ตอนที่ 21 ความต่างของผู้อำนวยการสถานีและรองผู้อำนวยการสถานี
ตอนที่ 21 ความต่างของผู้อำนวยการสถานีและรองผู้อำนวยการสถานีหลินชงมองหวังซินที่หมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม เด็กคนนี้น่าสนใจมาก จนตอนนี้ก็ยังรู้ว่าทำยังไงถึงจะทำให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ที่เพียงพอเมื่อเห็นสายตาของหลินชงที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม หวังซินจึงพูดไม่ออกเล็กน้อย และก็รู้ว่าหลินชงกำลังหัวเราะเยาะอะไรในขณะเดียวกันในใจของตัวเองก็กำลังถอดใจอยู่ ตัวเขาเองไม่ว่ายังไงอายุในใจก็สี่สิบกว่าแล้ว แต่วันนี้ก็ยังถูกหลินชงมองว่าเป็นเด็กเมื่อละทิ้งความคิดอื่นในใจของเขาได้ หวังซินจึงมองหลินชงที่กำลังรอคำตอบของตัวเอง แล้วพูดว่า :“พ่อของผมคือหวังเป่าหลง”หวังเป่าหลงงั้นเหรอ?สำหรับชื่อนี้แล้ว หลินชงไม่ได้มีภาพจำใด ๆ แม้แต่น้อยเลย แต่หวังซินที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่เหมือนกับคนที่ไม่คิดหน้าไม่คิดหลัง การที่ได้แนะนำพ่อของเขา แน่นอนว่าพ่อเขาจะต้องมีตำแหน่งในแผนกที่เกี่ยวข้องนี้ในเวลานี้หวังซินก็เห็นสีหน้าที่สงสัยบนใบหน้าของหลินชง จึงยิ้มอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วพูดว่า:“ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมพูดไปนี้จะพูดแค่ครึ่งเดียว คุณคงไม่เข้าใจสินะ”“งั้นลองบอกมาสิว่าตำแหน่งของพ่อเธอในปัจจุบันคืออะไร?”“ตอนนี้เขาเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิงของพวกเราครับ คุณลองดูสิครับ ว่าคุณสามารถขายละครโทรทัศน์ให้พ่อผมได้ไหม?”หวังซินมีสีหน้าที่จริงจัง ขณะเดียวกันก็มีท่าทีที่ตึงเครียดเล็กน้อย จึงยิ่งทำให้หลินชงกลั้นหัวเราะออกมาไม่ได้นิดหน่อยในเวลานี้ผู้ช่วยผู้จัดการที่อยู่ด้านข้างของหลินชงก็หัวเราะเยาะขึ้นมา แต่พอรู้ตัวว่าตัวเองเสียมารยาท ก็รีบแกล้งทำเป็นไอ โดยพยายามทำเป็นไอสองสามที แล้วจึงกลับมาอยู่ในท่าเดิมแต่ในเวลานี้หลินชงเองก็กลับหัวเราะขึ้นมา ส่ายหัวเบา ๆ แล้วพูดกับหวังซินว่า :“รองผู้อำนวยการสถานีเหรอ เกรงว่าตอนนี้เขาจะยังตัดสินใจไม่ได้หรอก!”อะไรนะ?รองผู้อำนวยสถานีไม่สามารถตัดสินใจซื้อซีรีย์โทรทัศน์เรื่องหนึ่งได้อย่างงั้นเหรอ?ยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย?ในใจของหวังซินเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องในด้านนี้มากนัก เขามองดูหลินชง และไม่ได้พูดอะไร แต่ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความอ้อนวอน“การซื้อซีรีย์โทรทัศน์เรื่องหนึ่งสำหรับรองผู้อำนวยสถานีแล้ว ในความเป็นจริงจะไม่สามารถตัดสินใจได้ ละครโทรทัศน์ที่เพิ่งจะถ่ายทำออกมาหนึ่งเรื่องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นฉันจึงยินยอมที่จะซื้อบทละครของเธอ ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าบทละครของเธอยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่เป็นเพราะว่าบทละครของเธอได้บุกเบิกแนวทางใหม่ของละครโทรทัศน์ในปัจจุบัน แต่ว่าถ้าหลังจากที่ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ได้ถ่ายทำออกมาแล้ว ผู้อำนวยการสถานีของพวกเธอจะซื้อหรือไม่ก็ยังจะเป็นปัญหาใหญ่อยู่ อย่างไรก็ตามแนวเรื่องที่แปลกใหม่ ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าละครโทรทัศน์เรื่องนี้จะดังหรือไม่”เมื่อหลินชงพูดถึงตรงนี้ ในใจของหวังซินก็เริ่มรู้สึกดูถูกขึ้นมา《Home With Kids》ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ในยุคหลังโด่งดังขนาดนั้น ทำไมจะขายไม่ดีล่ะ?ซึ่งก็เป็นเพราะว่าตัวเขาเองรู้ว่าเดิมทีผู้กำกับเรื่อง《Home With Kids》คือเธอ ถึงได้พยายามหาทางติดต่อไปที่พ่อของเธอ ไม่อย่างงั้นฉันจะเอาบทละครที่ดีขนาดนี้ขายให้กับเธอเหรอ?สิ่งนี้ก็ไม่ต้องไปพูดถึงละ หวังซินยอมรับว่าสำนวนการเขียนของตัวเองไม่ดีสักเท่าไหร่ ถ้าพูดว่าบทละครเรื่องนี้ไม่ยอดเยี่ยม หวังซินก็ยอมรับ ยังไงแล้วสำนวนการเขียนก็แย่ บทละครที่เขียนออกมาแน่นอนว่าคงไม่ได้ดีไปกว่าที่อื่นสักเท่าไหร่แต่ว่าสังคมนี้ขาดอะไรกันนะ?ก็ขาดความคิดสร้างสรรค์ไงล่ะ บทละครของตัวเขาเองได้บุกเบิกแนวทางใหม่ แม้ว่าสำนวนการเขียนจะแย่มาก แต่หลังจากที่ผลิตละครโทรทัศน์ออกมาแล้ว ก็สามารถรับประกันได้เลยว่าจะขายดีแน่นอน แล้วจะเจอกับปัญหาละครไม่ดังได้ยังไงกันล่ะ?ถ้าหากไม่ดังจริง ๆ 《Home With Kids》ที่ถ่ายทำออกมาในยุคหลังนั้นก็ไม่สามารถดังขึ้นมาได้สิแน่นอนว่าคำพูดพวกนี้หวังซินไม่สามารถพูดออกมาได้ ในเวลานี้เขาจึงพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า :“จะต้องดังแน่นอนครับ”“ฮ่าฮ่า เธอนี่มันจริง ๆ เลย ยังจะมั่นใจอีกนะ จริง ๆ แล้วฉันก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้จะสามารถดังขึ้นมาได้ ไม่อย่างงั้นฉันก็คงไม่ซื้อบทละครของเธอหรอก แต่ว่าเรื่องการซื้อละครโทรทัศน์นี้ พ่อของเธอตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ พวกเราสามารถพูดในที่นี้ได้ว่าจะดัง แต่ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ของพวกเธอ อาจจะไม่คิดแบบนี้ก็ได้” หนึ่งประโยคของหลินชงได้ดึงหวังซินกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง“แต่ว่าพ่อผมก็เป็นถึงรองผู้อำนวยการสถานีเลยนะครับ นอกจากผู้อำนวยการสถานีแล้ว หรือว่าคำพูดของพ่อผมก็เชื่อถือไม่ได้อย่างนั้นเหรอ?”หวังซินยังไม่ยอมเล็กน้อยนี่เป็นผลงานการปฏิบัติงานที่ตัวเองจะเอาให้พ่อ จะปล่อยไปให้คนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?“พูดตามตรงนะ รองผู้อำนวยการสถานีแค่คนเดียว ที่จริงแล้วยังตัดสินอะไรไม่ได้นะ นอกจากว่าพ่อของเธอจะกลายเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิง เขาถึงจะสามารถตัดสินใจซื้อซีรีย์โทรทัศน์เรื่องนี้ได้” เมื่อหลินชงพูดจบ ก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แต่ยังคงจ้องหวังซินอยู่ เพราะว่าตอนนี้เธอเห็นใบหน้าของหวังซินที่คาดไม่ถึงว่าจะมีสีหน้าที่แสดงถึงความขัดแย้งออกมา นี่จึงทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เด็กผู้ชายที่พึ่งจะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้านี้จะมีความคิดอะไรได้อีกล่ะ?“ในเมื่อไม่สามารถขายละครโทรทัศน์ให้พ่อผมได้ การที่ผมเอาบทละครนี้ขายให้คุณก็แสดงว่าไม่มีความหมายอะไรล่ะสิ!”ประโยคนี้ของหวังซิน ทำให้หลินชงถึงกับตาค้างเด็กคนนี้ทำไมถึงได้นิสัยเด็กขนาดนี้กันนะ!ในใจที่เพิ่งมีความคิดนี้ออกมา หลินชงจึงอดหัวเราะไม่ได้ เขาเองก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ถ้าลังเลที่จะตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่ว่าหลินชงก็ยังไม่ยินยอมเล็กน้อย โดยพื้นฐานของสำนวนการเขียนบทละครเรื่องนี้ก็ยังถือว่าไม่เท่าไหร่ แต่ว่าโครงเรื่องมีสีสันมากเลยทีเดียว แค่อ่านตอนแรกของโครงเรื่อง ก็ทำให้หลินชงอยากจะเอาบทละครเรื่องนี้มาถ่ายทำเป็นซีรีย์แล้ว แต่ว่าตอนนี้หวังซินกลับยังไม่ยอมขายให้น่ะสิ“หวังซิน เธอรู้ไหมว่าบทละครเรื่องนี้สำหรับเธอแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร?” หลินชงค่อย ๆ วางแผนหว่านล้อม โดยพูดผลดีและผลเสียนั้นออกมา“ผมต้องรู้แน่นอนอยู่แล้วครับ แต่ถ้าคุณไม่ตกลง ผู้กำกับคนอื่นก็ตกลงได้นะครับ ในเมื่อคุณอ่านบทละครของผมแล้วข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาหาผม นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าบทละครเรื่องนี้ในสายตาผู้กำกับแล้ว ก็ถือว่ามีมูลค่า”หวังซินทำสีหน้าเหมือนชนะ ซึ่งหลินชงที่กำลังมองอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะตบหวังซินไปหนึ่งที ในหัวของเด็กหนุ่มคนนี้คิดอะไรกันนะ?ละครโทรทัศน์จะขายให้กับใครไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การขาย?ส่วนสำคัญในนั้นก็คือหวังเป่าหลงเป็นได้แค่รองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ยังไม่สามารถทำการตัดสินใจใด ๆ ได้ ยังไงแล้วอำนาจในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายก็ยังอยู่ในมือของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อยู่ดี แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาเองไม่ขายให้กับหวังเป่าหลงอีกทั้ง หลังจากที่ตัวเองถ่ายทำละครโทรทัศน์ออกมาแล้ว แม้ว่าจะขายให้กับสถานีโทรทัศน์ซีจิง แต่ก็ขายให้กับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อยู่ดี ยังไงเด็กหนุ่มคนนี้ก็น่าจะไม่ตกลงอย่างแน่นอนตอนนี้ก็ถือว่าหลินชงมองออกแล้ว เด็กหนุ่มหวังซินคนนี้ก็แค่อยากจะให้พ่อของตัวเองได้สร้างโอกาสในการทำผลงานก็เท่านั้นเอง“หวังซิน ละครที่ถ่ายทำออกมาแล้ว ก็คือจะขายให้กับสถานีโทรทัศน์ ถ้าหากว่าพ่อของเธอมีอำนาจในการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายจริงล่ะก็ ทำไมฉันต้องทิ้งผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าแล้วไปหาที่อื่นด้วยล่ะ?”เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลินชงจึงมองไปที่หวังซินแล้วพูดว่า :“แม้ว่าเธอจะเอาบทละครไปขายให้ผู้กำกับคนอื่นก็เหมือนกัน ก็อาจจะให้เธอแสดงเป็นตัวหลักตัวหนึ่งในละครโทรทัศน์ได้ แต่ถ้าต้องการเอาละครโทรทัศน์ไปขายให้กับพ่อของเธอ นอกจากว่าพ่อของเธอจะเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ไม่อย่างงั้นแล้วก็ไม่มีใครสามารถรับปากข้อเรียกร้องนี้ของเธอได้หรอก”หวังซินก็รู้สึกว่าตัวเองได้ทำอะไรไปโดยไม่มีเหตุผลเล็กน้อย แต่หลังจากที่ละครโทรทัศน์ถ่ายทำออกมาแล้ว การที่ไม่ขายให้กับพ่อของตัวเอง แต่กลับขายให้กับคนอื่น ช่วยส่งเสริมผลงานของคนอื่น นี่ก็คือสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะเห็นอีกทั้งอ้างอิงตามแนวโน้มของเหตุการณ์ในอดีต สิ้นปีนี้ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก็จะเกษียณ สำหรับพ่อแล้วจึงถือนี่ว่าเป็นโอกาสหนึ่ง และอย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาหลังจากที่ผู้อำนวยการสถานีเกษียณแล้ว พ่อก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปแข่งชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ แต่จะต้องเพิ่มผลงานในการทำงานให้กับพ่อของตัวเองสักหน่อย นั่นจึงเท่ากับว่าเป็นการปูทางให้กับหวังเป่าหลงอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เขามีโอกาสในการแข่งชิงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พวกนี้ล้วนเป็นความคิดที่อยู่ภายในใจเขาทั้งสิ้น แค่นึกไม่ถึงว่าหลังจากที่ถ่ายทำละครโทรทัศน์ออกมาแล้ว ยังจะวุ่นวายขนาดนี้ ตัวพ่อเองที่เป็นถึงรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย นี่จึงทำให้ในใจของเขารู้สึกหมดหนทางเป็นอย่างมาก“เอาเถอะครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่เข้าใจพวกนี้เลยจริง ๆ ครับ ถ้าคุณไม่บอกผม ผมจะรู้ได้ยังไงว่าขายไม่ได้จริง ๆ ล่ะครับ?ผมยังคิดว่าคุณจะมาหลอกเด็กหนุ่มอย่างผมซะอีกครับ”หวังซินหัวเราะ จึงเห็นฟันที่ขาวสะอาดออกมา รอยยิ้มที่ไม่เป็นพิษภัยได้ทำให้หลินชงที่โมโหอยู่เล็กน้อยกับผู้ช่วยของเธอต่างก็เอาความโมโหที่มีอยู่ในใจทิ้งไป แล้วเปลี่ยนมาแบบไม่มีทางเลือกแทนเมื่อหวังซินเห็นสีหน้าของหลินชงสองคนนั้น จึงรู้ว่าเรื่องนี้ได้คลี่คลายลงแล้วอายุน้อยก็เป็นต้นทุนแบบหนึ่ง ในการใช้รูปลักษณ์ภายนอกที่อ่อนวัยของตัวเองทำให้พวกเธอหลงใหล แม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แค่พูดว่าอายุยังน้อยไม่รู้อะไรก็สามารถหลีกเลี่ยงการโดนตำหนิได้แล้ว นี่แน่นอนว่าเป็นเทคนิคใหม่เมื่อเห็นท่าทางของหวังซินในเวลานี้ หลินชงที่ต้องการจะพูดต่อ ก็ได้เอาความคิดอื่นที่อยู่ในหัวโยนทิ้งไปชั่วคราว แล้วพูดกับหวังซินว่า:“เรื่องนี้ไว้เราค่อยคุยกันวันหลังนะ การถ่ายทำยังมีขั้นตอนของมันอยู่ ถึงเวลานั้นถ้าพ่อของเธอสามารถเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานีได้จริงล่ะก็ ฉันก็จะเอาละครโทรทัศน์มาขายให้กับพ่อของเธอ”ครั้งนี้หลินชงใช้กลยุทธ์ในการยืดเวลาออกไป ซึ่งถือว่าเป็นการให้ความหวังแก่หวังซินเมื่อหวังซินได้ยินคำพูดของหลินชง อีกนิดเดียวก็เกือบจะพลั้งปากด่าออกไป ว่าพ่อเพิ่งจะเลื่อนตำแหน่งมาเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้ยังไม่ถึงหนึ่งเดือน จะเป็นไปได้ยังไงที่ภายในระยะเวลาอันสั้นนี้จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อีก?ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างน้อยต้องรอจนถึงสิ้นปี น่าเสียดาย ตั้งสิ้นปี……หนทางยังอีกยาวไกล หวังซินจึงไม่คิดปัญหานี้แล้ว ในทางกลับกันไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหนก็ต้องหาทางรับมือให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องมีวิธีอย่างแน่นอนเมื่อมองดูหวังซินที่เงียบไม่พูดไม่จา ในเวลานี้หลินชงจึงพูดว่า:“แบบนี้ละกันนะ ฉันรับปากว่าบทบาทของเธอจะไม่น้อยลง แต่พอถึงเวลานั้นก็จะต้องทดสอบการแสดง ถ้าหากว่าเธอผ่าน ก็สามารถแสดงบทบาทเป็นหลิวซิงได้ และฉันก็ให้เธอเป็นนักแสดงนำชายได้เหมือนกัน เธอคิดว่ายังไงล่ะ?”ตอนนี้หวังซินไม่มีทางเลือกมาก จึงพยักหน้า แล้วพูดว่า :“ไม่มีปัญหาครับ”หลังจากนั้น หวังซินก็คิดแล้วคิดอีก จึงถามคำถามหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเพียงเล็กน้อยว่า :“ตอนนี้คุณมีเงินลงทุนในการถ่ายทำละครโทรทัศน์ไหมครับ?”หลินชงที่เดิมทีกำลังดื่มน้ำอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ของหวังซิน อีกนิดเดียวก็เกือบจะพ่นน้ำทั้งหมดที่อยู่ในปากออกมานี่กำลังพูดอะไรน่ะ?ปัญหาเรื่องทุนในการถ่ายทำละครโทรทัศน์ นี่คือสิ่งเขาต้องกังวลงั้นเหรอ?อีกทั้ง ตอนนี้เขาก็ยังสงสัยความสามารถของตัวเองอยู่?“เด็กคนนี้หนิ มีความคิดในหัวเยอะจริง ปัญหาเรื่องเงินทุนพอถึงเวลานั้นฉันก็สามารถเจรจาได้ ตอนนี้ก็ดูฝั่งของเธอแล้วล่ะ”“ทางฝั่งของผมแท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าละครโทรทัศน์……”“พอก่อน ที่จริงแล้วความแตกต่างระหว่างรองผู้อำนวยการสถานีและผู้อำนวยการสถานีนั้นยังมีอีกเยอะ ผู้อำนวยการหวังและรองผู้อำนวยการหวัง ความหมายที่แฝงอยู่ด้านในระหว่างสองคำนี้ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง เธอเข้าใจไหม?”หลินชงรู้ว่าหวังซินยังอยากจะพูดถึงปัญหาการขายละครโทรทัศน์ให้กับใคร หลินชงจึงรีบสกัดเขาไว้เมื่อได้ยินคำพูดของหลินชงแล้ว หวังซินก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ และพูดว่า :“โอกาสดี ๆ ที่จะเอาผลงานการทำงานให้กับพ่อ น่าเสียดายที่ว่าทำไมพ่อถึงไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจนี้นะ”“การถ่ายทำละครโทรทัศน์และการเลือกฉากเหล่านี้ ยังต้องการอีกเวลาระยะหนึ่ง ถ้าหากว่าพ่อของเธอดวงดีพอล่ะก็ จะต้องสามารถเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการสถานีได้อย่างแน่นอน เธอก็รอปาฏิหารย์แล้วกันนะ” เมื่อหลินชงพูดจบ จึงแหย่ให้หวังซินหัวเราะ หวังซินพยักหน้าอย่างเลือกไม่ได้ แล้วพูดว่า : “เอาเถอะครับ เรื่องนี้ค่อยพูดวันหลังแล้วกันครับ”...