“ที่รักหาสิ่งใดหรือ” เห็นภรรยารื้อของกระจัดกระจายมู่หรงเหยียนจึงเข้าไปช่วยเก็บกองไว้ข้างหีบ
“หนังสือปกแดง เคยเห็นผ่านตาบ้างหรือไม่”
มู่หรงเหยียนครุ่นคิด พยายามเค้นความทรงจำเผื่อจะเคยเห็นผ่านตาบ้าง แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ยังคงไม่เคยเห็นอยู่ดีจึงส่ายหน้าตอบกลับไป
“สำคัญมากเลยหรือ”
“พอสมควร แต่หากหาไม่เจอก็ช่างมัน ไม่มีผลกระทบมากไปกว่านี้หรอก” ใช่ ไม่มีผลดีผลเสียไปมากกว่านี้หรอก ในเมื่อเรื่องกบฏมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริงแสดงว่าเป็นเส้นเรื่องหลัก ที่ไม่ว่าจะป้องกันยังไงสุดท้ายต้องเกิดขึ้นอยู่ดี
แต่ถ้ารู้ที่มาที่ไปก็อีกเรื่อง อย่างน้อยๆ ถึงเวลาอันจื่อเทาจะได้หอบสามีกับพี่สาวพาหนีไปที่อื่นก่อนจะโดนประหารกันถ้วนหน้าในข้อหากบฏ
“ลองหาหีบอื่นดูอีกดีไหม ข้าช่วยเจ้าหา” หีบที่นำมาจากสกุลหลัวมีไม่ถึงสิบหีบ ก่อนหน้าอันจื่อเทาได้คัดแยกเอาแค่ของสำคัญรวมกันไว้ในหีบใหญ่หีบเดียวจะได้สะดวกต่อการขนย้าย ส่วนของที่เหลือก็ทิ้งไว้สำนักหยางจิ่วนั่นแหละ ครั้นพอย้อนคิดดูอีกทีเขาไม่เห็นหนังสือเล่มนั้นผ่านตามานานแล้ว ไม่รู้เพราะไม่สนใจหรือว่ามันหายไปนานแล้วกันแน่
เอาเถอะ ถึงยังไงมันก็เป็นของที่เทพจันทราให้ไว้ ถ้าอยู่ๆ มันจะหายไปก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก ต้องโทษตัวเขาเองแล้วที่ไม่สนใจมันนักเอาแต่คิดว่ามีแดเนียลคนแต่งนิยายอยู่ด้วย อีกอย่างเจ้าเด็กเกรียนยืนยันว่ามันเป็นของก๊อปบวกกับมีเรื่องวุ่นวายเลยทำให้เขาลืมเลือนมันไปในที่สุด ถ้าไม่มีเรื่องในวันนี้อันจื่อเทาคงนึกไม่ถึงหนังสือของเทพจันทราไปอีกนานเลย
“ช่างมัน เก็บของเถอะ” อันจื่อเทาก็เป็นอย่างนี้ คิดตกแล้วยอมรับอะไรได้ง่ายๆ ในเมื่อหาไม่เจอก็ช่างมัน ดันทุรังหารังแต่จะเสียเวลาเปล่า อย่างน้อยเขาก็เคยอ่านผ่านตามาบ้างถึงจะจำชื่อตัวละครกับเหตุการณ์สำคัญบางช่วงไม่ได้แต่ก็ใช่จะไม่รู้เลยซะทีเดียว
“อืม” ในเมื่อเสี่ยวจื่อบอกไม่ต้องมู่หรงเหยียนย่อมเชื่อฟังภรรยาเก็บของที่กองรวมกันไว้ก่อนหน้าจัดเข้าหีบอย่างเป็นระเบียบ
อันจื่อเทายังพยายามเค้นสิ่งที่เคยอ่านมาเผื่อจะนึกขึ้นได้อีกสักเหตุการณ์จึงไม่ได้ใส่ใจของในมือเท่าไหร่ทำให้เผลอทำกล่องในมือตกพื้นของข้างในตกกระจาย หนึ่งในนั้นกลิ้งมาหยุดที่ขาเขา อันจื่อเทาหยิบขึ้นมาก่อนหันมองคนอีกผู้อย่างไม่เชื่อสายตา
“เจ้าซื้อสิ่งนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?” คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นไม่รู้ควรตกใจหรือสงสัยก่อนดี
มู่หรงเหยียนเห็นของในมือคนรักก็จำได้ทันที “หยางเจี๋ยให้มาน่ะ”
“พี่ใหญ่?”
“ใช่ ให้มาก่อนพวกเราไปส่งเสบียงให้กองทัพ” มู่หรงเหยียนหยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมา ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันใช้ทำอะไร รูปร่างเหมือนหัวไชเท้าแต่สีคล้ำพิกล สัมผัสทั้งหยุนทั้งแข็ง มีหลายอันหลายขนาด อีกทั้งยังมีที่รูปร่างเหมือนกำไรหนังแต่ผูกติดกับโซ่เส้นเล็ก รูปร่างแปลกพิลึก เป็นเครื่องประดับยังไม่ได้แล้วจะใช้ทำประโยชน์อะไร? “ข้าลืมไปแล้วว่ามีมันด้วย หากพี่เจ้ารู้คงไม่พอใจข้ากระมัง”
ว่าแล้วก็ขำเบาๆ ขณะพินิจมองสิ่งของในมือพลางคิดหาวิธีใช้มัน สหายของเขาจะได้ไม่เสียน้ำใจ
อันจื่อเทามองแล้วเกิดความเอ็นดู อันที่จริงเขาก็ไม่เคยใช้หรอกเคยเห็นผ่านๆ จากเพื่อนในโลกก่อน เพื่อนเพียงคนเดียวที่แม้จะคิดหาผลประโยชน์จากเขาขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเขาไว้หลายครั้ง ก่อนเจอเทพจันทราจำได้ว่ามันเป็นคนเดียวที่เข้าไปช่วยเหลือถึงแม้ไม่มีประโยชน์แล้วก็ยังอุ้มศพเขาพาส่งโรงพยาบาลอยู่ดี
น่าเสียดายที่ยังไม่ได้บอกลามันสักคำ
หวนรำลึกความหลังเสร็จก็กลับมาสนใจคนตรงหน้าต่อ อันจื่อเทาตัดสินใจกับตัวเองเงียบๆ ก่อนคลานเข้าหาสามีทิ้งตัวนั่งลงบนตักแกร่งสองแขนโอบรอบลำคอ “มาลองใช้ดูไหม เจอพี่ใหญ่จะได้บอกเขาไปว่าที่เขาให้มาได้ใช้แล้ว”
มู่หรงเหยียนตกตะลึงตาค้างแต่ก็ยังยกแขนกอดภรรยาไว้ก่อน ภาพที่ภรรยาคลานเข้าหาแม้จะอยู่ห่างกันแค่สองก้าวช่างเร้าอารมณ์นัก สิ่งที่หลับไหลก่อนหน้าตื่นเต็มขั้นคึกผงาดทิ่มก้นคนงามแล้ว
“หยิบนั่นให้หน่อย พาไปที่เตียงด้วย” นิ้วเรียวชี้ไปยังกำไรหนังติดโซ่ มู่หรงเหยียนไม่รอช้าคว้ามาไว้ในมือจากนั้นอุ้มภรรยาคนงามพาไปยังเตียงกว้าง อันจื่อเทาเปลี่ยนจากนั่งหันข้างเป็นโอบรัดเอวสอบด้วยสองขาทำให้จุดอ่อนไหวถูไถกันไปมาขณะเดิน
“อืม…” สองเสียงสั่นเครือ ถึงเตียงคนตัวเล็กกว่าก็ยังกอดรัดไม่ปล่อย มู่หรงเหยียนเป็นฝ่ายนั่งบนเตียงมีร่างนุ่มนิ่มติดหนึบอยู่บนตัก คนเป็นสามีมองแล้วใจอ่อนใจเหลวไปหมด ภรรยาเขาช่างน่ารักเหลือเกิน
เนื่องจากมู่หรงเหยียนตอนนี้มีเพียงกางเกงนอนติดกายเผยท่อนบนเปลือยเปล่าจึงไม่ต้องเสียเวลาในการถอดอาภรณ์ อันจื่อเทายื่นมือไปปลดม่านเตียงก่อนคว้าเอาของในมือสามีสวมใส่กายแกร่งทีละชิ้น
เริ่มจากข้อมือที่มัดติดกันด้วยโซ่ เขาเกี่ยวมันไว้กับหัวเตียงที่เหลือแปะไปตามส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เสร็จทั้งหมดก็มองอย่างพิจารณา
สามีเขาในตอนนี้อยู่ในท่านอนแผ่ สองแขนถูกมัดชูขึ้นเหนือศีรษะตามเรือนกายแกร่งประดับไปด้วยหนังเส้นบางกับโซ่เงินตัดกับผิวสีทองแดงมัดกร้ามตึงแน่นเฉกเช่นบุรุษเพศ ชวนให้คนมองร้อนผ่าวไปทั้งหน้าวูบวาบไปทั้งตัว เข้าใจแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงชอบใช้พล็อพเสริมในการเล่นรักทั้งที่ไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน ที่แท้มันไร้ประโยชน์แต่เร้าอารมณ์แบบนี้นี่เอง
“ที่รัก…” สบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ของคนใต้ร่างราวกับถูแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความปราถนา อันจื่อเทาเลื่อนกายลงด้านล่างใช้ฟันกัดขอบกางเกงดึงรั้งลงจนถึงข้อเท้า ถึงตรงนี้มู่หรงเหยียนรีบสบัดออกจากกาย เรือนร่างสมชายชาตรีไร้ที่ติเปิดเผยสู่สายตา
ดวงตาดอกท้องดงามฉ่ำน้ำมองส่วนคึกแข็งชี้ชัน เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอสองมือค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกทีละชั้นจนกระทั่งถึงตัวในแสนบาง คนงามเผยรอยยิ้มขยับกายขึ้นไปจูบคนรัก ทว่าเพียงปากแตะปากสิ่งที่ต้องการจริงๆ คือส่วนกลางลำที่ร้อนรุ่มไม่แพ้กันเสียดสีกับส่วนเดียวกันโดนบ้างไม่โดนบ้างมีเนื้อผ้าตัวบางขวางกั้นทำเอาคนถูกมัดแทบคลั่งที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากมองด้วยตา
“อืมม…ที่รักอย่าแกล้งสิ”
“เจ้าสิ่งนี้มิใช่ใช้ทำเช่นนี้หรอกหรือ” คนงามไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็งามจับจิตจับใจไปหมดจริงๆ มู่หรงเหยียนมองภรรยาด้วยความหลงไหล ไฟปรารถนาในดวงตาลุกโชนแทบหลอมละลายคนได้ อันจื่อเทาร้อนวูบวาบไปทั้งร่างยิ่งสบประสานกับสายตาร้อนแรงราวกับถูกลูบไล้โดยมือที่มองไม่เห็นขนทั้งกายลุกชูชันท้องน้อยบิดมวลความร้อนรวมกันอยู่ที่ส่วนปลาย
ไม่ไหว…
อาภรณ์ตัวบางถูกถอดออกโยนทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ เรือนร่างเปลือยเปล่ากระจ่างชัดสู่สายตา ผิวกายเรียบเนียนดุจไข่ปอกแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ทำเอาคนมองตาพร่าลมหายใจหอบหนักยากทานทน อันจื่อเทาก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน กายบางเปลี่ยนฝั่งนั่งหันหน้าลงไปยังส่วนกลางลำคึกแข็งเผยบั้นท้ายกลมคลึงสู่สายตาคนรัก
ริมฝีปากนุ่มกดจุมพิตส่วนหัวก่อนอ้าปากครอบครองมันเท่าที่จะทำไหว แต่ไม่ว่าจะด้วยขนาดหรือความยาวล้วนทำคนลำบากใจ ไม่ว่าจะอ้าปากกว้างแค่ไหนก็อมได้แค่เพียงส่วนหัว เขาเลยเปลี่ยนจากชักรูดขึ้นลงเป็นกดลิ้นไปบนปลายแยกรับรู้ถึงรสเค็มคาว รสชาติไม่น่าพิสมัยแต่แปลกที่กระตุ้นให้อยากกลืนกินยิ่งกว่าเก่า
“ที่รัก ขยับก้นเจ้าลงมาหน่อย” เพราะสองมือถูกมัดจึงทำได้เพียงร้องขอจากคนรัก และเมื่อได้ดั่งหวังเบญจมาศดอกน้อยอยู่ตรงหน้ามู่หรงเหยียนไม่รอช้าอ้าปากครอบครองละเลงลิ้นลงทันใด
“อื้อออ…” เสียงหวานครวญครางเมื่อลิ้นเปียกชื้นเลียวนตรงทางเข้าอีกทั้งแรงดูดเบาๆ ทำให้เขาสั่นสะท้านคายท่อนลำเขียงในปากออกมาใบหน้าฟุบลงกับหน้าขาแกร่งอย่างอ่อนระทวยทำได้แค่แลบลิ้นเลียสิ่งมีชีวิตแข็งร้อนตรงหน้า
เปลวเพลิงด้านนอกแตกสะเก็ดดังเปรี๊ยะๆ ส่องกระทบสองร่างรัดพัดกันในท่วงท่าต่างๆ เคล้าระคนเสียงหอบหายใจหนักหน่วงสอดแทรกเสียงครวญครางเป็นระยะ กระทั่งเปลวเทียนมอดดับการเคลื่อนไหวหลังม่านเตียงก็ยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลง
เพราะตำแหน่งซื่อจื่อที่ถูกโยนใส่บ่ามู่หรงเหยียนจึงต้องเรียนรู้งานต่างๆ ตามสมควร และตามสมควรที่ว่าก็ไม่ได้น้อยเลย เขาต้องทำทุกอย่างในความรับผิดชอบของมู่หรงชวี่ มีบิดาคอยจับมือสอนทุกขั้นตอน มู่หรงเหยียนพึ่งทราบก็ครานี้ว่าเชื้อพระวงศ์ที่เหมือนจะสุขสบายใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองแท้จริงงานล้นมือทำแทบไม่หวาดไม่ไหว
ทางด้านอันจื่อเทาก็ไม่ได้สบายไปกว่ากัน สามีเขาเป็นซื่อจื่อตัวเขาคือซื่อจื่อเฟย อนาคตไม่ว่าจะเป็นยังไงต่อแต่เขาก็ต้องดูแลจวนแห่งนี้ เรื่องใหญ่น้อยในจวนไม่ว่าจะเป็นเงินทองบ่าวรับใช้ไปจนถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละสัดส่วนล้วนต้องเริ่มเรียนรู้เอาไว้ เป็นโชคดีที่ชาติก่อนบริหารจัดการธุรกิจของตระกูลเป็นประจำ ไม่ว่าด้านบัญชีไปจนถึงคนงานเขาล้วนคุ้นชินและทำมันได้ดีมาตลอด
ถึงการดูแลจวนเชื้อพระวงศ์จะไม่ต่างจากการบริหารธุรกิจเท่าไหร่นัก แต่มากน้อยที่นี้ก็เป็นยุคโบราณมีกฏเกณฑ์ซับซ้อนยากเข้าใจ กฏหยุ่มหยิ่มแยกย้อยเล่นเอาอันจื่อเทาตาลายไปหมด แค่จำกฏของตระกูลก็แทบอ้วกออกมาเป็นตัวหนังสือแล้วยังต้องจำกฏหมายบ้านเมืองอย่างละเอียดอีก
อดีตมาเฟียร้ายได้แต่น้ำตาตกในพ่ายแพ้ยับเยิน ส่วนสามีคนดีของเขาน่ะหรือแทบกระอักเลือด จวนจะคลานกลับห้องแทนการเดินแล้ว
แต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดสงครามที่ยืดเยื้อกันมาแรมปีก็เป็นอันสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ แม่ทัพทั้งสี่ทิศทยอยกลับมาพร้อมกับชัยชนะ จักรพรรดิพอพระทัยยิ่ง จัดงานเฉลิมฉลองชัยให้แก่แม่ทัพทั้งสี่แลทหารกล้าทั้งหลายที่อุทิศเลือดเนื้อขับไล่ศัตรูที่มาละลานแผ่นดิน
ขุนนางน้อยใหญ่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพร้อมด้วยครอบครัวของแต่ละคน ทั้งนี้องค์จักรพรรดิทรงไม่ลืมราษฏรพระองค์รับสั่งให้มีการจัดแสดงงิ้วให้แก่ชาวบ้านได้ดูชม ทั่วทั้งเมืองหลวงคึกครื้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุย
งานฉลองชัยเริ่มยามโหย่ว (17.00-20.59) ตะวันคล้อยต่ำขุนนางน้อยใหญ่ทยอยกันมาแล้ว มู่หรงชวี่ก็เช่นกันมาพร้อมพระชายาแลบุตรธิดา เป็นที่สนใจตั้งแต่ลงจากรถม้าจนกระทั่งขันทีหน้างานประกาศการมาถึง ผู้คนในงานต่างจับจ้องหาโอกาสเข้าหาเพื่อสานสัมพันธ์
วันนี้มู่หรงชวี่พาบุตรธิดาฝาแฝดมาด้วย นับเป็นการเปิดตัวทายาทครั้งแรกอย่างเป็นทางการ อีกทั้งได้รับแต่งตั่งเป็นซื่อจื่อแล้ว ขุนนางเฒ่าที่มีบุตรสาวยังไม่ออกเรือนจับจ้องไปยังสกุลมู่หรงตาเป็นมัน
มู่หรงเหยียนในอาภรณ์น้ำเงินปักลายพยัคฆ์ยืนเคียงคู่กับภรรยาในอาภรณ์สีฟ้าปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล คลอบศีรษะด้วยกว้านเงินเรียบง่ายทว่าช่างงามสง่าเป็นที่จับตามองไม่ต่างจากผู้เป็นสามี หากไม่มีกว้านบ่งบอกถึงฐานะคนในงานคงสับสนไปแล้วว่าใครกันแน่คือมู่หรงซื่อจื่อ
มู่หรงชวี่แนะนำบุตรชายบุตรสาวให้คนที่เข้ามาทักทายรู้จัก รวมถึงแนะนำว่าอันจื่อเทาคือซื่อจื่อเฟยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสประหนึ่งว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่แต่งตั้งบุรุษด้วยตำแหน่งสำคัญถึงเพียงนี้ ทุกคนในงานจึงทราบโดยทั่วกันและไม่ต้องถามซ้ำอีกว่าคนข้างๆ มู่หรงซื่อจื่อเป็นใคร
พวกเขาได้รับการแสดงความยินดีจากผู้คนในงาน บ้างเอ่ยชมความงามของอันจื่อเทา ชื่นชมว่าสองคนยืนเคียงข้างช่างเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก สาระพัดคำเยินยอ หากแต่ลับหลังกลับตำหนิรุนแรงถึงขั้นด่าสาดเสียเทเสีย เกิดเป็นบุรุษเสียชาติเกิดโดยแท้!
อันจื่อเทาทนความสะอิดสะเอียนไม่ไหวหลบออกมาสูดหายใจด้านนอก แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้พบคนรู้จักอีกครั้ง
“เฮียย!” หลี่ซูเซียนร้องเสียงใสกระโดดกอดเฮียเต็มรัก ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าตัวเองกับเฮียขนาดร่างกายไม่ได้ต่างกันนัก ดีที่อันจื่อเทาฝึกฝนร่างกายเป็นประจำจึงทรงตัวได้มั่นคงไม่งั้นคงล้มลงไปทั้งคู่
“เป็นสาวเป็นนางอย่าโดดใส่ผู้ชายซี้ซั้วสิ"เอ็ดไปทีกับกิริยาไม่สำรวม คนถูกว่าหัวเราะแหะๆ เฮียเปลี่ยนไปรึป่าววะเนี่ยทำไมให้รู้สึกเข้มงวดอย่างกับครูประถมเลยล่ะ
“ก็คนมันคิดถึงนี่ครับ ไม่เจอตั้งนานเฮียดูแปลกหูแปลกตาจังนะครับ”
“แปลก?”
หลี่ซูเซียนพยักหน้าหงึกๆ ชี้แจงทีละจุด “ดูมีน้ำมีนวลรัศมีเปล่งปลั่งไงไม่รู้”
“…?”
“ให้ความรู้สึกเหมือนคุยกับครูประถมมีอายุเลยอ่ะเฮีย”
“….” ไม่รู้มันกำลังหลอกด่าเขาหรือบรรยากาศรอบตัวเขาทำให้มันคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่ดูจากหน้านิ่วคิ้วขมวดของเด็กเกรียนคงจะอย่างหลังแล้วล่ะ
อันจื่อเทาถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะไม่ให้เปลี่ยนได้ยังไงโดนกรอกหูด้วยเรื่องกฎบ้าบอทั้งวันจนบางครั้งเห็นใครผิดกฎเป็นต้องเข้าไปตำหนิ แล้วคนที่สอนนอกจากองค์หญิงใหญ่กับพี่ใหญ่ยังมีนางกำนัลชั้นสูงจากในวังมาอบรมเขาโดยเฉพาะนานวันการวางตัวเลยพลอยเปลี่ยนไปด้วย
อึดอัดชิบหาย…แต่พอเห็นคนร่วมห้องทำงานไม่ได้พักแล้วอดช่วยซัพไม่ได้….
“ช่างฉันเถอะ ว่าแต่เอ็งไปไงมาไง ไม่อยู่บ้านสามีหรอกหรอ”
พูดถึงตรงนี้เด็กเกรียนถอนหายใจแทบหมดปอด ขย้อนออกมาได้มันคงทำแล้วล่ะนั่น “เจ้ใหญ่น่ะดิโวยวายลั่นบ้านที่ลูกนางไม่ยอมเป็นขุนนาง กดดันอยู่เป็นเดือนๆ สุดท้ายเลยต้องระเห็จมาเมืองหลวงกันนี่แหละ”
“บ้านรวยขนาดนั้นบริหารดีๆ ทั้งชาติก็ไม่มีทางจน ทำไมต้องดิ้นรนอยากให้ลูกเป็นขุนนางล่ะ”
“ตอนผมเขียนคิดว่าขุนนางมันเท่ดีเลยกลับลำจากพ่อค้าให้พระเอกเข้าเป็นขุนนาง แต่ดูจากตอนนี้เจ้ใหญ่จะยึดติดมากเลยนะ ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะว่านิยายเรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อ”
ขนาดนักเขียนยังท้อใจแล้วประสาอะไรกับคนหลงเข้ามาอย่างเขาล่ะ แต่ไหนๆ เจอแดเนียลแล้วปรึกษาสักหน่อยก็ดีเหมือนกันยังไงมันก็เป็นคนเขียนเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้สาวงามจึงถูกบุรุษที่งามพอๆ กันลากเข้ามุมอับสายตากระซิบกระซาบกันอยู่สองคน
“มีกบฏจริงใช่ไหม”
หลี่ซูเซียนพยักหน้า “แน่นอนสิ พูดถึงเรื่องในรั้วในวังจะขาดกบฏไปได้ยังไง”
“แล้วกบฏเป็นใครบ้าง”
“เซ่อเจิ้งหวางบุ๋นกับบู๊น่ะ คานอำนาจกันมานานเลยอยากรวบอำนาจไว้เอง แต่ผมไม่ได้ลงรายละเอียดลึกมากนักหรอก ให้พระเอกโชว์สกิลสืบ วิเคราะห์ จากนั้นจับกุมพร้อมด้วยหลักฐานก่อนกบฏได้ลงมือ”
“แล้วจำได้ไหมว่าพระเอกวิเคราะห์ว่าไงบ้างแล้วหลักฐานมีอะไร?”
“จำได้ไม่หมดหรอก ใช่ว่าจะสั้นๆ ส่วนหลักฐาน…ขอเวลาสักหน่อยผมอาจร่างคร่าวๆ ให้ได้” จำได้ว่าตอนนั้นไปอ่านนิยายแนวชิงบัลลังก์มาด้วยไฟนี่ลุกท่วมตัวเขียนอยู่อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ กว่าจะจบเหตุการณ์กบฏ นี่ขนาดไม่ลงลึกมากนะยังล่อไปตั้งหลายบท
คิดไปคิดมาก็เหมือนจะข้ามบางจุดไป หลี่ซูเซียนหันมองคนข้างกาย เฮียของเขาคิ้วขมวดเป็นปมแล้ว สีหน้ากังวลแปลกๆ อย่างกับเป็นเรื่องใกล้ตัว….ฉับพลันความหนึ่งแวบผ่านหญิงสาวเบิกตากว้างจับไหล่ทั้งสองข้างของเฮียแน่น
“เซ่อเจิ้งหวางบู๊ไม่ใช่พ่อสามีเฮียหรอกหรอ!!”
*************