เวิ่นกวงปรี่ตรงเข้าไปหามารดาคนงามของมันความดีใจแต่ยังไม่ทันไร ปลายกระบี่แหลมของกุ้ยอิงก็ยกขึ้นมาจ่อตรงหน้าหยุดมันเอาไว้เสียก่อน นั้นทำให้หยางลิ่วเหนียงกับหยางผายฟงใเป็อย่างมาก พวกนางรีบวิ่งตามมาสมทบก่อนจะร้องห้ามทันที
"วางกระบี่ลงก่อนลูกแม่ อย่าพึ่งวู่วาม นี่บุตรชายของเ้าไงจำมิได้หรือ"
"ใช่ พี่กุ้ยอิงวางกระบี่ลงเถอะมีอะไรค่อยพูด ค่อยจากัน"
ทั้งลิ่วเหนียง และผายฟงพยายามเอ่ยปากร้องขอให้มู่กุ้ยอิงสงบลง ซึ่งนางเองพอได้ฟัง ก็ยอมเก็บกระบี่เข้าฝักแต่โดยดี สตรีทั้งสองวางจึงเบาใจลงก่อนส่งยิ้มบาง ๆ อย่างเป็มิตรให้กุ้ยอิงก่อนเอ่ยปากขึ้น
"นี่แม่เองเ้าจำแม่ได้หรือไม่" หยางลิ่วเหนียงที่เปรียบเสมือนแม่สามีของกุ้ยอิงเอ่ยถามขึ้น "ส่วนนี่ก็ข้าไงผายฟง" หยางผายฟงเองก็ถามเช่นกัน กุ้ยอิงที่ได้ฟังก็มองหน้าพวกนางทั้งสองคนเงียบ ๆ ก่อนที่เ้าเวิ่นกวงจะทอดถอนหายใจ และพูดออกมา "ไร้ประโยชน์ท่านย่า พี่ผายฟงข้าก็บอกแล้วว่าท่านแม่…."ยังมิทันที่มันจะกล่าวจบจู่ ๆ เสียงของกุ้ยอิงก็พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน
"แน่นอนอยู่แล้ว ข้าก็จำทั้งสองคนได้เป็อย่างดี…" วาจาที่นางกล่าวออกมาทำเอาทุกคนตื่นใเป็อย่างโดยเฉพาะกับเ้าเวิ่นกวง "ท่านแม่จำได้กระนั้นรึ! เช่นนั้นก็แปลว่าความจำของท่าน…" รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้น ผสานกับความยินดีปรากฏชัดขึ้นบนใบหน้าของเวิ่นกวง แต่ก็เป็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีสั้น ๆ ก่อนที่กุ้ยอิงจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ ความทรงจำข้ากลับมาแค่บางเื่ และเื่สำคัญคือข้าจำไม่ได้ว่าเคยมีบุตรชายหน้าตาทะลึ่งทะเล้นเช่นเ้า…"
คำตอบของกุ้ยอิงทำเอาเวิ่นกวงถึงกับตัวแข็งทื่อพูดสิ่งใดต่อไม่ออกก่อนที่ มันจะคอตกด้วยความหดหู่ จากนั้นหยางลิ่วเหนียงจึงได้กล่าวปลอบใจมัน "เ้าก็พึ่งท้อแท้ใจไปเลยหลานย่าให้เวลาแม่เ้าต่ออีกสักหน่อย เดี๋ยวนางก็จำได้เอง" เวิ่นกวงหันไปหานางก่อนจะส่งเสียง อืมส์เบา ๆ แล้วพยักหน้ารับ
"เอาล่ะ ๆ เช่นนั้น ตอนนี้ก็อย่าพึ่งรบกวนนางเลย ให้พี่กุ้ยอิงนั่งพักทานอาหารให้สบายใจก่อนดีกว่า" ผายฟงรีบตัดบทสนทนาก่อนจะลากเวิ่นกวงเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหารมาให้กุ้ยอิง
***
หลังจากตอนนั้นกุ้ยอิงก็พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมต่ออีกหลายวัน ระหว่างที่อยู่ก็สนทนาเื่ต่าง ๆ มากมายกับ ลิ่วเหนียง และผายฟง ยกเว้น….เวิ่นกวงที่นางไม่เจรจาด้วยแถมห้ามมันเข้าใกล้อีกด้วย หากมันเผลอเข้าใกล้กุ้ยอิงจะโกรธมากแถมจะชักกระบี่ออกมาเสียบมันตลอดเวลา แถมไม่มีวี่แววเลยว่านางจะนึกเื่ของมันออก จวบจนกระทั่งย่างเข้าวันที่ 7 กุ้ยอิงจึงปรึกษากับลิ่วเหนียงว่า จะขอออกเดินทางต่อเพื่อไปยังที่ต่าง ๆ เพราะบางทีกุ้ยอิงอาจจะนึกบางอย่างออก
เื่นี้ทำให้เวิ่นกวงเศร้าใจเป็อย่างมากเพราะมารดาคนงามของมันกำลังจะจากไปอีกแล้ว แถมไม่รู้ด้วยว่าจะพบกันอีกเมื่อใด หยางลิ่วเหนียงที่เห็นเป็เช่นนั้นนางจึงมีความคิดบางอย่างขึ้นก่อนจะเอ่ยปากกับกุ้ยอิงตรง ๆ ว่า "แม่ว่าเอาเช่นนี้ดีหรือไม่กุ้ยอิง ให้เวิ่นกวงเดินทางร่วมไปกับเ้าด้วย บางทีเขาอาจจะช่วยให้ความจำของเ้ากลับคืนมาเร็วขึ้นเพราะอย่างไรเสียก็เป็แม่ลูกกัน"
และพอเป็คำขอร้องจากแม่สามีที่นางเคารพกุ้ยอิงจึงมิอาจปฏิเสธได้สุดท้ายนางจึงต้องจำใจพาเวิ่นกวงออกเดินทางไปด้วย ซึ่งเ้าเวิ่นกวงจอมทะเล้นก็ดีอกดีใจเป็ยิ่งนักมันะโโลดเต้นราวกับคนเสียสติแถมยังตรงเข้าไปกอดไปหอมภรรยา เอ๊ย! ท่านย่าคนงามของมันอีก และมิใช่แค่ทำเพียงแค่นั้น เ้าเวิ่นกวงยังแอบกระซิบเบา ๆ ข้างหูของลิ่วเหนียงด้วยวาจาหวานเยิ้มชวนเสียวกระสันว่า
"ท่านยังรู้ใจข้าเสียจริง ลิ่วเหนียงคนงามของข้า เอาไว้กลับมาเมื่อไร ข้าจะพาเ้าขึ้น์ติดกันสามวันสามคืนเลยทีเดียว…" วาจาหยาบโล้นของมันทำเอาลิ่วเหนียงถึงกับเขินอายจนหน้าแดง ก่อนที่นางจะรีบเก็บอาการ และผลักดันตัวมันออก
ภาพเช่นนั้นหากคนอื่นมองมาคงมิได้คิดลึกอะไรเพราะรู้ว่าสองคนนี้เป็ย่ากับหลานกัน หากแต่ไม่ใช่ผายฟงที่รู้ความจริง ว่าพวกมันทั้งสองทำสิ่งไม่สมควรจนเกินเลยมากกว่าย่าหลานไปเรียบร้อย เวิ่นกวงที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปบอกลาผายฟง และ กระซิบบางอย่าง ซึ่งคาดเดาว่าคงจะเหมือนกับที่มันบอกลิ่วเหนียง พอผายฟงได้ฟังนางจึงยิ้มออกก่อน บอกลาเวิ่นกวง
พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย สองแม่ลูกจึงเริ่มออกเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมลิ่วเหนียงเพื่อมุ่งหน้าไปยังสุสานบรรพชนสกุลหยางเป็ที่แรก เพราะลิ่วเหนียงคิดว่าเมื่อกุ้ยอิงเห็นหลุมศพของหยางจงเป่า นางอาจจะพอจำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเวิ่นกวงขึ้นมาได้บ้าง
แต่ก็อย่างทราบการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้สวยหรูมีความสุขเช่นครั้งก่อนที่ทั้งสองมาด้วยกัน กุ้ยอิงยังคงใช่กฎเดิมคือห้ามเวิ่นกวงเข้าใกล้นางเกิน 3 เมตร หากฝ่าฝืนเท่ากับ….ตาย
เมื่อเป็เช่นนี้อย่าว่าแต่จะฟื้นความทรงจำของมู่กุ้ยอิงเลย คำพูดสักคำเวิ่นกวงก็มิอาจเอ่ยออกมาได้ ถ้ากุ้ยอิงไม่ได้คิดจะถามทางมัน
สองแม่ลูกเดินทางต่อมาเรื่อย ๆ ด้วยบรรยากาศน่าอึดอัด จนกระทั่งได้มาถึงยังหมู่บ้านโทรม ๆ แห่งหนึ่ง ทีแรกทั้งคู่ก็คิดจะเดินผ่านไป แต่แล้วเวิ่นกวงก็ได้ยินเสียงของใครชายชราคนหนึ่งร้องออกมา
"อย่าเอาลูกสาวข้าไปเลยได้โปรด…!!"
ก่อนจะมีเสียงของผู้ชายอีกคนตวาดกลับเสียงดัง "หุบปากไอ้แก่.! แกไม่เงินมาใช้หนี้นายของข้า เอาลูกสาวเ้าไปแทนก็นับว่าถูกต้องแล้ว ถ้ายังแหกปากไม่เลิก พวกข้าจะไม่ปรานีแล้วนะ"
ดูเหมือนชายคนนี้กับพรรคพวกของมันจะเป็นักเลงที่มาเก็บหนี้ชาวบ้าน
กุ้ยอิงยืนดูอยู่ภายนอกรั่วหมู่บ้านอย่างนิ่งงัน เวิ่นกวงเองก็มิกล้าเอ่ยถามนาง แต่มันกลับครุ่นคิดในใจแทน"จะทำเยี่ยงไรดี? ถามท่านแม่ก็ไม่ได้ด้วย มิรู้นางจะทำเช่นไร เด็กสาวคนนั้นดูยังเยาว์วัยอยู่เลยอายุอานาม
น่าจะไม่เกินสิบขวบปี พวกมันจะเอานางไปอะไรได้ ใช้แรงงาน นำไปขายในซ่อง หรือจะเอาไปทำเื่อุบาทว์บัดสีแบบนั้น แค่คิดก็เลวผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว"
เวิ่นกวงคิดพร้อมกับกำหมัดแน่น และตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่ากุ้ยอิงจะคิดเช่นไร มันก็จะสอดมือเข้าไปช่วยชาวบ้านสองพ่อลูกคู่นี้
"หยุดนะเ้าพวกคนชั่ว!" เวิ่นกวงคำรามเสียงดังลั่นก่อนจะพุ่งทะยานผ่านรั่วตรงไปหาเหล่าอันธพาลด้วยความรวดเร็ว พวกมันที่เห็นต่างก็พากันใแต่ยังมิได้ทันจะทำอะไร กำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังวัตรของเวิ่นกวงก็เล่นงานพวกมันจนร้องโอดโอยล้มไม่เป็ท่า
"โอยยยย…อะไรวะเนี่ยเจ็บเป็บ้า.."
"อูยยยย..แกเป็ใครกันวะไอ้หนูจู่ ๆ ก็พรวดพราดเข้าไม่รู้รึว่าพวกข้าเป็คนของใคร"
พอได้ยินเช่นนั้นเวิ่นกวงก็ยืดอกด้วยท่าทางขึงขังก่อนจะตอบพวกมันกลับด้วยเสียงดังลั่น "พวกเ้าจะเป็ใคร หรือเป็คนของใครข้าไม่สน แต่ถ้ายังกล้ามาหาเื่คนในหมู่บ้านแห่งนี้อีกล่ะก็ รับรองว่าหัวของพวกเ้า หรือหัวของนายพวกเ้า จะไม่มีทางได้อยู่บนบ่าเหมือนเดิมแน่..!!" เวิ่นกวงประกาศกร้าวอย่างดุดัน จนเ้าพวกอันธพาลเกิดความหวาดกลัวก่อนจะพากันเผ่นแนบ
เมื่อพวกมันไปหมดแล้ว สองพ่อลูกต่างก็ร้องห่มร้องไห้กอดกันด้วยความดีใจ ก่อนที่ทั้งสองจะหันมาขอบอกขอบใจเวิ่นกวง "โอ้ คุณชายขอบคุณท่านมาก ถ้าไม่ได้ทันยื่นมาเข้ามาช่วยพวกเราคงจะแย่" พอได้ยินเช่นนั้นเวิ่นกวงก็รู้สึกเขินอาย และประหม่านิดหน่อย ก่อนที่พวกชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่แอบอยู่จะเผยตัวออกมา ทุกคนต่างดีใจที่มีจอมยุทธ์หนุ่มผู้กล้ามาช่วยเหลือ แต่ในเวลาเดียวกัน ทุกคนก็เป็กังวลอย่างมาก เวิ่นกวงช่วยให้รอดพ้นภัยครั้งนี้ได้ แล้วครั้งต่อไป และครั้ง ของครั้งของครั้งต่อไปใครจะช่วยพวกชาวบ้านเหล่านี้
พอเวิ่นกวงได้ฟังมันก็เห็นเป็จริงตามนั้น "จริงด้วยข้าช่วยพวกเขาครั้งนี้ได้ก็จริง แต่มิอาจช่วยปกป้องได้ตลอดไป แล้วเช่นนี้ข้าควรจะทำเช่นไรดี" เวิ่นกวงหน้านิ่งคิ้วขมวดด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนที่เสียงมารดาของมันจะถอนหายใจยาว ๆ และเอ่ยขึ้น "เฮ้ออออออ…เ้านี่นะชอบทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง วู่วามใจร้อนเสียจริง แต่ก็นับว่ามีจิตใจดี และกล้าหาญสมกับเป็ลูกหลานของคนสกุลหยาง เอาเถอะ ถ้าเ้าอยากจะถอนรากถอนโคนพวกคนชั่วเหล่านี้ข้าก็จะช่วยด้วยอีกแรง"
พอเวิ่นกวงได้ยินมารดาของมันออกมาเช่นนี้ รอยยิ้มแห่งความดีใจก็ปรากฏชัดบนใบหน้า ก่อนจะเกือบลืมตัวทำอะไรรุ่มร่ามกับกุ้ยอิง แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยปลายฝักกระบี่ "งะ งั้น พวกเราก็ไปจัดการเ้าคนชั่วพวกนั้นกันเถอะ ท่านมะ…มะ..หมายถึง ไปกันเถอะพี่สาว" เวิ่นกวงยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกกุ้ยอิงจากท่านแม่ เป็พี่สาว ซึ่งกุ้ยอิงก็ไม่ได้ว่าอะไรที่ถูกเรียกแบบนั้น และนางก็ไม่ได้ยิ้มชอบหรือแสดงอารมณ์อื่น ๆ แต่อย่างใด ก่อนที่คนทั้งสองจะมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของเ้ามหาเศรษฐีชั่วที่ส่งอันธพาลมาเก็บหนี้พวกชาวบ้าน…
จบบท