แข็งแกร่งขึ้น
หลังออกจากประตูมิติ หวังเฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ป่าภายในโลกมหาชนเผ่า มันเป็นป่าเดิมซึ่งที่เขาเคยมาเมื่อวันก่อน
ทันทีที่มาถึงป่าแห่งนี้ สิ่งแรกที่หวังเฉินทำก็คือกวาดสายตามองรอบๆ เช่นเดิม วันนี้มีแสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้ยามค่ำคืนไม่ได้มืดมิด ถูกความมืดปกคลุมมากเกินไป
ภายในป่ายังคงมีเสียงของสัตว์อสูรดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ หวังเฉินพลันกวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปโดยรอบ ทันใดนั้น เขาได้ค้นพบสัตว์อสูรหลายตัวในพื้นที่โดยรอบ มีตัวหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขา
มันเป็นวัวกระทิงตัวหนึ่งที่ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก มันเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ขั้นกลาง มีความแข็งแกร่งที่ไม่ด้อยเลย
“ไม่เลว” หวังเฉินพูดคำนี้ออกมา ชัดเจนว่าเขาคิดที่จะลงมือจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ ซึ่งเขาขอเรียกมันว่า ‘กระทิงเหล็ก’ ก็แล้วกัน เนื่องจากมันถูกห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก
‘ถ้าได้กินเนื้อกระทิงเหล็กตัวนี้ ระดับพื้นฐานฝึกตนของข้าคงเพิ่มขึ้นหนึ่งถึงสองขั้น’ หวังเฉินคิดกับตัวเอง ขณะที่เริ่มมุ่งหน้าไปหากระทิงเหล็ก
ใช้เวลาอยู่ไม่นาน หวังเฉินก็มาถึงจุดที่กระทิงเหล็กอยู่ มันกำลังมองหาเหยื่อ รอบๆ จุดที่มันอยู่ล้วนเต็มไปด้วยเศษซากกระดูกของสัตว์อสูรตัวอื่น
“มอ!” ทันใดนั้นมันก็มองเห็นเหยื่อ เหยื่อที่ว่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหวังเฉิน
เมื่อพบเห็นเขา กระทิงเหล็กก็มีน้ำลายไหลยืดออกมา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังหิว สองดวงตาคู่แดงก่ำของมันจ้องเขม็งที่หวังเฉิน ขาข้างหนึ่งเขี่ยพื้นดินหลายครั้ง ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่หวังเฉิน เขาคู่ยาวแหลมคมใหญ่โตของมัน ล้วนมุ่งไปที่ร่างของหวังเฉิน
เขาไหนเลยจะยืนอยู่เฉยๆ ให้มันพุ่งเข้ามาขวิดฆ่าได้ตามใจ มือขยับ กระบี่ก็มาปรากฏในมือ กระตุ้นแก่นอมะภายในร่าง เขากระโดดตีลังกาขึ้น ตวัดกระบี่ฟันใส่หลังของกระทิงเหล็ก
เคร้ง!
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังขึ้น บังเกิดเป็นประกายไฟ
“มอ!” กระทิงเหล็กแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่าหลังของมันจะห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก แต่ท่ามกลางการลงมือของหวังเฉิน เกราะเหล็กของมันจะทนได้อย่างไร?
เกราะเหล็กถูกฟันจนแตกออก ทำให้คมกระบี่กรีดลงไปในผิวหนังของกระทิงเหล็กระดับหนึ่ง ส่งผลให้มันแผดเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและโกรธแค้นในเวลาเดียวกันอย่างที่เห็นอยู่นี้
“แข็งไม่เลว” หวังเฉินอดพูดออกมาไม่ได้ เดิมทีเขาคิดว่าการฟันของเขาครั้งนี้ คงสร้างบาดแผลให้มันมากกว่านี้ แต่เขากลับสร้างบาดแผลให้มันเพียงนิดเดียว
สิ่งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเกราะเหล็กของกระทิงเหล็กนั้นแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกที่เกราะของมันจะแข็งแกร่ง เพราะจะอย่างไรกระทิงเหล็กก็เป็นสัตว์อสูรระดับสี่ขั้นกลางตัวหนึ่ง ซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นกลาง
ไม่สนใจเสียงแผดร้องของกระทิงเหล็ก หวังเฉินที่เท้าเพิ่งจะสัมผัสพื้นพุ่งปราดเข้าหามันด้วยความเร็วยิ่ง กระบี่ในมือจวงแท้ออก
ฉึก!
เสียงกระบี่แทงเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งของกระทิงเหล็ก
“มอ!” กระทิงเหล็กแผดร้องอีกครั้งอย่างเจ็บปวด ถึงแม้ว่ามันจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นกลาง แต่สติปัญญากลับไม่อาจเทียบได้ มันจึงไม่ใช่คู่มือของหวังเฉินแม้แต่น้อย
หวังเฉินถอนดึงกระบี่ออก ก่อนที่จะฟัดเข้าใส่กลางหน้าผากของกระทิงเหล็ก ครั้งนี้กระทิงเหล็กปราศจากซึ่งเสียงแผดร้อง ร่างกายถูกแยกออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย เลือดสีแดงสดสาดกระจาย กลิ่นคาวเลือดถึงกับคละคลุ้งในอากาศ
หวังเฉินตวัดปลายกระบี่ไล่คาบเลือดที่ติดอยู่ตามใบกระบี่ทิ้งไป จากนั้นลงมือชำแระกระทิงเหล็กเพื่อที่จะได้ย่างเนื้อของมันกิน
ผ่านไปแค่ครู่เดียว กลิ่นโชยหอมหวนของเนื้อกระทิงเหล็กย่างก็กระจายเต็มอยู่ในอากาศ มีสัตว์อสูรหลายตัวคิดเข้าใกล้ เนื่องจากได้กลิ่นเนื้อกระทิงย่าง
แต่ช่างเป็นที่โชคร้าย พวกมันถูกหวังเฉินใช้กระบี่ฟันขาดครึ่งตายลงทั้งหมด สัตว์อสูรหลายตัวที่พบเห็น ต่างก็พากันหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้อีก พวกมันเป็นแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งระดับสอง ไม่ก็ระดับสาม ส่วนระดับสี่ขึ้นไป มีน้อยนักที่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นในป่าแห่งนี้
หวังเฉินนั่งกัดกินเนื้อกระทิงเหล็กย่างอย่างอร่อย รสชาติของมันไม่เลวจริงๆ สำหรับเขา
ไม่นานเนื้อกระทิงย่างทั้งหมดก็ตกลงสู่ท้องของหวังเฉิน พลังปราณฟ้าดินที่บริสิทธิ์ได้ปะทุขึ้นมาภายในตันเถียนของเขา เขาไม่ลังเลที่จะนั่งเข้าฌานฝึกตน เพื่อดูดซับพลังปราณฟ้าดินทั้งหมดที่ได้รับจากการกินเนื้อกระทิงเหล็ก
พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงจนเกือบที่จะถึงเช้า เปลือกตาทั้งคู่ของหวังเฉินพลันลืมขึ้นมา ทั่วร่างรู้สึกได้ถึงพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมสองขั้น เป็นที่แน่นอนว่าพื้นฐานฝึกตนของเขาได้ทะยานขึ้นมาสองขั้น จากระดับปฐพีขั้นต้นมาถึงระดับปฐพีขั้นปลาย!
ความเร็วการฝึกตนของเขา ย่อมเป็นระดับสัตว์ประหลาดไปนานแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าตกใจไปมากกว่านี้
“ระดับปฐพีขั้นปลาย” หวังเฉินลุกยืนขึ้นด้วยความพึงพอใจ เขาพอใจกับผลลัพธ์นี้อย่างยิ่ง
มองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น เขาก็รู้ว่าตัวเองจำเป็นที่จะต้องกลับบ้านแล้ว ความคิดกำลังจะส่งไปที่แหวนมิติ เพื่อนำเอาศิลาประตูมิติออกมา
อย่างไรก็ตาม ความคิดของเขากลับต้องหยุดชะงัก เนื่องจากมีหอกเล่มหนึ่งพุ่งมาทางเข้าด้วยความเร็วอันน่าหวาดกลัว
ดวงตาของหวังเฉินหรี่ลง พลิกมือนำกระบี่ออกมาจากแหวนมิติ ฟันหอกที่พุ่งเข้ามาจนแยกออกเป็นสองส่วน
จิตสัมผัสกระจายออกไป เขาพลันพบเห็นผู้ที่ขวางหอกมา เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีผิวขาว ไม่สวมใส่เสื้อผ้า เพียงสวมใส่กางเกงหนังสัตว์ มีรอยสักสีดำตามตัว
ชายคนนี้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว รอบกายของเขายังมีคนยืนอยู่ด้วยอีกเก้าคน ถ้ารวมเขาก็เป็นสิบคน แต่ละคนมีระดับพื้นฐานฝึกตนไม่ต่ำทราม ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพขั้นต้นมาจนถึงระดับเทียบนภาขั้นปลาย
ผู้ที่มีพื้นฐานฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นปลาย ย่อมเป็นชายวัยกลางคนที่ขวางหอกใส่หวังเฉิน
“ชนเผ่าต้าไป๋?” ด้วยที่เคยได้ฟังเรื่องจากกาต๋ามา ทำให้หวังเฉินระบุได้ในทันทีว่าพวกมันคือชนเผ่าต้าไป๋ แววตาของเขาเย็นเยียบขึ้น ในเมื่อพวกนี้คิดฆ่าสังหารเขา เขาก็มีแต่จำเป็นที่จะต้องสังหารกลับ
พลังรบของเขาตอนนี้เทียบเท่าระดับเทียบนภาขั้นปลาย กระทั่งสู้กับระดับสมบูรณ์ของระดับเทียบนภาได้ ไม่มีใดให้ต้องหวาดเกรงอยู่แล้ว ร่างกายพลันพุ่งไปทางที่พวกชนเผ่าต้าไป๋สิบคนอยู่
ความเร็วที่เขาใช้ออก มันรวดเร็วมาก พริบตาเดียวก็มาถึง
“เพลิงตะวัน!” ฝ่ามือข้างที่ไม่ได้จับกระบี่ของหวังเฉินโบกสะบัดออกไป บังเกิดเป็นเปลวเพลิงสีแดงที่ร้อนระอุพุ่งกระจายออกไปทางพวกชนเผ่าต้าไป๋ นี่แน่นอนว่าเป็นทักษะการต่อสู้ เป็นทักษะระดับสี่
เมื่อมองเห็นเปลวเพลิงที่น่าหวาดกลัวพุ่งเข้ามาหาพวกตัวเอง พวกชนเผ่าต้าไป๋สิบคนก็พากันหวาดกลัว ไม่เว้นแม้แต่ชายวัยกลางคนผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แต่พวกเขาจะหลบตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
“อ้ากกก!”
ทันใดนั้นร่างทั้งสิบก็ถูกเปลวเพลิงเข้าปกคลุม เสียงร้องโหยหวนทรมานดังก้อง
เดิมทีผู้นำกลุ่มของชนเผ่าต้าไป๋กลุ่มนี้คิดฆ่าทุกคนที่พบเห็นทิ้ง เพราะมาทำภารกิจสำคัญต้องสอดแนมพวกชนเผ่าต้าเฮย แต่ไม่คาดฝันว่าจะได้มาเจอกับผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเขา ถูกตอบโต้อย่างแสนสาหัสเช่นนี้!
จบบทที่ 32