จากระยะทางที่วิ่งทั้งหมดดารันคิดว่าคงราว ๆ สองกิโลเมตรได้ แต่มีทั้งทางราบ ทางชัน กว่าจะกลับมาที่ฐาน เธอก็แทบจะหมดแรงในขณะที่ทุกคนยังดูสบาย ๆ กันอยู่เลย คงเพราะเธอไม่ค่อยได้ออกกำลังกายนั่งเอง
กว่าดารันจะวิ่งมาถึงจุดที่เริ่มต้นออกวิ่งทุกคนต่างยืนรอกันอยู่ก่อนแล้ว ยกเว้นผู้กองรฐนนท์ที่ดูเหมือนตั้งใจจะรั้งท้ายตามหลังเธอมา เขาอาจคิดว่าเธอยังไม่ชินทางเลยคอยตามดูอยู่ห่าง ๆ ก็อาจเป็ได้ แต่เธอรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยที่เขาทำเช่นนี้ เมื่อทุกคนมาถึงที่สนามกันครบ ครูใหญ่จึงสั่งเลิกแถวต่างคนต่างรีบไปทำธุระส่วนตัว แต่เธอถึงกับเข่าทรุดเลยทีเดียว
“เป็ไงครูรัน ไหวไหมครับ” ครูใหญ่ถามดารันเมื่อเห็นเธอนั่งลงกลางสนามอย่างหมดสภาพ
“ไหวค่ะ แต่ขอพักสักแป๊บนะคะ” ดารันตอบทั้งที่ยังหอบเหนื่อยอยู่เลย ครูใหญ่และครูพิกุลจึงต่างแยกไปทำธุระส่วนตัวกัน ส่วนพวกตำรวจตชด. ก็ไปแล้วเช่นกัน เหลือก็แต่เธอกับผู้กองรฐนนท์เขากำลังเดินตรงมาที่เธอ
“เป็ไงบ้างครับคุณครู ถึงกับยืนไม่ไหวเลยเหรอครับ” รฐนนท์เดินเข้ามาหาดารันพร้อมกับคำถาม หรือจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็คำพูดเหน็บแนมกันมากกว่า เพราะดูจากสีหน้าแล้วมีแววขบขันอยู่ไม่น้อย
“คุณก็พูดได้สิ คุณออกกำลังกายทุกวัน แต่ฉันแทบจะไม่ได้ออกเลย แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่ละ ไม่รู้ว่าวันนี้ทั้งวันจะปวดเมื่อยขนาดไหนเนี่ย เฮ้อ ไม่น่าเลย! ดารัน รู้งี้นะไม่วิ่งดีกว่า” ประโยคหลังเธอพูดเสียงค่อยเหมือนบ่นกับตัวเอง แต่ทว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังได้ยินมันอยู่ดี รฐนนท์ยกยิ้มมุมปากพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อยเป็เชิงเอ็นดู
“ถ้าคุณวิ่งทุกวันเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง แต่ถ้าขืนคุณไม่ออกกำลังกายเลยมันไม่ดีแน่ ๆ ยังไงก็อดทนทำต่อไปดีกว่านะครับ” รฐนนท์พูดแนะนำแล้วจึงหันหลังเดินจากไป
ดารันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ‘ผู้ชายอะไรไม่มีความเป็สุภาพบุรุษเลย แทนที่จะช่วยเราลุกขึ้นบ้าง กลับเดินไปเฉยเลย’ ดารันมองตามหลังคนตัวสูงที่เดินจากไป แล้วพยายามยันตัวลุกขึ้น เธอต้องอดทนเพราะวันนี้ยังต้องทำอะไรอีกมาก นี่ยังแค่เริ่มต้น "สู้ ๆ ดารัน"
หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จทุกคนมาทานอาหารเช้าร่วมกันที่ห้องอาหาร ซึ่งจะมีแม่ครัวที่เป็ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยดูแลเื่อาหารการกิน ทุกมื้อเนื่องจากทางครูตชด.และตรวจตชด.เองไม่มีเวลามากพอที่จะทำ และการจ้างชาวบ้านมาช่วยก็ยังถือว่าเป็การช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อให้เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
แต่ถ้าเป็วันธรรมดา คุณครูก็จะจัดเวรให้เด็กโต มาช่วยกันทำอาหารโดยใช้ผักสวนครัว ปลา ไข่ไก่ ที่เด็ก ๆ ช่วยกันปลูก ช่วยกันเลี้ยง นำมาประกอบอาหารทานกันเป็อาหารกลางวัน และเด็ก ๆ ยังได้นำความรู้ที่ทางโรงเรียนสอนไปใช้ต่อที่บ้านได้อีกด้วย
“ครูรัน วันนี้ผู้กองนนท์จะเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อเยี่ยมชาวบ้าน ครูไปด้วยเลยแล้วกันนะครับ จะได้เห็นความเป็อยู่ของเด็ก ๆ แล้วก็ทำความรู้จักกับชาวบ้านด้วย” ครูใหญ่กล่าวกับดารันขณะนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ส่วนผู้กองรฐนนท์เพียงค้อมศรีษะให้เล็กน้อยเป็เชิงรับทราบเมื่อครูใหญ่มองมา
“ค่ะครูใหญ่ รันอยากเห็นเหมือนกันว่าชาวบ้านเค้าอยู่กันยังไง เด็ก ๆ เป็ยังไงกันบ้าง” ดารันรับคำ ด้วยความตื่นเต้น เธอจะได้ทำหน้าที่ครูอาสาแล้วสินะ อยากรู้จังเลยว่าเด็ก ๆ ของเธอจะน่ารักขนาดไหนกัน แล้วชาวบ้านเค้าอยู่กันอย่างไร แต่คนที่เธอต้องไปด้วยนี่สิ นั่งหน้านิ่งอย่างกับภาพวาด ไม่รู้ว่าวันนี้จะมาอารมณ์ไหน
การเดินทางเข้าหมู่บ้านชาวเขา ค่อนข้างลำบาก ทำเอาดารันท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด อวัยวะภายในแทบจะหลุดไปกองรวมกันเลยทีเดียว แต่พลขับที่นั่งข้าง ๆ ยังคงไม่แสดงท่าทีอะไร ในขณะที่เธอแทบจะอาเจียนอยู่แล้วในตอนนี้ ดีหน่อยที่วันนี้เธอแต่งตัวสบายๆ เลยทำให้ไม่อึดอัด ส่วนพวกตชด.เองก็ใส่ชุดเหมือนที่วิ่งตอนเช้า ไม่มีอุปกรณ์อะไรมากมายมีเพียงเป้สะพายหลังใบเดียว
“คุณครูเป็ยังไงบ้าง ทางมันอาจจะโหดหน่อยนะครับ” จ่ามิ่งพลขับที่กำลังขับรถพาดารันไปยังหมู่บ้านชาวเขาเอ่ยถาม รถกระบะที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้เป็รถของตชด. ด้านหน้ารถมีจ่ามิ่งและดารันสองคน ส่วนด้านหลังกระบะมีหลังคากันแดดกันฝนให้ด้วยก็จะมีตำรวจพลร่มตชด. อีกห้าคนรวมหัวหน้าชุดคือผู้กองรฐนนท์
“ไม่เป็ไรค่ะ แค่นี้พอไหว ว่าแต่อีกนานไหมคะกว่าจะถึงหมู่บ้านอะค่ะ” ดารันฝืนตอบออกไป ตอนนี้เธออยากจะให้ถึงที่หมายโดยเร็วเสียเหลือเกิน
“อีกไม่นานก็ถึงแล้วครับ แต่ต้องจอดรถไว้ปากทาง แล้วเดินขึ้นเขาไปอีกราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเพราะบ้านของชาวบ้านอยู่บนเขารถขึ้นไปไม่ได้ครับ” จ่ามิ่งตอบตามจริง ชาวบ้านที่นี่จะสร้างบ้านอยู่ในที่สูงจึงทำให้รถเข้าไม่ถึง แต่ก็ไม่ได้ไกลมากนักหากจะเดินเข้าหมู่บ้านจากจุดที่จอดรถ ส่วนไร่ที่ชาวบ้านปลูกพืชผักนั้นก็อยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปอีกไม่ไกลเช่นกัน
“จ่าคะ แล้ววันนี้จะเข้ามาทำอะไรที่หมู่บ้านกันเหรอคะ เห็นมากันตั้งหลายคน” ดารันเกิดความสงสัยเพราะครูใหญ่ไม่ได้อธิบายอะไรให้เธอฟัง มากไปกว่าบอกให้มาเยี่ยมชาวบ้าน เธอก็เลยไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้
“ที่จริงการออกไปปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องออกกันเป็ชุด ไม่ต่ำกว่านี้หรอกครับ ที่เข้าไปในหมู่บ้านนอกจากไปเยี่ยมชาวบ้านดูความเป็อยู่เผื่อว่ามีอะไรที่เราช่วยเหลือเขาได้เราก็ช่วย แต่นอกจากนั้นยังเป็การสืบข่าวอีกทางด้วยครับ เพราะการที่เราเข้าไปทำความรู้จักคุ้นเคย ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ตลอด ชาวบ้านเขาจะเชื่อใจเรา พอมีอะไรเขาก็จะบอกเราเองครับ อย่างผู้กองนนท์ถึงแกจะพึ่งย้ายมาแต่แกขยันออกทำความรู้จักกับชาวบ้านได้ดีทีเดียวเลยนะครับ” จ่ามิ่งอธิบายเสียยืดยาว
“อ๋อ แบบนี้เอง แล้วที่นี่มีปัญหาอะไรเหรอคะ เอ ..หรือว่ามีพวกที่แอบทำอะไรที่ผิดกฎหมายกันคะ” ดารันเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิด ๆ ถ้าหากจะต้องมาเสี่ยงอันตรายที่นี่อีกเหมือนตอนที่เจอมาจากทางใต้
“ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่บางครั้งเราอาจจะเจอพวกลักลอบตัดไม้ หรือพวกขนยาเสพติดจากที่อื่นกันซะมากกว่า แต่ว่าชาวบ้านบางคนก็อาจจะรู้เห็น หรือมีส่วนร่วมด้วยกับพวกนายทุนครับ” จ่ามิ่งพูดคุยกับดารันอยู่นาน เขาชักสงสัยจริง ๆ ว่าเธอเป็คุณครูหรือนักข่าวกันแน่ช่างถามช่างซักเสียเหลือเกิน
ไม่นานนักจ่ามิ่งก็ขับรถมาถึงจุดที่ต้องจอดรถ เพื่อจะเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน ดารันออกมาจากรถหันมองซ้ายมองขวาที่มีแต่ต้นไม้น้อยใหญ่เต็มไปหมด แต่ก็พอมองเห็นเส้นทางที่น่าจะเป็ทางสำหรับใช้เดินเข้าออกหมู่บ้าน เธอคิดว่าต้องใช่แน่ ๆ เพราะมันดูโล่ง ๆ ไม่ค่อยมีต้นไม้หรือหญ้าขึ้นเหมือนตรงอื่น ๆ
"เดี๋ยวคุณครูตามหลังผมมานะครับ เดินเกาะกลุ่มอย่าออกนอกเส้นทาง เพราะถ้าคุณหลงมันจะเสียเวลาและอาจทำให้คุณได้รับอันตรายได้เข้าใจนะครับ" ผู้กองรฐนนท์หันมาพูดกับหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม
แม้น้ำเสียงของรฐนนท์อาจฟังดูแข็ง ๆ แต่ตอนท้ายก็แฝงไว้ด้วยความห่วงใย เขาเดินนำทางเข้าไปยังหมู่บ้านที่เคยมาหลายครั้งแล้ว ตามด้วยดารันที่เดินตามอย่างว่าง่าย เพราะเธอเองไม่อยากเสี่ยงกับการหลงป่าเหมือนกัน
เนื่องจากเป็ทางลาดชันบ้าง ทางเรียบบ้างสลับกันไป รฐนนท์จึงต้องคอยช่วยเหลือดารัน ซึ่งแม้จะมีแต่ตัวไม่มีสัมภาระอะไรเหมือนพวกเขาที่ต้องแบกปืน สะพายเป้ แต่ด้วยความชำนาญที่พวกเขา เข้าป่าบ่อยจึงทำให้ทุกคนดูสบาย ๆ มีแต่ดารันที่ท่าทางจะไม่ค่อยไหวแต่ก็ยังมีความพยายามที่จะไปต่อ
“ไหวไหมคุณ จะพักก่อนไหมครับ” ผู้กองหนุ่มหันมาถามดารันเมื่อเห็นเธอเริ่มเดินช้าลงเรื่อย ๆ
“ไหวคะ ไม่ต้องพักหรอกค่ะไปต่อเถอะจะได้ไม่เสียเวลา” ดารันฝืนกัดฟันพูด แต่ที่จริงแล้วเธอเหนื่อยมาก อยากนั่งพักดื่มน้ำเย็น ๆ ให้ชื่นใจ หญิงสาวยกมือขึ้นปาดเหยื่อที่ไหลย้อยจากหน้าผาก ลงมาเป็ทางกำลังจะเข้าตาอยู่แล้ว จากนั้นเธอก็หยุดยืนเท้าสะเอวพักหนึ่ง แล้วจึงรีบเดินแกมวิ่งเพื่อให้ทันผู้กองหนุ่มเพราะไม่อยากจะเป็ตัวถ่วงของทุกคน
“ผมขอถามอะไรคุณหน่อยสิ” รฐนนท์พูดพร้อมกับเดินช้าลงเพื่อรอดารัน ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่ตามหลังมาเริ่มเดินนำหน้าไปบ้างแล้ว
“คะ จะถามอะไรก็ถามมาเถอะค่ะ ถ้าฉันมีแรงตอบก็จะตอบค่ะ” ดารันไม่ได้พูดกวนแต่ตอนนี้เธอเหนื่อยจนจะไม่มีแรงคุยอยู่แล้วเขายังจะมาถามอะไรอีก
“ทำไมคุณถึงมาเป็ครูอาสา คุณรู้ไหมว่ามันลำบากแบบนี้เนี่ย” รฐนนท์อยากรู้ความคิดของคนตัวเล็กข้าง ๆ ว่าเหตุใดเธอจึงอยากมาลำบากเช่นนี้ แทนที่จะอยู่สบาย ๆ ในที่ที่เธอเคยอยู่
“เอาจริง ๆ นะ” เธอหายใจลึก ๆ เพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด
“ที่จริงเมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดว่าจะมาเป็ครูอาสาเลย แต่หลังจากฉันได้ไปเห็นครูที่ภาคใต้ เห็นความเป็อยู่ที่ลำบาก อันตราย แต่ทุกคนก็ยังสู้ เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด คุณเชื่อไหม ฉันก็เคยถามคำถามแบบนี้กับคน ๆ หนึ่งเหมือนกัน” ดารันหยุดพูดครู่หนึ่งเพื่อพักหายใจ
“เค้าก็ตอบฉันว่า ‘เขาขอแค่เป็ส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือคนอีกหลาย ๆ คน ถึงแม้จะทำได้เพียงน้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย’ ฉันก็เลยอยากลองทำดูบ้างถึงจะทำได้ไม่ดีมากเหมือนเค้าก็เถอะค่ะ”
ดารันยังคงเดินต่อถึงแม้จะเหนื่อย แต่เมื่อนึกถึงคำพูดนี้ก็ทำให้เธอมีแรงเดินต่อได้ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าคนที่พูดแบบนี้กับเธอนั้นแท้จริงแล้วอยู่ใกล้ ๆ เธอแค่เอื้อมนี่เอง
รฐนนท์หยุดชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง เขาลอบมองหญิงสาวข้าง ๆ เสี้ยวหน้าของเธอที่เขาเห็น ดูมีความสุขขณะที่เธอพูดถึงคนๆ นั้น ซึ่งเขารู้ว่าคือเขาเอง ส่วนหนึ่งเขาก็แอบดีใจที่เธอยังจำคำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอได้ แล้วยังอยากที่จะทำตามคำพูดของเขาอีกด้วย แต่อีกใจก็อดห่วงเธอไม่ได้เช่นกัน
“คนที่พูดกับคุณน่ะ ถ้าเค้ารู้ว่าคุณยังจำและอยากทำตามคำพูดของเค้า เค้าคงดีใจนะผมว่า” ผู้กองหนุ่มลอบมองคนที่เดินข้าง ๆ ว่าเธอมีปฏิกิริยาอะไรบ้างกับคำพูดของเขา พร้อมกับรอฟังว่าเธอจะตอบอย่างไร