ฟางเหม่ยหลิง เจ้าหัวใจจอมบัลลังก์

    ตอนที่55 รัชทายาท


     ไป๋เฉียนฉิงและพระสนมไฉ่เหรียนเข้ามาพร้อมกันตามมาด้วยองค์ชายสี่และบุคคลสำคัญท่านอื่นๆที่เข้ามาในท้องพระโรงจึงทำให้ตอนนี้เธอมองเห็นว่าที่แห่งนี้ล้วนมีแต่คนที่เป็นขุนนางขึ้นชื่อในแคว้นเหลียงทั้งนั้นที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เป็นภาพที่หาดูได้ยาก เธอนั้นโชคดีจริงๆ


     


     

    "ฝ่าบาทเสด็จแล้ว"


     


     

    ทุกคนต่างลุกขึ้นจากที่นั่งและก้มหัวประสานมือทำความเคารพ 


     

    "ถวายพระพรฝ่าบาท"


     

    ไม่นานองค์จักรพรรดิแคว้นเหลียงก็เสด็จเข้ามานั่งประทับเด่นเป็นสง่าอยู่บนบัลลังก์ เขาพายมือขึ้นเพื่ออนุญาติให้ทุกคนนั่งลงได้ เขาใช้สายตามองไปยังบุคคลสำคัญทั้งหลายที่ได้มาร่วมงานในวันนี้


     


     

    "วันนี้ข้าจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมาเพื่อฉลองให้กับองค์ชายแปดโอรสของข้า และนอกจากนั้นข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องการจะประกาศ เนื่องด้วยว่าผลงานในการปราบโจรครั้งนี้ของเขานั้นโดดเด่นมากรวมถึงผลงานอื่นๆก็ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง ข้าจึงขอแต่ตั้งให้เขาเป็น องค์รัชทายาท ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"


     

    เสียงประกาศกังวาลก้องไปทั่วท้องพระโรง ทุกคนต่างพากันตกใจ บางคนก็ยินดี บางคนก็ไม่ค่อยพอใจ พวกที่ไม่พอใจคือพวกขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายสี่ 


     


     

    หลงเป่าเฟยกำมือแน่นด้วยความแค้นเขาไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ เขาอุตส่าห์ส่งคนออกไปสังหารหลงเจี่ยนหยางแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ เขาก็แค้นใจมากพออยู่แล้ว แต่มาวันนี้เสด็จพ่อกับมอบตำแหน่งองค์รัชทายาทให้หลงเจี่ยนหยางและประกาศต่อหน้าทุกคนยิ่งทำให้เขาแค้นใจจนแทบกระอักเลือด แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้


     


     

    พระสนมไฉ่เหรียนจิกเล็บเข้ากลางฝ่ามือตัวเองด้วยความไม่พอใจและต้องการระงับอารมณ์ไม่ให้แสดงสีหน้าใดๆออกมา ตอนนี้พระสนมไฉ่เหรียนรู้สึกเหมือนกำลังมีไฟเผาอยู่ในอก พระสนมมองไปที่องค์ชายสี่บุตรชายที่นางรักมากและพยายามส่งสายตาให้เขาอดทนเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาก่อเรื่องใดๆขึ้นในขณะนี้


     


     

    ไป๋เฉียนฉิงและจวินเถาต่างยิ้มอย่างดีใจที่องค์ชายแปดได้เป็นองค์รัชทายาทพวกนางจ้องมองไปที่องค์ชายอย่างรักใคร่ และพร้อมจะมอบชีวิตให้ แต่ก็ติดตรงที่ดันมองมาเจอเธอซะก่อนพวกนางต่างจ้องมองเธออย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ และแสดงสายตาอาฆาตมาที่เธอ


     

    'ข้าต้องกำจัดเจ้าให้ได้ แล้วข้าก็จะได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาท'


     

    ไป๋เฉียนฉิงคิดในใจ


     


     

    'นางปีศาจที่ตรงนั้นมันต้องเป็นของข้า'


     

    จวินเถาเองก็กำลังคิดในใจอยู่เช่นกัน


     


     

    เธอเองก็กำลังมึนๆงงๆเพราะว่ามันเกิดขึ้นเร็วมากตอนนี้หลงเจี่ยนหยางได้เป็นองค์รัชทายาทแล้ว เธอเห็นว่าไป๋เฉียนฉิงกับจวินเถามองมาที่เธออย่างไม่พอใจ อันนี้เธอก็พอรู้ตอนนี้พวกนางคงอยากจะฆ่าเธอ หลงเจี่ยนหยางออกไปยืนใจกลางท้องพระโรงและคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิ


     

    "ขอบพระทัยเสด็จพ่อ"


     

    "ลุกขึ้นได้ ต่อไปเจ้าก็ต้องตั้งใจทำงานอย่าละเลยต่อหน้าที่"


     

    "รับทราบพ่ะย่ะค่ะ"


     

    กงกงเอาพระราชโองการที่ประทับตราขององค์จักรพรรดิมอบให้เขา เพราะองค์จักรพรรดิได้เป็นคนประกาศเอง กงกงจึงไม่ต้องประกาศ เขารับพระราชองค์การแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม


     

    "เริ่มงานเลี้ยงได้"


     

    ฝ่าบาทตรัสเริ่มงาน


     

    นางระบำที่นุ่งน้อยห่มน้อยต่างพากันเดินขบวนออกมาเป็นทิวแถวและเริ่มร่ายรำ นักดนตรีประจำวังเริ่มบรรเลงเพลงตามจังหวะ หญิงสาวมากมายที่ร่ายรำอยู่นั้นต่างแสดงท่าร่ายรำยั่วยวนก่อนจะกระจายกันออกไปตามที่บุรุษรูปงามนั่งอยู่คนไหนที่พวกนางหมายตาเอาไว้พวกนางก็จะไปร่ายรำอยู่ที่หน้าบุคคลนั้น ถ้าพวกเขาสนใจในตัวนางก็สามารถรับนางมาเลี้ยงดูเป็นภรรยาได้ โดยการมอบสิ่งของให้ ถึงแม้พวกนางจะเป็นได้แค่เพียงอนุก็ตาม เพราะพวกนางเป็นแค่นางระบำ แต่พวกนางก็จะได้รับการเลี้ยงดู อยู่ดีกินดี ดีกว่าแต่งงานกับคนธรรมดา เพราะในท้องพระโรงแห่งนี้มีแต่ขุนนางชั้นสูงที่มีเกียรติยศ ศักดิ์ศรี บารมี มากไปด้วยเงินทองมั่งมี ทั้งนั้น และเป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้ที่บุรุษย่อมมีภรรยาหลายคน ซึ่งการระบำหาคู่แบบนี้เป็นเรื่องปกติของที่นี่


     

    มีนางระบำนางหนึ่งใส่ชุดชมพูโชว์หน้าท้องแบนราบ ทรวดทรงองเอวยั่วยวนมากกำลังมาระบำต่อหน้าหลงเจี่ยนหยางและมันก็คือต่อหน้าเธอด้วยเพราะเธอนั่งอยู่กับเขา แน่นอนยังมีตามมาอีกสองคนทั้งชุดม่วงและชุดเหลืองที่เต้นระบำหน้าท้องแบบเซ็กซี่ จนเธอดูเพลินไปเลย เธอกำลังดูพวกนางระบำอย่างเพลิดเพลินและก็เห็นว่าองค์ชายสี่ยื่นแหวนให้นางระบำนางหนึ่งที่กำลังเต้นยั่วยวนเขา นั่นแสดงให้เห็นว่าเขารับนางเป็นอนุแล้ว นางหยุดระบำและนั่งลงข้างๆเขาพร้อมทั้งรินเหล้าและป้อนอาหารให้ เธอมองไปยังโต๊ะอื่นๆก็เห็นแบบเดียวกันผู้ชายมักจะถอดแหวนให้


     

    กลับมาที่เธอตอนนี้กำลังดื่มไปด้วยชมนางระบำไปด้วย หลงเจี่ยนหยางนั้นคอยคีบอาหารให้เธอตลอดเธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อยมิหนำซ้ำเขายังคอยรินเหล้าให้เธออีกด้วย มันกลับกันหรือปล่าว เธอสิต้องคอยรินเหล้าและคีบอาหารให้เขา แต่ตอนนี้เธอกำลังมองดูนางระบำอย่างสนุกสนานมันทำให้งานเลี้ยงมีสีสันมากเพราะพวกนางต่างแต่งเสื้อผ้ามากันคนละสี และเพลงที่บรรเลงก็ไพเราะมาก


     

    "นางพวกนั้น คิดจะยั่วองค์ชาย"


     

    ไป๋เฉียนฉิงสบถอย่างไม่พอใจ


     

    "นางบ้า พวกเจ้าคิดจะแย่งองค์ชายของข้า"


     

    จวินเถาเองก็ไม่พอใจเช่นกัน


     

    ตอนนี้ทุกคนกำลังลุ้นว่าองค์รัชทายาทจะเลือกหญิงสาวคนใดในสามคนนั้นกันต่างพากันเดาไปต่างๆนาๆ


     

    "ข้าว่าพระองค์ต้องเลือกหญิงสาวที่สวมชุดชมพูแน่"


     

    "ไม่อะข้าว่าต้องเป็นแม่นางชุดสีเหลืองมากกว่า"


     

    "ข้าขอเดาว่าเป็นแม่นางชุดสีม่วง"


     

    "ข้าว่าพระองค์คงจะรับนางทั้งสามคนเลย"


     

    ทุกคนต่างพากันพูดคุยเรื่องนี้กัน เพราะยังไม่เห็นว่าองค์ชายจะเลือกใครสักที เธอได้ยินที่พวกเขาคุยกันแล้ว และคิดว่าหลงเจี่ยนหยางน่าจะมีอนุไว้บ้างเพราะเขาก็เป็นถึงรัชทายาทแล้วดูอย่างองค์ชายคุณชายบ้านอื่นๆมีภรรยาเป็นโหลแต่เขาไม่มีสักคน กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเขาตัดแขนเสื้อตัวเองปล่าวๆ หรือที่เขาเรียกกันว่าเกย์ในโลกของเธอนั้นเอง เธอจึงกระซิบข้างหูเขา


     

    "แม่นางชุดชมพูงดงามมากเพคะองค์ชาย"


     

    เธอช่วยเขาเลือกแบบอ้อมๆ


     

    "แต่ข้าชอบแม่นางในชุดสีแดงมากกว่า"


     

    เขาพูดกับเธอและยิ้ม


     

    ซึ่งคนที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ก็มีเธอแค่คนเดียว เธอได้แต่ยิ้มอย่างเขินๆ พวกนางสามคนยังคงยั่วยวนแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลเพราะหลงเจี่ยนหยางไม่มองพวกนางเลยแม้แต่น้อยเขายังคงคีบอาหารให้เธออย่างใจเย็นและคีบต้นหอมออกให้เพราะเขารู้ว่าเธอไม่ชอบกินต้นหอม แต่อาหารแต่ละจานก็ใส่ต้นหอมมาทั้งนั้น เขาจึงต้องคอยนั่งคีบออกให้ จนเพลงบรรเลงจบพวกนางระบำที่ไม่ถูกเลือกจึงเดินถอยหลังกลับออกไปจากท้องพระโรง


     

    "อะเกือบลืมไปเลย วันนี้ข้ามีเรื่องจะประกาศอีก"


     

    ฝ่าบาทตรัสขึ้น


     

    "ฟางเหม่ยหลิง"


     

    "เพคะฝ่าบาท"


     

    ฝ่าบาทเรียกชื่อเธอขึ้นมาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่เธอต้องเดินไปใจกลางท้องพระโรงตรงหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท เมื่อโดนเรียกชื่อตามธรรมเนียม


     

    "ไป๋เฉียนฉิง" 


     

    "เพคะฝ่าบาท"


     

    ไป๋เฉียนฉิงลุกจากที่นั่งและเข้ามายืนอยู่ข้างเธอ


     

    "จวินเถา"


     

    "เพคะฝ่าบาท"


     

    จวินเถาเองก็เดินเข้ามายืนอยู่ข้างเธอ ตอนนี้เธอยืนอยู่ตรงกลาง


     

    "พวกเจ้าทั้งสามคนทำความดีความชอบได้ช่วยกันปราบปรามทลายกลุ่มโจรหลี่หมิงจนสิ้นซาก ทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีของแค้วนเหลียง ข้าขอชื่นชม และข้าจะประทานรางวัลให้ เอาของรางวัลเข้ามา"


     

    'ออ แบบนี้นี่เอง'


     

    ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงโดนเรียกตัว


     

    ขันทีได้ถือกู่เจิงตัวใหญ่ตัวหนึ่งเข้ามา


     

    "กู่เจิง ข้ามอบให้ไป๋เฉียนฉิง"


     

    ขันทีเดินนำกู่เจิงมามอบให้ไป๋เฉียนฉิงนางรับมาและวางลงก่อนจะคุกเข่า


     

    "ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท"


     

    ไป๋เฉียนฉิงยิ้มดีใจกู่เจิงตัวนี้แค่แวบแรกที่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่าหายาก ด้วยนางนั้นชอบเครื่องดนตรีจึงมองออก คนที่ทำต้องฝีมือปราณีตมากจึงจะทำออกมาได้สวยงามขนาดนี้ เสนาไป๋เองก็พลอยยิ้มอย่างปลื้มปริ่มเมื่อได้ที่เห็นว่าลูกสาวได้รับของพระราชทาน เขารู้สึกภูมิใจมากจึงยืดตัว


     

    "ผีผา ข้ามอบให้กับจวินเถา"


     

    ขันทีถือผีผาและเดินเข้าไปยื่นให้กับจวินเถานางรับและยิ้มอย่างยินดี ก่อนจะคุกเข่าลง


     

    "เจ้าถึงไม่ใช่คนแค้วนเหลียงแต่ก็เป็นศิษย์ของสำนักวังบาดาล ข้าจึงมอบรางวัลนี้ให้กับเจ้า เจ้าได้ทำความดีความชอบเป็นหน้าเป็นตาให้กับทั้งแคว้นซ่งและสำนักวังบาดาล"


     

    "ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท"


     

    นางยิ้มจนแก้มแทบปริ ตอนนี้ข่าวที่นางช่วยปราบโจรคงดังไปทั่วแคว้นซ่งแล้วทุกคนในแคว้นซ่งจะต้องยิ่งเถิดทูลนาง


     

    "ดูสิ คุณหนูทั้งสองได้รับพระราชทานของล้ำค่าทั้งนั้นเลย"


     

    "นั่นสิ ดูผีผานั่น แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่าหายาก"


     

    "กู่เจิงตัวนั้นลวดลายปราณีตมาก"


     

    "สมกับเป็นลูกเสนาบดีไป๋ได้ของล้ำค่าเช่นนี้"


     

    "คุณหนูจวินเถาจากแค้วนซ่งก็งดงามแถมยังเป็นศิษย์สำนักวังบาดดาลอีกไม่เลวเลย"


     

    พวกขุนนางทั้งน้อยใหญ่ต่างพากันชื่นชมคุณหนูทั้งสอง ที่หลังจากวันนี้พวกนางคงมีชื่อเสียงกันไปทั่ว พวกเขาจึงต้องรีบเข้าไปตีสนิทเพื่อหวังผลประโยชน์


     

    "และข้าขอมอบ ธนูสิบเก้าให้กับเจ้าฟางเหม่ยหลิง"


     

    ขันทียกธนูขึ้นมาและเดินมามอบให้เธอพร้อมกับซองใส่ลูกธนูซึ่งมีธนูอยู่สิบเก้าดอก


     

    "ขอบพระทัยเพคะ"


     

    เธอคุกเข่าลงและขอบพระทัยฝ่าบาท เธอมองไปยังธนูที่ได้รับเป็นธนูที่ดีมากทีเดียว 


     

    "นั่นมันธนูของฝ่าบาท"


     

    "ฝ่าบาทได้มอบธนูร้อยเก้าให้กับองค์รัชทายาทไปแล้วเมื่อครั้งที่เขาเป็นแม่ทัพไปออกศึกครั้งแรก เขาได้รับชัยชนะกลับมาและถูกเรียกว่าเทพเจ้าแห่งสงครามนับแต่นั้น"


     

    "ใช่แล้วไม่ผิดแน่ ฝ่าบาทมีธนูอยู่สองชุด คือธนูร้อยเก้า กับ ธนูสิบเก้า"


     

    "เหตุใดฝ่าบาทจึงมอบของสำคัญเช่นนี้ให้กับคุณหนูตระกูลฟาง"

    "หรือว่าฝ่าบาทก็ยอมรับนางในฐานะว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทแล้ว"


     

    "ไม่ผิดแน่ ข้าว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่"


     

    พวกเขาต่างมองไปที่เธออย่างตกตลึง ไป๋เฉียนฉิงนั้นพยายามเก็บอารมณ์เอาไว้และไม่ให้แสดงสีหน้าใดๆออกมาต่อหน้าพระพักตร์ นางอยากได้ธนูสิบเก้ามากกว่าจะได้คู่กับองค์รัชทายาทที่มีธนูร้อยเก้าอยู่


     

    จวินเถานั้นพอได้ยินคนอื่นๆพูดถึงธนูสิบเก้าว่ามีความสำคัญอย่างไรนางจึงได้รู้และเคียดแค้นมาก นางอยากได้ของสำคัญแบบนั้นมากกว่า ทั้งนางและไป๋เฉียนฉิงต่างได้เครื่องดนตรีแล้วทำไมฟางเหม่ยหลิงถึงได้ธนูกัน แถมเป็นธนูของฝ่าบาท มันคู่ควรกับนางมากกว่า นางอยากได้ แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้


     

    พวกนางทั้งสามพอได้ของพระราชทานแล้วก็กลับเข้าที่ของตัวเองตามเดิม เธอไม่รู้ว่าธนูมีความสำคัญขนาดนี้ เป็นถึงธนูของฝ่าบาท ล้ำค่ามากจริงๆ เธอเอาธนูมาวางไว้ข้างกายหลงเจี่ยนหยางก็รินเหล้าและคีบอาหารให้เธอ


     

         

    "เสด็จพ่อช่างใจกว้างจริงๆ"


     

    เขาพูดยิ้มๆ เขาพอใจมากที่เสด็จพ่อได้มอบธนูสิบเก้าให้กับคนที่เขารัก


     

    งานเลี้ยงก็ยังดำเนินต่อไป แล้วเธอก็เห็นไป๋เฉียนฉิงเดินออกมากลางท้องพระโรงอีกครั้ง


     

    "ฝ่าบาท เพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับงานเลี้ยงในวันนี้ หม่อมฉันขอร่ายรำประกอบเพลงเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับงานเลี้ยงเพคะ"


     

    "ได้ ข้าอนุญาติ"


     

    "ขอบพระทัยเพคะ"


     

    นางลุกขึ้นและถอดเสื้อคลุมที่หนาและหนัก ตัวนอกออกก่อนจะเดินไปกลางเวทีและนางให้สาวใช้คนสนิทไปบอกกับนักดนตรีของวังหลวงแล้วว่านางจะร่ายรำเพลงอะไร เพลงฤดูหนาวได้บรรเลงขึ้น ไป๋เฉียนฉิงได้วาดเท้าไปมาและกระโดดหมุนตัวร่ายรำตามจังหวะดนตรีทันที


     

    "คุณหนูเพลงนี้ร่ายรำยากมากเพคะ ไม่คิดว่าคุณหนูไป๋เฉียนฉิงจะร่ายรำได้แล้ว"


     

    เลียงลี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังของเธอเพื่อคอยรับใช้ได้กระซิบที่ข้างหูเธอ


     

    เธอมองดูการร่ายรำที่สวยงามนั้นไม่วางตา ใช่แล้วทุกคนก็เช่นกันเหมือนตกอยู่ในภวังค์มันงดงามมากจริงๆ เธอเองยังยอมรับเลย ไป๋เฉียนฉิงคงฝึกซ้อมอย่างหนัก นางถึงทำได้ขนาดนี้ พอการร่ายรำจบ ทุกคนต่างปรบมือให้กับไป๋เฉียนฉิง เธอเองก็ปรบมือให้กับนางเช่นกัน


     

    "ร่ายรำได้งดงามมาก พระราชทานรางวัลให้นาง"


     

    ขันทีได้นำปิ่นปักผมมามอบให้นาง ซึ่งของพระราชทานนี้ล้วนเป็นปกติที่มีไว้เพื่อมอบให้สตรี ส่วนมากก็จะได้เป็นเครื่องประดับที่เตรียมไว้เป็นของพระราชทานเล็กๆน้อยๆให้กับคนที่ทำให้ฝ่าบาทพึงพอใจ


     

    "ขอบพระทัยเพคะ"


     

    นางกล่าว


     

    "สมกับเป็นบุตรีท่านเสนาไป๋ เสนาใหญ่ของเรา"


     

    "การร่ายรำของนาง ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริง"


     

    "ดีใจด้วยนะ ท่านเสนาที่มีบุตรีเก่งเช่นนี้"


     

    "นางไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง"


     

    เสนาบดีไป๋ยิ้มภูมิใจเข้าไปอีก ตอนนี้มีแต่คนชมบุตรีของเขาไม่ขาดปาก


     

    ไป๋เฉียนฉิงเดินหน้าบานกลับไปนั่งที่ของตัวเองและยังยิ้มเยาะใส่จวินเถาที่นั่งใกล้ๆนางอีกด้วย จวินเถาเห็นว่าไป๋เฉียนฉิงยิ้มเยาะใส่นางเช่นนั้นนางก็ไม่พอใจและได้ถอดชุดคลุมออกก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท


     

    "ฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็ขอร่ายรำเพลงพื้นเมืองของแค้วนซ่งเพคะ"


     

    "ได้ อนุญาติ"


     

    องค์จักรพรรดินั้นเห็นว่าเพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับงานเลี้ยงจึงได้คิดว่าจะอนุญาติทุกคนที่จะแสดงโชว์ในวันนี้


     

    ไป๋เฉียนฉิงไม่พอใจที่จวินเถาก็คิดจะร่ายรำเหมือนกัน นักดนตรีประจำวังหลวงนั้นเก่งมากพวกเขาสามารถบรรเลงเพลงได้หมดทุกแคว้น เพลงประจำถิ่นของแค้วนซ่งพวกเขาก็รู้จักดี จึงเริ่มบรรเลงเพลง


     

    จวินเถาถอดรองเท้าออกและเริ่มร่ายรำตามสิ่งที่นางได้เรียนมาตั้งแต่เด็ก เพลงซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ของแค้วนซ่งถูกบรรเลงอย่างต่อเนื่องนางได้ร่ายรำกวัดแกว่งมือไปมาอย่างอ่อนช้อย และค่อยๆหงายหลังโค้งตัวไปข้างหลังจนหัวแทบจะติดกับพื้น แสดงให้เห็นว่าตัวอ่อนมากเพียงใด นางทำตัวพลิ้วไหวไปมา พอการร่ายรำจบลงทุกคนต่างปรบมือและชื่นชมว่านาง


     

    "ร่ายรำได้งดงามมาก"


     

    "ข้าได้ยินว่านางเป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นซ่ง"


     

    "จริงหรือ"


     

    "ใช่แล้วเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของเสนาใหญ่แห่งแคว้นซ่ง"


     

    "ทุกคนในแคว้นซ่งต่างเรียกนางว่าอัจฉริยะด้วยนะ"


     

    "ไม่น่าละถึงสอบเข้าสำนักวังบาดาลได้"


     


     

    พวกเขาพากันพูดถึงนางและชมนางกันใหญ่

    ว่านางนั้นเป็นหญิงสาวจากแคว้นซ่งที่มีความสามารถไม่แพ้ใครทีเดียว


     

    "งดงามมากจริงๆ พระราชทานรางวัลให้นาง"


     

    ขันทีรับคำสั่งแล้วจึงมอบต่างหูหยกให้จวินเถา


     

    "ขอบพระทัยฝ่าบาท"


     

    จวินเถายิ้มปลาบปลื้มนางเดินเข้าไปนั่งที่ประจำของตัวเอง และยิ้มเยาะคืนให้ไป๋เฉียนฉิง ไป๋เฉียนฉิงไม่พอใจจ้องนางแทบตาถลน แต่นางก็ทำหน้ายียวนกวนประสาทจนไป๋เฉียนฉิงอยากจะเข้าไปตบสั่งสอน ตอนนี้ไป๋เฉียนฉิงได้ยินคนพูดชื่นชมจวินเถาก็แทบไม่อยากฟังแล้ว





    คล้ายกับเรื่องฟางเหม่ยหลิง เจ้าหัวใจจอมบัลลังก์ ที่คุณอ่าน