๕๗๐ เดือนอ้าย ปีมะโรง
เสียงออดแอด ! ดังลอดสายฝน มาจากดุมล้อเกวียนของขบวนเกวียนสินค้าที่โดนฝนหนักชะ มาตลอดั้แ่่หัวค่ำ ล่วงเลยยาวมาจนถึงยาม ๓ โดยมีคนขี่ม้าคอยคุ้มกันขบวนสินค้า เป็รูปดาว ๕ แฉก อยู่รอบทิศ คุมเชิงกันเป็คู่ ฝ่าฝนติดตามมาด้วย ๑๐ นาย
กำลังเคลื่อนตัวลงมา ตามทางเกวียนตัดป่าลัดเนินเขา ออกมาสู่ชายขอบของแนวป่า เป้าหมายคือมุ่งหน้าทิศอีสาน ผ่านสู่สะพานข้ามแม่น้ำปิง
ผู้คุ้มกัน ๒ นาย ชักม้าขึ้นมาเทียมกัน พลางบ่นรำพึงรำพันถึงจุดหมายที่กำลังจะมุ่งไป
เหวยๆ ! "เอ็งว่าหลังจากข้ามพ้นสะพานแล้วพ่อครูจะไปทิศไหนวะ ?"
"ข้าเองก็บ่ รู้ความตามกัน เอ็งสงสัยอันใดก็ชักม้าไปถามพ่อครู ดูเองเถิด ไอ้เกลอ.."
ชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะหึๆอยู่ในลำคอพลางเย้าสวนตอบกลับไปว่า "ข้ายังไม่อยากถูกถีบตกม้าตาย วานเอ็งไปถามพ่อครูแทนข้าได้รึไม่ ?" แล้วทั้งคู่ก็พลันขบขันท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดเม็ด นับั้แ่่พลบค่ำ
หยุดก่อน !
น้ำเสียงเข้ม ะโลั่นดังแหวกสายฝนมา พร้อมตีเกราะเคาะดาบ เพื่อเป็สัญญาณแสดงตนว่า เป็นายด่านคุมสะพาน
ขบวนเกวียนสินค้า หยุดลงตามคำสั่งของนายด่านพลันมีเสียงขึงขังดังสวนทางออกมาจากท้ายขบวนเกวียน
"พวกเอ็งเป็ใครกัน ถึงมาขวางข้า โจรปล้นสินค้ารึ !?"
เฒ่าวัย ๕๐ เศษ ยื่นใบหน้าออกมา หลังม่านเกวียนเพื่อกวาดสายตาดูโดยรอบ พลางขยับร่างกายอันสันทัด กำยำ ค่อยๆก้าวเท้าออกจากเกวียนถือดาบประจำกายที่ได้รับมอบจากเ้าเมือง แล้วชักออก เหยียดแขนชูขึ้นเหนือศรีษะ
พร้อมตวาด แผดเสียงดังลั่นกลบเสียงฟ้าร้อง "พวกเอ็งช่างกล้านัก รู้จักดาบนี้กันรึไม่ !?"
นายด่านก้มหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ด..ด..ดาบน้ำพี้ ลงอักขระกระบังดาบสีทอง ฝักดาบหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงชาดหลุบคำ นั้นเป็ของท่านพ่อเมืองไม่มีผิดแน่ ขอรับ"
"เมื่อรู้แล้ว เหตุใดยังกล้าขวาง หลบไปให้พ้นหน้าข้า บัดเดี๋ยวนี้ !!"
ผู้เฒ่าตวาดแผดเสียงดังย้ำอีกครั้ง พลทหารคุมด่าน ๑๐ นาย เริ่มหวาดกลัว พลางค่อยๆขยับถอยหลังช้าๆ โดยไม่รอฟังคำสั่งของนายด่าน เพื่อเปิดทางโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ! ก็มีม้าเร็วนำสาร เร่งควบออกมาจากชายป่าทางทิศพายัพ
เพียงอึดใจ พลนำสารก็หยุดม้าที่ปากสะพานเรียกตัวนายด่านถอยกลับไปกำชับข้อความ
หลังถ่ายทอดข้อความเสร็จ ก็ห้อตะบึงบึ่งควบม้าเร่งข้ามสะพานไป !
ท่าทีของนายด่านก็พลันเปลี่ยนไปเร่งกลับไปจัดแถวตั้งแนวสกัด ถอยลึกไปตั้งรับอยู่บริเวณกลางสะพานส่งเสียงซุบซิบกำชับทหารทุกนายที่ด่าน
ครั้นพ่อเฒ่าเมื่อเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็อ่านสถานการณ์ขาดทันที เห็นทีว่าต้องเร่งข้ามด่านนี้โดยพลัน
จึงผิวปากเสียงยาว ส่งสัญญาณกำมือแล้วชูขึ้นสุดแขน ผู้คุ้มกันในขบวนทุกนายต่างหันมามองตามสัญญาณของคำสั่ง
ผู้เฒ่าพลันลดมือลง แล้วเปลี่ยนมาแตะที่หัวไหล่พร้อมค่อยๆเหยียดแขนชี้นิ้วเดียว ไปที่สะพาน
ผู้คุ้มกันทุกนายต่างเร่งม้าเต็มฝีเท้าจัดตำแหน่งกระบวนม้ากลายเป็รูปลิ่ม ทันทีที่ผู้คุ้มกันทุกนายตั้งแนวเสร็จ
พ่อเฒ่าเองก็กลับเข้าเกวียนไปวางดาบอาญาสิทธิ์แล้วกลับออกมาพร้อมดาบ ๒ เล่มคู่ใจ เหน็บไว้ที่ข้างกาย
แล้วจึงเร่งไปขึ้นม้าที่ผูกไว้ข้างเกวียนพลันเร่งควบม้าไปหยุดที่ส่วนปลายยอดของกระบวน เตรียมพร้อมส่งสัญญาณเข้าโจมตี
ยังไม่ทันที่พ่อเฒ่า จะสั่งชักม้าเพื่อเข้าโจมตี พลันมีกลุ่มของทหารชุดดำปรากฏขึ้น !
เป็กองทหารพลดาบ พลหอกโล่ พร้อมลากจูงขวากตามขึ้นมา ๒ คัน ที่ปลายอีกด้านของสะพานทางทิศอีสาน รวมมาสมทบ ๒๐ นาย
พลดาบ พลหอกโล่ รวม ๒๐ นายทยอยวิ่งออกมาจากชายป่าทิศ พายัพ ตามติดมาด้วยพลหน้าไม้อีก ๑๐ นายเข้ามาล้อมกระหนาบขบวนสินค้าเอาไว้
ทันทีที่กำลังเสริมทั้ง ๕๐ นาย เข้าประจำตำแหน่งก็เริ่มปรับรูปขบวนทันที
โดยที่ทหารคุมด่านทั้ง ๑๑ นาย เร่งเคลื่อนตัวอ้อมไปปิดทางถอยกลับของขบวนเกวียนสินค้า เพื่อตัดทางถอยกลับ
ขวากถูกเลื่อนมาคั่นที่กลางสะพาน โดยมีพลหอกตั้งโล่ซ้อน จัดแนวรับเสมอขวาก โดยมีพลดาบ ๑๐ นายตั้งแนวขนาบเยื้องอยู่ด้านหลังขวาก แบบสลับฟันปลา เพื่อคอยเฝ้าระวัง ตรึงแนววางกำลังปกป้องเต็มพื้นที่ของสะพาน
ทหารชุดดำด้านทิศ พายัพก็เคลื่อนขยายแนวเพื่อปิดล้อมขบวน โดยจัดเป็แถว ห่วงโซ่ ๓ แนว แบบสลับฟันปลาโดยมีพลหอกเป็คู่หน้า พลดาบและพลหน้าไม้ ยืนเป็แนวคอยระวังด้านหลังตามลำดับ
เมื่อพ่อเฒ่าเห็นทหารชุดดำจัดแนวรับเป็ระเบียบเยี่ยงนั้น ก็ตระหนัก และเข้าใจทันทีว่าเป็ฝีมือของผู้ใด
จึงร้องะโ ร้องทักออกไปว่า "โผล่หัวออกมาเถิดไอ้ศิษย์รักข้ากล่อมเกลาสั่งสอนเลี้ยงเอ็งมาั้แ่หัวเท่ากำปั้น จงเร่งออกมาสู้หน้ากันเสียแต่โดยดี มีเหตุอันใดให้จงมาเร่งเจรจา !"
ชายหนุ่มวัย ๒๐ ต้นๆ รูปร่างสูงโปร่งในชุดเกราะหนังสีดำ สวมหมวกแจ้งยศชั้นนายพัน สะพายดาบกระบังทอง ฝักดาบหลูบคำหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงชาด เป็สัญลักษณ์ของดาบอาญาสิทธิ์ประจำเมืองสุคนธา ค่อยๆชักม้าออกมาจากด้านหลังแนว เพื่อแสดงตัว
สายฝนเริ่มโรยรา ให้พอได้เห็นหน้าชัด เจรจากันได้สะดวกชัดเจนยิ่งขึ้น
นั่นปะไร ! ข้าว่าแล้วต้องเป็เอ็ง "ไอ้พันทองดี ศิษย์ข้า" พ่อเฒ่าเอ่ยทัก
"เพลานี้เอ็งเติบใหญ่ คุมกำลังถึง๕๐ แล้วเชียวเรอะ ? อีกไม่นานคงเลื่อนกินยศนายหมื่น เป็แม่นมั่น
เพลานี้ข้าเร่งร้อนนัก จักต้องไปถึงเมืองเชลียงก่อนย่ำรุ่งเพื่อเปิดเจรจาการค้าตามหมายกำหนด วานเอ็งจงช่วยเปิดทางให้พ่อคนนี้ ได้หรือไม่ ?" พ่อเฒ่าเจรจา ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
พันทองดี ขยับม้าเข้ามาใกล้เพื่อเจรจา "เห็นใจข้าด้วยเถิดพ่อ ! ข้าได้รับคำสั่งตรงให้ตรวจค้นละเอียดทุกกองขบวน .. วานพ่อช่วยเปิดทางให้ทหารข้าได้ตรวจค้นด้วยเถิดหนา" พันทองดี กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางน้อมตัวลง ก้มหน้าเอียงตัว เพื่อให้พ่อครูสังเกตเห็นดาบที่คาดหลัง แสดงถึงคำสั่งตรงจากพ่อเมือง ซึ่งเป็อันขัดมิได้
พ่อเฒ่าพยักหน้า พลางเจรจาตอบรับ "ประเดี๋ยวขอเวลาข้าสักชั่วครู่ ! ขอสั่งความกำชับทุกคนในขบวนก่อน"
พันทองดี ชักม้ากลับไปประจำที่แนวหลังด้วยสีหน้าคลายกังวล ทำให้บรรยากาศ ของกองทหารที่ปิดล้อมกลางสายฝนดูผ่อนคลายลงไปด้วย
พ่อครูก็ชักม้ากลับไปที่ขบวนเดินเข้าไปหยิบหอกซัด ผูกเหน็บไว้ที่ท้ายม้า สีหน้ายังดูยิ้มแย้มเป็ปกติหลังผูกเสร็จจึงเรียกคนคุ้มกันและคนขับเกวียนมาสั่งการ จับกลุ่มล้อมกันเป็วงกลมแล้วชักหอกซัดจากหลังม้าออกมา ๑ เล่ม ขีดและวาดเป็สัญลักษณ์ต่างๆ ภายในวงกลมมีเสียงเฮ และเสียงหัวเราะ ดังลั่นออกมาจากวง อยู่เป็จังหวะสลับกันไป
พลทหารชุดดำถือโล่กระซิบถามกัน "เอ็งคิดว่าเหตุใด พวกนั้นถึงช้านักวะเกลอ ?"
"ข้าก็บ่รู้ความตามกัน แต่จากสีหน้าท่าทางน่าจะเป็นัดหมายเปลี่ยนเส้นทาง เป็เส้นลัด ทางรอง หลังตรวจค้นเสร็จนะข้าคิดเช่นนั้น" พลทหารข้างๆตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย
สายฝนเริ่มกลับมาหนาเม็ดขึ้นอีกครั้ง พลันพ่อครูสั่งความเสร็จพอดี คนคุ้มกันและคนเกวียนทุกนายเคลื่อนที่ออกจากวงล้อมต่างมุ่งตรงกันไปทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่มีการเจรจากัน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
คนคุมเกวียนต่างก็แยกย้ายกันไปจูงเกวียนเข้าประจำตำแหน่งของตน แลค่อยๆ ปลดควายเทียมเกวียนออกจากแอก เพื่อให้พักเล็มหญ้าริมทาง
เกวียนหัวและท้ายจูงควายกระจายไปเล็มหญ้าด้านทิศประจิม ก่อนที่จะดึงควายกลับมา ๑ ตัวปลีกตัวแยกกลับไปทางทิศทักษิณ
ด้วยระยะห่างราว ๑ เส้นเศษ ข้างฝ่ายทหารส่งเสียงอื้ออึงเมื่อเห็นควายใหญ่ชัดๆ ประจันหน้าก้มเล็มหญ้าอยู่ที่พื้น
"ลำตัวหนา หน้าอกนูน หลังและไหล่คมชัดเขาเรียวแหลมโค้งยาวได้ทรง บ่งบอกถึงลักษณะของควายพ่อพันธุ์ชั้นดี ! ไม่น่าให้มาเทียมใช้งาน ชะรอยคงจะนำควายพวกนี้ไปขายด้วย แล้วซื้อวัวเทียมเกวียนราคาถูกกลับมาด้วยเป็แน่ !?" พลทหารกระซิบซาบกัน พลางทำท่าชี้มือชี้ไม้เพื่อคาดคะเน
ส่วนเกวียนหลังกลางจูงควายไปเล็มหญ้าที่เชิงสะพานด้านทิศบูรพา
ฝ่ายคนคุ้มกันก็แยกเป็ ๓ทางเช่นกันทิศทักษิณ ๒ ทิศบูรพา ๒ และประจิม ๗ นายรวมพ่อครูเข้าไปด้วย ทุกนายต่างชักม้าเดินสลับกันไปมาอย่างผ่อนคลาย
ฝ่ายพ่อครูเมื่อเห็นทุกคนประจำตำแหน่งพร้อมสรรพ จึงยกมือแจ้งสัญญาณ ร้องทักว่า "เข้ามาตรวจค้นดูเถิดพ่อ !" ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเทลงมาอีกระลอก
ด้านพันทองดีเมื่อได้เห็นสัญญาณความพร้อมจากครูก็คลายใจ
จึงเร่งส่งสัญญาณให้พลดาบเคลื่อนกำลังจากแนวกลางเข้าตรวจค้นทางทิศประจิม
เมื่อพลดาบเคลื่อนพล มาเสมอแนวพลโล่กลายเป็หน้ากระดานแล้ว
คนคุมเกวียนที่เฝ้ารอคอยจังหวะนั้นอยู่ จึงลงหวายเฆี่ยนหลังควาย ! พร้อมชักมีดอีเหน็บข้างกายขึ้นมากรีดแทงบั้นท้ายของควายทั้ง ๓ ตัวที่กำลังก้มหน้าเล็มหญ้าอยู่ทางทิศประจิมทันที !!
คนคุมเกวียนวิ่งสวนกลับขึ้นไป แต่คนคุ้มกัน ๔ นาย เร่งควบม้าสวนขึ้นมา พลันฉวยเขนข้างตัวม้า ฟาดกระหน่ำไปที่รอยแผลของควาย
ควายทั้ง ๓ ตื่นใวิ่งแตกพุ่งไปทางทิศที่ทหารประจำอยู่พอดี คนคุ้มเร่งชักม้าไล่จี้ เพื่อบังคับทิศทางและความเร็วให้แก่ฝูงควาย
พลทหารทั้งดาบและโล่ ต่างก็ตื่นใเมื่อเห็นควายตัวใหญ่กำยำ เขายาวโค้ง น้ำหนัก ตัวละไม่น้อยกว่า ๑๕ หาบกำลังคุ้มคลั่ง พุ่งตรงเข้ามาหาพวกตน !
จากแถวที่เคยตั้งห่างเว้นระยะบัดนี้กลายเป็ขึ้นมาเรียงเสมอกัน ทำให้จะหลบหรือหลีกก็ดูยากลำบาก
พลทหารบางส่วนเริ่มพลักกัน แย่งพื้นที่หาทางหนีกันจนล้มคว่ำ บางส่วนก็หันกลับหลังวิ่งหนีออกจากแนวรับ ก้มหน้าวิ่งกลับไปชนกับพลหน้าไม้
ด้านพันทองดี เหลือบเห็นครูดาบพร้อมคนคุ้มกันคอยประกบ ๒ นาย กำลังเร่งชักม้า เตรียมตีวงฉีกพุ่งมาหาตนด้วยสีหน้าที่กราดเกรี้ยว หมายจะฆ่าให้ตาย ประกอบกับ มองเห็นเหล่าทหารวุ่นวายกระจัดกระจายวิ่งชนกันจนเสียหลัก ผิดรูปกระบวน กระวนกระวายพาลเสียขวัญ จึงตัดใจ เร่งดึงม้า ชักกลับหลังหลบหนี เพื่อเอาชีวิตรอด ท่ามกลางสถานะการณ์ที่กำลังชุลมุน วุ่นวายและสับสนนั้น ไปคนเดียวลำพัง
ในเวลาเดียวกันทางด้าน ทิศทักษิณ คนคุมเกวียนที่เฝ้ารอจังหวะอยู่ ก็ลงหวายและใช้มีดกรีดแทงควายจากทางด้านหลัง !
เป็การโจมตีตามแผนต่อเนื่องกับทางทิศประจิม โดยมีคนคุ้มกัน ๑ นายคอยบังคับและใช้ควายเป็กันชน พุ่งใส่แนวป้องกัน
ส่วนอีก ๑ นายทะยานปรี่เข้าไปเด็ดศรีษะของนายด่าน ที่ย่ามใจเดินเตร่ออกมาอยู่นอกแนว
ทันทีที่เห็นนายด่านหัวขาดกระเด็น แถวและแนวทหารคุมด่านด้านทักษิณ ก็แตกกระเจิง ซ้ำยังถูกควายพุ่งเข้าขวิด กระเด็นกระดอน วิ่งแตกกระจายไปคนละทิศละทางทันที ทิ้งอาวุธวิ่งหลบหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด เมื่อการโจมตีได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนั้น แต่ทางทิศพายัพยังคงเน้นคุมกำลังกดดัน ตามแผนของพ่อครูแม้จะเสียเปรียบเื่กำลังคน แต่ได้เปรียบเื่พื้นที่การต่อสู้จึงสามารถคุมเชิง เพื่อกดดันต่อสู้กันได้
แท้จริงแล้วไซร้ !
ภายในวงประชุม กลางกองเกวียนก่อนหน้านี้ พ่อครูได้วางกลอุบาย อันแยบยล ไว้ครบถ้วนดีแล้ว
ประสบการณ์ในเชิงการรบ ดูเฉียบขาดสมกับที่เป็อำมาตย์ ในพ่อเมืององค์ก่อน สามารถจัดแจงแบ่งกำลัง และ่ชิงความได้เปรียบ สู้กันแบบ ๑ ต่อ ๑๐ ก็ยังสูสีด้วยชั้นเชิง แถมมีปฏิภาณไหวพริบเป็เลิศ ด้วยการคิดอ่านแผนตอบโต้ฉับไว คล้ายเล่นหมากรุกในกระดาน

แนวรบทางทิศประจิม
ภาพของฝูงควายตรงหน้าที่คุ้มคลั่ง ตัวขนาดมหึมา มีเขาแหลมคม ที่กำลังพุ่งตรงเตรียมเข้ามาหานั้น
ทำให้แนวรับที่ยังคงปักหลักเหลืออยู่ทางทิศประจิม พลอยตัวสั่น ปากสั่น ขาสั่น เย็นเฉียบเข้าไปในขั้วหัวใจทันที
ครั้นเหลียวมองหาที่พึ่งพารอบกายตอนนี้ก็หาได้มี เหลือแค่เพียงหัวหมู่ที่เป็หัวหน้า คอยยืนคุมแนว แต่ระดับนายผู้ออกคำสั่งบังคับบัญชาอย่างพันทองดีนั้น บัดนี้ไม่มีใครรู้ว่าหายตัวตนไปอยู่แห่งหนใด
หัวหมู่รวบรวมสติ ะโสั่งดังลั่นออกมา "ตั้งแนว !"
ทันทีที่มีเสียงคำสั่ง พุ่งแทรกเข้ามาระหว่างสถานการณ์ที่กำลังสับสนวุ่นวายนั้น บรรดาพลทหารชุดดำที่ส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในวินัย ก็พลันได้สติ รวบรวมความกล้า กระชับอาวุธคู่กายมั่น พอจะจับกลุ่มตั้งเป็แนวรับแยกออกเป็แนวขวา-ซ้าย ภายใต้คำสั่งของหัวหมู่พลหอกและดาบ รวม ๑๕ นาย
ด้านพลหน้าไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ ๗ นาย ต่างมองหน้ากัน เนื่องด้วยผู้บังคับบัญชาโดยตรงเป็หน้าที่ของนายพันทองดี
ซึ่ง ณ บัดนี้ได้สูญหายไร้ร่องรอยไปแล้วนั้น ต่างสบตาและพยักหน้ากัน พลันปลีกตัวแยกออกเป็ซ้าย-ขวา ยืนตำแหน่งหลังแนวรับทั้งสองด้าน
เมื่อแนวรับได้ถูกปรับตำแหน่งใหม่ แล้วดังนั้น !
ด้วยฝูงควายทั้ง ๓ ที่ถูกบังคับทิศทาง การเข้าปะทะด้วยคนคุ้มกันบนหลังม้าทั้ง ๔ นาย
ตามแผนเดิม จะเลือกใช้ควายทั้ง ๓ ตัวพุ่งชน เข้าใส่แนวปะทะที่ปักหลักต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดก่อนเพื่อข่มขวัญ
ก็พลันปรับแผนตามการณ์ในทันที โดยพ่อครูเป็ผู้ให้สัญญาณว่า แยกควาย !
เมื่อคนคุ้มกันทั้ง ๔ นาย หลังได้รับสัญญาณจากพ่อครู ก็ปฏิบัติตามทันที โดยบังคับฝูงควายกระตุ้นให้แยกออกเป็ซ้าย ๒ และขวา ๑ โดยมีผู้คุ้มกันขนาบคอยบังคับทิศทาง กลุ่มละ ๒ นาย ตามลำดับ ก่อนเร่งเข้าปะทะด้วยฝีเท้าเต็มกำลัง
พริบตาก่อนการปะทะ พ่อครูได้คาบดาบพลางชักหอกซัดข้างตัวม้า พุ่งออกไปพร้อมกันทั้ง ๒ มือ เข้าที่จุดตายของพลดาบและหัวหมู่ทรุดลงพร้อมกันทันที ด้วยทักษะชั้นครูดาบ แถมยังชำนาญเพลงดาบสองมือ ทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายได้อย่างอิสระ ๒ เป้าหมายพร้อมกันได้แม่นยำ ทำให้แนวรับด้านขวา ๘ นาย ลดลงเหลือ ๖ นาย เกิดเป็ช่องว่างตรงกลางระหว่างแนวรับการปะทะ ทันที !
ในขณะความตื่นตระหนกครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น หลังจากสูญเสียหัวหมู่บัญชาแถวอย่างไม่คาดคิด
ยังไม่ทันจะเตรียมตัวตั้งแนว ชิดแถวเพื่อปรับกระบวนรับกันใหม่นั้น ก็เกิดการปะทะขึ้นทันที
ปัง! ซึบ! ซึบ! อ๊าก..กก !
ภาพของควายพ่อพันธุ์ขนาดใหญ่ น้ำหนัก ๑๘ ชั่ง สูงประมาณ ๓ ศอกเศษ พุ่งเข้าปะทะกับแนวโล่เป็ตัวแรก ถูกหอกด้ามหนึ่งเสียบเข้าที่สีข้าง ในขณะที่เขากิ่งนึง ก้มขวิดจนเสียบทะลุท้องของพลดาบคนหนึ่ง ร้องโหยหวนอย่างสุดเสียงก่อนสิ้นใจ พลันสะบัดเขาขวิดเสยขึ้นจนกระเด็นถึงยอดไม้ ร่างลอยละลิ่ว ปลิวละล่อง เืพุ่งทะลัก ช่องท้องแตกกระจายจนดูคล้ายสายฝนถูกชะโลมย้อม เปลี่ยนกลายเป็สีของโลหิตก็ไม่ปาน ตกห่างไปไกลกว่า ๗ วา ด้วยพละกำลังอันมหาศาลดุจพญาควาย
พลันพุ่งตัวย้ำกีบเท้า ก้มลงขวิดแนวทหารซ้ำลงอีกครั้ง และอีกครั้ง !
คล้ายพญาควายกำลังระบายไฟโทสะ โหมกระหน่ำเข้าใส่กลุ่มของทหารชุดดำ เพียงชั่วอึดใจหลังเสียงหวีดร้อง กลิ่นคาวเืที่คละคลุ่งไปทั่วบริเวณ ซากศพชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ของบรรดาพลทหารชุดดำที่ประจำแนวรับด้านขวา จากเดิม ๘ บัดนี้เหลือเพียงแค่ ๑ นาย กำลังยืนก้มหน้าตัวสั่น กำมือชูดาบแน่นหลับตาลง พึมพำคำพูดไม่เป็ภาษา อยู่ท่ามกลางกองศพเพื่อนทหารอยู่เพียงลำพัง
เพียงพริบตานั้น ศรีษะของพลทหารคนนั้นก็พลันขาดกระเด็น เป็ฝีมือของคนคุ้มกันนายหนึ่ง ที่เป็ศิษย์เอกข้างกายครูดาบนั่นเอง
ด้านฝั่งพลหน้าไม้ ๔ นาย ยืนหลังแนวรับด้านขวา
หลังจากที่ได้เห็น ทักษะการซัดหอกของครูดาบก็หวั่นใจ พร้อมใจกันหันหน้าไม้ยกขึ้นเล็งไปในทิศทางเดียว และเหนี่ยวไกไปที่พ่อครูพร้อมกัน
ฝ่ายพ่อครูแสดงทักษะศิลปะบนหลังม้า เอนกายหลบลูกดอกแนบชิดหลังม้า พร้อมหยิบหอกซัด สวนเข้ากลางอกของพลหน้าไม้ ๑ นาย ขาดใจตายลงในทันที พลางเด้งตัวกลับ ขึ้นบังคับม้าและฉีกตัวออกจากกลุ่ม เร่งควบเต็มฝีเท้าเพื่อล่อเป้า เบี่ยงเบนความสนใจมาที่ตนเพียงคนเดียว หลังยิงหน้าไม้ดอกแรกพลาดไป ทั้ง ๓ นายก็เร่งขึ้นหน้าไม้ดอกใหม่ สายตายังคงจับจ้อง มองเล็งติดตามไปที่พ่อครูเพียงคนเดียว
ผู้คุ้มกันทั้ง ๓ นาย พลันสบโอกาส ต่างเร่งคุมม้าลัดเลาะมองหาเส้นทางที่สั้นและรวดเร็วที่สุด ด้วยสีหน้ามุ่งมั่นพร้อมแววตาอันเฉียบคม ควบลัดตัดตรงเข้าสู่เป้าหมาย ดูพริ้วไหวและดุดันดุจธารน้ำป่าอันเชี่ยวกราก กำลังเอ่อล้นทะลักไหลลงมาจากที่สูง กวาดพุ่งเข้ามากระชากิญญาของพลหน้าไม้ทั้ง ๓ โดยพร้อมกัน
โดยมีเพียงเงื่อนไขหลัก จักต้องสังหารพร้อมกันให้จบสิ้น ภายในการจู่โจมด้วยเพลงดาบเพลงเดียว เพื่อถนอมคมดาบ และเชิงอวดทักษะลีลาบังคับม้าผสานทักษะการรบที่เหนือชั้น สุดพริ้วไหวแลเด็ดขาดให้ทุกคนได้ประจักษ์ เพื่อข่มขวัญในการแสดง และบั่นทอนจิตใจเหล่าบรรดาทหารรักษาสะพานทางด้านทิศบูรพา ที่มีโอกาสได้ตีตั๋วชมอยู่แแถวหน้า ของการแสดงมหรสพทุ่งสังหารท่ามกลางฝนสุดท้าย ก่อนเปลี่ยนผ่านฤดูเข้าสู่ เหมันต์
ซึบ! ฉึบ! ฉับ! ควับ! ตุบ!
ในขณะที่พลหน้าไม้ยังไม่ทันระวัง แลกำลังถูกพ่อครูจูงความสนใจ
ขณะกำลังจะขึ้นหน้าไม้ในดอกที่ ๒ ได้สำเร็จ ชีวิตของพลทหารทั้ง ๓ คนก็พลันดับลงพร้อมกัน ด้วยการตวัดดาบอย่างปราณีต ของคนคุ้มกันทั้ง ๓
แนวรับด้านซ้าย
ในขณะที่แนวรับด้านขวา พญาควายที่เหนือกว่าทั้งพละกำลังและความเร็วพุ่งเข้าโจมตี จนสลัดเขาส่งพลทหารที่ปลิวละล่องเป็รายแรกอยู่นั้น แค่เพียงอึดใจ พลันควายหนักประมาณ ๑๖ ชั่งทั้งสองที่คุ้มคลั่ง วิ่งขนาบตีคู่ดุจแข่งขันกันมา ก็เข้าขวิดปะทะแนวรับด้านซ้ายพอดี จนเกิดเป็ภาพของทหารชุดดำ ๓ ร่างพร้อมกัน ที่ปลิวละล่อง กระดอนขึ้นสู่ยอดไม้ ตกกระจัดกระจายไปกันคนละทิศละทาง ส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนไปด้วยความเ็ปและหวาดกลัว ด้วยพละกำลังของควายทั้งสอง
หลังควบคุม กำหนดจุดการเข้าประทะของควายทั้ง ๒ กับแนวรับฝั่งซ้ายแล้วนั้น !
คนคุ้มกันทั้ง ๒ ก็ปลีกตัว ฉีกหลบออกทางด้านข้างของแนวปะทะ เร่งม้าตีวง อ้อมโค้งเข้าหาพลหน้าไม้ ๓ นายที่ตั้งเป็แนวอยู่ด้านหลัง
ฝ่ายพลหน้าไม้ เมื่อสบโอกาสเข้าระยะยิง หน้าไม้ทั้ง ๓ ก็ได้ปล่อยลูกดอกออกไปพร้อมกัน ลูกดอกหน้าไม้ของพลซ้ายและพลขวา ถูกป้องกันด้วยเขน
แต่ ! ลูกดอกของพลตรงกลางที่ยิงต่างทิศทาง กลับปัดป้องไม่ทัน พุ่งเข้าปักที่ต้นแขนของคนคุ้มกันที่จู่โจมทางปีกขวา ทำให้เสียหลักการบังคับ ชะงักลงไปชั่วขณะนึง แต่ยังคงกัดฟันแก้ฝืนบังคับม้า จนกลับเข้าสู่ทิศทางการโจมตีเดิมได้อย่างทันท่วงที
พลหน้าไม้วิ่งสลับเปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อขึ้นคันโจมตีในดอกที่ ๒
แต่พริบตาก่อนขึ้นคันหน้าไม้สำเร็จ คนคุ้มกันปีกซ้าย ก็ทะยานม้าพุ่งมาถึงตัวก่อน พลันได้ลงดาบเฉือนที่คอของพลหน้าไม้ที่อยู่ซ้ายสุดเข้าพอดี
ส่วนคนคุ้มกันปีกขวาที่ถูกยิง ยังคงบังคับม้าไม่ถนัดนัก จึงฉวยปาดที่ข้อมือของพลด้านขวาสุดก่อน เพื่อหยุดการโจมตี
ในขณะที่คนปีกซ้ายเหลือบมองการโจมตีที่เสียจังหวะ ของคนคุ้มกันทางปีกขวา ก็พลันตัดสินใจปล่อยมือจากบังเหียน ขณะม้วนตัวและกลิ้งลงจากหลังม้า พลันเสียหลักล้มคะมำ ! เพราะคะเนจังหวะผิด ทำให้เขนหลุดออกจากมือพลันแลเบี่ยงคมดาบออกจากกาย หากเป็การฝึกซ้อมภายในค่ายปกติ ทำนองการพลิกดาบลงจากหลังม้าเร่งด่วนนั้น เป็กระบวนท่าปกติที่นักดาบขั้นสูงพึงฝึกฝนเป็กิจวัตร กว่า ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครา เพื่อคุ้นชินจนก่อเกิดความชำนาญ
หากแต่ ! เป็เพลา ยาม ๓ ปลายจวนจบถึงย่ำเช้า แลฝนเทลงกระหน่ำจนพื้นที่เปียกชุ่ม ประกอบกับพลัดเหยียบถูกโคลนจากร่องม้าที่สาดกระเซ็นเปรอะไปบนผืนหญ้า จึงทำให้เสียหลักคะมำล้มกลิ้งในบัดดล
ทันทีที่ดึงสติได้ คนคุ้มกันดังกล่าวจึงกำลังใช้มือฉวยหญ้าคว้ายึด เพื่อหยุดแรงเหวี่ยงจากการกลิ้งตัว ในขณะเดียวกันที่ยันตัวขึ้นจากพื้น ก็พลันกลายเป็เป้าหมายของพลหน้าไม้ผู้เหลือรอดคนสุดท้าย ที่ขึ้นคันใหม่เสร็จพอดี ! ตกเป็เป้านิ่งการเล็งสะกดหน้าไม้ในระยะห่างไม่ถึง ๖ วา โดยไร้เครื่องป้องกันใดๆ
ภาพความคิด ของชายผู้ตกเป็เป้าตัดเข้ามา รำลึกย้อนกลับไปใน่แค่เพียงหุงข้าวเสร็จ ถ้อยคำที่ตนเคยหยอกล้อกับเกลอว่า "ข้ายังไม่อยากถูกถีบตกม้าตาย" มาบัดนี้พลัดกลิ้งตัวลงจากหลังม้าตามพาที รึว่าเราจักต้องเสียสละชีวี เพื่อเป็เกียรติในสมรภูมิวันนี้ ? ย้อนคิดทวนจึงแปลบใจ ไม่น่าทำเขนหลุดมือในขณะกลิ้งตัวลงจากม้าเลยตัวเรา ครั้นวิ่งกลับไปเก็บคงไม่ทัน คงต้องตัดสินกันด้วยความไวกันหน่อยเป็ไรล่ะ อ้ายทหารเลว ! พลางเงยหน้าสบตา แสยะยิ้มเยาะในชะตาของตัวเอง
พลหน้าไม้ยกคันชิดแก้มกลั้นลมหายใจ เลือกเล็งเข้าจุดตายของชายที่ไร้เครื่องป้องกัน อย่างปราณีตและชำนาญ
เป๊งงง !
เสียงดังของโลหะที่กระทบกัน เกิดจากเขนที่ลอยมาจากพลคุ้มกันปีกขวา ที่กัดฟันบิดตัวขว้างออกมาอย่างสุดกำลัง กระทบถูกกับปลายของคันหน้าไม้เข้าพอดี ลูกดอกจึงลั่นถูกพื้นดิน ยังไม่ทันหายใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลหน้าไม้สืบเท้าเตรียมจะวิ่งหนี พร้อมเตรียมก้มหน้าเลือกหยิบลูกดอกถัดไปหมายรั้งขึ้นคันใหม่
เพียบพริบตาเดียว ชายไร้เครื่องป้องกันที่เคยเป็เหยื่อ กลับกลายเป็ผู้ล่า พลันดีดตัวขึ้นมา สืบเท้าเพียงสองก้าวอย่างรวดเร็ว และะโพุ่งทะยานเข้าหา ด้วยรอยยิ้มของพญามัจจุราช ฟันปาดและตวัดเฉือนไปที่คอจนเกือบขาด เืพุ่งสาดกระเซ็นเปรอะไปทั่วใบหน้าและลำตัวของชายผู้คุ้มกัน
แหมะ ! แหมะ !
ฝนเริ่มบางลงอีกครา เสียงคราบเืที่เปียกชุ่มจนถึงประกับดาบ ค่อยๆไหลหยดลงสู่พื้นทีละหยดอย่างช้าๆ รอยยิ้มมัจจุราชเริ่มคลายลง !
พลันหันไปสบตา พยักหน้าและยิ้มให้กับเกลอ ผู้ซึ่งขว้างเขนแทรกเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยใบหน้าที่ยังคงโชกชุ่มด้วยเื ที่ยังคงเกรอะไม่ได้ปาดออก
พรึบพรึบ! พรึบ พรึบพรึบ! พรึบพรึบ! พรึบ!
ไม่ถึงอึดใจ เสียงเร่งควบม้าแข่งกันไม่เป็จังหวะ ! ดังเข้ามาใกล้ ความช่วยเหลือจากทางฝั่งขวาด้านพ่อครูก็พลันมาถึงพอดี คนคุ้มกัน ๔ คนจากฝั่งขวา เร่งควบม้าแข่งกันผ่านหน้าไป เป้าหมายเพื่อแย่งกันลงดาบสังหาร แนวรับฝั่งซ้ายที่เหลืออยู่อีกเพียงแค่ ๒ นายสุดท้าย ของแนวรบฝั่งแม่น้ำด้านนี้
เพียงชั่วอึดใจ มีม้าเร่งมาหยุดลงที่ตรงหน้าของชายคุ้มกันผู้ที่ใบหน้าชุ่มไปด้วยเื "เอ็งเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนรึเปล่า ลูก !" น้ำเสียงอันอ่อนโยนของพ่อครู เอ่ยทักศิษย์ ด้วยความเป็ห่วง
"บ่ พ่อ ข้าสบายดี" ชายผู้เป็ศิษย์ ตอบด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม พลางเช็ดคราบเืออกจากใบหน้าและลำตัว พลันใช้สันดาบตวัดปาด คราบเืให้เกลี้ยง เพื่อยืนยันตัวตนว่า ไม่ได้มีาแแต่อย่างใด เืทั้งหมดนี้ล้วนมาจากเหล่าทหาร
แผนการฉวยจังหวะ ชิงโจมตีจากพ่อครู กวาดล้างทั้งทิศประจิมและทิศทักษิณ เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยใช้กำลังเพียง ๑๐ นาย กวาดล้างกำลังกว่า ๔๐ นาย ได้เพียงแค่่เคี้ยวหมากแหลก แสดงถึงความสามารถและทักษะการรบที่ห่างชั้นกันจนมิอาจเทียบกันติดของทั้ง ๒ ฝ่าย โดยที่ทั้ง ๑๐ นาย กลับมีร่อยรอยาแแค่เพียงคนเดียว
กลางสะพาน แนวรับของทหารด้านทิศ บูรพา
มุมมองภาพที่เห็นอันคมชัด เหมือนถูกจัดให้ยืนแถวหน้าของโรงมหรสพ ยังคงติดตา !
ทุกภาพั้แ่เริ่มต้นการจัดกลหมาก วางกำลังพลของพ่อครู จนเริ่มเดินหมากด้วยการกินเบี้ยที่ทางทักษิน ตัดสลับกลับมารุกไล่ขุนที่ทางประจิม ใช้ม้าบดขยี้กระดานทางด้านขวา ภาพของพญาควายกำลังระบายไฟโทสะ ซัดจนทหาร ๑ นายไส้แตกกระดอนปลิวขึ้นสูงเหนือยอดไม้ และสลับเป็รุกไล่ด้านซ้าย ปลิวละล่องลอยกระเด็นไปอีก ๓ อีกทั้งยังสลับย้ายกลับมาด้านขวาก็กระดอนสู่พื้นอีก ๑ ตามกัน
แนวรับทั้ง ๒ ด้านเต็มไปด้วยการ รบราฆ่าฟันอย่างดุเดือด ความเ็ปและหวาดกลัว ที่แผ่พลุ่งกระจายข้ามฝั่งออกมาจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นความตาย จนรู้สึกหวาดกลัวแลน่าขนลุก บรรดาเพื่อนทหารในกองเดียวกัน ที่เคยกินข้าวร่วมหม้อเดียวกัน ต่างส่งเสียงโหยหวนจากความเ็ป ส่งเสียงหวีดร้องสู้ตายแลหนีร้องขอชีวิตกันระงม แต่สุดท้ายแนวทหารข้างประจิมก็ราพณาสูร มีเพียงทหาร ๘ นายที่ทิ้งอาวุธและวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า เช่นเดียวกับทหารคุมด่านทางทิศทักษิณ ๙ นายที่ยอมแพ้พร้อมทิ้งอาวุธวิ่งหลบหนีเข้าป่า ต่างก็มิได้ถูก ติดตามไล่ล่าสังหารเฉกเช่นเดียวกัน
ต๊อกต๊อก! ต๊อกต๊อก! ต๊อกต๊อก! ต๊อกต๊อก!
เสียงม้าย่ำเท่าอย่างผ่อนคลาย ขยับเข้ามาใกล้ แลหยุดรอแต่งกระบวนอยู่ที่เชิงสะพาน หลังเก็บกวาดสังหารทหารร่างสุดท้ายที่แนวประจิม เพียงอึดใจหลังจากคนคุ้มกันเช็ดดาบแต่งคมกันเรียบร้อย ย่ำเท้าม้าวนรอหยั่งเชิงรวมตัวกันอยู่ที่ปลายสะพาน พ่อครูจึงย่ำม้ามาถึงคนสุดท้าย พลักแทรกกลางสวนขึ้นไปหยุดที่สุดแนว
"ลูกหลานเมืองสุคณธา ท่าจอดเอ๋ย ! ใยจึงต้องมาตายเพียงเพราะศิษย์ชั่วตัวคนเดียว ที่มันคิดชั่วหลบหลู่กูด้วยเล่า !? หากแม้นมีมันผู้ใด ไม่เสียดายชีวิต ไม่คิดถึงลูกเมีย แลพ่อแม่มันที่อยู่ด้านหลังข้างในเมืองนั้นไซร์ ก็จงเร่งเข้ามาลองดี !" พ่อครูกล่าวพลางชักม้า ย่างขึ้นเหยียบที่ปลายสะพาน พลันถลึงตา ตะคอกเสียง "หากพวกมึง ไม่อยากตาย ! ก็จงเร่งย้ายขวากแล้วจึงใสหัวของพวกมึงออกไป กูมีกิจที่ต้องสางยามรุ่งเช้า" เสียงตวาดลั่น ประหนึ่งพสุธาจักะเื แทรกเข้าไปในกายของทหารชุดดำตลอดทั้ง ๒๐ นาย จนพลันก้มหน้านิ่ง ตรึกตรองสดับรับฟังพ่อครูจนครบถ้วนทุกถ้อยคำ
ไม่ถึงอึดใจ พลันมีทหารกล้านายหนึ่ง ขยับตัวออกจากแถวอันเงียบงัน เดินหน้าก้าวขึ้นมาหยุด และจับที่ปลายขวากพลางฉุดลากไปด้านหลังด้วยกำลังตัวเอง พริบตาก็มีทหารเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ นาย ค่อยๆพยุงและเคลี่อนย้ายขวากให้พ้นจากสะพาน เกิดเป็ภาพคล้ายฝูงมดงานกำลังเคลื่อนตัวช่วยกันอย่างแข็งขัน โดยไม่มีการพูดคุยส่งเสียงดังแม้แต่น้อย
หลังจากที่ขวากสุดท้ายถูกย้ายออกจากสะพาน โดยวางจัดเป็ระเบียบ ไม่รบกวนทางสัญจรอีกต่อไป เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเหล่าทหารทั้ง ๒๐ นายถึงล่าถอยกลับเข้าไปในป่าดังเดิม โดยไม่ให้เป็ที่เกะกะขวางหูขวางตาของขบวนเกวียนสินค้าพ่อครู
สายฝนเริ่มจางหาย ปลายค่ำคืนแห่งความสูญเสียกำลังจะสิ้นสุดลง
บรรยากาศต่างๆโดยรอบ เริ่มผ่อนคลาย เหล่าคนคุ้มกันต่างแยกย้ายกันไปตามควายกลับมา คนคุมเกวียนก็เข้าจัดเตรียมหาเชือกหนังใหม่ เพื่อเตรียมตัวสนตะพายให้ควายที่กำลังจะกลังมา คนคุ้มกันบางส่วนเดินมองหา รวบรวมชิ้นส่วนของอาวุธที่ถูกทิ้งไว้ หยิบมามองเก็บไว้ที่ท้ายขบวนเกวียน เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า จนกว่าจะสิ้นสุดภารกิจ
ขลุกขลุก! ครืนครืน!
เสียงกระหึ่ม ดังลอดผืนป่ามาจากทางทิศ พายัพ พลันมีเสียงบึ่งควบม้า ของชายคุ้มกันผู้หนึ่งซึ่งกำลังตรงมาจากทิศทางเดียวกัน ปรี่ม้าเร่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นใ "พ่อ ! พ่อ ! ... เกวียนทหารกว่า ๑๐๐ กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ !" คนคุ้มกันรายนั้น แจ้งข่าวแก่พ่อครู ด้วยน้ำเสียงกึ่งสำลักที่ยังไม่ทันได้พักหายใจ
พ่อครูหน้านิ่วขมวดคิ้วขึ้นมาทันที หลังทราบข่าว พลันผิวปากเสียงยาว กำมือแล้วเหยียดชูขึ้นสุดแขนพร้อมหมุนควง ส่งสัญญาณเพื่อเรียกระดมพลในขณะที่ควบม้าออกตระเวณสำรวจพื้นที่โดยไปด้วย
คนคุ้มกันทั้ง ๑๐ นาย ต่างกลับมารวมตัวกันเตรียมรับคำสั่งจากพ่อครูโดยพร้อมแล้วนั้น พ่อครูจึงแค่นเสียงย้ำถาม ชายคนคุ้มกันที่แจ้งข่าว "เอ็งตรองสำรวจดีแล้วรึ ! เอ็งมั่นใจว่าข้าศึกยกกำลังกันมากว่า ๑๐๐ เช่นนั้นรึ !?"
ชายหนุ่มทำสีหน้ามั่นใจ พลางพยักหน้า ตอบรับคำพ่อครู "จริงแท้ แน่นอน พ่อ ! หลังได้ยินเสียงผิดหู ข้าจึงได้ชักม้าไปสำรวจที่ชายป่า พบม้าแลวัวกำลังขนบรรทุกกองทหารกว่า ๑๐ เกวียน โดยมีทหารพลธนูเกินหมู่กอง นำหน้าพร้อมแจ้งธงสัญลักษณ์ประจำกอง แลหลังจากนั้นข้าจึงได้บึ่งม้า เร่งมาแจ้งพ่อ ดังนี้แล"
ฮึ่มมม !
พ่อครูพยักหน้า พลางกำมือกัดฟันกรอดแน่น แลการจักเคลื่อนกำลังพร้อมธงสัญลักษณ์ต้องกินยศตำแหน่ง ขุน ! ขึ้นไปตามธรรมเนียม
จึงเบี่ยงหน้าหันไปถามคนคุมเกวียนแทน ด้วยน้ำเสียงสุขุม "เพลานี้ เอ็งตามควายกลับมาได้เท่าไหร่กันวะ ?" คนคุมเกวียน จึงพูดแจกแจงตอบออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ "เพลานี้ ควายกลับมา ๓ มีขนาด ๑๖ ชั่ง ๑ ตัวแล ๑๕ ชั่งอีก ๒ พร้อมม้าเทียมเปลี่ยน ๒ แลม้าแกลบ ๑ ตัว ขอรับพ่อ !"
พ่อครูจึงชักม้า เข้ากำชับสั่งความกับคนคุมเกวียน แล้วชี้นิ้วบอกไปทั้ง ๓ ทิศทาง พลางชี้แจงพูดคุย หลังจากนั้นจึงดึงม้ากลับมาที่กลางวงสนทนา ถามถึงกำลังยุทโธปกรณ์ เพื่อความพร้อมหากจำเป็ต้องตีฝ่าทัพไป "ข้ามีเขนพร้อมรบ ! ส่วนข้าไปฉวยโล่จากศพแลกกับดั้งมา แลข้ามี.. !"
หวีดดดดด! ฟิ้ววว!
ยังไม่ทันขานความจบ พลันมีเสียงธนูกลุ่มนึงพุ่งข้ามแนวยอดไม้มา
ฟุบ! ฟุบ! พรึบ! ปัก! เอื้อออ!
เสียงของกลุ่มลูกธนู ตกพรมกระจายไปทั่วบริเวณ คนคุ้มกันแลพ่อครูต่างปัดป้อง กันจนเป็พัลวัน คนคุมเกวียน ๑ คน ล้มลงในทันที ส่วนอีก ๑ คน ถูกธนูปักติดที่ขา ก่อนจะม้วนตัวกลิ้งหลบใต้ท้องเกวียนได้ทัน
พลันปรากฎแนวทหารหน้าไม้ ๑๐ นายกระจายพื้นที่ชายป่าโดยมีทหารโล่ คุมเชิงอยู่ด้านหลัง ๒๐ นาย และด้านหลังยังมีทหารพลธนูที่เพิ่งลงมาเสริมอีก ๒๐ นาย โดยมีนายทหารสวมหมวกบอกยศขุน สั่งการอยู่ลิบตา
ก่อนที่ขุนทหาร จะสั่งตั้งแนวสกัดสำเร็จ พลันพ่อครูก็พลิกแผน ชี้นิ้วให้สัญญาณแก่คนคุมเกวียน ทิศอุดร ๓ บูรพา ๒ และทิศหรดี ๑
หากเป็่เพลากลางวัน การโจมตีจากธนูระยะไกลขนาดนั้น นักดาบระดับสูงพึงสามารถปัดป้องได้สบายๆ หากแต่ตอนนี้ยังไม่มีแม้แสงแรกรับอรุณ ท้องฟ้ายังคงมืดมิดอยู่ การป้องกันธนูจึงไม่อาจใช้ััการมองเห็นได้ชัดเจนนัก หวังพึ่งพาเพียงทักษะจากได้ยิน ตอบรับเพียงอย่างเดียว กว่าจะรู้ชัดก็เกือบจะถึงตัว ทำให้การป้องปัดดูเป็พัลวันนั่นเอง
ด้านคนคุมเกวียน หลังได้รับสัญญาณจากพ่อครูก็ปฏิบัติตามที่ได้นัดหมายกันในทันที ปล่อยควายใหญ่ ๑๖ ชั่ง พร้อมม้า ๑ แลม้าแกลบ ๑ ไปในทิศอุดร ส่วนม้าอีก ๑ พร้อมควาย ให้ข้ามสะพานไปยังทิศบูรพา และควายตัวสุดท้ายปล่อยวิ่งกลับไปในทางทิศหรดี
หลังมีเสียงหวีดของธนูพุ่งข้ามแนวป่า โจมตีออกมาเป็คำรบที่ ๒ พ่อครูจึงส่งสัญญาณ ทำท่า ๔ นิ้วแยกชี้ไปยังแนวรับของฝ่ายทหาร
พลันเร่งชักม้า กระชากออกตัวนำหน้าไปในทันที คนคุ้มกันที่เหลือต่างก็วิ่งกระจายออกจากกัน เป็แนวกึ่งหน้ากระดาน เพื่อทำให้พลธนูเลือกเป้าหมายยิงได้โดยสะดวก กลุ่มของธนูที่เล็งพื้นที่บริเวณกลางกองเกวียนที่จุดเดิม ศรพุ่งข้ามพ้นศรีษะ พลัดลงไปตกที่ด้านหลังของแนวม้า คงเหลือแค่พลธนู ๒๐ นาย และพลหน้าไม้ ๑๐ นายที่ตั้งแถวรอสกัดอยู่เบื้องหน้า
ยิง !
เสียงคำสั่งของหัวหมู่ธนู สั่งทุกนายยิงพร้อมกัน
ภาพของลูกธนูและลูกดอก พุ่งเข้าหาแนวม้าโดยพร้อมเพียงกัน ยกเว้นทหารเพียง ๓ - ๔ นายที่ยิงเป้าหมายใส่ฝูงม้าและควาย ที่ถูกปล่อยมาลวงในทิศอุดร คนคุ้มกันทุกนายต่างปัดป้องได้หมด รวมถึงพ่อครูที่แสดงทักษะ ตีย้อนฟองสมุทรของดาบสองมือ ตีตลบป้องกันลูกดอกแลธนู ได้ถึง ๔ ดอกโดยพร้อมกัน หากเป็การโจมตีของคันศรในระยะที่มองเห็น นักดาบชั้นสูงทุกนายหาได้เกรงกลัวไม่ เหตุเพราะต่างต้องผ่านการฝึกฝนนับ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครา กันจนถึงพร้อม ชำนาญ
คนคุ้มกันทุกนายต่างก็ยังคงไม่ชะลอม้า ระยะห่างของแนวรับเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งจากแนวเดิม พลธนูแลหน้าไม้ต่างใตื่นตะลึง ! คาดไม่ถึงที่ลูกศร ๓๐ ดอกที่ยิงออกไปพร้อมกันนั้น ไม่ระคายิัของข้าศึกแม้เพียงสักคน จะมีก็แต่ลูกศรของทหาร ๓ - ๔ นาย ที่พุ่งเข้าเป้าลวง ถูกตัวม้าและควายที่ไร้การป้องกัน ดูไม่มีพิษภัย
สลับ!
เสียงคำสั่งของหัวหมู่ธนู สั่งกองธนูทั้งหมดถอยกลับ แล้วจึงสลับพลโล่แลหอก ออกมาตั้งรับ จำนวนกว่า ๔๐ นาย
พลกองธนูทั้ง ๓๐ นาย ต่างกลืนน้ำลายดีใจ รีบวิ่งสวนกลับไป ! เพราะแอบชำเลืองเห็นภาพของพลหน้าไม้ ไร้ศรีษะ ที่เป็ศพเกลื่อนอยู่ที่แนวรับด้านประจิมเมื่อการรบ่ก่อนหน้านี้
แนวรับของพลหอกโล่กำลังจัดแนวตั้งรับ กองธนูที่กำลังเคลื่อนสลับไปด้านหลัง ควายแลฝูงม้าที่ส่งออกมาลวง กำลังเข้าป่าหายลับไป
ด้านพ่อครูพลับดาบขึ้นมาคาบ แล้วส่งสัญญาณดึงม้า แปรขบวนมุ่งย้อนกลับไปที่กองเกวียนทันที
พริบตาหลัง หัวหมู่ธนูสั่งสลับ ผู้คุ้มกันทุกนายต่างก็ชะลอม้าเตรียมรับคำสั่งต่อไปจากพ่อครูทันที จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาพของขบวนม้ายั้งตัว ม้วนกลับได้อย่างดูมีระเบียบโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยการเว้นช่องว่าง รักษาระยะห่างระหว่างตัวของม้า ต่างก็ผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนมาร่วมกันจนชำนาญ ดังนั้นการแปรรูปขบวนม้าของมหาอำมาตย์ จึงดูคล้ายเข้ามาชมการแสดงของครูเฒ่า
ฝุบ! ฝุบฝุบ! ฝุบ! ฝุบฝุบ! ฝุบ!
เสียงของธนูถึงยิงอ้อมข้ามแนวป่า หมายลงที่ด้านหน้าของแนวประทะ ตกต้องถูกม้าของข้าศึก ก็ผิดพลาดเป็คำรบที่ ๓ ต่อเนื่องกัน
เชิงการรบของครูดาบ มหาอำมาตย์ในพ่อเมืององค์ก่อน ต่างก็สร้างความงุนงงสับสน ผันแปรบนสนามรบได้อยู่ตลอดเวลา ดุจดังการลัดนิ้วบนฝ่ามือ