ซูเก๋อััได้ถึงแรงกดดันสายหนึ่ง การฟื้นฟูตระกูลซูให้หวนคืนสู่ความเกรียงไกรนั้น ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่ใครก็แบกรับไหว ตอนนี้ยังดีที่ซูเก๋อมีระบบอยู่กับตัว จึงไม่ถึงกับไร้ความมั่นใจเสียทีเดียว
"ขั้นเซิ่งจิ้ง..." ดวงตาของซูเก๋อสุกสว่างเป็ประกาย เขามั่นใจว่าภายภาคหน้าตนเองก็จะบรรลุถึงขอบเขตนั้นได้เช่นกัน
สำหรับซูเก๋อแล้ว นี่นับเป็ความท้าทายประการหนึ่ง ทั้งยังเป็เป้าหมายอันเด่นชัดประการหนึ่งด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดของซูเก๋อ ผู้นำตระกูลก็เอ่ยว่า "เ้าอย่าได้กดดันตนเองมากเกินไปนัก ตระกูลซูตกต่ำมานานหลายปี หากคิดจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง ย่อมไม่ใช่เื่ที่จะสำเร็จได้ในวันเดียว ต่อให้เ้าทำไม่ได้ ก็ไม่มีผู้ใดก่นด่าหรือตำหนิเ้าหรอก เพราะการหวนคืนสู่ความเกรียงไกรของตระกูลซู เป็เื่ของคนในตระกูลทุกคน จะให้เ้ามาแบกรับคนเดียวทั้งหมดได้อย่างไร"
หลังเว้น่ไปครู่หนึ่ง ผู้นำตระกูลก็เอ่ยต่อว่า "ข้าเองก็รู้ดีว่าการจะหวนคืนสู่ความเกรียงไกรเมื่อหลายร้อยปีก่อนของตระกูลซูนั้น เป็ความปรารถนาที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย อันที่จริง ขอเพียงตระกูลซูสามารถให้กำเนิดยอดฝีมือขั้นเนี่ยผานขึ้นมาได้สักคน ขึ้นสู่ตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยได้ ข้าก็กราบไหว้ฟ้าดินได้อย่างพอใจแล้ว"
ทว่าเพียงความปรารถนาเล็ก ๆ นี้ ลูกหลานตระกูลซูแต่ละรุ่นเพียรพยายามมานานกว่าสองร้อยปีก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ในฐานะตระกูลโบราณที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี เป้าหมายของผู้นำตระกูลซูแต่ละรุ่น ล้วนหวังให้ตระกูลซูหวนคืนสู่ความเกรียงไกร ทว่าเมื่อเวลาผันผ่านไป ข้อกำหนดของเหล่าผู้นำตระกูลก็ยิ่งต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน แม้แต่การหวนคืนสู่ความเกรียงไกรของตระกูลซูก็ยังไม่กล้าเพ้อฝันถึงอีกต่อไป
อย่าว่าแต่การหวนคืนสู่ความเกรียงไกรเลย แม้แต่ในราชวงศ์ต้าเซี่ยเล็ก ๆ แห่งนี้ ตระกูลซูก็ยังไม่มีสิทธิมีเสียงมากนัก
"พูดไปก็เกรงว่าเ้าจะหัวเราะเยาะเอา ตอนที่ข้าเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ ก็เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน ข้าเชื่อมั่นว่าอาศัยความเพียรพยายามของตนเอง ย่อมสามารถทำความฝันเื่การฟื้นฟูความเกรียงไกรของตระกูลซูให้เป็จริงได้อย่างแน่นอน" ผู้นำตระกูลสั่นศีรษะหัวเราะเยาะตนเอง
"ทว่าผ่านพ้นไปหลายสิบปี ข้าจึงได้พบว่าทุกสิ่งไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เื่บางเื่พูดน่ะง่าย แต่ยามลงมือทำจริงกลับยากเย็นแสนสาหัส การหวนคืนสู่ความเกรียงไกรของตระกูลซูจะเป็เื่ง่ายดายได้อย่างไร?"
ในใจของผู้นำตระกูลรู้สึกละอายใจยิ่งนัก เขารู้สึกว่าตนเองแย่กว่าผู้นำตระกูลรุ่นก่อน ๆ เสียอีก ทว่ายังโชคดีที่ตระกูลซูได้ให้กำเนิดซูเก๋อขึ้นมา!
ยอดฝีมือขั้นหยวนตันระดับเก้าในวัยสิบเจ็ดปี ทั้งยังเป็ศิษย์เกียรติยศของสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ย รัศมีอันเจิดจรัสทั้งสองประการนี้ เพียงพอที่จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ต้าเซี่ยได้แล้ว
"ข้ารู้ดี การเอาภาระอันหนักอึ้งเื่การฟื้นฟูตระกูลมาวางไว้บนบ่าของเ้าเพียงคนเดียว มันไม่ยุติธรรมต่อเ้ายิ่งนัก"
ผู้นำตระกูลมองซูเก๋อด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "แต่ข้าก็ไม่มีกำลังส่งเสริมทางอื่นแล้ว ตระกูลตกต่ำมาเนิ่นนานเกินไป ตกต่ำเสียจนทุกคนลืมเลือนเกียรติยศและความภาคภูมิใจของตระกูล ตกต่ำเสียจนตระกูลอูหม่าเล็ก ๆ ยังกล้ามาเหยียบย่ำบนหัวตระกูลซูอยู่บ่อยครั้ง... พวกเรา้าอัจฉริยะที่สามารถนำพาตระกูลก้าวไปข้างหน้า คอยปลุกความภาคภูมิใจ และเพิ่มพูนความเชื่อมั่นของคนในตระกูลให้ปรากฏขึ้นมาเหลือเกิน"
ผู้นำตระกูลไม่กล้าเปิดเผยประวัติศาสตร์ของตระกูลซูให้คนในตระกูลล่วงรู้ เพราะเขากลัว กลัวว่าจะถูกตระกูลฉือจับตาดูอีกครั้ง
ทว่ายามเมื่อเห็นคนในตระกูลพึงพอใจกับสภาพที่เป็อยู่ ในดวงตามีเพียงตระกูลอูหม่าและตระกูลโจวเป็คู่แข่ง เขาก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
เมื่อฟังคำกล่าวของผู้นำตระกูลจบ ซูเก๋อก็นิ่งเงียบไป เขาเข้าใจความรู้สึกของผู้นำตระกูลได้อย่างแท้จริง เพราะหากไม่ล่วงรู้ความลับของตระกูลซู บางทีเขาอาจจะไม่รู้สึกว่าตระกูลซูในยามนี้มีสิ่งใดไม่ดี แต่เมื่อได้รู้ว่าตระกูลซูเคยเป็ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นมาก่อน แล้วหวนมามองสภาพของตระกูลซูในยามนี้ ความแตกต่างราวฟ้ากับดินนี้ ย่อมชวนให้ผู้คนปวดใจจริง ๆ
ตระกูลซูไม่ใช่ไม่ดี แต่ยังดีไม่พอ และคนในตระกูลไม่ใช่ไม่พยายาม แต่ยังพยายามไม่มากพอ พวกเขายังไม่ได้รีดเฟ้นศักยภาพขีดสุดของตนเองออกมา ยังไม่ได้บีบคั้นตนเองจนถึงขั้นบ้าคลั่งเลยสักนิด
เมื่อนึกถึงความคาดหวังและความไว้วางใจที่ผู้นำตระกูลมีต่อตน นึกถึงความฝันของคนในตระกูลแต่ละรุ่น ซูเก๋อก็พลันรู้สึกว่าบนบ่าของตนมีหน้าที่อันหนักอึ้งเพิ่มขึ้นมาประการหนึ่งทันที
"ท่านผู้นำตระกูล โปรดวางใจเถิดขอรับ ต้องมีวันหนึ่งอย่างแน่นอน ที่ข้าจะนำพาตระกูลหวนคืนสู่ตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย กระทั่งหวนคืนสู่ความเกรียงไกรเมื่อสามร้อยปีก่อนของตระกูล" ซูเก๋อจ้องมองผู้นำตระกูลด้วยสายตาหนักแน่น นี่คือคำสัญญาที่เขามอบให้แก่ผู้นำตระกูล
"หวนคืนสู่ความเกรียงไกรของตระกูลหรือ?"
ผู้นำตระกูลหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน คนหนุ่มช่างกล้าคิดจริง ๆ เื่เช่นนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าคิดเลยด้วยซ้ำ ทว่าเขาไม่ได้บั่นทอนความกระตือรือร้นของซูเก๋อ เพราะยามที่เขาเผชิญหน้ากับผู้นำตระกูลรุ่นก่อน เขาก็เปี่ยมด้วยความมั่นใจเช่นนี้เหมือนกัน และผู้นำตระกูลรุ่นก่อนก็ไม่ได้หัวเราะเยาะเขาั้แ่ต้นจนจบ หากแต่เอ่ยปากให้กำลังใจเขา ดังนั้น เขาจึงเอ่ยให้กำลังใจซูเก๋อเช่นกัน
"ดี ข้าเชื่อเ้า ข้าจะเพียรพยายามมีชีวิตอยู่ให้ถึงวันนั้น"
หากไม่บรรลุขั้นเนี่ยผาน อายุขัยย่อมมีจำกัด อย่างมากก็มีชีวิตยาวกว่าคนธรรมดาเพียงสามสิบปีเท่านั้น และในยามนี้ผู้นำตระกูลก็มีอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว เขาไม่รู้ว่าตนเองจะทันได้เห็นวันที่ตระกูลซูหวนคืนสู่ความเกรียงไกรหรือไม่
"เวลาไม่เช้าแล้ว เตรียมเริ่มพิธีสวมหมวกเถิด" ผู้นำตระกูลมองออกไปนอกเรือน แล้วเอ่ยกับซูเก๋อ
ซูเก๋อพยักหน้า เดินตามผู้นำตระกูลออกไปด้านนอก
ผู้นำตระกูลเดินพลางเอ่ยพลางว่า "เกี่ยวกับความลับของตระกูลซู เ้าจำไว้ให้ดีว่าห้ามปริปากบอกผู้อื่นเด็ดขาด แม้แต่คนในตระกูลก็ห้ามบอก"
แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานกว่าสามร้อยปีแล้ว แต่ผู้นำตระกูลก็ยังคงพรั่นพรึงตระกูลฉืออยู่ การระมัดระวังย่อมปลอดภัยกว่า ความลับของตระกูลซู ทางที่ดีที่สุดคือให้มันเน่าเปื่อยไปในท้องเสียเลย
หากตระกูลฉือคิดจะกำจัดตระกูลซูในยามนี้ ก็ไม่ได้ยากเย็นไปกว่าการบดขยี้มดตัวหนึ่งเท่าไรนัก ซึ่งซูเก๋อที่เข้าใจความกังวลของผู้นำตระกูลดี ก็พยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
……
พิธีสวมหมวกหรือเรียกว่าพิธีบรรลุนิติภาวะ โดยทั่วไปมีสามขั้นตอน
ขั้นตอนแรก พิธีเซ่นไหว้ศาลบรรพชน เพื่อบอกกล่าวเหล่าบรรพบุรุษ
ขั้นตอนที่สอง สวมหมวกรับสิทธิ เพื่อแสดงออกว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว
ขั้นตอนที่สาม จัดเลี้ยงต้อนรับแเื่ที่มาร่วมเป็สักขีพยานการบรรลุนิติภาวะ
ในเวลานี้ นอกจากคนตระกูลซูส่วนน้อยที่คอยต้อนรับแเื่อยู่ด้านนอกแล้ว คนในตระกูลส่วนใหญ่ต่างมารวมตัวกันที่ด้านนอกศาลบรรพชน ทั้งเหล่าผู้าุโและผู้ดูแลคนสำคัญต่างก็มาร่วมงานกันพร้อมหน้า ทุกคนยืนอยู่อย่างเงียบสงบ สำรวมและเคร่งขรึม
ผู้นำตระกูลและซูเก๋อเดินออกมาจากศาลบรรพชน และมายืนอยู่เบื้องหน้าทุกคน ทันใดนั้น ผู้ดูแลคนหนึ่งก็ก้าวออกมาด้านหน้า จากนั้นจึงยื่นสมุดเล่มหนึ่งส่งให้ผู้นำตระกูล โดยบนสมุดเขียนคำอธิษฐานเซ่นไหว้เอาไว้
ยามปกติ มักจะเป็หน้าที่ของผู้ดูแลที่รับผิดชอบพิธีบรรลุนิติภาวะโดยเฉพาะ มาทำหน้าที่ดำเนินงานและอ่านคำอธิษฐานเซ่นไหว้ ทว่าในครั้งนี้ผู้นำตระกูลกลับตั้งใจจะทำหน้าที่ดำเนินงานด้วยตนเอง ทำเอาผู้คนไม่น้อยต่างพากันอิจฉา
"รัชศกเทียนหยวนปีที่หนึ่งหมื่นเก้าพันเก้าร้อยแปดสิบเก้า คิมหันตฤดู ณ เมืองเฉียนหลง เก้าตระกูลสมัครสมานสามัคคี บัดนี้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง คุณธรรมความดีควรแก่การยกย่อง..."
เมื่อผู้นำตระกูลอ่านคำอธิษฐานจบก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลที่อยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายรู้ความจึงหันไปเอ่ยกับคนข้างกายทันที
"เริ่มได้"
ไม่กี่วินาทีต่อมา ดนตรีเซ่นไหว้ก็บรรเลงขึ้น เสียงดนตรีที่แฝงความโศกเศร้า สง่างาม และเคร่งขรึม ลอยมากระทบแก้วหูของทุกคน
หลังดนตรีเซ่นไหว้จบลง คนในตระกูลหลายคนก็ถือถาดที่บรรจุอาหารประณีตบรรจงเดินมาด้านหน้า หนึ่งในนั้นยื่นธูปสามดอกส่งให้ซูเก๋อ
จากนั้นซูเก๋อก็เดินเข้าสู่ศาลบรรพชนภายใต้การนำทางของคนในตระกูลตลอดพิธีการ นำธูปสามดอกไปจุดไฟ แล้วปักลงในกระถางธูปขนาดมหึมาตรงใจกลางศาลบรรพชน
ขั้นตอนพิธีการสลับซับซ้อนยิ่งนัก สิ้นเปลืองเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม พิธีเซ่นไหว้ศาลบรรพชนและพิธีสวมหมวกจึงสิ้นสุดลง
ซูเก๋อในยามนี้ เส้นผมไม่ได้ถูกมัดไว้หลวม ๆ แล้วพาดไว้ด้านหลังอีกต่อไป หากแต่ถูกรวบขึ้นเป็มวยผม ทั้งยังสวมหมวกขนาดเล็กประณีตไว้บนศีรษะ ส่งให้ร่างของเขาดูสุขุมและเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาก อีกทั้งหมวกใบนี้ ไม่ใช่เป็เพียงสัญลักษณ์แห่งการบรรลุนิติภาวะเท่านั้น แต่ยังเป็สัญลักษณ์แห่งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบอีกด้วย
นับั้แ่ที่สวมหมวกใบนี้ลงไป เขาก็ได้บอกลาวัยเด็ก และกลายเป็ผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากทุกคนอย่างเต็มตัวแล้ว