สายหมอกยามเช้ายังคงปกคลุมหนาแน่นรอบบริเวณโรงเตี๊ยมรักพักใจ บรรยากาศเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงกีบม้าที่ย่ำลงบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ แสงแดดอ่อนรำไรพยายามแทรกตัวผ่านแมกไม้ แต่กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกินลึกเข้าไปในทรวงอกของแม่นางเหยาได้เลย
เช้านี้นางตื่นขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายที่ราวกับจะแตกสลาย ทุกย่างก้าวที่ขยับเขยื้อนส่งความรู้สึกเจ็บแปลบปลาบจาก "ตราบาป" ที่ถูกทิ้งไว้เมื่อคืน รอยเชือกสีกุหลาบที่โคนขาและข้อมือถูกซ่อนไว้ภายใต้ชุดรัดกุมสีเข้ม ทว่าความร้อนผ่าวของมันกลับเตือนระลึกถึงััอันหยาบโลนในทุกขณะจิต นางจัดแจงอาภรณ์ด้วยมือที่สั่นเทา พยายามหลบเลี่ยงสายตาอันใสซื่อของคู่หมั้นหนุ่มที่ยามนี้ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส โดยไม่รู้เลยว่าเตียงนอนที่เขาใช้พักผ่อนนั้นได้กลายเป็สมรภูมิรักอันวิปริตที่พรากเอาศักดิ์ศรีของคู่หมั้นเขาไปจนหมดสิ้น
"ท่านพี่... ของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือยังเ้าคะ?" เหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางเลี่ยงที่จะสบตาเขา เพราะกลัวว่าเงาสะท้อนในดวงตาของนางจะเปิดเผยความลับที่น่าอัปยศออกมา
"เรียบร้อยแล้วเหยาเอ๋อร์ เ้าดูเพลียๆ นะ หรือว่าเมื่อคืนหลับไม่สบาย?" จอมยุทธหนุ่มถามด้วยความห่วงใย มือหนาของเขาเอื้อมมาแตะหน้าผากนางเบาๆ
ััของเขาที่เคยทำให้นางรู้สึกปลอดภัย บัดนี้กลับทำให้นางอยากจะสะบัดหนีด้วยความสมเพชตัวเอง นางพยักหน้าแกนๆ ก่อนจะเดินนำออกไปที่หน้าโรงเตี๊ยม ที่ซึ่งม้าสองตัวถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางต่อ
ที่หน้าประตูนั้นเอง ร่างในชุดเสี่ยวเอ้อที่ดูคุ้นตากำลังยืนรออยู่ อาหลาง ยืนส่งยิ้มพิมพ์ใจประดุจข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ในมือของเขายกหีบสัมภาระใบเล็กของจอมยุทธหนุ่มไว้ราวกับเป็หน้าที่ปกติ ใบหน้าของเขาดูไร้เดียงสาเสียจนหากใครมาบอกว่าชายผู้นี้คือ "ปีศาจ" ที่รัดรึงนางด้วยเชือกและย่ำยีเกียรตินางตลอดทั้งคืน คงไม่มีใครเชื่อเป็แน่
"อรุณสวัสดิ์ครับท่านจอมยุทธ อรุณสวัสดิ์ครับแม่นางเหยา" อาหลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส "เดินทางไกลในเช้าที่หมอกลงเช่นนี้ ต้องระวังตัวให้มากนะครับ โดยเฉพาะ... จุดที่มองไม่เห็น"
คำพูดแฝงนัยนั้นทำให้เหยาชาวาบไปทั้งตัว นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อผ้า ความทรงจำเมื่อคืนไหลเวียนกลับมาอย่างชัดเจน ภาพที่นางถูกพันธนาการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงครางของตัวเองที่เต็มไปด้วยความปรารถนา และความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ในจังหวะที่จอมยุทธหนุ่มเดินไปตรวจเช็กอานม้าและผูกกระบี่เข้ากับข้างอาน อาหลางแสร้งทำเป็เดินเข้าไปใกล้แม่นางเหยาเพื่อส่งหีบสัมภาระใบสุดท้ายให้นาง มือของเขาจงใจัักับมือนางในตอนรับของ และอาศัยจังหวะที่ร่างกายบังสายตาของคนภายนอก เขาโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดใบหูของนาง
"เชือกของข้า... ยังอุ่นอยู่หรือไม่? แม่นางเหยา..." เสียงกระซิบนั้นแ่เบาทว่าทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจนาง "รอยแดงที่โคนขาของท่าน คงกำลังย้ำเตือนรสชาติท่อนลำที่ท่านใช้ปากดูดกลืนอย่างตะกรุมตะกรามเมื่อคืนใช่ไหม? ข้าสงสัยนัก... ยามที่ท่านควบม้าไปกับคู่หมั้น แรงกระแทกจากอานม้าจะทำให้ท่านคิดถึงแรงกระแทกจากกายข้าหรือเปล่า?"
ใบหน้าของเหยาแดงก่ำลามไปจนถึงลำคอ ไม่ใช่แดงเพราะความเขินอาย แต่เป็ความโกรธแค้นปนอัปยศที่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด นางหันขวับไปมองเขา แววตาคมกริบดุจนักฆ่าสบเข้ากับดวงตาเ้าเล่ห์ของอาหลางที่ยามนี้ไม่มีการปิดบังธาตุแท้อีกต่อไป
"ข้าจำได้ทุกเสียงครางที่ท่านส่งออกมา" เขากระซิบต่อด้วยเสียงที่แ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน "เสียง 'อา... อาห์... ใหญ่เกิน... เกินไป...' ที่ท่านครางออกมาเมื่อข้าดันเข้าไปครั้งแรก มันช่างไพเราะเพียงใด และเสียง '้า... ้าอีก...' ที่ท่านอ้อนวอนเมื่อข้าหยุดเคลื่อนไหว มันทำให้ข้าแข็งตัวขึ้นมาอีกครั้งแล้วล่ะ"
มือของอาหลางที่ส่งหีบให้นางแอบลูบไล้ไปตามข้อมือที่มีรอยเชือกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ การััเบาๆ นั้นทำให้ความทรงจำเมื่อคืนไหลเวียนกลับมาอย่างชัดเจน นางรู้สึกถึงความร้อนที่เริ่มแผ่ซ่านจากส่วนลึกของร่องรัก แม้จะพยายามจะปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับเริ่มตอบสนองต่อการยั่วเย้าของเขา
"ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อคืน ยามที่ท่านดูดท่อนเนื้อของข้าด้วยปากที่แสนหวาน ข้ารู้สึกเหมือนได้ดวงิญญาของท่านไปแล้ว" เขายังคงกระซิบต่อไป "ลิ้นเล็กๆ ของท่านที่เลียไปรอบๆ ปลายท่อนเนื้อ และวิธีที่ท่านดูดอย่างตะกรุมตะกราม ราวกับไม่อยากให้ข้าออกไปจากปากของท่าน มันทำให้ข้าคิดถึงตลอดทั้งคืน"
นางอยากจะชักกริชออกมาปาดคอเสี่ยวเอ้อปากพล่อยคนนี้เสียให้สิ้นซาก อยากจะทำลายรอยยิ้มปั้นจิ้มปั้นเจ๋อนั่นให้แหลกคามือ ทว่า... ความจริงที่น่ากลัวกว่าความตายคือ "ความลับ" หากนางลงมือยามนี้ ทุกอย่างจะถูกเปิดเผย คู่หมั้นของนางจะรับรู้ความจริงที่นางถูกย่ำยี ศิลาเนตรมารจะประจานความปรารถนาอันวิปริตของนางให้โลกได้รับรู้ และนางจะไม่อาจมีที่ยืนในยุทธภพได้อีกต่อไป
"ข้าอยากจะบอกท่านว่า..." อาหลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้น จนลมหายใจของเขาแตะกับแก้มของนาง "ร่องรักแสนแน่นของท่านที่รัดรึงท่อนเนื้อของข้าเมื่อคืน มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนได้เข้า์ และวิธีที่ท่านส่ายเอวตอบรับการรุกรานของข้า แม้จะถูกพันธนาการไว้ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวอย่างเร่าร้อน มันแสดงให้เห็นว่าร่างกายของท่าน้าข้าเพียงใด”
"เ้า..." นางเค้นเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
"เก็บกริชของข้าไว้ให้ดีนะครับ" อาหลางพูดต่อด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม "มันคือพยานรักของเรา... หรือจะเรียกว่าพยานแห่งความพ่ายแพ้ของท่านก็ได้"
"เหยาเอ๋อร์! ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายเกินไป" เสียงของคู่หมั้นหนุ่มเรียกสติของนางให้กลับมา
แต่อาหลางยังไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป เขาแสร้งทำเป็เดินไปส่งหีบสัมภาระใบสุดท้าย แล้วกระซิบข้างหูนางอีกครั้ง "ท่านจำได้หรือไม่ว่าเมื่อคืน หลังจากที่ข้าปล่อยเมล็ดพันธุ์ภายในร่องรักของท่านแล้ว ท่านยังคงส่ายเอวอย่างเร่าร้อน ไม่ยอมให้ข้าถอนออกมา? ร่างกายของท่านโหยหาความเต็มเปี่ยมนั้นจนไม่อยากปล่อย"
ใบหน้าของเหยาเผ็ดร้อนขึ้นไปอีก ความทรงจำที่เขาพูดถึงนั้นชัดเจนเจ็บแสบ นางจำได้ว่าตัวเองทำจริงๆ ร่างกายของนางในตอนนั้นเหมือนไม่ใช่ของนางเองอีกต่อไป มันเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
"และเสียงครางสุดท้ายของท่าน 'อืมม... อุ่น... อุ่นมาก... เต็ม... เต็มไปหมดแล้ว...' เมื่อเมล็ดพันธุ์ของข้าแผ่ซ่านภายในร่องรัก มันทำให้ข้าแข็งตัวขึ้นมาอีกครั้งทันที" อาหลางกระซิบต่อไปด้วยเสียงที่แหบพร่าด้วยความปรารถนา
นางรู้สึกถึงความเปียกชื้นที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างขา แม้จะพยายามจะต่อต้าน แต่คำพูดของเขากลับปลุกเร้าความทรงจำและความปรารถนาที่ถูกฝังลึกอยู่ในร่างกายของนาง นางกัดริมฝีปากแน่น พยายามจะกลั้นเสียงครางที่พยายามจะเล็ดลอดออกมา
"ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าอยากจะทำอะไรกับท่านอีก?" เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้น จนริมฝีปากของเขาแทบจะแตะกับใบหูของนาง "ข้าอยากจะมัดท่านในท่าที่แตกต่างออกไป อยากจะให้ท่านคุกเข่าต่อหน้าข้า ใช้ปากที่แสนหวานนั้นรับใช้ข้าอย่างเต็มที่ จนกว่าข้าจะพอใจ"
ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง ร่องรักเริ่มหดเกร็งด้วยความปรารถนาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา นางรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียสติ ความผิดบาปและความอัปยศปะปนกับความหิวกระหายทางร่างกายจนแยกแยะไม่ออก
"หรือข้าอาจจะผูกท่านไว้กับเสาเตียง แล้วใช้ขนนกจี้เจี๊ยะไปตามจุดที่อ่อนไหวที่สุดของท่าน จนกว่าท่านจะอ้อนวอนขอความเมตตา" เขายังคงกระซิบต่อไป "แล้วค่อยให้ท่านได้รสชาติของท่อนเนื้อที่แข็งแกร่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ปราณีเหมือนเมื่อคืน"
จังหวะนั้นเอง จอมยุทธหนุ่มเดินไปอีกด้านหนึ่งของม้า หันหลังให้กับทั้งคู่ อาหลางฉวยโอกาสนี้ดึงแม่นางเหยาเข้าไปในมุมที่บังสายตา ก่อนที่นางจะทันได้ตั้งตัว เขาก็กดริมฝีปากของเขาลงไปบนปากของนาง
"อืมม..." นางพยายามจะดิ้นรน แต่เขาจับท้ายทอยของนางไว้แน่น ลิ้นของเขาแทรกเข้าไปในปากของนางอย่างดุดัน สำรวจทุกซอกทุกมุม ดูดดื่มกับรสชาติหวานหอมที่เขาคิดถึงตลอดทั้งคืน
ลิ้นของอาหลางเลียไปตามลิ้นของนาง พันกันอย่างเร่าร้อน เขาดูดลิ้นของนางเข้าไปในปากของเขา แล้วเลียไปรอบๆ อย่างดูดดื่ม การจูบนี้เต็มไปด้วยความหิวกระหายและความปรารถนาที่ถูกกดทับมาตลอดทั้งเช้า
แม้นางจะพยายามจะต่อต้านในใจ แต่ร่างกายกลับทรยศต่อจิตใจ ลิ้นของนางเริ่มตอบสนองต่อการจูบของเขา เคลื่อนไหวไปมาอย่างเร่าร้อน ปากของนางเปิดกว้างขึ้นเพื่อให้เขาเข้าถึงได้ลึกขึ้น
"อืมม... หวาน... หวานเหมือนเมื่อคืน" เขากระซิบข้างปากของนางระหว่างการจูบ "ข้าอยากจะจูบท่านตลอดทั้งวัน อยากจะรสชาติหวานหอมนี้ไว้กับข้าตลอดไป"
มือของเขาเลื่อนลงมาลูบไล้ไปตามเอวของนาง แล้วแอบบีบก้นของนางเบาๆ ใต้ผ้าห่มที่คลุมอยู่ การัันั้นทำให้นางสั่นะเืไปทั้งตัว ความร้อนแผ่ซ่านจากจุดที่เขาััไปทั่วร่างกาย
"ท่านเปียกแล้วใช่หรือไม่?" เขากระซิบข้างหูนางด้วยเสียงแหบพร่า "ข้ารู้สึกได้ว่าร่างกายของท่านกำลังตอบสนองต่อข้า แม้จะอยู่ในที่สาธารณะเช่นนี้ ท่านก็ยังคิดถึงััของข้า"
นางพยายามจะผลักเขาออกไป แต่แรงของนางอ่อนแอลงเรื่อยๆ ความปรารถนาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำให้นางไม่อาจต่อต้านได้อย่างเต็มที่ ลิ้นของนางยังคงเคลื่อนไหวไปมากับลิ้นของเขา สร้างเสียงจุ๊บๆ ที่แ่เบาแต่เร้าใจ
"เมื่อท่านขี่ม้าไป จำไว้ว่าทุกครั้งที่อานม้ากระแทกกับร่องรักของท่าน มันคือข้าที่กำลังเคลื่อนไหวภายในท่าน" เขากระซิบต่อไปด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้าแหย่ "และทุกครั้งที่ท่านรู้สึกเจ็บจากรอยเชือกที่โคนขา มันคือการเตือนใจว่าท่านเป็ของข้าแล้ว"
การจูบยืดเยื้อไปนานกว่าที่ควรจะเป็ อาหลางดูดดื่มกับรสชาติของนางอย่างไม่อิ่มเอิบ ลิ้นของเขาสำรวจทุกมุมของปากนาง เลียไปตามเหงือก ดูดลิ้นของนางเข้าไปในปากของเขา แล้วปล่อยออกมาอย่างช้าๆ
นางรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ใช่เพราะการจูบ แต่เป็เพราะความรู้สึกที่เข้มข้นเกินกว่าที่จะรับได้ ความผิดบาปที่ได้จูบกับชายอื่นต่อหน้าคู่หมั้น และความสุขสมที่ได้รับจากการจูบนั้น ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุม
"ข้าต้องไปแล้ว" เขากระซิบข้างปากของนางก่อนจะจูบเบาๆ อีกครั้ง "แต่จำไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะไปไหน ข้าจะตามหาท่าน รสชาติหวานหอมของท่าน ร่างกายอันบอบบางที่ตอบสนองต่อข้าอย่างสมบูรณ์แบบ ข้าจะไม่มีวันลืม"
เขาค่อยๆ ปล่อยนางออกจากอ้อมกอด แต่มือของเขายังคงลูบไล้ไปตามแก้มของนางอย่างอ่อนโยน ความขัดแย้งระหว่างความอ่อนโยนของการัักับความหยาบโลนของคำพูดทำให้นางรู้สึกสับสน
"และอย่าลืมว่า..." เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนางครั้งสุดท้าย "ท่านยังเป็หนี้ข้าอีกหลายอย่าง ข้ายังไม่ได้สอนท่านให้รู้จักใช้ปากรับใช้อย่างเต็มที่ ยังไม่ได้ผูกท่านในท่าทางที่ข้าอยากจะเห็น และยังไม่ได้ทำให้ท่านร้องขอความเมตตาจากข้าอย่างสมบูรณ์แบบ"
เหยาจำต้องกลืนความแค้นลงคอ นางขึ้นม้าด้วยท่าทางที่ทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะความระบมที่จุดกึ่งกลางกายยามััอานม้า ความเจ็บนั้นทำให้หน้าผากนางมีเหงื่อซึม แต่อาหลางกลับจ้องมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจประดุจนักล่าที่มองดูเหยื่อติดกับดักที่ตัวเองวางไว้
ทุกครั้งที่นางขยับตัวบนอานม้า แรงกระแทกจะส่งผ่านไปยังร่องรักที่ยังคงอ่อนไหวจากการถูกรุกรานเมื่อคืน นางรู้สึกเหมือนอาหลางยังคงอยู่ภายในนาง ทุกการเคลื่อนไหวของม้าทำให้นางนึกถึงการเคลื่อนไหวของเขาเมื่อคืน
"ท่านพี่... เราไปกันเถอะ" นางพูดด้วยเสียงที่พยายามจะทำให้ฟังดูปกติ แต่ใจรู้ดีว่าเสียงของนางสั่นเทาเล็กน้อย
ม้าสองตัวเริ่มขยับก้าวออกไปจากเขตโรงเตี๊ยม จอมยุทธหนุ่มควบม้านำหน้าไปพลางหันมาส่งยิ้มให้นาง ทว่าแม่นางเหยาทำได้เพียงควบม้าตามไปอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของม้าส่งแรงสั่นะเืผ่านอานไปยังร่างกายของนาง ทำให้ความทรงจำเมื่อคืนกลับมาชัดเจนยิ่งขึ้น
นางจำได้ถึงความรู้สึกเมื่อท่อนเนื้อที่แข็งแกร่งและใหญ่โตของอาหลางดันเข้าไปในร่องรักครั้งแรก ความเ็ปที่แสนจะรุนแรงผสมกับความสุขสมที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบจนไม่มีที่ว่างเหลืออีก
ทุกครั้งที่อานม้ากระแทกกับร่องรัก นางจะรู้สึกเหมือนอาหลางกำลังเคลื่อนไหวภายในนางอีกครั้ง ความเปียกชื้นเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เปียกเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ นางรีบกดผ้าคลุมลงไปปิดบังส่วนล่างของร่างกาย
ในวินาทีที่ม้าเคลื่อนพ้นโค้งประตู นางตัดสินใจเหลือบมองกลับไปที่หน้าโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ภาพที่เห็นคืออาหลางยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือหนึ่งโบกมือลาด้วยท่าทางสุภาพ ทว่าดวงตาของเขาจ้องตรงมาที่นาง ราวกับจะบอกว่า "ไม่ว่าท่านจะหนีไปไกลแค่ไหน รสชาติของเชือกและกายข้าจะตามไปพันธนาการท่านในทุกความฝัน"
หัวใจของนักฆ่าสาวเต้นไม่เป็จังหวะ ความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอกยามนี้ไม่ใช่เพียงความแค้น แต่มันคือความอาลัยอาวรณ์อย่างประหลาด นางเกลียดเขา แต่ร่างกายของนางกลับเรียกร้องหาความรุนแรงที่เขาเคยมอบให้ นางโหยหาพันธนาการที่ทำให้ดวงตาของนางพร่าเลือนด้วยความสุขสม
ความทรงจำเกี่ยวกับการที่เขาหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ทำให้นางรู้สึกขาดหาย และวิธีที่นางอ้อนวอนขอให้เขาเคลื่อนไหวต่อ ทำให้ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง นางจำได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป จำได้ถึงเสียงของตัวเองที่เต็มไปด้วยความปรารถนา
"้า... ้าให้เ้า... เคลื่อนไหว... อย่าหยุด... ขอร้อง... ขอร้องเ้า..." เสียงของตัวเองที่อ้อนวอนยังก้องอยู่ในหูของนาง ทำให้นางรู้สึกอัปยศอดสูจนอยากจะหาที่ซ่อนตัว
แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือความรู้สึกที่ว่า นางอยากจะได้รับประสบการณ์นั้นอีกครั้ง ร่างกายของนางยังคงจดจำััของเขาได้แม่นยำ จดจำความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ จดจำความสุขสมที่เข้มข้นจนเกือบจะเสียสติ
ทุกครั้งที่ม้าเดินผ่านหลุมบ่อ การกระแทกที่แรงขึ้นจะทำให้ความทรงจำกลับมาชัดเจนยิ่งขึ้น นางจำได้ถึงจังหวะที่อาหลางเร่งการเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด ท่อนเนื้อของเขาดันเข้าไปในร่องรักด้วยความรวดเร็วและความแรงที่สุดขีด
"ปึบปึบปึบปึบปึบ" เสียงของเนื้อกระทบกันที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ผสมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงที่สั่นะเือย่างรุนแรง ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของนาง
และเสียงของตัวเองที่กรีดร้องด้วยความสุขสมสูงสุด "อา... อาห์... ไม่ไหว... ไม่ไหวแล้ว... จะ... จะมาแล้ว... อืมม..." ทำให้นางรู้สึกอัปยศจนอยากจะตาย
นางสะบัดหน้ากลับมามองทางเบื้องหน้า น้ำตาหยดเล็กๆ คลอเบ้าที่ดวงตาคู่งาม นางรู้ดีว่านับจากวันนี้ไป ชีวิตของนางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จอมยุทธหญิงผู้สง่างามได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงสตรีที่ถูกความลับและกามราคะรัดรึงไว้จนดิ้นไม่หลุด
กริชที่อาหลางทิ้งไว้ใต้หมอนยังคงอยู่ในกระเป๋าเสื้อของนาง มันหนักกว่าที่ควรจะเป็ ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของเหล็ก แต่เป็เพราะน้ำหนักของความลับที่มันแบกมา ทุกครั้งที่นางขยับตัว มันจะกระทบกับร่างกายของนาง เตือนใจถึงคืนแห่งความอัปยศนั้น
นางรู้ว่าอาหลางไม่ได้วางแผนจะปล่อยนางไปง่ายๆ เขามีศิลาเนตรมารที่สามารถติดตามความปรารถนาของนางได้ เขารู้จุดอ่อนของนางแล้ว รู้ว่าร่างกายของนางตอบสนองต่อเขาอย่างไร
ทุกครั้งที่นางมองไปที่คู่หมั้นที่ขี่ม้านำหน้า ความรู้สึกผิดจะพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาไว้วางใจนางเพียงใด แต่นางกลับทรยศต่อความไว้วางใจนั้นในลักษณะที่แย่ที่สุด ไม่เพียงแต่ยอมให้ชายอื่นร่างกาย แต่ยังตอบสนองอย่างเร่าร้อนด้วย
หมอกยามเช้าเริ่มจางลง ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าของม้าที่มุ่งหน้าสู่เส้นทางไกล และเสียงหัวเราะในลำคอของเสี่ยวเอ้อหนุ่มที่ดังก้องอยู่ในมโนภาพของนาง... ตลอดไป
ทุกก้าวของม้าที่ห่างออกไปจากโรงเตี๊ยม กลับทำให้ความทรงจำชัดเจนขึ้น ไม่ใช่จางลงตามระยะทาง ร่างกายของนางยังคงเก็บรักษาความรู้สึกของเขาไว้ รอยเชือกที่โคนขาและข้อมือยังคงร้อนผ่าว เตือนใจถึงการถูกพันธนาการ
นางรู้ว่าไม่ว่าจะเดินทางไปไกลแค่ไหน ความทรงจำเหล่านี้จะตามหลอกหลอนนางไปตลอด ทุกคืนที่นางนอนข้างคู่หมั้น นางจะนึกถึงความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ นึกถึงความสุขสมที่เข้มข้นจนเกือบจะเสียสติ
และที่น่ากลัวที่สุดคือ นางรู้ว่าหากอาหลางปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง นางจะไม่อาจต่อต้านได้ ร่างกายของนางได้เรียนรู้รสชาติของความสุขสมแล้ว มันจะเรียกร้องหาประสบการณ์นั้นอีกครั้ง ไม่ว่านางจะพยายามจะปฏิเสธเพียงใด
แม่นางเหยาจากไปพร้อมกับคู่หมั้นทว่าหัวใจและร่างกายของนางถูกทิ้งไว้ที่โรงเตี๊ยมรักพักใจ ความลับที่อัปยศกลายเป็โซ่ตรวนที่รัดแน่นกว่าเชือกเส้นใด และอาหลางก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การล่าที่แท้จริงไม่ใช่การฆ่าให้ตาย แต่คือการทำให้เหยื่อจดจำััของผู้ล่าไปจนวันตาย
เสียงกีบม้าค่อยๆ จางหายไปในสายหมอก ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้ง และรอยยิ้มของอาหลางที่ยังคงปรากฏอยู่ที่มุมปากขณะที่เขาเฝ้ามองร่างเล็กๆ ของแม่นางเหยาหายไปในระยะไกล
เขารู้ดีว่าการล่าครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพราะเขาได้ร่างกายของนาง แต่เพราะเขาได้จิติญญาของนาง ได้ปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในให้ลุกโชนขึ้นมา และได้ทำให้นางติดใจกับรสชาติของการถูกครอบงำ
ศิลาเนตรมารในอกเสื้อของเขาเปล่งแสงสีม่วงจัดเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะดับลงอย่างช้าๆ ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว แม่นางเหยาจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปด้วยการต่อสู้กับความปรารถนาที่เขาปลุกให้ตื่นขึ้นมา และไม่ว่านางจะพยายามเพียงใด นางจะไม่มีวันลืมคืนแห่งความพ่ายแพ้นั้นได้
การล่าที่แท้จริงไม่ได้จบลงด้วยความตาย แต่จบลงด้วยการทำให้เหยื่อมีชีวิตอยู่เพื่อจดจำความพ่ายแพ้ตลอดไป และอาหลางก็ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาเป็นักล่าที่เก่งกาจที่สุดในยุทธภพนี้