“วู้ด...วู้ด” ดังมาแต่ไกล“ดึ่ง ดึง ดึ๊ง ดึ้ง” (เสียงประกาศ) ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขบวนรถที่จะเข้าสู่สถานีศาลายาในชานชาลาที่ 1
เป็ขบวนรถธรรมดา 222 รับ-ส่ง ผู้โดยสารจากสถานีกรุงเทพ ปลายทางสถานีน้ำตก....
“เร็วๆ แก เดี๋ยวไม่ทัน” เรนิตาบอกให้ตุ๋มติ๋มรีบจ้ำ หลังเดินลงจากรถเมล์ ตรงมายังสถานีรถไฟ ซึ่งรอบนี้เรนิตาและตุ๋มติ๋ม ได้รับมอบ
หมายไปทำข่าวที่เมืองกาญจน์ใน่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ “แฮ่กแฮ่ก โอ้ย เหนื่อย” ตุ๋มติ๋ม เริ่มบ่น แล้วบอกให้เรนิตา ไปซื้อตั๋วก่อนแล้ว
เพื่อนสาวร่างท้วม เดินไปนั่งพักริมชานชาลา
ก่อนหน้านี้สองวัน เมื่อน้าแก้วรู้ว่าหลานสาวของเธอจะไปทำงาน่วันหยุดที่เมืองกาญจน์ กับเพื่อนสองคน แต่ก็ไม่ไว้วางใจและ
เป็ห่วงจึงได้เขียนจดหมายน้อยขึ้นมา ไปวางไว้ใต้ฐานรูปปั้นนกหลังโบสถ์พระประธาน เพื่อสื่อสารกับคีรินลูกพี่ลูกน้องของเธอ ให้ทราบ
ความเคลื่อนไหวลูกสาวของคีริน
พอเรนิตา ซื้อตั๋วเสร็จก็เดินออกจากช่องขายตั๋ว จากนั้นมีชายรูปร่างสูง ดูซูบผอม ใส่หมวกสานแบบล้านนา ผ้าขาวม้าพันเอวถือไม้
ตะพดไว้แน่น เดินเข้าไปซื้อตั๋วในช่องเดียวกับเธอ @@ พอรถไฟมาถึง เรนิตาและเพื่อนก็พากันขึ้นไปยังโบกี้ที่3 จากทั้งหมด 10 โบกี้ ส่วน
ชายคนที่ถือไม้ตะพด ขึ้นมายังโบกี้ที่ 4 แต่ก็เดินมาหาที่นั่งในโบกี้ที่3
เรนิตา นั่งริมทางเดิน หันหลังให้หัวรถไฟส่วนตุ๋มติ๋มอยู่ติดริมหน้าต่าง ส่วนชายคนนั้นได้มานั่งโบกี้ที่ 3 ริมทางเดินหันหน้าไปทางหัว
รถไฟ ทำให้เขาพอเห็นหน้า กิริยาท่าทางของสาวน้อยนักข่าวได้อย่างถนัด
ตุ๋มติ๋ม – นี่เป็ครั้งแรกเลยนะแก ที่ชั้นได้นั่งรถไฟ
เรนิตา - เรา ก็เหมือนกัน นี่ไม่รู้ว่าจะถึงกี่โมงได้นะเนี่ยบอกให้ไปนั่งรถทัวร์ด้วยกัน แกก็ไม่เอา
“เอาเถอะเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งแบบนี้มั่ง อึ่ม ถ้าตามตารางน่าจะเกือบๆ บ่าย 2 ได้มั้งนะถึงที่กาญจน์ฯ”
“ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ข้าวไข่เจียวขนมถ้วย มั้ยจ๊ะ 10 บาท 10 บาท” เสียงแม่ค้าเดินขายบนรถไฟ
“เอามั้ยแก หิวไม๊” ตุ๋มติ๋มถาม เผื่อเรนิตา กินเป็เพื่อน
ขบวนรถหลังจากเคลื่อนออกจากสถานีศาลายา ก็มุ่งหน้าสู่สถานีนครปฐมเป็สถานีต่อไปพอจังหวะมาถึง เรนิตา ก็กวาดตามองไป
นอกหน้าต่างแบบผ่านๆ เห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างดูคุ้นๆ สะพายกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมยืนรอเหมือนขึ้นรถไฟ ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาเลยชะโงกหน้า
ไปมองนอกหน้าต่าง เมื่อรถไฟหยุดสนิทดีแล้วแต่ไม่พบชายที่สะพายกระเป๋าคนนั้นแล้ว “เร แกมองหาใครเหรอ” ตุ๋มติ๋มสงสัยในท่าทางของ
เรนิตา “อ้อ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก เราน่าจะจำคนผิด”
##########
“วู้ด....วู้ด” ขบวนรถเริ่มออกจากสถานีนครปฐมทำความเร็วมากขึ้น ผู้โดยสารที่ขึ้นมา ต่างเดินหาที่นั่งตามโบกี้ที่ยังมีว่าง ขณะนั้น
ในโบกี้ที่7 ซึ่งมีชาย-หญิงคู่นึง อายุราวๆ 30 นั่งติดกัน หันหน้าไปทางหัวรถไฟ ฝ่ายชายเหมือนพูดจาง้องอนฝ่ายหญิงแต่สาวเ้า ก็ไม่คุยดี
ด้วย เบี่ยงหน้าหนี มองไปนอกหน้าต่างซึ่งอากัปกิริยาของชาย-หญิงคู่นี้ ตกเป็เป้าสายตาของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แต่งตัวภูมิฐานใส่หมวก
ผ้าปีกรอบ สวมแว่นกันแดดสีชา
ชายใส่เสื้อยืดเก่าๆ ผู้นั้น เลยสบโอกาสจับหัวไหล่สองข้างของเธอให้หันมาเพื่อพูดหว่านล้อมให้สาวเ้า เห็นใจ และขอให้คืนดี
อะไรซักอย่าง ที่ฝ่ายชายอาจจะทำอะไรผิดไปแต่เธอก็ใจแข็งที่จะไม่ยินยอมตามที่ร้องขอ รอจนกระทั่งรถไฟชะลอความเร็วก่อนถึงสถานี
หนองปลาดุกสาวผู้นั้นอาศัยความกล้าะโลงจากรถไฟ ชายผู้นั้นหันมองออกไปทางหน้าต่างก็ไม่เจอสาวคนนั้นแล้ว เค้าเลยได้นั่งก้ม
หน้า เอากำปั้นทุบเก้าอี้ด้วยความเจ็บใจ
ชายผู้สวมแว่นสีชา เห็นการกระทำดังกล่าวมาตลอดจึงเดินเข้าไปหา “น้องชาย โทษทีเป็อะไรรึเปล่า” “อ่อครับ พี่คือ”ชายผู้นั้น
เงยหน้าขึ้นมาถามชายใส่แว่นกันแดด
“เอ่อ พอดีผมเห็นน้องชาย เมื่อกี้ทะเลาะกับแฟนรึเปล่า”
“อ่อ ครับใช่ครับ เค้าจะหนีผมไปเค้าหาว่าผมมันจน ดูแลเค้าไม่ได้”
“อะ รับนี่ไป ใช้กับผู้หญิงที่น้องชายถูกใจให้เค้ามาอยู่กับเราไปตลอด ถ้าชอบใคร ก็ใช้มันได้เลย” ชายใส่แว่นกันแดด มอบของสิ่ง
หนึ่งให้ไป
พอชายใส่แว่นกันแดด มอบของสิ่งหนึ่งให้ไปเค้าก็เดินจากไปทางท้ายขบวนรถ ส่วนชายในเสื้อยืดเก่าผู้นั้น พอหันไปมองตามทางเดิน
ก็ไม่เห็นคนผู้นั้นแล้ว เขาเลยเดินถือขวดแก้วเล็กๆ นั้นไว้ เดินไปทางหัวรถไฟ ใจลอยๆตาเหม่อๆ เดินขาลากพื้น ผ่านเข้ามาถึงโบกี้ที่ 3 พอ
ชายที่ถือไม้ตะพดเห็น การเดินเรื่อยๆเอื่อยๆ ทีแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร
กระทั่งชายใส่เสื้อยืดเก่าเดินถึงแถวที่เรนิตานั่ง เค้าชำเลืองมองเห็นถึงความสวยของเธอจึงเกิดความคิดที่อุตริขึ้น บวกกับคำพูดของ
ชายที่ให้ขวดแก้วเล็กๆ มันดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง“ถ้าชอบใคร ก็ใช้มันได้เลย” เค้าไม่เดินไปโบกี้ที่ 2แต่หยุดยืนอยู่หลังเรนิตา เหลือบตา
มองต่ำมาที่คอเสื้อเชิ้ตของเธอที่อาจจะดูลึกนิดนึง
ชายผู้ที่ถือไม้ตะพด เห็นแล้ว ก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลแต่ยังมองดูท่าทีชายใส่เสื้อยืดเก่าไปก่อน @@ แล้วเค้าเลยเทน้ำมันลงฝ่า
มือขวาตั้งใจจะป้ายไปที่แขนของเรนิตา เดชะบุญ ! พอขบวนรถเบรกทำให้แต่ละโบกี้กระตุก ชายผู้นั้น เลยเสียจังหวะทรงตัว เซถลาไปป้าย
โดนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเรนิตาและเป็โชคดีของเธอ ที่เธอเอียงตัวมาหาทางตุ๋มติ๋มเลยรอดพ้นจากการถูกป้ายน้ำมันไปได้
พอเธอเห็นดังนั้น ด้วยความใ “ว๊ายส์จะทำอะไรอะ” เสียงอุทาน ของเธอ ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นหันมามอง ตุ๋มติ๋มเห็นท่าไม่ดี
เลยคว้ากระเป๋าใส่ของมีค่า เพื่อจะตีชายคนนี้ แต่ดันพลาดทำให้มันคว้ากระเป๋าเธอได้เตรียมวิ่งหนีไปทางท้ายขบวน @@ ชายที่ถือไม้ตะพด
ถือโอกาสลุกขึ้นไปขวางหน้า “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วยค่ะ” ทั้งเรนิตาและตุ๋มติ๋ม ต่างะโให้คนช่วย
“เฮ้ย หลบไป” ชายใส่เสื้อยืดเก่าบอกให้ชายถือไม้ตะพด หลบ “บอกให้หลบไง มึงฟังไม่รู้เื่รึไงวะ” ว่าแล้วมันง้างมือจะมา
ต่อยเข้าที่หน้า เพื่อเปิดทางวิ่งหนี แต่ชายในหมวกล้านนาเอาไม้ตะพดปัดกำปั้น ให้พ้น แล้วใช้หัวไม้ตะพด กระทุ้งไปที่ช่องท้องหลายที
จนชายในเสื้อยืดเก่าลงไปนอนจุก ตัวงอเป็กุ้ง @@ และเป็โชคดีของสองสาว ที่ขณะนั้นมีตำรวจรถไฟ 2 นายเดินมาจากโบกี้ที่ 4 เมื่อเหตุการณ์จึงรีบสาวเท้า มาทันที และนำตัวชายก่อเหตุคนนี้ลงในสถานีข้างหน้า
“ขอบคุณ น้ามากเลยนะค่ะ” เรนิตา/ตุ๋มติ๋มกล่าวกับชายถือไม้ตะพด
“ไม่เป็ไรครับ ผมยินดีช่วยยังไงหนูสองคนต้องระวังๆ ตัวเองให้ดี ยิ่งเราเป็ผู้หญิง” ชายถือไม้ตะพด ตอบกลับเสียงแหบแห้ง