บทที่ 14 การพบกันครั้งแรกที่เมืองอวิ๋นถิง
เมื่อรถโดยสารเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางตรงตามเวลาที่กำหนด
ผู้โดยสารทยอยลุกขึ้นหยิบสัมภาระและอุปกรณ์ทางการเกษตรที่พกติดตัวมาจากชนบทลงจากรถไปด้วย
"พวกเราจะอยู่ที่นี่เหรอ?"
หลี่ซิงเหอยิ้มพลางส่ายหน้า "ไม่ใช่หรอกค่ะ พวกเราจะพักกินข้าวที่นี่ แล้วต่อรถไปเมืองหลวงของมณฑล"
"หาา?! ไปเมืองอวิ๋นถิงเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ต่อไปพวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองอวิ๋นถิง"
ในจินตนาการของหวังฟาง เมืองอวิ๋นถิงมันเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดเธอไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ไปที่เมืองนั้น
"ลูก ที่อวิ๋นถิงค่าอาหารการกินค่าที่พักคงแพงมากแน่ ๆ พวกเราไปอยู่ที่นั่นจะอยู่ได้จริง ๆ เหรอ?"
หลี่ซิงเหอยิ้มอย่างสดใส เธอมองตาของแม่พลางอธิบายอย่างจริงจังและใจเย็น "แม่คะ หนูรู้ว่าแม่กังวล แต่แม่วางใจได้เลย หนูมีเงินพอที่จะตั้งตัวแล้ว ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเคาซาน หนูก็ปกป้องแม่มาตลอด ตอนนี้หนูก็อายุยี่สิบปีแล้ว การที่หนูตัดสินใจพาแม่ออกมา หนูก็ต้องดูแลแม่ให้ดี แม่เชื่อใจหนูนะ ในอนาคตพวกเราจะมีความสุขแน่นอน"
คำพูดที่จริงจังและยาวเช่นนี้ ทำให้หวังฟางรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอยิ้มกว้างพลางพยักหน้าแรง ๆ
สองคนแม่ลูกจับมือกันที่สถานีขนส่งที่พลุกพล่านแห่งนี้ พร้อมกับรอยยิ้มที่หวานและจริงใจที่สุดในรอบหลายปี
หลังจากซื้อตั๋วรถไปเมืองอวิ๋นถิงแล้ว เวลารถออกก็ใกล้เข้ามาถึงแต่เนื่องจากร่างกายของแม่ยังไม่แข็งแรง เธอจึงหาที่นั่งสบาย ๆ และมีคนน้อยให้แม่นั่งรอก่อน หลังจากจัดการให้แม่นั่งสบายแล้ว เธอก็ไปที่ร้านค้าเพื่อซื้ออาหาร บนชั้นวางสินค้ามีของวางเต็มไปหมด แม้กระทั่งไก่ย่างทั้งตัว… หลี่ซิงเหอมีเงินติดตัวหลายสิบหยวนซึ่งพอที่จะซื้อไก่ย่างกินได้ แต่หลังจากที่คิดอย่างถี่ถ้วนดุแล้ว เธอซื้อแค่น้ำเปล่า กับข้าวโพดต้มสองฝัก และไข่ต้มสองฟอง
เธอคิดว่าควรประหยัดไว้ก่อน ให้แม่ค่อย ๆ ปรับตัวทีละน้อย ไม่เช่นนั้นแม่จะมีคำถามเื่เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ความลับเื่การมีพื้นที่มิตินี้ถือเป็โชคลาภอันยิ่งใหญ่แม่คงรับไม่ไหว และอีกอย่าง 'ความลับ์ไม่อาจเปิดเผย' เธอไม่อยากให้เกิดความผันผวนใด ๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแม่จะลำบากด้วย
ข้าวโพดต้มด้วยน้ำเชื่อมผักนี้ กัดลงไปทีก็รู้สึกหวานขึ้นมา แต่เพราะเป็ของที่เก็บไว้จากฤดูกาลที่แล้ว รสชาติจึงไม่ค่อยดีนัก
แม้จะเป็เช่นนั้น สำหรับแม่ลูกทั้งสอง นี่ก็ถือเป็อาหารมื้อใหญ่ที่หาได้ยาก
"อา ไข่ต้มหอมจัง" หลี่ซิงเหอพึมพำอย่างพึงพอใจ พลางยัดไข่ครึ่งฟองเข้าปากทั้งหมด
ไข่แดงแห้งมากจนติดคอ เธอรีบเปิดน้ำดื่มรวดเดียวเพื่อกลืนไข่ลงไป
นึกถึงท่าทางน่าอายของตัวเอง เหมือนตอนที่เคยดูไซอิ๋ว ตอนที่จูปาเจี๋ยกินผลไม้ก็คงไม่ต่างกันหรอก เธอก้มหน้าก้มตาหัวเราะให้กับท่าทีของตัวเอง
"กินช้า ๆ สิลูก ระวังสำลักนะ"
หลังจากกินเสร็จไม่นาน เสียงประกาศหวาน ๆ ของผู้หญิงก็ดังขึ้นในสถานีขนส่ง แจ้งให้ผู้โดยสารที่จะไปอวิ๋นถิงตรวจตั๋วขึ้นรถ
เมื่อก่อนเธอเคยอยากรู้เื่ข้างนอกหมู่บ้าน ตอนที่หยางเฉินเพิ่งไปเรียนโรงเรียนตำรวจที่อวิ๋นถิง เวลาเขากลับมาตอนปิดเทอม เธอมักจะคอยซักไซ้เื่ราวทุกอย่างในเมือง แม้กระทั่งรายละเอียดการเปลี่ยนรถที่สถานีนี้ด้วยเช่นกัน
หลี่ซิงเหอพาหวังฟางไปตรวจตั๋วและขึ้นรถไปอวิ๋นถิงอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเป็คนที่เดินทางไกลมาหลายครั้งแล้ว
รถออกเดินทางอีกครั้ง ทิวทัศน์ของเมืองปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง เธอรู้ว่าตัวเองจะไม่กลับมาที่นี่อีก มันจะกลายเป็เมืองที่ได้พบกันเพียงครั้งเดียวในชีวิต
รถโดยสารแล่นออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังเมืองอวิ๋นถิง เสียงรถที่แล่นช้า ๆ ชวนให้ง่วงนอน ทำให้หวังฟางก็พลางหลับไปภายใต้เสียงนั้น ศีรษะของเธอพิงอยู่บนไหล่ของหลี่ซิงเหอเบา ๆ เนื่องจากท่าทางที่ไม่ค่อยสบาย จึงมีเสียงกรนเบา ๆ แ่ออกมา
ไม่นานนัก รถโดยสารก็เดินทางไปได้ครึ่งทาง ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย
หวังฟางตื่นขึ้นมา มองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้เป็เวลาเย็นแล้ว
"ป่านนี้เขาคงจะเรียกให้ลูกไปทำอาหารเย็นแล้วล่ะ"
"ค่ะ" ใช่แล้ว เวลานี้คงจะได้ยินเสียงะโของหลี่ฝู่ดังไปทั่วหมู่บ้านแล้ว หรือไม่ก็อาจจะไม่มีเสียงอะไรเลย… บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าในบ้านที่มีภาระเลี้ยงดูน้อยลดน้อยลง
แต่ก็ไม่เป็ไร…
ดวงตาของเธอสว่างวาบขึ้น เธอดึงมือของแม่เบา ๆ พลางกระซิบว่า "แม่คะ ดูข้างหน้าสิ เราถึงเมืองอวิ๋นถิงแล้ว"
ใช่แล้ว เมืองอวิ๋นถิงที่เคยเห็นในจินตนาการ ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
ในทันทีที่รถแล่นมาถึงชายขอบเมือง ไฟถนนก็สว่างขึ้นพร้อมกันอย่างเป็ระเบียบ เมืองที่เพิ่งเริ่มเปิดไฟยามค่ำคืนกำลังต้อนรับพวกเธอด้วยโฉมหน้าที่งดงามที่สุด ยินดีต้อนรับการมาถึงของพวกเธอ
ทิวทัศน์ของเมืองอวิ๋นถิงทำให้หวังฟางลืมความทุกข์ใจทั้งหมด
อวิ๋นถิงเป็เมืองที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็อันดับต้น ๆ ของประเทศใน่เวลานี้ เศรษฐกิจก้าวหน้าและมีบทบาทในการช่วยเหลือการก่อสร้างของเมืองอื่น ๆ ทั้งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เติบโตก้าวะโนั้นได้ยกระดับบรรยากาศของทั้งเมือง ให้ผุดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรสามารถทำลายได้
เมื่อหลี่ซิงเหอเห็นเมืองอวิ๋นถิง เธอก็รู้ว่าตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว เมืองอวิ๋นถิงสามารถรองรับชีวิตของเธอได้ ถ้าเธออยู่ที่เมืองนี้จะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
รถโดยสารแล่นผ่านเขตเมืองอวิ๋นถิงอันกว้างใหญ่ แม่ลูกทั้งสองมองผ่านหน้าต่างรถ สังเกตทุกถนนและทุกมุมของอวิ๋นถิงที่ผ่านไปอย่างตั้งใจ
ถนนกว้างขวาง บนถนนมีคนปั่นจักรยานกลับบ้านบางส่วน การแต่งกายของผู้คนไม่ได้เป็เสื้อคลุมสีเข้มเหมือนในชนบท คนที่นี่สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส แม้แต่สาวโรงงานที่ปั่นจักรยานกลับบ้านก็ยังสวมใส่เสื้อผ้าทันสมัยหลากสี
บางครั้งก็เจอรถเมล์สีเหลืองผ่านไป มีป้ายรถเมล์ตั้งอยู่ริมถนน บางป้ายมีต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบดบังตัวอักษรบางส่วน วัยรุ่นชายหญิงในเมืองที่ดูเหมือนนักเรียนสะพายกระเป๋าหนังสือ ยืนรอรถเป็กลุ่มเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้
ริมถนนปรากฏอาคารสามชั้นขนาดใหญ่ ้ามีตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า 'สถานีขนส่งผู้โดยสารอวิ๋นถิง'
รถแล่นเข้าสู่พื้นที่จอดรับส่งผู้โดยสาร เมื่อจอดนิ่งแล้ว ผู้โดยสารต่างลุกขึ้นเข้าแถวลงจากรถ ไปรับกระเป๋าเดินทางของตนเองที่ช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถ
พวกเธอทั้งสองคนลงจากรถเป็คนสุดท้าย ขณะนี้พวกเธอมาถึงเมืองอวิ๋นถิงแล้ว! เมื่อมองไปรอบ ๆ ตามป้ายบอกทาง เธอจึงพาแม่เดินออกจากสถานีขนส่ง
ที่หน้าสถานีขนส่งมีคนถือป้ายเรียกลูกค้าอยู่หลายคน "พักที่นี่ไหม? ห้องสะอาด กว้างขวาง มีทั้งเตียงเดี่ยวและเตียงรวม" "ท่านทั้งสอง้าที่พักไหม?"
หลี่ซิงเหอรู้ว่าแถวนี้หาที่พักง่ายมาก และการเข้าไปดูที่พักโดยตรงน่าจะเหมาะสมกว่า เธอจึงไม่ตอบรับ แล้วจูงหวังฟางเดินออกไป
เป็อย่างที่หยางเฉินบอกจริง ๆ ที่เมืองนี้ไม่มีร้านสหกรณ์แล้ว แต่แทนที่ด้วยร้านที่เรียกว่า 'ซูเปอร์มาร์เก็ต' เดินไปตามถนนก็จะเจอร้านพวกนี้
หยางเฉินเล่าว่าเมืองอวิ๋นถิงมีซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก ได้ยินว่าเ้าของเป็คนที่เรียนจบจากต่างประเทศพอกลับมาก็คว้าโอกาสจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ 'ออกทะเล' ทำธุรกิจ แม้แต่คำว่าซูเปอร์มาร์เก็ตก็เป็คำใหม่ที่เขาแปลมาจากภาษาต่างประเทศ หลังจากที่เขาใช้คำนี้ ป้ายร้านที่มีคำว่าซูเปอร์มาร์เก็ตก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก ปรากฏอยู่ตามถนนใหญ่น้อยทั่วเมืองอวิ๋นถิง
ชื่อเ้าของคนนี้ หยางเฉินก็เคยพูดถึง ชื่ออะไรนะ?
อ๋อ ใช่แล้ว ‘โม่เป่ย’
หลี่ซิงเหอดึงความคิดกลับมา พาแม่เดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ข้างทาง พอเจอคนจึงเอ่ยออกไปอย่างเป็มิตร "สวัสดีค่ะ… คุณมีโทรศัพท์สาธารณะไหมคะ?"
เมื่อหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา กดหมายเลขที่จำขึ้นใจจากกระดาษในกระเป๋าเสื้อ
โทรศัพท์ดังสามครั้ง อีกฝ่ายก็รับสาย
[สวัสดีครับ สถานีตำรวจเขตเฟิงเล่อรับสาย]
"สวัสดี… สวัสดีค่ะ ฉันอยากจะขอคุยกับหยางเฉิน เขาอยู่ไหมคะ?"
อีกฝ่ายหยุดนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นก็มีเสียงถามอย่างร้อนใจดังมาจากหูโทรศัพท์
[ซิงเหอ? นี่เธอใช่ไหม?]