ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 171 คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

            “เวินจ้าน! อย่าคิดว่าเจ้าคือท่านโหวแล้วจะไม่ให้เกียรติข้าเช่นนี้ได้นะวันนี้ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าอะไรที่เรียกว่าพรสวรรค์!”

            เฝิงเจิ้งชูแทบไม่ต้องใช้การแสดงด้วยซ้ำพอได้เจอและฟังสิ่งที่เวินจ้านพูด เขาก็โมโหจนตัวสั่น 

            เวินจ้านเองก็ไม่มีทางยอมเขาอยู่แล้ว “ฝีมือกระจอกอย่างเจ้าน่ะหรือ เกรงว่าวันนี้คงตกปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว! หากวันนี้เจ้าตกปลาได้หนึ่งตัว แม้จะเป็นปลาตัวเล็กเท่านิ้วก้อยข้าก็จะยอมให้เจ้า”

            “เวินจ้าน หน็อยแน่ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตา คอยดูให้ดี!”

            เฝิงเจิ้งชูดึงแขนของเวินจ้านไปข้างหน้าฉินอี๋ตามหลังพวกเขา จึงได้แต่เกลี้ยกล่อม “พวกท่านไม่เด็กกันแล้วเดินระวังหน่อย”

            “อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่มีขอบเขตกันอีก”

            นายกองหงตามหลังนางถึงกับไม่กล้าลืมตาดูสถานการณ์ตรงหน้าเพราะกลัวจะได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเดิมทีท่านโหวก็มีอคติกับผู้เฒ่าเฝิงอยู่แล้ว วันนี้ฮูหยินอยู่ด้วยท่านโหวย่อมไม่มีทางปล่อยเฝิงเจิ้งชูไปง่ายๆ แน่และจะต้องแสดงความสามารถต่อหน้าฮูหยินแน่นอน

            พวกเขาลากกันมาจนถึงถนนทิศใต้เวินจ้านสะบัดมือออกจากเฝิงเจิ้งชู

            “ข้าเดินเองได้ ไม่ต้องลำบากเจ้า” เมื่อเงยหน้าก็เห็นว่าถึงที่หมายแล้วเวินจ้านหันไปมองด้านหลังเล็กน้อย เมื่อนายกองหงได้รับสัญญาณ ก็ส่งสายตากลับให้เขาเวินจ้านจึงรู้ว่าตอนนี้คนกลุ่มนั้นยังคงสะกดรอยตามอยู่ด้านหลัง 

            “ตกปลาก็ตกปลา แล้วที่นี่มีปลาด้วยหรืออย่างไร?”

            เฝิงเจิ้งชูก่นด่าในใจคนคนนี้ช่างเสแสร้งเก่งนัก เพียงแต่เรื่องที่ลั่วจิ่งเฉินบอกมา เขาก็ต้องทำอยู่ดี

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าที่นี่ตกปลาไม่ได้ แต่ลูกศิษย์ข้าอยู่ที่นี่ ย่อมต้องให้เขาเป็นพยาน” ขณะพูดก็ชะเง้อคอมองฉินอี๋แวบหนึ่ง “ทำไมมีแต่เจ้าพาฮูหยินออกมาได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าพาลูกศิษย์มาด้วยหรือไง?”

            “ตามใจเจ้า!”

            เวินจ้านพูดจบก็ไม่ปริปากออกมาอีกส่วนทางด้านเสี่ยวเอ้อร์ก็ไปเคาะประตู

            เนื่องจากลั่วจิ่งเฉินรู้ล่วงหน้าแล้วจึงเดินไปเปิดประตูด้วยตนเอง

            “ท่านโหว ผู้เฒ่าเฝิง”

            ลั่วจิ่งเฉินทักทายอย่างมีมารยาทและเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปดวงตาของฉินอี๋กลับจับจ้องที่ตัวเขาโดยไม่ละสายตาแม้แต่น้อยลั่วจิ่งเฉินรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง จึงเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน

            แต่คนผู้นี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดลั่วจิ่งเฉินยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร ฉินอี๋รีบยิ้มตอบรับ

            มือทั้งคู่ที่ซ่อนใต้แขนเสื้อของนางสั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ขนตาที่หลุบต่ำนั้นสั่นไหวไม่หยุด

            ลั่วจิ่งซีเป็นพวกเห็นความครึกครื้นไม่ได้เมื่อเห็นว่ามีท่านโหวที่เคยปรากฏตัวก่อนหน้านี้มาอยู่ในลานบ้านเขาก็โผล่พรวดและวิ่งออกมาจากห้อง

            “พี่ใหญ่ เหตุใดคนผู้นี้ถึงมาอีกแล้ว!” ลั่วจิ่งซีขวางไว้ข้างหน้าพี่ชายดวงตาคู่นั้นมองเวินจ้านอย่างระแวดระวัง น้ำเสียงปะปนด้วยความไม่ชอบใจอย่างชัดเจน

            เวินจ้านไม่ได้รู้สึกว่าท่าทีของลั่วจิ่งซีผิดแปลกตรงไหนเพราะถึงอย่างไร ก่อนหน้านี้เก็เป็นเขาที่วู่วามเอง เพียงแต่เจ้าเด็กนี่ก็ใจแคบเหลือเกินผ่านมานานเช่นนี้แล้วยังหวาดระแวงเขาถึงเพียงนี้อีก

            “เป็นถึงบุรุษอกสามศอก เจ้าจะใจแคบเกินไปหรือเปล่า”

            ลั่วจิ่งซีกัดฟันกรอดและเตรียมจะพุ่งออกไปแต่กลับถูกลั่วจิ่งเฉินห้ามไว้

            “วันนี้ที่ท่านโหวมาคงไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับน้องชายของผู้น้อยหรอกกระมัง” ลั่วจิ่งเฉินแสดงท่าทีให้ลั่วจิ่งซีอย่าวู่วามสายตาที่มองเวินจ้านนั้นมีทั้งความเกรงใจและห่างเหิน

            “ข้าต้องการพบเยี่ยนรั่วเสวี่ย”

            “สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม”

            ท่าทีของเวินจ้านทำให้ลั่วจิ่งซีไม่ชอบใจนักเหมือนฉินอี๋ก็รับรู้ถึงความเป็นอริที่สองพี่น้องมีต่อเวินจ้านนางจึงกระตุกแขนเสื้อของเวินจ้าน อีกฝ่ายรับรู้ถึงสัมผัสที่แผ่วเบาจึงก้มหน้ามองฮูหยิน

            เขาทำอะไรผิดเหตุใดฮูหยินจึงมองตนเองเช่นนี้

            “ฮูหยิน…”

            ฉินอี๋ไม่ได้สนใจเขาหากแต่เดินขึ้นหน้าและอธิบายด้วยเสียงอ่อนโยน “พวกเจ้าอย่าเพิ่งโกรธไปนิสัยของเขาเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร หากก่อนหน้านี้เขาทำอะไรผิดไป ขอพวกเจ้าได้โปรดเข้าใจเขาน่ะ ชั่วชีวิตนี้จับแต่อาวุธ เวลาพูดจาจึงไม่รู้หนักเบาหากมีคำใดที่พูดไม่เข้าหู พวกเจ้าก็ถือเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกันนะ”

            สองพี่น้องมองฉินอี๋และไม่รู้ว่าคำพูดของนางหมายความเช่นไรท่าทางสนิทสนมเช่นนี้ ดูก็รู้ว่าเป็นคนในครอบครัวเวยหวู่โหวแต่นางดูจะเกรงอกเกรงใจพวกเขาเกินไป อีกทั้งยังดูเหมือนจะเอาใจพวกเขาเล็กน้อย

            ฉินอี๋มองเวินจ้านแวบหนึ่ง “ในเมื่อท่านมีธุระก็ไปทำเถอะ ข้าอยากคุยกับพวกเขา”

            เวินจ้านมองฮูหยินอย่างสงสัยใคร่รู้ในภาพจำของเขา ฮูหยินเป็นคนวางตัวสูงส่งเย็นชาอย่างมาก ไม่เคยยิ้มแย้มกับผู้อื่นกระทั่งไม่เคยวางสีหน้าดีต่อผู้อื่นด้วยซ้ำ เหตุใดพอเจอกับสองพี่น้องสกุลลั่วนางไม่เพียงแต่อ่อนโยนกว่าเดิม ทั้งยังดูตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด

            เวินจ้านมองดูฉินอี๋ขับไล่ไสส่งตนเองจึงลูบจมูกและตามหลังนายกองหงเพื่อไปหาเยี่ยนรั่วเสวี่ย

            ทางด้านฉินอี๋มองเฝิงเจิ้งชูกับบ่าวที่ยืนนิ่งและไม่คิดจากไปทั้งที่เป็นสายตาที่อ่อนโยน แต่เฝิงเจิ้งชูกลับรู้สึกว่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง 

            ฉินอี๋ผู้นี้ดูอ่อนโยนสง่างามนักแต่สมัยเป็นสาวกลับเป็นคนที่ดุดันใช้ได้ สายตานี้ของนางบ่งบอกชัดเจนว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วขวางหูขวางตานัก

            จากท่าทีของฉินอี๋ที่มีต่อตนเองไม่รู้ว่าเวินจ้านเอาตาข้างไหนดูและคิดว่าฉินอี๋มีใจให้ตน! สามีภรรยาคู่นี้เป็นคนที่ล่วงเกินไม่ได้จริงๆ

            เฝิงเจิ้งชูจึงรีบเดินเข้าไปด้านในโดยบอกเพียงว่าจะไปหาจ้าวจือชิง

            เดิมทีลั่วจิ่งเฉินอยากตามเขาไปใครจะรู้ว่ายังไม่ทันลุกขึ้นก็ถูกเรียกไว้ก่อน

            “ดูจากการแต่งกายของเจ้า เหมือนจะเป็นผู้เล่าเรียนไม่ทราบว่าได้ร่วมสอบในปีนี้หรือไม่?”

            เมื่อเผชิญกับคำถามจากผู้อาวุโสลั่วจิ่งเฉินก็รู้สึกเหมือนได้เจอคำถามจากญาติผู้ใหญ่ขึ้นมา

            “ขอรับ ผู้น้อยเข้าร่วมสอบในปีนี้ด้วย”

            “จริงหรือ ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องมองไม่พลาด! เจ้าให้ความรู้สึกว่าเป็นคนปราดเปรื่องยิ่งนัก”สายตากระตือรือร้นของฉินอี๋ทำให้ลั่วจิ่งเฉินเริ่มเกร็งเขารีบดึงลั่วจิ่งซีให้นั่งลงด้วยกัน

            สายตาของลั่วจิ่งซีจดจ้องที่ใบหน้าของฉินอี๋เขาย่นหน้า “เหตุใดข้าจึงเหมือนเคยเห็นท่านที่ไหนมาก่อน?”

            เมื่อสิ้นเสียงนี้ไม่เพียงแค่ลั่วจิ่งเฉินที่รู้สึกเหมือนกัน กระทั่งฉินอี๋ก็เช่นกัน

            ฉินอี๋ยิ้มแย้มและเงยหน้า “อย่าว่าแต่เจ้าที่รู้สึกเช่นนี้กระทั่งข้าเองก็รู้สึกว่าเหมือนเคยเจอพวกเจ้าที่ไหนมาก่อน แต่นับตั้งแต่เด็กจนโตข้าออกจากบ้านน้อยครั้งนัก จึงจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยเจอพวกเจ้าที่ไหน”

            แน่นอนว่าพวกนางไม่เคยเจอกันมาก่อนลั่วจิ่งเฉินเลือกนิ่งเงียบ แต่ลั่วจิ่งซีเป็นคนนิสัยเข้ากับคนง่ายสำหรับฮูหยินของเวินจ้านผู้นี้ เขารู้สึกดีด้วย ราวกับได้เจอคนคุ้นเคยก็ไม่ปานจนมีความรู้สึกอยากใกล้ชิดอย่างน่าประหลาด

            “ฮูหยินไม่เคยเจอพวกข้า พวกข้าก็ย่อมไม่เคยเจอฮูหยินมาก่อน อีกอย่างเราเพิ่งมาเมืองหลวงไม่นาน หากเจอกันคงไม่มีทางลืมแน่” ลั่วจิ่งซีมองนางแม้ว่าสตรีตรงหน้าจะเริ่มมีผมสีดอกเลาประปราย แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มใจดีสายตาที่มองพวกเขาก็เปี่ยมด้วยความรักและโอบอ้อมอารี

            นี่ทำให้ลั่วจิ่งซีที่ขาดแคลนความรักและความเอ็นดูจากผู้อาวุโสมาโดยตลอดทวีความรู้สึกดีที่มีต่อนางอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะลั่วจิ่งเฉินขวางไว้ตอนนี้เขาคงไปนั่งฝั่งตรงข้ามใกล้ๆ กับนางนานแล้ว

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247