ตอนที่ 99
หอสมุนไพร
"ข้าเสียใจด้วยเจ้าไม่ผ่านบททดสอบ"
จี้เหว่ยกล่าวออกมาอย่างผิดหวังทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องเก่งกาจมีความสามารถมากแน่แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
“มันหมายความว่าอย่างไรตัวข้าออกจะมีฝีมือเช่นนี้แล้วข้าก็อยู่ในระดับขั้นที่..”
เขาจะกล่าวถึงระดับขั้นตนเองที่แท้จริงแต่พอนึกได้รีบหยุดปากเพราะตอนนี้ระดับชั้นของเขาที่ให้เห็นนั้นอยู่ในเพียงขั้นรวมลมปราณเท่านั้นเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ความสามารถที่แท้จริงของเขา
“ข้าก็ไม่รู้แต่ที่ข้ารู้ก็คือหินทดสอบไม่เคยทำผิดพลาดสักครั้ง”
จี้เหว่ยกล่าว มองเห็นความงุนงงและความโกรธในดวงตาของเด็กหนุ่มผู้นี้และเขาก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ความผิดหวังความเสียใจจากผู้คนที่มาทดสอบแล้วไม่ผ่านนับไม่ถ้วนไม่ใช่มีเพียงเด็กหนุ่มผู้นี้เพียงคนเดียว
ไป๋เหอนิ่งเงียบไปอย่างไม่เข้าใจว่าตนเองจะไม่มีความสามารถนั้นเหรอการจะเข้าศึกษาหาธาตุเด่นในการเข้าเรียนยากขนาดนั้นเชียวแล้วทำไมตัวเขาถึงไม่ผ่านเขาได้แต่นึกสงสัย
“ตัวข้าไม่ได้ปรากฏธาตุถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องอยู่หอสมุนไพรใช่ไหมขอรับ"
เขากล่าวออกมาอย่างผิดหวังไม่คิดว่าตนเองจะมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ช่างโชคร้ายเหลือเกินตั้งแต่เข้าเหยียบย่างกรายมาที่นี่มีแต่เรื่องทั้งนั้นเขาไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองทำกรรมอันใดไว้จึงได้พบแต่อุปสรรคให้น่าปวดหัว
จี้เหว่ยเพียงพยักหน้าเบาๆ
ไป๋เหอถูกนำตัวไปยังหอสมุนไพรที่อยู่ห่างไกลต้องผ่านภูเขาหลายลูกกว่าจะถึง
"เอาล่ะข้าส่งเจ้าเพียงตรงนี้เจ้าก็เดินเข้าไปเองนะ" ศิษย์ในสำนักที่ถูกผู้อาวุโสจี้เหว่ยให้นำตัวมาส่งมองไป๋เหอด้วยความสงสารในรอบหลายปีพึ่งปรากฏคนที่ไม่มีธาตุเด่นชัดอีกคน
"ขอบคุณศิษย์พี่ขอรับที่มาส่ง"ไป๋เหอนอบน้อมกับเขาด้วยเห็นว่าเขาเป็นคนในสำนักผู้มาเข้าเรียนก่อน ศิษย์น้องอย่างเขาย่อมที่จะเคารพ
“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่หอสมุนไพรอาจจะลำบากหน่อยนะแต่หากต้องการความช่วยเหลืออันใดก็มาหาข้าได้เลย”
เขาแทบจะไม่เคยเจอคนอ่อนน้อมถ่อมตนเคารพเขาเช่นนี้ด้วยความที่เจอแต่คนวางอำนาจใส่คิดว่าตนเองมียศฐานะสูงส่งแม้ว่าเขาจะอยู่ในขั้นพลังรวมจิตขั้นที่5 แล้วเหล่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาไม่เคยเห็นหัวเขาเลยเวลาที่เขาพาไปส่งยังตำหนักธาตุต่างๆ แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาก็ยังมีมารยาทบ้างทำให้เขารู้สึกชอบขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอบคุณศิษย์พี่ขอรับข้าจะจำไว้”
เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ที่มาส่งจากไปแล้วไป๋เหอที่ยังยืนอยู่หน้าหอสมุนไพรก็กำลังมองสำรวจทางเข้าก่อนจะมองขึ้นไปแล้วได้พบกับชายสองคนที่กำลังเดินมาหาตน
ชายสองคนสำรวจเด็กหนุ่มที่พึ่งเข้ามาใหม่ด้วยความละเอียดแล้วก็ได้เห็นว่าเด็กหนุ่มที่พึ่งมาใหม่นี้อยู่ในขั้นรวมลมปราณเองพวกเขาได้รับข้อมูลว่าจะมีศิษย์มาใหม่ด้วยความที่ผ่านมาหลายปีแล้วไม่เคยได้รับศิษย์ใหม่เมื่อได้มาพบหน้าพวกเขาได้แต่หัวเราะในความโชคร้ายของเด็กหนุ่ม
ไป๋เหอหันไปมองคนทั้งสองที่หัวเราะตนไม่ได้แสดงความโกรธเพียงแต่สงสัยว่ามีอะไรน่าหัวเราะกันแม้จะไม่พอใจเพียงทำได้แค่ปล่อยผ่าน
“เด็กหนุ่มเจ้าคงเป็นศิษย์ใหม่สินะ” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ยกล่าวขึ้นอายุของเขาเลยวัย20 มาไกลแล้วจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาอันน่าสงสาร
“คารวะศิษย์พี่ทั้งสองข้าพึ่งเข้ามาใหม่ขอรับ” เมื่อไม่มีทางเลือกเขาก็ต้องจำใจยอมอยู่ที่นี่แล้วค่อยคิดหาหนทางหาความรู้เอา ไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้วย่อมไม่สามารถกลับไปมือเปล่าได้
“ไม่ต้องมากพิธีที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้องมีอะไรก็ร่วมแบ่งร่วมสุขเอาล่ะข้าได้รับหน้าที่จากอาจารย์ให้มาพาเจ้าไปยังห้องพักตามข้ามา” ชายอีกคนกล่าวขึ้นมาบ้างเมื่อก่อนเขาจะถูกเรียกว่าศิษย์น้องเล็กเพราะมาทีหลังต่อไปเด็กหนุ่มผู้นี้ก็จะถูกเรียกบ้าง
“ขอรับ”
ไป๋เหอขานรับจำใจยอมเดินตามหลังพวกเขาสองคนและก็ได้ยินการสนทนาของคนทั้งสองบอกเล่าก็ทำให้ได้รู้ว่าสถานที่เขามาอยู่นั้นมันแตกต่างกับเหล่าบรรดาศิษย์ที่อยู่ตำหนักอื่นด้วยความที่ว่าอาจารย์ที่อยู่ในนี้ไม่ได้สอนสั่งวรยุทธเพราะไม่มีความเก่งกาจมากพอเพียงแต่พวกเขาต้องศึกษาเองส่วนมากแล้วจะเน้นปรุงยามากกว่าที่นี่จึงอยู่กันอย่างเรียบง่ายแต่ก็มีข้อกำหนดที่เคร่งครัดในเรื่องการทำงานเช่นกันช่วงเช้าพวกเขาเหล่าศิษย์ทุกคนจะต้องตื่นมารดน้ำดูแลสวนสมุนไพรที่ได้รับมอบหมายช่วงบ่ายมีการเก็บเกี่ยวสมุนไพรแล้วคอยดูแลสมุนไพรที่ได้รับมอบหมายอย่าให้ตายลงไม่งั้นโดนลงโทษ
ไป๋เหอพอได้ฟังแล้วแม้ว่าการฝึกวิชามองดูอาจจะไม่ก้าวหน้านัก แต่การปรุงยานั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกันด้วยเขาในตอนนี้ก็เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่แล้วย่อมที่จะทำออกมาได้และอาจจะนำพาการฝึกฝนให้ก้าวกระโดดโดยการใช้ยาก็น่าจะได้ผลเช่นกันเมื่อคิดเช่นนั้นก็ไม่ได้มีใจหมดแรง
ในขณะที่พวกเขาเดินไปยังบ้านหลังหนึ่งจะเรียกว่าบ้านก็ไม่ถูกเรียกกระท่อมดีกว่าสิ่งที่ศิษย์หอสมุนไพรอยู่นั้นไม่ได้ดีเหมือนกับศิษย์ธาตุอื่นด้วยทรัพยากรนั้นทางสำนักเห็นว่าควรจะเอาไปสนับสนุนกับคนที่มีโอกาสจะก้าวหน้ามากกว่าและในตอนนี้นั้นเหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรที่มีจำนวน5 คนก็ได้นั่งรอพวกเขาอยู่แล้ว
“อ้าวพวกเราศิษย์น้องเล็กมาแล้ว เดี๋ยวเราต้องต้อนรับกันหน่อย” หลังจากชายผู้หนึ่งที่รูปร่างตัวสูงกว่าคนทั้งหมดได้กล่าวขึ้นเหล่าบรรดาศิษย์ทั้งหมดก็ร้องโฮ่หิ้วราวกับว่ากำลังต้อนรับไป๋เหอผู้มาใหม่ด้วยความครึกครื้น
“ข้าไป๋เหอ คารวะศิษย์พี่ทั้งหลาย” เมื่อได้มายืนอยู่ต่อหน้าไป๋เหอก็ประสานมือคารวะพวกเขาทั้งหมด
“เจ้าชื่อไป๋เหอเหรอ ข้าชื่อเซียวฟาน เป็นศิษย์พี่ใหญ่” ชายที่เอ่ยขึ้นคราแรกกล่าวเป็นคนแรกมองดูศิษย์น้องผู้มาใหม่ด้วยแววตายินดี
“ส่วนข้าชื่อ เสียวฉุนเป็นศิษย์พี่ 2 ของเจ้านับจากนี้”คนที่ยืนอยู่ข้างกันก็ได้เอ่ยขึ้นบ้างมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้มสดใส
“ส่วนข้าชื่อ เซียวเหยียน เป็นศิษย์พี่ 3ของเจ้านับต่อจากนี้” ชายที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันกล่าวขึ้นมาบ้างปากฉีกยิ้มกว้างด้วยความสุขเพราะคิดว่าการมีคนจำนวนมากขึ้นภาระหน้าที่ก็ต้องแบ่งไปอีกมันจะทำให้เขาไม่ต้องเหนื่อยเหมือนเดิม
“ข้าชื่อ ถังซาน เป็นศิษย์พี่ 4 ของเจ้านับต่อจากนี้”คนถัดไปกล่าวขึ้นมาบ้างมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยบุคคลิกของเขาเป็นคนนิ่งๆย่อมที่จะไม่ค่อยชอบพูดเท่าไหร่
“ข้าชื่อ หลัวเฟิง เป็นศิษย์พี่ 5 ของเจ้านับต่อจากนี้”ชายอีกคนกล่าวขึ้นมาบ้่าง
“ส่วนข้าชื่อ เนี่ยเฟิง เป็นศิษย์พี่ 6 ของเจ้า” ชายที่พาเขามากล่าวขึ้นบ้างมองเด็กหนุ่มด้วยความแววตาความยินดี
“ส่วนข้าชื่อ เซียวเทียน ศิษย์พี่ 7 ของเจ้า” ชายอีกคนที่ยืนข้างกันก็กล่าวขึ้นมาบ้าง
เมื่อแนะนำครบแล้วไป๋เหอมองคนเหล่านี้ด้วยแววตาของความงุนงงก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าน้อยไป๋เหอคารวะศิษย์พี่ทั้ง 7 ว่าแต่พวกเรามีกันแค่นี้เหรอขอรับ" ไป๋เหอที่เห็นคนเพียงเท่านี้ก็รู้สึกแปลกใจในหอสมุนไพรทำไมถึงได้มีคนแค่เพียง7 คนซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนี้
“อ๋อ ไม่มีเท่านี้หรอกมีอีก 2 คนก็คืออาจารย์ใหญ่และอาจารย์รอง รวมกันแล้วก็มีตอนนี้ 10 คนร่วมกับเจ้าที่มาใหม่ด้วย” หลัวเฟิงกล่าวอย่างใสซื่อมองไป๋เหอด้วยรอยยิ้มสดใสเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีถือว่าในบรรดาคนทั้งหมดเขาไม่มีพิษต่อคนอื่นเลยสักนิด
ไป๋เหอยืนเอ๋ออย่างงุนงงหอสมุนไพรมีเพียงเท่านี้ก็นึกแปลกใจเพราะในระหว่างที่มาตนได้มองสำรวจทางภูเขาด้านอื่นกลับพบผู้คนมากมายเพียงแต่มาที่นี่กลับมีเพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกแปลกใจอย่างมาก
“ไป๋เหอเจ้าไม่ต้องทำหน้าแปลกใจหรอก ในความจริงแล้วเรามีมากกว่านี้อีก 30 คนก็ว่าได้แต่ด้วยเพราะความที่พ่ายแพ้การต่อสู้ทำให้ล้มตายไปถึง 7คน และลาออกจากสำนักไปอีกตอนนี้ก็เหลือเท่านี้แหละ”
เซียวฟานที่มีอายุมากกว่าและเป็นพี่ใหญ่ที่สุดกล่าวขึ้นเมื่อได้เห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ตัวเขาเองก็ดีใจที่มีสมาชิกมาเพิ่มแต่ใจหนึ่งก็กลัวว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะอยู่ไม่ทน
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นได้แล้วเหตุใดถึงพ่ายแพ้การต่อสู้ถึงต้องล้มตายด้วยทั้งที่อยู่ในหอสมุนไพรย่อมที่จะมีทางรักษา”
ไป๋เหอแปลกใจในคำพูดนั้นเพราะหากได้รับบาดเจ็บจริงจะต้องมียารักษาอาการแต่เหตุใดถึงได้ปล่อยให้ตายลงได้อันนี้เขาเกิดสงสัยแล้วอีกอย่างการต่อสู้อะไรถึงขั้นต้องเอาชีวิตมาเดิมพัน
“เจ้าอย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะในความเป็นจริงแล้วอาจารย์ของพวกเรานั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกเพียงแต่เป็นน้องชายของท่านเจ้าสำนักและความรู้เรื่องแร่แปรธาตุก็มีอันน้อยนิดการที่ท่านอาจารย์จะอยู่ที่นี่ได้ก็ต้องทำงานแล้วเห็นว่าทางเจ้าสำนักอยากให้น้องชายมีงานทำจึงได้ให้ภูเขาลูกหนึ่งไว้เป็นที่อยู่และหากใครที่มาเข้าเรียนที่นี่ไม่ได้มีธาตุให้เข้าไปศึกษาก็จะถูกส่งมาอยู่ที่นี่คอยดูแลสมุนไพรแต่ก็มีหลายคนที่ไม่ยินยอมเห็นว่าการอยู่ในหอสมุนไพรไม่เกิดประโยชน์พวกเขาล้วนแต่กลับไปบ้านเกิดหรือก็ไปเข้าเรียนสำนักอื่นแทน"
เซียวฟานกล่าวต่อเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วด้วยทรัพยากรในการฝึกฝนมีน้อยกว่าที่อื่นฉะนั้นแล้วพวกเขาก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวมีแค่ไหนก็ฝึกแค่นั้นทำให้พวกเขายังอยู่ในขั้นรวมจิตระดับปลายทั้งที่เข้ามาศึกษาที่นี่ผ่านมาหลายปีแล้ว