เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 26 : ชีวิตในห้องเรียน
สัปดาห์ที่สองของการเรียนซินเยว่เริ่มคุ้นเคยกับจังหวะชีวิตโรงเรียนในหมู่บ้านมากขึ้นทุกเช้าเธอกับอวี้เหมย์จะเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ผ่านทุ่งนาที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาลผ่านต้นไม้ริมทางที่ทั้งสองแวะเก็บผลไม้ป่ากินระหว่างทางบ่อยๆ
ห้องเรียนเล็กๆที่มีนักเรียนหลายชั้นเรียนรวมกันกลายเป็นสถานที่ที่ซินเยว่เริ่มรู้สึกผูกพันแม้บทเรียนคณิตศาสตร์ระดับประถมหนึ่งจะง่ายเกินไปสำหรับความคิดที่แท้จริงของเธอมากแต่เธอก็ไม่เคยแสดงท่าทีเบื่อหน่ายออกมาให้ใครเห็นกลับสนุกกับการได้เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่นั่งฟังครูสอนไปพร้อมเพื่อนๆ
ครูใหญ่เฉินเริ่มให้ความสนใจซินเยว่เป็นพิเศษมากขึ้นทุกวันบางครั้งก็แอบเตรียมโจทย์ยากขึ้นมาให้ลองทำหลังเลิกเรียนบางครั้งก็ให้ช่วยสอนเพื่อนร่วมชั้นที่ตามไม่ทัน
"ซินเยว่ช่วยอธิบายโจทย์ข้อนี้ให้เสี่ยวหมิงหน่อยได้ไหมจ๊ะ"ครูใหญ่เฉินขอความช่วยเหลือในวันหนึ่งระหว่างที่เสี่ยวหมิงนั่งงงกับโจทย์ลบเลขสองหลัก
ซินเยว่เดินไปนั่งข้างเสี่ยวหมิงอธิบายด้วยวิธีที่เข้าใจง่ายกว่าที่ครูอธิบายไปแล้วเสียอีก"ลองนึกภาพว่ามีลูกอมสิบห้าเม็ด แล้วแบ่งให้เพื่อนไปเจ็ดเม็ด เหลือเท่าไหร่นับจากสิบห้าถอยหลังมาเจ็ดครั้งดูสิ"
เสี่ยวหมิงลองทำตามจนได้คำตอบถูกต้องหน้าตาสว่างขึ้นทันที "เข้าใจแล้ว! ขอบใจนะซินเยว่"
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสัปดาห์จนเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเริ่มเรียกซินเยว่ว่า "ครูตัวน้อย" อย่างติดปากทุกคนดูจะรักและชื่นชมเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
วันหนึ่ง ครูใหญ่เฉินให้การบ้านพิเศษเป็นโจทย์ปัญหาที่ยากกว่าปกติสำหรับนักเรียนที่สนใจลองทำเพิ่มเติมเด็กส่วนใหญ่ในชั้นเลือกที่จะไม่ทำเพราะดูยากเกินไปมีเพียงซินเยว่ที่ยกมือขอโจทย์นั้นมาลองด้วยความสนุก
"โจทย์นี้ยากนะจ๊ะลองดูก็ได้ถ้าอยากท้าทายตัวเอง" ครูใหญ่เฉินยื่นกระดาษให้พร้อมรอยยิ้ม
ซินเยว่นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแก้โจทย์ได้สำเร็จวิธีคิดที่เธอเขียนลงไปนั้นเรียบง่ายและเป็นระบบมากจนครูใหญ่เฉินถึงกับต้องขอดูซ้ำสองรอบ
"หนูคิดวิธีนี้เองเลยเหรอ"ครูถามด้วยความทึ่งอย่างเห็นได้ชัด
"ค่ะลองแบ่งเป็นขั้นตอนเล็กๆ แล้วมันก็ง่ายขึ้นเองค่ะ" ซินเยว่ตอบอย่างถ่อมตัวไม่รู้ตัวเลยว่าวิธีคิดที่เธอมองว่าธรรมดานั้นแท้จริงแล้วเป็นทักษะที่สั่งสมมาจากการสอนคณิตศาสตร์มาทั้งชาติ
ครูใหญ่เฉินเริ่มเก็บกระดาษคำตอบของซินเยว่ไว้เป็นพิเศษบางครั้งก็เอาไปให้ครูอีกคนดูด้วยความภาคภูมิใจราวกับเป็นลูกศิษย์คนโปรดเรื่องนี้ไม่ได้หลุดรอดสายตาของเพื่อนร่วมชั้นไปได้เลย
แต่ท่ามกลางความชื่นชมที่เพิ่มขึ้นอวี้เหมย์กลับเริ่มเงียบลงผิดปกติ เธอไม่ใช่คนที่เรียนเก่งนักโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่มักทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าเพื่อนคนอื่นทุกครั้งที่ครูชมซินเยว่ต่อหน้าทั้งห้อง อวี้เหมย์จะก้มหน้ามองสมุดตัวเองเงียบๆไม่พูดอะไร
บ่ายวันหนึ่งครูใหญ่เฉินแจกกระดาษทดสอบคณิตศาสตร์ประจำสัปดาห์ให้ทุกคนในชั้นซินเยว่ทำเสร็จก่อนใครและได้คะแนนเต็ม ขณะที่อวี้เหมย์นั่งกัดปลายดินสอครุ่นคิดอยู่นานกับโจทย์ข้อสุดท้ายจนสุดท้ายก็ตอบผิด
เมื่อครูประกาศคะแนนเสียงปรบมือดังขึ้นให้ซินเยว่อีกครั้ง อวี้เหมย์นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะมือกำกระดาษคำตอบของตัวเองแน่นจนยับ
เย็นวันนั้นระหว่างเดินกลับบ้านด้วยกันอวี้เหมย์เงียบผิดปกติ ไม่พูดจาซุกซนเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
"เธอเป็นอะไรหรือเปล่า"ซินเยว่ถามด้วยความเป็นห่วง สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที
"ไม่เป็นไรหรอก"อวี้เหมย์ตอบสั้นๆ ก้มหน้ามองพื้นระหว่างเดิน
"เธอไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ครูประกาศคะแนนแล้วนะ"ซินเยว่ไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ
อวี้เหมย์หยุดเดินกะทันหันหันมามองซินเยว่ด้วยสีหน้าอึดอัดปนน้อยใจ "ก็เธอเก่งไปหมดทุกอย่างนี่นาเก่งเลข เก่งเล่าเรื่องปักกิ่ง ทุกคนชอบเธอ ครูก็รักเธอแล้วฉันมีดีอะไรบ้างล่ะ"
คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากอวี้เหมย์ก่อนที่เธอจะทันคิดทันทีที่พูดจบก็รู้สึกเสียใจกับตัวเองที่พูดออกไปแบบนั้น หน้าแดงขึ้นด้วยความอายก้มหน้าหลบสายตาเพื่อน
ซินเยว่นิ่งไปครู่หนึ่งไม่ได้รู้สึกโกรธหรือน้อยใจกับคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อยกลับรู้สึกเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนมากกว่า เธอเดินเข้าไปจับมืออวี้เหมย์ไว้เบาๆ
"เธอเก่งเรื่องต้นไม้กว่าฉันเยอะเลยนะ"ซินเยว่พูดอย่างจริงใจ "ฉันยังจำชื่อต้นไม้ในหมู่บ้านไม่ได้ครึ่งเลยต้องให้เธอสอนตลอด"
"นั่นมันแค่เรื่องต้นไม้ธรรมดาไม่เหมือนเก่งเลขที่ทุกคนชื่นชม" อวี้เหมย์แย้งเบาๆ แต่น้ำเสียงยังคงมีความน้อยใจปนอยู่
"ก็สำคัญเหมือนกันนะ"ซินเยว่ยืนกรานอย่างจริงจัง "ถ้าไม่มีเธอฉันคงไม่รู้เลยว่าลูกไม้ต้นไหนกินได้ ต้นไหนมีพิษความรู้แบบนี้สำคัญกว่าการบวกลบเลขในหนังสือเรียนตั้งเยอะนะ"
อวี้เหมย์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยไม่เคยมีใครพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูที่โรงเรียนทุกคนมักวัดค่าเด็กจากคะแนนสอบเป็นหลักเสมอ
"เธอพูดจริงเหรอ"อวี้เหมย์ถามเบาๆ
"จริงสิฉันไม่เคยโกหกเธอเลยนะ" ซินเยว่ยิ้มให้อย่างอบอุ่น "แล้วก็อีกอย่างฉันไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่างหรอกนะ ดูตอนกระโดดยางที่ฉันล้มก้นกระแทกพื้นสิ เรื่องนั้นเธอเก่งกว่าฉันตั้งเยอะ"
อวี้เหมย์อดหัวเราะไม่ได้กับความทรงจำนั้นความอึดอัดในใจเริ่มคลี่คลายลงทีละน้อย "ก็จริงนะเธอกระโดดยางแย่มากจริงๆ"
"เห็นไหมล่ะทุกคนมีเรื่องที่ตัวเองเก่งไม่เหมือนกันไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกันหมดทุกเรื่องหรอกนะ"ซินเยว่พูดพลางบีบมือเพื่อนเบาๆ
ทั้งสองเดินกลับบ้านด้วยกันต่อและในความเงียบที่ไม่อึดอัดอีกต่อไปจนกระทั่งใกล้ถึงทางแยกที่ต้องแยกไปคนละบ้านอวี้เหมย์หยุดเดินแล้วหันมาพูดขึ้นอย่างจริงจัง
"ขอบใจนะที่ไม่โกรธที่ฉันพูดแบบนั้น" เธอพูดพลางก้มหน้าเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
"เพื่อนกันไม่ต้องขอบคุณกันขนาดนั้นหรอก"ซินเยว่ตอบพลางยิ้มกว้าง "พรุ่งนี้สอนฉันเรื่องต้นไม้เพิ่มอีกนะฉันอยากรู้ให้เก่งเท่าเธอบ้าง"
อวี้เหมย์ยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บ่ายวันนั้นพยักหน้ารับคำอย่างเต็มใจก่อนจะเดินแยกทางกลับบ้านของตัวเอง
คืนนั้นซินเยว่นอนคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รู้สึกดีใจที่ได้พูดในสิ่งที่คิดจริงๆออกไป ไม่ใช่แค่ปลอบใจไปตามมารยาทในใจตั้งใจว่าต่อไปจะพยายามไม่ทำให้เพื่อนรู้สึกด้อยค่าโดยไม่ตั้งใจอีกแม้จะไม่สามารถหยุดตัวเองจากการเรียนเก่งได้ แต่ก็สามารถทำให้เพื่อนรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในแบบของตัวเองได้เสมอ
วันรุ่งขึ้นที่โรงเรียนอวี้เหมย์กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ระหว่างพักกลางวันเธอลากซินเยว่ไปเดินดูต้นไม้รอบโรงเรียนสอนชื่อและสรรพคุณของแต่ละต้นด้วยความกระตือรือร้นเต็มที่ราวกับต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอก็มีความรู้ที่มีค่าไม่แพ้ใคร
"ต้นนี้ใบเอาไปต้มกินแก้ท้องเสียได้นะ"อวี้เหมย์อธิบายอย่างตั้งใจ ชี้ไปที่พุ่มไม้เล็กๆ ริมรั้วโรงเรียน
"ว้าวเธอรู้เยอะจริงๆ" ซินเยว่ชมอย่างจริงใจสายตาเป็นประกายด้วยความทึ่งที่ไม่ได้แสร้งทำ
รอยยิ้มบนใบหน้าอวี้เหมย์กว้างขึ้นกว่าเดิมความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้อ่อนแอลงจากเหตุการณ์เมื่อวาน กลับแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะทั้งคู่ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและให้เกียรติความแตกต่างของกันและกันอย่างแท้จริง
เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านซินเยว่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟังระหว่างช่วยเก็บจานหลังมื้อค่ำไม่ได้เล่าเพื่อขอคำแนะนำ แต่เพียงอยากแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ที่เพิ่งได้เรียนรู้
"แม่รู้ไหมคะหนูคิดว่าทุกคนมีของดีในแบบของตัวเองจริงๆ" ซินเยว่พูดพลางเช็ดจานอย่างตั้งใจ
หวังซูเจินยิ้มฟังลูกสาวพูดด้วยความอบอุ่นใจรู้สึกภูมิใจที่เห็นลูกสาวเข้าใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้ด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย"ลูกคิดได้แบบนี้ แม่ดีใจมากเลยนะ"