ร่างของคนผู้นั้นเปล่งรัศมีจางๆชวนพิศวง ลู่เฉินมองชายชราเคราขาวที่ไม่คุ้นหน้า คาดว่าอีกฝ่ายคงจะมิใช่คนสกุลลู่ เพราะไม่ว่าจะเป็ศิษย์ในตระกูลหัวหน้าตระกูล หรือผู้าุโทั้งเก้าเขาล้วนรู้จักเป็อย่างดี ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้ากลับมิได้เป็หนึ่งในพวกเขา
“ข้ามีนามว่าลู่เจี๋ย”ชายชราแปลกหน้ามองลู่เฉิน แล้วยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “เด็กน้อย เ้าคือลู่เฉินหรือ?”
“อา... ขอรับ!” ลู่เฉินพยักหน้า ตะลึงงันเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อตัวเองจากปากอีกฝ่าย
คนผู้นี้รู้จักเขา เด็กหนุ่มจึงนึกลังเลหรือว่าชายชราตรงหน้าจะเป็คนของตระกูลลู่จริงๆ
ถึงอย่างไรสกุลลู่ก็เป็ตระกูลใหญ่ซึ่งแตกออกไปเป็หลายสาย จึงไม่แปลกอันใด หากลู่เฉินจะไม่รู้จักเขา
แต่ชายชรานาม ‘ลู่เจี๋ย’ ผู้นี้ เข้ามาในบ้านั้แ่เมื่อใด แล้วเหตุใด จู่ๆ ถึงมาอยู่ในห้องของเขาได้?
“ลู่เฉินผู้เปิดผนึกิญญาเอกภพได้ ดี... ดียิ่งนัก! หนึ่งหมื่นปีผ่านไปในที่สุด ข้าก็เจอคนรุ่นหลังที่เปิดตราประทับิญญาได้เสียที” ลู่เจี๋ยพยักหน้าพึมพำกับตนเอง คล้ายกำลังหวนนึกถึงอดีต พลางเอ่ยชื่นชมลู่เฉินอยู่หลายคำ
ทันทีที่ได้ยิน เด็กหนุ่มพลันนิ่งอึ้ง
ไม่นาน ลู่เฉินก็หน้าถอดสี...ผนึกิญญาเอกภพที่อยู่ในมือหายไปไหนแล้ว? เขาพยายามค้นหาไปทั่ว กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของตราประทับชิ้นนั้น
ท่านปู่สาม ลู่เทียนซิงอุตส่าห์กำชับไว้ ว่าต้องรักษาผนึกิญญาเอกภพให้ดี ผ่านมาไม่กี่ชั่วยาม เขาดันทำมันหาย!
“ไม่ต้องหาหรอกตอนนี้ตราประทับนั่น เข้าไปอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเ้าแล้ว!” พอเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มลู่เจี๋ยก็อดพูดมิได้
“ท่านรู้จักทะเลแห่งจิตสำนึกด้วยหรือ?” ลู่เฉินเบิกตากว้าง แล้วเอ่ยพึมพำ
จากนั้น ใบหน้าของเขาก็ขึ้นสีพลางจ้องอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคือง “ผู้าุโท่านนี้ ข้าไม่ทราบว่าท่านพูดเื่อันใดแต่หากท่านนำตราประทับิญญาของข้าไป ก็โปรดคืนมาด้วย!”
เขาคิดว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้าต้องเป็คนเอาตราประทับไปแน่ๆ แต่ลู่เจี๋ยกลับบอกว่ามันเข้าไปอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาแล้ว… ไร้สาระ!
ต่อให้ลู่เฉินจะมิใช่ผู้ฝึกตนแต่ก็ทราบดี ว่าต้องบรรลุ ‘ระดับสุญตา’ ก่อน ถึงจะเปิดทะเลแห่งจิตสำนึกของตัวเองได้
ตอนนี้เขายังมิได้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูกด้วยซ้ำแล้วจะมีทะเลแห่งจิตสำนึกได้อย่างไร!?
“ดูเหมือนเ้าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของตนเองสินะ?” ลู่เจี๋ยยิ้ม ขณะจ้องไปยังลู่เฉิน“มิใช่ว่า เ้ากำลังรู้สึกเ็ปนิดหน่อยอยู่หรอกหรือ?”
“เ็ปนิดหน่อย?” ลู่เฉินเบิกตากว้าง
ความทรมานเหลือแสนเช่นนั้นหาใช่สิ่งที่มนุษย์จะทนไหว แต่ผู้เฒ่าลู่เจี๋ยคนนี้กลับบอกว่ามันเป็ความเ็ป ‘เพียงเล็กน้อย’ เท่านั้น!
ลู่เฉินอยากจะอาละวาดแต่แล้วก็เงียบไป เพราะชายชราผู้นี้อาจจะทราบจริงๆ ก็ได้ ว่าความเ็ปของเขาในยามนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด
“เช่นนั้นช่วยอธิบายสั้นๆ ให้ข้าเข้าใจหน่อยเถอะขอรับ”
“ลู่เฉินความจริงแล้ว ผนึกิญญาเอกภพเป็สมบัติที่ข้าทิ้งเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง เ้าได้รับตราประทับิญญาจากลู่เทียนซิงแล้วปู่ของเ้ามิได้บอกอันใดเลยหรือ? ข้าคือปรมาจารย์รุ่นแรกผู้เป็เ้าของผนึกิญญาเอกภพ ลู่เจี๋ย ซึ่งนำความรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลลู่ของเราเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนปู่ของเ้าน่าจะเล่าให้ฟังบ้างแล้ว ว่าข้าเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดในเวลานั้น!”
เขาพูดรัวเร็ว แต่เด็กหนุ่มได้ยินชัดทุกคำ
“เป็เื่จริงที่ว่าตามปกติแล้ว ผู้ฝึกตนต้องก้าวเข้าสู่ระดับสุญตาก่อน จึงจะเปิดทะเลแห่งจิตสำนึกได้แต่เ้าเป็ข้อยกเว้น เพราะปลดผนึกตราประทับิญญาเอกภพได้ พลังของมันจึงช่วยให้เ้าสามารถเปิดทะเลแห่งจิตสำนึกได้ทันทีและความเ็ปที่เ้ารู้สึกในยามนี้ ก็เป็เพราะถูกกระตุ้นให้เปิดทะเลแห่งจิตสำนึกนั่นเอง”
“ตอนนี้ หากเ้าทำตามที่ข้าบอกก็จะเห็นตราประทับิญญาในทะเลแห่งจิตสำนึกของตัวเอง ทั้งยังจะได้รับพลังบางอย่างมาด้วยซึ่งมันจะนำเ้าเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้” ลู่เจี๋ยไม่เปิดโอกาสให้ซักถามแต่เอ่ยต่อทันที “หลับตาทำสมาธิ ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านปรับการรับรู้ แล้วเ้าจะเห็นทะเลแห่งจิตสำนึกของตัวเอง!”
ถึงลู่เฉินจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่คำพูดของชายชรากลับเป็ดั่งมนตร์สะกด ทำให้เขาปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ไม่ช้า ก็พบว่าในทะเลแห่งจิตสำนึกที่ลึกลงไปในกายมีผนึกิญญาเอกภพกำลังล่องลอยอยู่ เมื่อลู่เฉินตั้งจิตเพื่อััมัน ก็รู้สึกคล้ายมีคลื่นโหมซัดเข้ามาในจิตใจรับรู้ได้ทันที ว่ามีความรู้มหาศาลพุ่งเข้ามาในสมอง พริบตา ข้อมูลอันแปลกประหลาดเ่าั้ก็ถูกย่อยสลาย
ไม่ช้า เขาก็เกิดการตระหนักรู้ว่านี่คือ ‘เคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพ’
เห็นได้ชัด ว่าเป็วิธีควบคุมจิตที่ลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่ง
ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานแค่ไหนแต่ทันทีที่ลู่เฉินลืมตาขึ้น ก็พบว่าผู้เฒ่าลู่เจี๋ยยังอยู่ตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มกว้าง
“เป็อย่างไรบ้าง?”
“เ้าได้รับเคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพแล้วใช่หรือไม่? นี่เป็วิธีฝึกจิตขั้นสุดยอด มันจะช่วยในการบ่มเพาะ ดังนั้น ความสำเร็จของเ้าในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดแต่จงจำไว้ให้ดี ว่าห้ามเปิดเผยเื่นี้ออกไป มิฉะนั้นผู้ฝึกตนทั่วทั้งทวีปจะพุ่งมาหาเ้า”ลู่เจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย พลางกำชับอีกฝ่าย
บัดนี้ ลู่เฉินเชื่อคำพูดของชายชราตรงหน้าแล้วแต่เพราะมันเหลือเชื่อเกินไป เขาจึงต้องใช้เวลาพักใหญ่ เพื่อชื่นชมยินดีกับเื่อันน่าตระหนก
“ท่านผู้าุโ… หมายความว่าท่านเป็บรรพจารย์อายุหมื่นปีหรือขอรับ?” ลู่เฉินสูดหายใจลึก แล้วสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว พลางเหลือบมองลู่เจี๋ยอย่างไม่แน่ใจ
หมื่นปี?... จะน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ลู่เฉินรู้ดี ว่ายิ่งผู้ฝึกตนมีระดับพลังสูงอายุขัยก็ยิ่งยืนยาว แต่อายุขัยสูงสุดของผู้ที่เข้าสู่ระดับสุญตานั้น ก็แค่สองร้อยปีมิใช่หรือ?
แต่นี่เป็หมื่นปี...
“มิใช่!”
“ที่จริงข้าตายไปั้แ่หมื่นปีก่อนแล้วสิ่งที่เ้าเห็นอยู่ตอนนี้ เป็เพียงร่างิญญาศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าทิ้งเอาไว้เท่านั้นพลังิญญาของข้าผสานเป็หนึ่งเดียวกับผนึกิญญาเอกภพ และเฝ้ารอวันที่ตราประทับจะถูกดูดซับพลัง”ลู่เจี๋ยกล่าว
“มันจะเป็ไปได้หรือขอรับ? ก่อนหน้านี้ไม่มีใครดูดซับมันได้ แต่คนที่ทำสำเร็จกลับเป็ข้า ผู้ไร้พลังธาตุซึ่งไม่อาจเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนได้ เช่นนี้แล้ว ข้าจะใช้ตราประทับิญญาได้หรือ?” ลู่เฉินฉงน
“ใครบอก ว่าเ้าไม่มีพลังธาตุ?” ลู่เจี๋ยตาถลน
“ข้าไม่มีพลังแห่งธาตุแน่นอนใครๆ ก็พูดเช่นนั้น!” ลู่เฉินพูดด้วยความมั่นใจ
“ฮ่าๆๆ...นั่นเป็เพราะพวกเขาไม่รู้น่ะสิ ลู่เฉิน ร่างกายเ้าหาได้ไร้พลังธาตุ หากแต่เป็ ‘ร่างปัญจธาตุ’ ต่างหากเล่า!” ลู่เจี๋ยโบกมือเป็ระวิง พลางกล่าว
“ร่างปัญจธาตุ?” ลู่เฉินตกตะลึง
เขาไม่เคยได้ยิน ว่าผู้ใดมีร่างกายครบทั้งห้าธาตุมาก่อน
ในโลกนี้ พลังธาตุของผู้ฝึกตนจะถูกแบ่งออกเป็ห้าธาตุได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทองคำ โดยบางคนก็มี ‘ร่างเอกธาตุ’ คือมีธาตุเดียวั้แ่เกิด บางคนมี ‘ร่างพหุธาตุ’ คือมีสองธาตุในร่าง และบางคนก็เป็ ‘ร่างไตรธาตุ’ นั่นคือมีสามธาตุผสานอยู่ด้วยกัน
แต่แน่นอน มิใช่ว่ายิ่งมีพลังธาตุมากกว่าหนึ่งจะเป็เื่ดีในกรณีของผู้ฝึกตนโดยทั่วไปแล้ว การมีร่างเอกธาตุ มักจะฝึกได้รุดหน้าเร็วกว่าผู้ที่เป็ร่างพหุธาตุ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ฝึกตนที่เป็‘ร่างเอกธาตุบริสุทธิ์’ ความเร็วในการบ่มเพาะของพวกเขานั้นน่ากลัวนัก กระนั้นผู้ฝึกตนที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ กลับมีจำนวนเพียงหยิบมือ
ในกรณีของตระกูลลู่บรรดาศิษย์ทั้งหลายในตระกูล รวมถึงลูกหลานและศิษย์สายตรง กลับไม่มีผู้ใดมีร่างเอกธาตุบริสุทธิ์เลย
ทว่า ลู่เฉินไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับการมีอยู่ของร่างปัญจธาตุมาก่อน
“ใช่! ร่างกายของเ้าเป็ปัญจธาตุ หนึ่งในเงื่อนไขของการเปิดผนึกิญญาเอกภพนั่นคือต้องมีร่างปัญจธาตุ ส่วนเงื่อนไขอีกข้อ คือต้องมีสายเืที่บริสุทธิ์เพียงพอแต่อย่าถามเื่สายเื ข้าไม่อยากพูดถึง เอาไว้ในอนาคตเมื่อเ้าแข็งแกร่งขึ้นก็รู้เอง”
“เรามาพูดถึงปัญหาของพลังธาตุในร่างเ้าก่อนความจริงแล้วมันยากที่จะแยกแยะ ระหว่างคนที่มี ‘ร่างปัญจธาตุ’ กับ ‘ร่างไร้ธาตุ’ นอกจากนี้ ผู้ที่มีร่างปัญจธาตุก็หายากเสียยิ่งกว่าผู้ที่มีร่างเอกธาตุบริสุทธิ์เสียอีกดังนั้น คนส่วนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยทราบถึงการมีอยู่ของพวกเขา อีกทั้งวิธีการฝึกฝนที่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ก็มีเพียงไม่กี่วิธีเท่านั้นเส้นทางการฝึกฝนของพวกเขาจึงยากลำบากกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป”
“ด้วยเหตุนี้จึงเป็เื่ยากที่จะเห็นคนซึ่งมีร่างปัญจธาตุเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน แต่ลู่เฉินเ้าไม่ต้องวิตก เพราะเคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพ จะช่วยให้เ้าฝึกพลังได้ง่ายขึ้น”ลู่เจี๋ยบอกด้วยรอยยิ้ม
เด็กหนุ่มได้ยินแล้ว ก็ใจชื้นขึ้นมา
ลู่เฉินใฝ่ฝันจะเป็ผู้ฝึกตนมาเนิ่นนานเดิมทียังคิดว่าตัวเองคงหมดหวัง แต่ตอนนี้หนทางกลับเปิดกว้างออกต้อนรับ... เขาจะฝึกพลังได้แล้ว! เหตุใดจะไม่ยินดีเล่า?
“เอาละข้าจะไม่พูดพร่ำอีก ในเมื่อตอนนี้เ้ารู้เคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพแล้ว ก็สมควรทดลองฝึกฝนด้วยตัวเองเ้าอายุสิบหกปีแล้ว นับว่าช้าไปหน่อย แต่โชคดีที่ยังทันเวลา”
ก่อนที่ลู่เจี๋ยจะพูดจบร่างของเขาก็เลือนราง และหายวับไปต่อหน้าต่อตา
ลู่เฉินกวาดตาไปทั่วห้องรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เป็เพียงความฝัน
เด็กหนุ่มพยายามทบทวนเื่ราวทั้งหมดจนคิ้วขมวดมุ่น
“นี่คือความฝันหรือ?”
ลู่เฉินไม่แน่ใจ จึงลองมองเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึกอย่างที่ทำเมื่อครู่ด้วยความหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
แต่ต่อมาก็มั่นใจแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ความฝันผนึกิญญาเอกภพยังลอยอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา
จากนั้น ลู่เฉินก็ไม่ลังเลที่จะใช้เคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพในการฝึกฝน แต่การควบคุมจิตนี้ลึกซึ้งและซับซ้อนนักสิ่งที่เขาเข้าใจในยามนี้ ก็เป็เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของยอดูเาน้ำแข็งเท่านั้น ทว่ากลับมิได้กระทบต่อความมุ่งมั่นที่จะฝึกตนของเขา
ฟู่...!
ลู่เฉินกำหนดลมหายใจเข้าออกรับรู้ได้ถึงพลังลมปราณที่ควบแน่นอยู่ในร่าง
หลังจากััได้ถึงลมปราณเืในกายของลู่เฉินก็เดือดพล่าน
“พลังิญญา...นี่คือพลังิญญา!”
“อา… ข้าฝึกฝนได้แล้ว!”
พอััได้ถึงพลังิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างลู่เฉินก็รีบระงับความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการรวบรวมพลังมาก่อน แต่ตอนนี้กลับทำได้อย่างง่ายดาย
ต้องรู้เสียก่อน ว่าผู้ฝึกตนที่ฝึกพลังเป็ครั้งแรกนั้นต่อให้มีพร์ปานใด ก็ต้องใช้เวลาถึงสองสามวันในการรวบรวมพลังิญญา แต่ลู่เฉินกลับทำสำเร็จได้ในเวลาไม่กี่อึดใจไม่รู้ว่าเป็เพราะเขาเก่งกาจเกินไป หรือเป็เพราะความล้ำเลิศของเคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพกันแน่!