“เวินจ้าน! อย่าคิดว่าเจ้าคือท่านโหวแล้วจะไม่ให้เกียรติข้าเช่นนี้ได้นะวันนี้ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าอะไรที่เรียกว่าพรสวรรค์!”
เฝิงเจิ้งชูแทบไม่ต้องใช้การแสดงด้วยซ้ำพอได้เจอและฟังสิ่งที่เวินจ้านพูด เขาก็โมโหจนตัวสั่น
เวินจ้านเองก็ไม่มีทางยอมเขาอยู่แล้ว “ฝีมือกระจอกอย่างเจ้าน่ะหรือ เกรงว่าวันนี้คงตกปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว! หากวันนี้เจ้าตกปลาได้หนึ่งตัว แม้จะเป็นปลาตัวเล็กเท่านิ้วก้อยข้าก็จะยอมให้เจ้า”
“เวินจ้าน หน็อยแน่ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตา คอยดูให้ดี!”
เฝิงเจิ้งชูดึงแขนของเวินจ้านไปข้างหน้าฉินอี๋ตามหลังพวกเขา จึงได้แต่เกลี้ยกล่อม “พวกท่านไม่เด็กกันแล้วเดินระวังหน่อย”
“อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่มีขอบเขตกันอีก”
นายกองหงตามหลังนางถึงกับไม่กล้าลืมตาดูสถานการณ์ตรงหน้าเพราะกลัวจะได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเดิมทีท่านโหวก็มีอคติกับผู้เฒ่าเฝิงอยู่แล้ว วันนี้ฮูหยินอยู่ด้วยท่านโหวย่อมไม่มีทางปล่อยเฝิงเจิ้งชูไปง่ายๆ แน่และจะต้องแสดงความสามารถต่อหน้าฮูหยินแน่นอน
พวกเขาลากกันมาจนถึงถนนทิศใต้เวินจ้านสะบัดมือออกจากเฝิงเจิ้งชู
“ข้าเดินเองได้ ไม่ต้องลำบากเจ้า” เมื่อเงยหน้าก็เห็นว่าถึงที่หมายแล้วเวินจ้านหันไปมองด้านหลังเล็กน้อย เมื่อนายกองหงได้รับสัญญาณ ก็ส่งสายตากลับให้เขาเวินจ้านจึงรู้ว่าตอนนี้คนกลุ่มนั้นยังคงสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง
“ตกปลาก็ตกปลา แล้วที่นี่มีปลาด้วยหรืออย่างไร?”
เฝิงเจิ้งชูก่นด่าในใจคนคนนี้ช่างเสแสร้งเก่งนัก เพียงแต่เรื่องที่ลั่วจิ่งเฉินบอกมา เขาก็ต้องทำอยู่ดี
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าที่นี่ตกปลาไม่ได้ แต่ลูกศิษย์ข้าอยู่ที่นี่ ย่อมต้องให้เขาเป็นพยาน” ขณะพูดก็ชะเง้อคอมองฉินอี๋แวบหนึ่ง “ทำไมมีแต่เจ้าพาฮูหยินออกมาได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าพาลูกศิษย์มาด้วยหรือไง?”
“ตามใจเจ้า!”
เวินจ้านพูดจบก็ไม่ปริปากออกมาอีกส่วนทางด้านเสี่ยวเอ้อร์ก็ไปเคาะประตู
เนื่องจากลั่วจิ่งเฉินรู้ล่วงหน้าแล้วจึงเดินไปเปิดประตูด้วยตนเอง
“ท่านโหว ผู้เฒ่าเฝิง”
ลั่วจิ่งเฉินทักทายอย่างมีมารยาทและเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปดวงตาของฉินอี๋กลับจับจ้องที่ตัวเขาโดยไม่ละสายตาแม้แต่น้อยลั่วจิ่งเฉินรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง จึงเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
แต่คนผู้นี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดลั่วจิ่งเฉินยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร ฉินอี๋รีบยิ้มตอบรับ
มือทั้งคู่ที่ซ่อนใต้แขนเสื้อของนางสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ขนตาที่หลุบต่ำนั้นสั่นไหวไม่หยุด
ลั่วจิ่งซีเป็นพวกเห็นความครึกครื้นไม่ได้เมื่อเห็นว่ามีท่านโหวที่เคยปรากฏตัวก่อนหน้านี้มาอยู่ในลานบ้านเขาก็โผล่พรวดและวิ่งออกมาจากห้อง
“พี่ใหญ่ เหตุใดคนผู้นี้ถึงมาอีกแล้ว!” ลั่วจิ่งซีขวางไว้ข้างหน้าพี่ชายดวงตาคู่นั้นมองเวินจ้านอย่างระแวดระวัง น้ำเสียงปะปนด้วยความไม่ชอบใจอย่างชัดเจน
เวินจ้านไม่ได้รู้สึกว่าท่าทีของลั่วจิ่งซีผิดแปลกตรงไหนเพราะถึงอย่างไร ก่อนหน้านี้เก็เป็นเขาที่วู่วามเอง เพียงแต่เจ้าเด็กนี่ก็ใจแคบเหลือเกินผ่านมานานเช่นนี้แล้วยังหวาดระแวงเขาถึงเพียงนี้อีก
“เป็นถึงบุรุษอกสามศอก เจ้าจะใจแคบเกินไปหรือเปล่า”
ลั่วจิ่งซีกัดฟันกรอดและเตรียมจะพุ่งออกไปแต่กลับถูกลั่วจิ่งเฉินห้ามไว้
“วันนี้ที่ท่านโหวมาคงไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับน้องชายของผู้น้อยหรอกกระมัง” ลั่วจิ่งเฉินแสดงท่าทีให้ลั่วจิ่งซีอย่าวู่วามสายตาที่มองเวินจ้านนั้นมีทั้งความเกรงใจและห่างเหิน
“ข้าต้องการพบเยี่ยนรั่วเสวี่ย”
“สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม”
ท่าทีของเวินจ้านทำให้ลั่วจิ่งซีไม่ชอบใจนักเหมือนฉินอี๋ก็รับรู้ถึงความเป็นอริที่สองพี่น้องมีต่อเวินจ้านนางจึงกระตุกแขนเสื้อของเวินจ้าน อีกฝ่ายรับรู้ถึงสัมผัสที่แผ่วเบาจึงก้มหน้ามองฮูหยิน
เขาทำอะไรผิดเหตุใดฮูหยินจึงมองตนเองเช่นนี้
“ฮูหยิน…”
ฉินอี๋ไม่ได้สนใจเขาหากแต่เดินขึ้นหน้าและอธิบายด้วยเสียงอ่อนโยน “พวกเจ้าอย่าเพิ่งโกรธไปนิสัยของเขาเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร หากก่อนหน้านี้เขาทำอะไรผิดไป ขอพวกเจ้าได้โปรดเข้าใจเขาน่ะ ชั่วชีวิตนี้จับแต่อาวุธ เวลาพูดจาจึงไม่รู้หนักเบาหากมีคำใดที่พูดไม่เข้าหู พวกเจ้าก็ถือเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกันนะ”
สองพี่น้องมองฉินอี๋และไม่รู้ว่าคำพูดของนางหมายความเช่นไรท่าทางสนิทสนมเช่นนี้ ดูก็รู้ว่าเป็นคนในครอบครัวเวยหวู่โหวแต่นางดูจะเกรงอกเกรงใจพวกเขาเกินไป อีกทั้งยังดูเหมือนจะเอาใจพวกเขาเล็กน้อย
ฉินอี๋มองเวินจ้านแวบหนึ่ง “ในเมื่อท่านมีธุระก็ไปทำเถอะ ข้าอยากคุยกับพวกเขา”
เวินจ้านมองฮูหยินอย่างสงสัยใคร่รู้ในภาพจำของเขา ฮูหยินเป็นคนวางตัวสูงส่งเย็นชาอย่างมาก ไม่เคยยิ้มแย้มกับผู้อื่นกระทั่งไม่เคยวางสีหน้าดีต่อผู้อื่นด้วยซ้ำ เหตุใดพอเจอกับสองพี่น้องสกุลลั่วนางไม่เพียงแต่อ่อนโยนกว่าเดิม ทั้งยังดูตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด
เวินจ้านมองดูฉินอี๋ขับไล่ไสส่งตนเองจึงลูบจมูกและตามหลังนายกองหงเพื่อไปหาเยี่ยนรั่วเสวี่ย
ทางด้านฉินอี๋มองเฝิงเจิ้งชูกับบ่าวที่ยืนนิ่งและไม่คิดจากไปทั้งที่เป็นสายตาที่อ่อนโยน แต่เฝิงเจิ้งชูกลับรู้สึกว่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง
ฉินอี๋ผู้นี้ดูอ่อนโยนสง่างามนักแต่สมัยเป็นสาวกลับเป็นคนที่ดุดันใช้ได้ สายตานี้ของนางบ่งบอกชัดเจนว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วขวางหูขวางตานัก
จากท่าทีของฉินอี๋ที่มีต่อตนเองไม่รู้ว่าเวินจ้านเอาตาข้างไหนดูและคิดว่าฉินอี๋มีใจให้ตน! สามีภรรยาคู่นี้เป็นคนที่ล่วงเกินไม่ได้จริงๆ
เฝิงเจิ้งชูจึงรีบเดินเข้าไปด้านในโดยบอกเพียงว่าจะไปหาจ้าวจือชิง
เดิมทีลั่วจิ่งเฉินอยากตามเขาไปใครจะรู้ว่ายังไม่ทันลุกขึ้นก็ถูกเรียกไว้ก่อน
“ดูจากการแต่งกายของเจ้า เหมือนจะเป็นผู้เล่าเรียนไม่ทราบว่าได้ร่วมสอบในปีนี้หรือไม่?”
เมื่อเผชิญกับคำถามจากผู้อาวุโสลั่วจิ่งเฉินก็รู้สึกเหมือนได้เจอคำถามจากญาติผู้ใหญ่ขึ้นมา
“ขอรับ ผู้น้อยเข้าร่วมสอบในปีนี้ด้วย”
“จริงหรือ ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องมองไม่พลาด! เจ้าให้ความรู้สึกว่าเป็นคนปราดเปรื่องยิ่งนัก”สายตากระตือรือร้นของฉินอี๋ทำให้ลั่วจิ่งเฉินเริ่มเกร็งเขารีบดึงลั่วจิ่งซีให้นั่งลงด้วยกัน
สายตาของลั่วจิ่งซีจดจ้องที่ใบหน้าของฉินอี๋เขาย่นหน้า “เหตุใดข้าจึงเหมือนเคยเห็นท่านที่ไหนมาก่อน?”
เมื่อสิ้นเสียงนี้ไม่เพียงแค่ลั่วจิ่งเฉินที่รู้สึกเหมือนกัน กระทั่งฉินอี๋ก็เช่นกัน
ฉินอี๋ยิ้มแย้มและเงยหน้า “อย่าว่าแต่เจ้าที่รู้สึกเช่นนี้กระทั่งข้าเองก็รู้สึกว่าเหมือนเคยเจอพวกเจ้าที่ไหนมาก่อน แต่นับตั้งแต่เด็กจนโตข้าออกจากบ้านน้อยครั้งนัก จึงจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยเจอพวกเจ้าที่ไหน”
แน่นอนว่าพวกนางไม่เคยเจอกันมาก่อนลั่วจิ่งเฉินเลือกนิ่งเงียบ แต่ลั่วจิ่งซีเป็นคนนิสัยเข้ากับคนง่ายสำหรับฮูหยินของเวินจ้านผู้นี้ เขารู้สึกดีด้วย ราวกับได้เจอคนคุ้นเคยก็ไม่ปานจนมีความรู้สึกอยากใกล้ชิดอย่างน่าประหลาด
“ฮูหยินไม่เคยเจอพวกข้า พวกข้าก็ย่อมไม่เคยเจอฮูหยินมาก่อน อีกอย่างเราเพิ่งมาเมืองหลวงไม่นาน หากเจอกันคงไม่มีทางลืมแน่” ลั่วจิ่งซีมองนางแม้ว่าสตรีตรงหน้าจะเริ่มมีผมสีดอกเลาประปราย แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มใจดีสายตาที่มองพวกเขาก็เปี่ยมด้วยความรักและโอบอ้อมอารี
นี่ทำให้ลั่วจิ่งซีที่ขาดแคลนความรักและความเอ็นดูจากผู้อาวุโสมาโดยตลอดทวีความรู้สึกดีที่มีต่อนางอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะลั่วจิ่งเฉินขวางไว้ตอนนี้เขาคงไปนั่งฝั่งตรงข้ามใกล้ๆ กับนางนานแล้ว
-----