ยามเฉิน[1] จูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนเดินทางมายังจวนอ๋องฉีพร้อมกับอาหารพิเศษที่จูจื้อโหยวจัดเตรียมไว้เป็พิเศษ เพราะนางจำได้ว่าที่จวนอ๋องฉีนั้นจะทานอาหารเพียงสองมื้อ ดังนั้นมื้อเช้าจึงทานสายมากกว่าบ้านอื่น
เมื่อทั้งสองคนเดินทางมาถึงหน้าจวน ก็เห็นมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนต่อว่าพ่อบ้านไฉ่อย่างไม่พอใจ
“เ้าเป็แค่พ่อบ้าน มีสิทธิ์อะไรมาขวางข้า วันนี้ข้าตั้งใจมาเยี่ยมท่านหญิงจินเยว่ เ้าไม่เพียงไม่เข้าไปเรียนท่านหญิง แต่ยังกล้าให้ข้ายืนรออยู่ข้างนอกเป็เวลานาน เ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็ใคร ยังไม่รีบไสหัวไปเรียนท่านหญิงอีก”
“คุณหนูฉินขอรับ ข้าได้ให้คนเข้าไปเรียนท่านหญิงแล้วว่าท่านมาขอพบ แต่ท่านหญิงบอกวันนี้ท่านหญิงไม่คิดที่จะรับนัดคนอื่น อีกทั้งท่านหญิงก็ไม่ได้ส่งเทียบเชิญไปเชิญท่านให้มาที่จวนของเราเสียหน่อย เป็ท่านที่ถือวิสาสะมาขอพบท่านหญิงโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การที่ท่านหญิงไม่อนุญาตให้ท่านเข้าไปก็เป็เื่ปกติไม่ใช่หรือขอรับ”
“แต่ข้าเป็บุตรสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาและข้ายังเป็สหายของท่านหญิงเชียวนะ เ้ากล้าขวางทางข้าหรือ” ฉินซีหลินตั้งท่าจะเดินเข้าไปอีกครั้ง แต่พ่อบ้านไฉ่ก็ไม่ยอมหลบ
“จวนอ๋องของเราไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของผู้ใด ไม่ว่าท่านจะเป็บุตรสาวของใครก็ไม่อาจเข้าไปในจวนของเราได้ตามอำเภอใจ ส่วนเื่ที่ท่านมาวางอำนาจที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวารู้เื่ด้วยหรือไม่” พ่อบ้านไฉ่มองหน้าฉินซีหลินอย่างพิจารณา “ข้าคงต้องส่งคนไปสอบถามกับใต้เท้าฉินเองแล้วกระมัง”
“เ้าไม่ต้องยกท่านพ่อมาขู่ ถึงอย่างไรท่านพ่อก็ไม่เคยขัดใจข้าอยู่แล้ว”
“ลุงไฉ่” จูจื้อโหยวเรียกพ่อบ้านไฉ่อย่างคุ้นเคย
พ่อบ้านไฉ่ได้ยินเสียงเรียกก็หันหน้าไปโดยที่ไม่สนใจฉินซีหลินอีก “คุณหนูจู! ท่านมาได้เวลาพอดี ตอนนี้ท่านอ๋อง ซื่อจื่อ และท่านหญิงต่างก็รอท่านอยู่ที่ห้องรับรองแล้วขอรับ”
“ลุงไฉ่ยังแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะเ้าคะ วันนี้ข้าทำขนมเปี๊ยะไส้เกาลัดของโปรดของท่านมาฝากด้วยเ้าค่ะ” จูจื้อโหยวยื่นถุงขนมให้กับลุงไฉ่
“คุณหนูยังจำความชอบของบ่าวได้” ลุงไฉ่น้ำตาคลอ “บ่าวเสียมารยาทแล้ว ไปเถิดขอรับ รีบเข้าจวนก่อนดีกว่า”
จูจื้อโหยวกำลังจะเดินเข้าประตู แต่นางถูกใครบางคนฉุดเอาไว้จนเกือบจะหกล้ม ยังดีที่ฟู่ซีซวนประคองนางไว้ได้ทัน
“นี่! เ้าเป็ใคร ถือสิทธิ์อะไรถึงจะเข้าไปในจวนท่านอ๋องฉี” ฉินซีหลินสำรวจจูจื้อโหยวอย่างดูถูก “เป็แค่หญิงสาวชาวบ้านแต่กล้าเดินเข้าประตูจวนอ๋อง เ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าจวนแห่งนี้เป็ของใคร”
“เ้านี่ก็แปลก เที่ยวถามหาสิทธิ์จากคนโน้นคนนี้ไปทั่ว เ้าถามลุงไฉ่ว่าลุงไฉ่มีสิทธิ์อะไรมาขวางทางเ้า คำตอบง่ายๆ เขาเป็พ่อบ้านของจวนอ๋องฉี เขาย่อมไม่อาจปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าไปในจวนได้ ส่วนที่เ้าถามข้าว่าข้ามีสิทธิ์อะไรที่จะเดินเข้าไปข้างใน ก็เพราะข้าเป็หลานสาวของท่านลุง แล้วตอนนี้ข้ายังมีสถานะเป็ลูกสะใภ้ของท่านลุงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เท่านี้ข้ามีสิทธิ์เดินเข้าไปในจวนได้แล้วหรือยัง” จูจื้อโหยวสะบัดแขนออก
“เหอะ...ลูกสะใภ้อย่างนั้นหรือ หญิงบ้านนอกอย่างเ้าเนี่ยนะจะเป็ลูกสะใภ้ของท่านอ๋องฉี ซื่อจื่อไม่น่าจะตาต่ำแล้วหันมาสนใจคนอย่างเ้าหรอก”
“เ้ากำลังดูถูกข้าอยู่หรือ งั้นช่วยบอกหน่อยว่าผู้หญิงแบบไหนถึงจะควรค่าให้ซื่อจื่อหันมามอง”
ฉินซีหลินไม่พูดแต่กลับเชิดหน้ายืนหลังตรงเป็คำตอบ
“ข้าเข้าใจแล้ว ซื่อจื่อก็คงเห็นว่าเ้าเป็คนไร้ค่าเหมือนกัน เพราะไม่งั้นเขาคงให้คนมาเชิญเ้าเข้าไปพบเขานานแล้ว แต่เอ๊ะ...ไม่ใช่ว่าวันนี้เ้ามาหาท่านหญิงหรอกหรือ แล้วทำไมเ้าถึงสนใจไปที่ซื่อจื่อได้ล่ะ” จูจื้อโหยวหุบยิ้มทันที “เ้ากับข้าเพิ่งเคยเจอหน้ากันครั้งแรก แต่เ้าก็เอาแต่ดูถูกและพูดไม่ดีกับข้า โชคดีที่วันนี้ข้าอารมณ์ดีจึงไม่อยากจะมีเื่กับเ้า แต่ถ้าวันหน้าเ้ายังทำพฤติกรรมเช่นนี้กับข้าอยู่ เ้าก็อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเ้าไปง่ายๆ แบบวันนี้”
“เ้าจะทำอะไรข้าได้ เป็แค่หญิงชาวบ้านแต่กล้ามาข่มขู่ข้าที่เป็ถึงบุตรสาวของท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเชียวหรือ”
“คุณชายรอง คุณหนู เชิญพวกท่านเข้าจวนก่อนเถิดขอรับ เดี๋ยวทางนี้บ่าวจัดการเอง” พ่อบ้านไฉ่เชิญจูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนอีกครั้ง
“คุณชายรองหรือ? จวนอ๋องมีคุณชายรองั้แ่เมื่อไหร่” ฉินซีหลินถามออกไป แต่จูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนกลับเดินเข้าไปในจวนเรียบร้อยแล้ว
“เชิญคุณหนูฉินกลับบ้านของท่านเถิดขอรับ แล้วก็อย่ามารบกวนที่นี่อีกเลย ท่านหญิงบอกไว้แล้วว่าท่านหญิงไม่เคยนับท่านเป็สหาย ต่อให้ท่านมายืนร้องะโอยู่หน้าประตูทุกวัน ท่านหญิงก็ไม่อนุญาตให้ท่านเข้าไปพบ ข้าไม่ส่งนะขอรับ” พ่อบ้านไฉ่พูดจบก็สั่งให้คนปิดประตูจวนทันที
ฉินซีหลินมองประตูที่ปิดลงอย่างไม่พอใจ นางกับท่านหญิงซ่งจินเยว่เรียนอยู่ชั้นเรียนเดียวกันที่สำนักศึกษาหญิง นางพยายามผูกมิตรกับท่านหญิงเพราะหวังว่าจะโชคดีได้มีโอกาสทำความรู้จักกับซื่อจื่อซ่งอี้เซวียน แต่ไม่รู้เพราะอะไร ท่านหญิงกลับไม่ยอมรับนางเป็สหาย แม้แต่วันนี้นางตั้งใจจะมาพบท่านหญิงถึงที่จวน โดยอ้างเหตุผลว่าจะมาขอคำชี้แนะท่านหญิงเกี่ยวกับเื่การดีดพิณ เพราะท่านหญิงได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะทางด้านนี้ จนอาจารย์ที่สำนักศึกษาชื่นชม แต่ไม่คิดว่าท่านหญิงไม่แม้แต่จะเปิดประตูต้อนรับนาง
“คารวะท่านพ่อบุญธรรมขอรับ” ฟู่ซีซวนทักอ๋องฉี
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก มาเถอะ...อาหารที่เตรียมไว้จะเย็นหมดแล้ว” อ๋องฉีพูดยิ้ม
“พี่จื้อโหยว” ซ่งจินเยว่วิ่งมาจับมือจูจื้อโหยวไว้ “ข้านึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอท่านเสียแล้ว ตอนที่บ้านของท่านเกิดเื่ ข้ากับพี่ใหญ่อยากไปเยี่ยมท่านใจจะขาด แต่ท่านพ่อห้ามเอาไว้ บอกว่าหากพวกเราไปพบท่าน จะทำให้คนอื่นยกเื่นี้มาเป็เป้าโจมตี และเราจะคืนความเป็ธรรมให้กับครอบครัวท่านไม่ได้”
“เยว่เอ๋อ เ้าปล่อยให้พี่รองกับพี่สาวของเ้ามากินข้าวก่อนเถอะ พวกเ้ายังมีเวลาคุยกันอีกนาน” อ๋องฉีเตือนบุตรสาว
“คารวะพี่รองเ้าค่ะ” ซ่งจินเยว่ทักฟู่ซีซวน “พี่รองหน้าตาหล่อเหลามาก อย่างนี้สิถึงจะเหมาะกับพี่จื้อโหยว โอว...ไม่สิ ต่อไปข้าต้องเรียกพี่จื้อโหยวว่าพี่สะใภ้แล้ว”
“เจอพี่รองวันแรกก็ชมเขาเสียแล้ว เห็นทีพี่ใหญ่คงตกกระป๋องแล้วสินะ” ซ่งอี้เซวียนแกล้งแหย่น้องสาว
“ไม่ตกกระป๋องแน่นอนเ้าค่ะ เพราะพี่ใหญ่กับพี่รองรูปงามไปคนละแบบ พี่ใหญ่ดูห้าวหาญน่าเกรงขาม ส่วนพี่รองเหมือนกับบัณฑิตผู้อ่อนโยน” ซ่งจินเยว่ยิ้มอย่างเอาใจพี่ชาย
“โตจนมีคู่หมายแล้วยังทำตัวเป็เด็กไปได้” ซ่งอี้เซวียนดุน้องสาวอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหันไปพูดกับฟู่ซีซวน “ต่อไปเ้าคือน้องรองของข้า พิธีการอะไรนั่นก็ไม่จำเป็ต้องทำ มากินข้าวกันเถอะ บ่ายนี้ข้าจะพาเ้ากับโหยวเอ๋อไปดูร้านค้าที่ได้รับพระราชทาน”
“ดีเลยเ้าค่ะ ข้ากำลังเบื่อก็เลยอยากหาอะไรทำอยู่พอดี” จูจื้อโหยวยกกล่องอาหารที่เตรียมมาด้วยขึ้นมาวางบนโต๊ะ “วันนี้ข้าตั้งใจทำอาหารมาให้พวกท่านเป็พิเศษ เป็ของโปรดของแต่ละคน ของพ่อบุญธรรมเป็หมั่นโถวธัญพืชกับขาหมูตุ๋น ของพี่ใหญ่เป็พายเนื้อราดน้ำซอสกินคู่กับมันบด ส่วนของเยว่เอ๋อเป็โจ๊กไข่ขาวใส่อกไก่ฉีก เสี่ยวหลงเปากับขนมจีบหมูข้าก็ทำมาด้วยนะเ้าคะ ทุกคนลองชิมฝีมือข้าหน่อย บางทีข้าอาจจะทำอาหารพวกนี้ขาย”
ฟู่ซีซวนที่ชินกับรสชาติอาหารของภรรยาก็ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไหร่ เขาค่อยๆ กินอย่างรักษามารยาท แต่ท่านอ๋องและบุตรทั้งสองนั้น เหมือนกับว่าพวกเขาเพิ่งได้เปิดต่อมรับรสขึ้นมาใหม่ อย่างขาหมูตุ๋นก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยกิน แต่ทำไมรสชาติที่จูจื้อโหยวทำถึงได้กลมกล่อมและอร่อยกว่าของพ่อครัวหลวงทำเสียอีก ส่วนพายเนื้อเมื่อราดน้ำซอสชุ่มๆ เข้าไป ยิ่งเสริมให้รสชาติของเนื้อกลมกล่อมมากขึ้น กินคู่กับมันบดยิ่งทำให้รู้สึกถึงความนุ่มละมุน ไม่ต้องพูดถึงโจ๊กไข่ขาวเนื้อเนียนละเอียดพร้อมกับอกไก่นุ่มๆ แม้แต่คนกินน้อยอย่างซ่งจินเยว่ยังเติมโจ๊กไปตั้งสองชาม
อาหารของจวนอ๋องช่างน่าสงสาร ทุกอย่างยังวางอยู่ในจานครบไม่มีส่วนไหนเว้าแหว่งไปเลยแม้แต่น้อย แต่อาหารที่จูจื้อโหยวเตรียมมานั้นกลับหายไปเกลี้ยงจนแทบจะมองไม่ออกแล้วว่าจานชามพวกนั้นเลยใส่อะไรไว้
____________________
[1] ยามเฉิน คือ่เวลา 7.00 – 9.00 น.