได้ทั่วไปตามชนบท บ้านนี้มีขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับจำนวนสมาชิกที่มีถึงห้าคนจะว่าไปมันก็ไม่ได้ทรุดโทรมผุพังถึงขั้นรับไม่ได้ แต่ก็มีร่องรอยการซ่อมแซมหลายแห่งจึงทำให้สีของไม้แตกต่างกันบ้างหัวหน้าครอบครัวคงพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อครอบครัวแล้ว
บ้านมีสามห้องนอน เป็ห้องของมู่หยางเซิงและหลินเหม่ยเอินหนึ่งห้องห้องของมู่หยางิ่และมู่หยางเฉินหนึ่งห้องและอีกห้องเป็ของบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียว มู่เหม่ยอวี้
มีห้องโถงรวมเล็กๆ สำหรับให้ทุกคนมารวมตัวกันได้มีห้องครัว และห้องน้ำอย่างละห้อง
“แล้วห้องส้วมล่ะ” มู่เหม่ยอวี้ขมวดคิ้วถาม
ทุกคนขมวดคิ้ว “ห้องส้วมคืออะไร”มู่หยางิ่เอ่ยปากถามน้องสาว
‘เห ไม่รู้จักส้วมหรือ’ มู่เหม่ยอวี้ทำหน้าแปลกใจแต่ก็อธิบายให้ฟัง
“ห้องส้วมก็คือห้องที่เราใช้เวลาเราปวดหนักปวดเบาน่ะเ้าค่ะ”
ทุกคนเลิกคิ้วมองหน้ากันอารมณ์ประมาณ‘อย่างนั้นเองหรอกหรือ’
มู่หยางิ่ตอบผู้เป็น้องสาวด้วยความอดทน“ห้องที่ใช้ถ่ายหนักเบา เราจะแยกออกจากตัวบ้าน อยู่ตรงโน้น” เขาชี้ไปอีกด้านห่างออกไปประมาณสิบจั้ง
นางรีบเดินไปเปิดประตูดู “โอ้ แม่เ้า” นางอุทานเพราะลักษณะของส้วมจะเป็หลุมลึก มีไม้พาด้าสำหรับเหยียบ ด้านข้างๆมีไม้เป็แท่งๆ และมีกองดิน นางคาดเดาได้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร “เหอๆๆๆ”นางหัวเราะออกมาเฝื่อนๆ ด้วยเสียงประหลาด
‘สงสัยไอ้นี่คงเป็อันดับแรกที่ข้าต้องปรับปรุงสินะ’นางคิดในใจพร้อมกับทำหน้าเหนื่อยหน่าย
แต่แล้วนางก็ต้องชะงัก ความคิดสะดุดเมื่อนึกถึงปัญหาขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ว่านางจะบอกกับทุกคนในครอบครัวอย่างไรถึงการมีอยู่ของฮอลมิติเพราะแม้จะเป็บุตรสาวของครอบครัวนี้ แต่นางก็เพิ่งจะรู้จักพวกเขานิสัยใจคอพวกเขาเป็อย่างไรกันบ้างก็ไม่รู้ หากนางพูดออกไปไม่แน่อาจจะนำภัยมาสู่ตัวนางก็ได้
‘แล้วข้าจะบอกกับทุกคนอย่างไรดีล่ะเนี่ย อืม เช่นนั้นก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกันขอดูพวกเขาอีกสักหน่อย ว่าไว้ใจได้หรือไม่’ นางวางแผนเงียบๆ คนเดียวในใจ
“นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ลูกๆ หิวกันแย่แล้วแน่เลยประเดี๋ยวแม่ไปทำอาหารให้ก่อนนะ” เสียงหลินเหม่ยเอินกล่าว แล้วนางก็เดินเข้าครัวไปมู่เหม่ยอวี้ทำท่าจะเดินตามเข้าไปช่วย “ประเดี๋ยวข้าไปช่วยท่านแม่เ้าค่ะ”
แต่หลินเหม่ยเอินปฏิเสธ “ลูกยังป่วยอยู่ ลูกควรไปพักผ่อนให้มากๆ”
มู่หยางเซิงพูดขึ้นบ้าง “ใช่ๆ ลูกไปพักเถอะประเดี๋ยวพ่อจะไปตามท่านหมอในเมืองมาดูลูกดีกว่า”
มู่เหม่ยอวี้ปฏิเสธ แต่มู่หยางเซิงก็ยืนยันจะให้หมอมาดูอาการให้บุตรสาว
“ท่านพ่อเ้าคะ นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้วกว่าท่านหมอจะมาถึงก็ดึก มองอะไรก็ไม่ค่อยชัด ตัวข้าเองก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรแค่รู้สึกเจ็บแผลบ้างเล็กน้อยเท่านั้น จะเป็การรบกวนท่านหมอมากเกินไปนะเ้าคะหากท่านพ่อไม่สบายใจ ให้ท่านหมอมาตรวจดูข้าในวันพรุ่งนี้ก็ได้เ้าค่ะ”มู่เหม่ยอวี้ให้เหตุผลกับบิดา ในที่สุด มู่หยางเซิงก็พยักหน้ารับ
“ได้ เอาเช่นนั้นก็ได้ แต่ถ้าลูกรู้สึกไม่ดี ลูกรีบต้องบอกพ่อทันทีเลยนะ”
“เ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้รีบรับคำอย่างว่าง่าย แล้วนางก็เดินเข้าห้องไปพี่ชายรีบนำน้ำมาให้นางได้เช็ดเนื้อตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าและรับประทานอาหารในเวลาต่อมา
อาหารที่หลินเหม่ยเอินนำมาทำให้มู่เหม่ยอวี้รู้สึกน้ำตารื้น จนแทบจะไหลพรากเลยเชียวเพราะมันคือข้าวต้มผสมเกลือแท้ๆ เป็ข้าวต้มจริงๆ นอกจากเกลือแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปน‘ไม่รันทดถึงขนาดกินน้ำข้าวผสมิญญาเมล็ดข้าวเหมือนในนิยายยาจกก็ดีนักหนาแล้วเอาน่ะ! กินเพื่ออยู่’ นางรีบกินข้าว และเข้านอนโดยที่ก่อนนอนนางไม่ลืมกินยาแก้ไข้ แก้อักเสบ ของยุคศตวรรษที่ 21 จากฮอลมิติของนาง ขณะที่อยู่ในห้องนอนคนเดียว แล้วนางก็หลับไปอย่างง่ายดายไม่รู้เพราะด้วยฤทธิ์ยาหรือเพราะความอ่อนเพลีย
ยามเหม่า หลินเหม่ยเอินตื่นมาทำอาหารสำหรับทุกคนวันนี้เป็ข้าวต้มกับผัดผัก รสชาติจืดๆ อีกเช่นเคยยังดีที่วันนี้อุตส่าห์มีผัดผักตั้งสองจานหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย มู่หยางเซิงก็ไปพาท่านหมอมาตรวจดูอาการให้มู่เหม่ยอวี้
“ท่านหมอ อวี้เอ๋อร์เป็อย่างไรบ้างขอรับ”มู่หยางเซิงถามท่านหมอถึงอาการของบุตรสาวทันทีหลังจากที่ท่านหมอตรวจแผลที่ศีรษะของบุตรสาว ร่อยรอยต่างๆ ตามแขนขา และตรวจจับชีพจรเสร็จ
ท่านหมอลูบเคราใต้คางสีเทาๆ ขาวๆ แล้วตอบ “ไม่เป็อะไรมากหรอกประเดี๋ยวข้าจัดยาให้ ให้กินทุกวัน เช้า เย็น สามวัน อย่าให้ขาดอาการฟกช้ำภายในก็จะดีขึ้น อันนี้ยาทาแผลที่ศีรษะ ระวังอย่าให้โดนน้ำ” กล่าวจบท่านหมอก็จัดยาสมุนไพรให้สามชุด แล้วอธิบายกับหลินเหม่ยเอินถึงวิธีการต้มยา
มู่หยางเซิงจ่ายค่ายาสองตำลึงเงินซึ่งถือว่าราคาแพงสำหรับชาวบ้านที่ยากจนเช่นนี้เลยทีเดียวแต่มู่หยางเซิงก็เต็มใจจ่ายโดยไม่อิดออด จากนั้นเขาก็ไปส่งท่านหมอในเมืองโดยเกวียนที่ขอยืมมาจากเพื่อนบ้าน
หลินเหม่ยเอินต้มยาให้มู่เหม่ยอวี้ตามที่ท่านหมอแนะนำทันทีที่คล้อยหลังท่านหมอเมื่อนำยามาให้มู่เหม่ยอวี้นางรู้สึกน้ำตาจะไหลอีกระลอกหลังจากมาอยู่ที่ครอบครัวนี้ไม่นานน้ำตาก็ทำท่าจะปริ่มขึ้นมาทุกวันเสียให้ได้ แค่ได้กลิ่นยา นางก็ขนลุกตั้งชันทั้งตัวแล้ว
‘มันต้องขมมากแน่ๆ ดูสีน้ำสิ ดูกลิ่นสิ อี๋’นางวางแผนว่าจะเททิ้งทันทีหลังจากที่หลินเหม่ยเอินออกจากห้องของนางไปเพราะนางมียาของนางจากฮอลมิติอยู่แล้ว กินง่ายกว่า ประสิทธิภาพก็เชื่อถือได้แต่อนิจจา ท่านแม่ช่างโหดร้ายกับนางยิ่งนัก ท่านแม่ไม่ยอมออกไปจากห้องของนางหากยังไม่เห็นนางดื่มยากับตา มารดาหยิบช้อนตักยาขึ้นมาเป่าให้เย็นลง
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงข้านะเ้าคะประเดี๋ยวข้าดื่มเองได้เ้าค่ะ”
“ไม่ห่วงได้อย่างไรเล่า ลูกป่วยขนาดนี้ท่านหมอก็ย้ำนักย้ำหนา ว่าให้ลูกดื่มยาอย่าได้ขาด แม่ไม่อยากสูญเสียลูกไปนะ”
“แต่มันขมมากเลยนะเ้าคะท่านแม่ ไม่ดื่มได้หรือไม่”
“ไม่ได้หรอกลูก หวานเป็ลมขมเป็ยา ลูกไม่รู้หรือ”
‘งือๆๆๆ’ มู่เหม่ยอวี้อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาจริงๆนางพยายามต่อรอง
“ข้าว่า มันยังร้อนเกินไปรอให้มันเย็นอีกสักหน่อยเถอะเ้าค่ะท่านแม่”
ท่านแม่ยิ้มหวานแล้วรับปาก “ได้สิประเดี๋ยวแม่รอลูกดื่มยาเสร็จแล้วแม่ค่อยออกไป แม่รอได้”
มู่เหม่ยอวี้รู้สึกอยากจะกรี๊ดกับความเอาใจใส่ของมารดาเหลือเกินสุดท้ายคิดว่าถึงอย่างไรนางก็ไม่รอดแน่ๆ นางจึงต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับความขมของยา‘สู้เว้ย’ แล้วก็รีบเป่ายาจนอุ่น แล้วดื่มพรวดลงไปทีเดียวหมดชามน้ำตาปลิ้นด้วยความขม รีบดื่มน้ำตามทันที
หลินเหม่ยเอินปรบมือแปะๆ ให้บุตรสาว “เก่งมากลูกรักบุตรสาวของแม่โตแล้วสิเนี่ย ดื่มยาทีเดียวหมดเลย”
ท่านแม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กล่าวชมแล้วเก็บชามยาเดินออกจากห้องของมู่เหม่ยอวี้ไป