รถม้าวิ่งเข้ามาจอดภายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า คนของภัตตาคารหย่งเล่อเตรียมอาหารกันอย่างคล่องแคล่ว พอเห็นผู้เป็นนายเดินทางมาถึงก็ทักทาย
สตรีวัยกลางคนยี่สิบกว่าคนเดินมาต้อนรับผู้ใจบุญ เด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามีสามร้อยกว่าคน พวกเขานั่งรออยู่ในโรงอาหารอย่างเป็นระเบียบ
จ้าวลู่ชิงกวาดตามองเด็กน้อยที่นั่งกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อรอรับประทานอาหารมื้อเช้า แววตาไร้เดียงสาของพวกเขาทำให้ดวงตานางร้อนคล้ายน้ำตาจะไหล
“นี่คือบุตรของทหารกล้าที่ไร้ครอบครัวใช่หรือไม่”
หลี่หยวนกระซิบถามเผยเยี่ยนเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เขาเพิ่งรู้เมื่อคืนว่าบุตรชายคนรองเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อช่วยเหลือบุตรของวีรบุรุษที่จบชีวิตในสงคราม
“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว” เผยเยี่ยนย้ำว่าที่หลี่หยวนเข้าใจนั้นเป็นความจริง
สตรีที่ดูแลที่นี่ ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่บนใบหน้า กล่าวต้อนรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เด็ก ๆ มองผู้มาเลี้ยงอาหารพวกตนด้วยแววตาสนอกสนใจ อาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ล้วนสวยงาม ผิวพรรณหน้าตางดงามราวกับเทพเซียน
ภัตตาคารหย่งเล่อจัดบะหมี่น้ำร้อน ๆ มาเลี้ยงมื้อเช้า อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับอุ่นท้องในช่วงอากาศหนาวเป็นอย่างยิ่ง
คนงานจากภัตตาคารหย่งเล่อขนกันมาเกินครึ่งภัตตาคาร บะหมี่น้ำร้อน ๆ ถูกนำไปวางตรงหน้าเด็กน้อยที่นั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย
เหมียนเหมียนนั่งรวมอยู่กับเด็กโต วันนี้นางอำพรางใบหน้าเดิมจนดำคล้ำ
“น่าอร่อยมากเลย” เหมียนเหมียนตาลุกวาวกับบะหมี่น้ำในถ้วยที่อุดมไปด้วยเนื้อสัตว์และเกี๊ยวลูกใหญ่
“เหมียนเหมียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าชุดคลุมสีขาวทำมาจากขนอะไร” ดรุณีน้อยนางหนึ่งมองชุดที่จ้าวลู่ชิงสวมใส่ มันงดงามจนละสายตาไม่ได้จึงถามผู้ที่รอบรู้อย่างเหมียนเหมียน
“มันคือขนจิ้งจอกหิมะ” เหมียนเหมียนบอกให้ทุกคนรู้จักขนของสัตว์หายากและมีราคาแพง
“ขนจิ้งจอกหิมะ?”
“ใช่ มันคือขนจิ้งจอกหิมะ เจ้าเคยเห็นผู้ใดสวมใส่หรือไม่”
“ไม่เคย”
“เพียงขนสุนัขจิ้งจอกหิมะตัวเดียวก็หายากและมีราคาแพงมากแล้ว แต่ชุดที่พวกเจ้าเห็นไม่รู้ว่าทำมาจากขนจิ้งจอกหิมะกี่ตัว”
เหมียนเหมียนเล่าด้วยใบหน้าเสมือนคนรอบรู้ทุกอย่างในใต้หล้า ตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยเจอผู้ใดใช้ขนสุนัขจิ้งจอกหิมะทำชุดคลุมทั้งชุด
“พี่สาวคนนี้เป็นคุณหนูตระกูลใด”
“นางเป็นคุณหนูสกุลจ้าว เป็นหลานสาวของฝู่กั๋วกง และยังเป็นคู่หมั้นของฉีอ๋องอีกด้วย”
“คู่หมั้นของท่านอ๋อง!” เด็กโตนั่งอยู่ใกล้กับเหมียนเหมียนอุทานด้วยความตกใจ
“ใช่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
เหมียนเหมียนแลซ้ายแลขวา ยื่นหน้าไปกระซิบกลางวง “พวกเจ้าอย่าเสียงดังไป ข้าผ่านไปได้ยินเรื่องนี้เข้า”
“คุณหนูสกุลจ้าวสามารถเป็นบุตรของท่านอ๋องได้เลยนะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ทุกสายตาที่กำลังตั้งใจฟังเหมียนเหมียนหันมองมาทางเดียวกัน
“มองข้าทำไมกัน ข้าเพียงพูดตามที่ตาเห็น”
ดรุณีน้อยนางหนึ่งท่าทางองอาจเหมือนกับบิดาที่เป็นถึงนายกอง แต่เสียชีวิตระหว่างสงคราม มารดาก็เสียชีวิตตั้งแต่นางเกิด พอบิดาเสียชีวิตก็ไม่มีญาติฝ่ายใดต้องการตัวนางไปรับเลี้ยงจึงต้องมาอาศัยอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
“ท่านอ๋องทั้งองอาจและยังไม่มีหวังเฟย คุณหนูผู้นี้โชคดีมากกว่า” เด็กที่นี่ล้วนรักและเคารพผู้ที่จัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา หากไม่มีที่นี่พวกตนคงต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนอยู่ข้างนอก พอได้ยินคำนินทาผู้มีพระคุณจึงโต้เถียงแทน
ครั้นความคิดของตนทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ดรุณีน้อยนางนี้ก็หดคอ คีบเส้นบะหมี่เข้าปาก พร้อมกับชมเชยว่าเป็นบะหมี่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยทานบะหมี่มา
อาหารจากภัตตาคารหย่งเล่อเชียวนะ ไม่อร่อยให้มันรู้ไป พอคิดว่าพวกตนจะได้ทานมื้อเที่ยงจากภัตตาคารหย่งเล่ออีกก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
จ้าวลู่ชิงเดินตามหลังไท่ซ่างหวงและผู้ดูแลชมสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หิมะปกคลุมพื้นดิน ต้นไม้ และอาคารจนเป็นสีขาวโพลนเป็นภาพที่ดูสวยงาม แต่ก็น่าหนักใจเหมือนกัน
เผยเยี่ยนมองอาคารแต่ละหลัง เด็กสามร้อยกว่าคนค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่งต้องมากเพียงใดกัน พอถามออกไปจึงได้คำตอบว่าค่าใช้จ่ายเดือนหนึ่งตกอยู่ที่สองร้อยก้วน เดือนละสองร้อยก้วนปีหนึ่งก็เป็นเงินสองพันสี่ร้อยก้วน เงินจำนวนนี้มิใช่น้อย ๆ
“รายรับมาจากท่านอ๋องเพียงแหล่งเดียวหรือเจ้าคะ”
“ใช่เจ้าค่ะ แต่เด็ก ๆ ก็ปลูกผักเพื่อนำมาประกอบอาหารเอง จะมีหน้าหนาวนี่แหละที่ปลูกผักไม่ได้ จึงต้องใช้เงินซื้อผักดองมาประกอบอาหาร”
จ้าวลู่ชิงฟังไปเรื่อย ๆ จึงรู้ว่าเด็กที่โตแล้วก็สามารถออกไปใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกได้ เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ล้วนเข้าไปอยู่ในกองทัพ ส่วนสตรีก็กระจายไปทำงานตามร้านค้าในเมือง
กว่าจะเดินสำรวจทั่วอาณาเขตก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ จ้าวลู่ชิงหยุดยืนมองต้นบ๊วยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
ช่วงที่หิมะตกดอกบ๊วยจะบาน ยิ่งหิมะตกหนักดอกบ๊วยก็จะเบ่งบานสวยงาม หิมะสีขาวไม่สามารถหยุดหยั้งความสวยงามของต้นบ๊วยได้เลย
“เจ้ายืนมองอะไร” เผยเยี่ยนเห็นลูกศิษย์ยืนเหม่อลอยอยู่ด้านนอกอาคาร ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ
“ท่านอาจารย์เห็นต้นบ๊วยนั่นหรือไม่เจ้าคะ” ชี้ไปยังต้นบ๊วยที่มีลักษณะแปลกประหลาด
“เห็น หน้าหนาวเช่นนี้ดอกบ๊วยยิ่งเบ่งบาน”
“ท่านคิดว่าต้นบ๊วยมีสองต้นหรือไม่”
“น่าจะมีสองต้นนะ” มองต้นบ๊วยที่มีลักษณะแตกต่างจากต้นบ๊วยที่เคยเห็น
“ท่านคิดว่าลักษณะของพวกมันเหมือนอะไร”
“เหมือนต้นไม้” เผยเยี่ยนตอบด้วยใบหน้างุนงง
“เหมือนคนกอดกัน” เสียงตอบฉะฉานดังมาจากปากลี่มี่
“ยังคงเป็นเจ้าที่กล้าพูด” จ้าวลู่ชิงดึงหมวกที่สวมอยู่บนศีรษะของลี่มี่ให้เข้าที่
“เด็กคนนี้ ผู้ใดสอนเจ้ากัน” อี้หมัวมัวปวดหัวกับหลานสาว อายุเพียงสิบขวบแต่รู้เรื่องพวกนี้
“เหมือนอย่างที่เสี่ยวมี่บอกจริงๆ” เผยเยี่ยนลูบเครามองต้นบ๊วยขนาดใหญ่สองต้นขึ้นพันกันจนกลายเป็นพุ่มใหญ่
“ข้าพอจะคิดวิธีหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้วิธีหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่”
“เจ้าลองบอกวิธีที่เจ้าคิดให้ข้าฟังหน่อย” ไท่ซ่างหวงเดินมาหยุดมองไปทางฝั่งตรงข้าม
จ้าวลู่ชิงอธิบายวิธีที่คิดได้ให้ทุกคนฟัง แม้จะถูกต่อว่าแต่ทุกคนก็มิขัดถ้ามันสามารถหาเงินมาเลี้ยงเด็กน้อยน่าสงสารพวกนี้ได้
อาหารมื้อเที่ยงถูกขนมาจากภัตตาคารหย่งเล่อ เด็ก ๆ รวมไปถึงผู้ดูแลตกใจกับอาหารเลิศรสในมื้อนี้
มิเคยคิดเลยว่าพวกตนจะสามารถทานอาหารราคาแพงพวกนี้ได้ เพียงไก่อบน้ำผึ้งตัวเดียวก็มีราคาถึงตัวละยี่สิบก้วน แล้วนี่ใช้ไก่กี่ตัวกัน ไม่นับรวมอาหารชื่อดังอื่น ๆ
อาหารมื้อนี้ทางภัตตาคารหย่งเล่อต้องจ่ายเงินไปไม่น้อย เด็กน้อยทุกคนขอบคุณสำหรับการเลี้ยงอาหารในมื้อนี้ พอทานอาหารอิ่มเด็กเล็กก็วิ่งเล่นอย่างมีความสุข พอถึงเวลาก็ช่วยกันทำงาน
พอกลับจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจ้าวลู่ชิงก็ออกคำสั่งให้องครักษ์เงาของจวนอ๋องไปทำงานให้ เพียงวันเดียวทุกอย่างก็แล้วเสร็จ
สถานที่กระจายข่าวสารได้ดีที่สุดย่อมเป็นตลาด ผู้คนพลุกพล่านเหมาะแก่การปล่อยข่าว ยามนี้มีข่าวลือเกิดขึ้นใหม่อีกแล้ว แม่ครัวของตระกูลมีฐานะออกมาจ่ายตลาดยืนฟังข่าวสารใหม่ ๆ อยู่ทุกวัน พอกลับไปก็ซุบซิบกันจนเรื่องดังกระฉ่อนไปถึงหูของผู้เป็นนายที่อยู่ในจวน
ฝั่งตรงข้ามสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า มีต้นบ๊วยขนาดใหญ่สองต้นลักษณะคล้ายคนโอบกอดกัน บริเวณกิ่งก้านมีด้ายแดงผูกติดเอาไว้
ถัดจากต้นบ๊วยไปไม่ไกลมีเด็กโตจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านั่งอยู่ในอาคารหลังเล็กชั้นเดียวเพื่อขายด้ายแดง
ป้ายบรรยายถึงการขอพรด้วยวิธีต่าง ๆ ถูกปักไว้หน้าทางเข้าต้นบ๊วย
“ต้นบ๊วยสองต้นนี้ ศักดิ์สิทธิ์จริงหรือ” มีสาวใช้ของคุณหนูตระกูลใหญ่สอบถามเด็กน้อยที่นั่งเรียงรายขายด้ายแดง
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
“อ้าว! เหตุใดเจ้าถึงไม่รู้” สาวใช้มองผู้คนมากราบไหว้ขอพรกับต้นไม้ใหญ่สลับกับเด็กที่นั่งขายด้ายแดง
“ข้ายังเป็นเด็ก ยังไม่ถึงเวลาขอพรให้พบเจอเนื้อคู่เจ้าค่ะ”
สาวใช้มองแววตาไร้เดียงสาของเด็กน้อย “ข้าได้ยินคนลือกันว่าต้นบ๊วยใหญ่ต้นนี้มีคนเคยมาขอพรด้านความรักแล้วสมหวังหรือ”
“ข้าก็ได้ยินมาแบบนั้นเจ้าค่ะ”
“ด้ายแดงพวกนี้เจ้าขายอย่างไร”
“เส้นละหนึ่งเหวินเจ้าค่ะ ยิ่งผูกมากยิ่งสมหวังนะเจ้าคะ”
“เอามายี่สิบเส้น”
“ขอให้สมหวังตามประสงค์นะเจ้าคะ” ยื่นด้ายแดงให้
สาวใช้ยื่นเงินหนึ่งพวงเล็กออกไปแล้วรับด้ายแดงยี่สิบเส้น พร้อมกับเดินกลับไปหาผู้เป็นนายที่รออยู่
“คุณหนูเจ้าคะ เด็กพวกนั้นบอกว่าผูกมากยิ่งสมหวังมาก”
ดรุณีวัยออกเรือนเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าต้นบ๊วยที่ลำต้นพันกันจนเหมือนกับคู่รักโอบกอดกัน รอบต้นบ๊วยจะมีที่กั้นไม่ให้เข้าไปใกล้ต้นมากนัก ผู้ที่มาขอพรจึงหยุดยืนขอพรอยู่ห่างจากลำต้น พอขอพรเสร็จก็นำด้ายแดงผูกเข้ากับกิ่งก้านของต้นบ๊วยที่ยื่นออกมาจากคอกกั้น
ก่อนกลับก็ยังมิวายบริจาคเงินลงในกล่องเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ผู้คนในเมืองต่างรู้ดีว่าเด็กพวกนี้คือบุตรของทหารกล้าที่เสียชีวิตในสงครามจึงไม่ตระหนี่ที่จะบริจาคเงินช่วยเหลือ
ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแอบมองสถานการณ์อยู่ฝั่งตรงข้าม มิน่าเชื่อว่าด้ายแดงจะขายดีถึงเพียงนี้ ผู้มาขอพรยังบริจาคเงินลงในกล่องอยู่เนือง ๆ
ตกเย็นก็มีจดหมายมาส่งจนถึงเรือนเหลียนฮวา จ้าวลู่ชิงอ่านจดหมายที่เขียนบอก “วันนี้ต้นบ๊วยสามารถทำเงินให้ถึงสองร้อยก้วน”
“สองร้อยก้วนเลยหรือ นั่นเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของที่นั่นเลยนะเจ้าคะ” ซูเจินตกใจกับรายรับวันแรก ผู้คนโหยหาความรักมากถึงเพียงนี้เลยหรือ ถึงได้ไปขอพรกับต้นไม้
“เงินที่ได้ส่วนมากมาจากการบริจาค ข้าคิดว่าชาวบ้านคงสงสารเด็กพวกนั้นจึงบริจาคเงินช่วยเหลือ หากบิดาของพวกเขาไม่ปกป้องบ้านเมืองจนตัวตายพวกเขาก็คงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่”
“วันอื่น ๆ จะมีคนไปขอพรเหมือนวันนี้หรือไม่เจ้าคะ”
“มี แต่คงมีไม่มากทุกวัน”
“ผ่านไปสักพักเกรงว่าผู้คนจะไม่มาขอพร”
“ตราบใดที่ผู้คนโหยหาคู่ครองที่ดี ต้นบ๊วยสองต้นนั้นต้องทำงานหนักอย่างแน่นอน ผู้ใดมาเยือนเมืองโยวโจวถ้าอยากมีคู่ครองที่ดีต้องนึกถึงที่นั่น
เจ้าเห็นป่าด้านหลังต้นบ๊วยหรือไม่ ป่าที่นั่นเหมาะสำหรับทำเป็นสถานที่ให้บัณฑิตมาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน และยังเหมาะกับการมาชื่นชมความงามของดอกไม้นานาชนิด
เก็บค่าเข้าชมเล็กน้อย พร้อมกับขายเครื่องดื่มอย่างเช่นพวกชา เรื่องค่าใช้จ่ายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าคงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอให้ผู้เป็นเจ้าของที่ดินกลับมาก่อน ไม่รู้ว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่”
“บ่าวคิดว่าท่านอ๋องต้องอนุญาตแน่นอน ก่อนออกไปใช้ชีวิตด้านนอก เด็กพวกนั้นทำงานมีเงินเก็บย่อมเป็นสิ่งที่ดี”
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ช่วยให้พวกเขาตั้งตัวได้ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ” แม้ว่าโชคชะตาจะโหดร้ายจนทำให้เด็กพวกนั้นกำพร้า แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นบุตรของวีรบุรุษที่ใช้ชีวิตปกป้องราษฎร
เด็กพวกนั้นควรมีชีวิตที่ดีมิใช่กลายเป็นคนเร่รอน เผชิญภัยอันตรายด้านนอกโดยไร้ภูมิคุ้มกัน
อนาคตไม่ว่าจะอยู่ที่ใดยามเดือดร้อนหรือสุขสบายก็ขอให้นึกถึงบ้านหลังที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก