คล้อยหลังกลุ่มของวาตีกับผองเพื่อนออกไปจากร้านอาหารติดแอร์เล็กๆภูพัดซึ่งรีบขับรถตามมายังสถานที่ซึ่งวาตีบอกทางโทรศัพท์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือชลลี่ก็รีบสาวเท้าตามหล่อนไปจนกระทั่งถึงจุดที่วาตีจอดรถเอาไว้เขาก็เดินไปหลบซ่อนอยู่ตรงมุมถนน เฝ้ารอจนกระทั่งมั่นใจว่ารถยนต์ของหล่อนเคลื่อนตัวออกจากลานจอดวิ่งเข้าสู่ถนนหลักเขาจึงตัดสินใจโบกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาแล้วออกปากให้ตามรถยนต์ของหล่อนไป
แล้วภูพัดก็โทรศัพท์บอกคนขับรถประจำตัวให้จอดคอยอยู่ที่เดิมถ้าเขาเสร็จธุระเมื่อไรจะรีบกลับทันทีจากนั้นเขาก็นั่งนิ่งคอยตามติดไปจนรถยนต์ของหล่อนเลี้ยวเข้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“ตกลงคุณจะให้ผมเลี้ยวตามเข้าไปข้างในเลยไหมครับ”
ภูพัดขยับปีกหมวกลงกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่...จำใจลงจากรถด้านนอกริมบาทวิถีเดินเป็นเสือติดจั่นด้วยความครุ่นคิด
ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงต้องแอบตามหล่อนมา...
แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนักเขียนสาวอย่างดาหราวาตีถึงเข้าไปยังสถานที่แบบนั้น...
เขามองทะลุผ่านไม้พุ่มเข้าไปยังป้ายขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคารสองชั้นภายในรอบรั้วเขตปูนทึบทั้งสองข้างชั่งใจครู่ใหญ่ว่าเขาควรจะแอบตามเข้าไปดูดีไหมหรือว่าควรจะกลับออกไปเพราะว่าที่แห่งนี้มันคือ...
...ซาวน่าชัดๆ...
ถ้าขืนเขาเข้าไปข้างในแล้วมีใครมาเห็นเข้ารับรองว่าต้องตอกย้ำภาพของความเป็นเกย์หนักข้อขึ้นไปอีก...ทีนี้ละชื่อเสียงเขาจะยิ่งป่นปี้
แล้วความคิดแวบหนึ่งทำให้เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังต่อสายหาหล่อนอีกครั้ง ขณะกำลังจะขยับปลายเท้าระหว่างเข้าไปหรือกลับก็มีรถยนต์อีกคันแล่นผ่านร่างของเขาแล้วเลี้ยวเข้าทางประตูด้านหน้าเขาจึงรีบหันหลังแล้วก้มหน้า ขยับปีกหมวกจนปิดมิดชิดและเปลี่ยนใจไม่กดโทร.ออก
เมื่อรถยนต์คันนั้นแล่นเข้าไปด้านใน...เขาจึงหันกลับไปมองรู้สึกคุ้นตากับสีและทะเบียนรถคันนั้นไม่น้อย...คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นรถของ
นั่นมันรถของนายเสือนี่นา...
แล้วความอยากรู้ก็ทำให้เขาเลือกที่จะก้าวขาไปข้างในเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวังตัว พบพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้หนึ่งอยู่ด้านหน้าจึงเดินเข้าไปทักทายพร้อมกับความคิดแวบหนึ่งที่อยากจะสวมบทเป็นพระเอกนักสืบ
“ลุงครับ...คือผมจะมาตามหาแฟนครับพอดีผมเห็นรถเขาเข้าไปข้างใน เอ่อ...ผมกลัวเขารู้ว่าผมแอบตามมาผมขอลุงนั่งดูลาดเลาตรงนี้ก่อนจะได้ไหมครับ”
คุณลุงผู้สวมชุดเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยมองเขาด้วยสายตาไม่เชื่อถือน้ำคำของเขาสักเท่าไหร่ “แน่ใจนะเว้ย ว่าเอ็งไม่ใช่พวกตำรวจนอกเครื่องแบบหรือว่าเป็นพวกนักสืบเอกชน ไม่อย่างนั้นข้าโดนไล่ออกจากงานนะโว้ย”
“โธ่ลุง...รับประกันได้”
ภูพัดเห็นลุงพนักงานระแวงจึงตัดสินใจดึงกระเป๋าสตางค์ที่เหน็บอยู่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง ควักธนบัตรหนึ่งพันบาทยื่นให้เป็นค่าปิดปาก
“นี่ครับลุง ผมเลี้ยงค่ากาแฟ”
ลุงผู้สูงวัยเหลียวซ้ายแลขวายกมือขึ้นทำความเคารพพร้อมกับรับเงินนั้นสอดเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างว่องไวก่อนจะออกปาก
“แล้วก็อย่าเดินเพ่นพ่านไปทั่วนะเว้ยอีกอย่างนึงนะ ถ้าเอ็งจับได้ว่าแฟนเอ็งแอบมาเที่ยวที่นี่ ก็อย่าให้ถึงขั้นหึงหวงแล้วลงไม้ลงมือตบตีกันอย่างในข่าวหนังสือพิมพ์นะโว้ย ข้าบอกไว้ก่อนละว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
“ครับลุง”เขารับปากแข็งขันแล้วก็ผลุบหายเข้าไปยังป้อมขนาดเล็ก
กวาดตามองบนโต๊ะทำงานของลุงแล้วก็พบของดี...จึงตะโกนบอกลุงว่า
“ลุงครับ ผมขอยืมอันนี้หน่อยนะครับ”
เมื่ออีกฝ่ายตอบรับเขาจึงถอดแว่นกันแดดออก แล้วจับกล้องส่องทางไกลขึ้นมาแนบดวงตาขยับซ้ายขวาไปมาเพื่อมองหาเป้าหมาย...ทั้งรถของวาตี...ทั้งรถของสารทูล
แต่แล้วก็ต้องขยี้ตาอย่างแรงเมื่อพบว่าวาตี...นักเขียนสาวที่เขาแอบตามหล่อนมานั้นเมื่อปรับหน้ากล้องในระยะใกล้ พบว่าหล่อนกำลังทำท่าเดินบิดซ้ายขวารูปปากที่ขยับขึ้นลงขณะคุยกับเพื่อนช่างจีบปากจีบคอยิ่งนัก...มือข้างที่คล้องกระเป๋าก็หักขึ้นแถมยังทำท่าเอียงคอไปมา
มองแล้วช่างคล้ายบุคลิกของผู้จัดการส่วนตัวเขาอย่างเอบีทุกกระเบียดทีเดียว...
นึกแล้วก็ขำนี่หล่อนกำลังจะทำอะไรกันนะ?
//////////////////////////////////////////////////จบบทที่ 10