บทที่ 28 มีคนในดวงใจหรือยัง?
กู้อวี้กลับมาถึงห้องส่วนตัว ผลักประตูเข้าไปก็พบว่านางรำจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงเซียวเหยาอ๋องกับตวนชินอ๋องกำลังเล่นทอยลูกเต๋ากันอยู่
เห็นนางเข้ามา เซียวเหยาอ๋องจึงปริปากถาม “กู้ซื่อจื่อ มาเล่นด้วยกันไหม?”
เขาเอนกายอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าเป็เพราะดื่มมากเกินไปจึงรู้สึกร้อนหรืออย่างไร ตอนนี้ปกเสื้อจึงคลี่ออก เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าและแผงอกบางส่วน ผมดำขลับทิ้งตัวลงบนแผ่นหลัง ประกอบกับสีหน้าอมชมพูระเรื่อ ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำ ทำให้แลดูเ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างยิ่ง
ภาพที่เห็นทำให้กู้อวี้นึกถึงโฮสต์ชายในบาร์โฮสต์ญี่ปุ่นจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้…
ยั่วยวนเกินไปแล้ว
สุราพวกนี้ไม่ควรดื่มมากเกินไปจริง ๆ ด้วย พอเมาแล้วก็ทำให้ความคิดของคนเตลิดเปิดเปิงได้ง่าย กู้อวี้ยกมือตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติคืนมา
“ใช่แล้ว กู้ซื่อจื่อมาเล่นด้วยกันสิ เ้าจวินเจ๋อไม่เห็นแก่ผู้หลักผู้ใหญ่เลยสักนิด มีแต่เอาชนะข้า ใช้ได้ที่ไหนกัน กู้ซื่อจื่อ มา ๆ พวกเรามาช่วยกันถล่มเขากันเถอะ” ตวนชินอ๋องกล่าวอย่างเมามาย
กู้อวี้ไม่กล้ามองท่าทางเย้ายวนของเซียวเหยาอ๋องมากเกินไปเพราะกลัวว่าตนเองจะมีความคิดพิลึกพิลั่นอะไรขึ้นมาอีก แต่สภาพของตวนชินอ๋องกลับทิ่มแทงสายตายิ่งกว่า
เขาแหวกเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นพุงพลุ้ยและขนบนแผงอก ใบหน้าแดงก่ำ ดูสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
ไม่พูดแล้ว เลือกสิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุดจากสองตัวเลือกที่เลวร้าย กู้อวี้ตัดสินใจเดินไปนั่งลงข้างกายเซียวเหยาอ๋องอย่างเด็ดขาด
“กู้ซื่อจื่อเล่นทอยเต๋าเป็หรือไม่?” จวินเจ๋อเขย่ากระปุกลูกเต๋าในมือจนเกิดเสียงดัง
แม้นางจะไม่ชมชอบแนวทางการวางตัวของเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่าทางเสเพลยามเขย่าลูกเต๋านั้นแลดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก
คงเป็เพราะการรบเร้าของตวนชินอ๋อง นางจึงแอบหาข้ออ้างให้ตนเองอย่างเงียบ ๆ
“ข้าไม่เคยศึกษามาก่อน” กู้อวี้มองลูกเต๋าพลางกล่าวอย่างจริงจัง
ไม่รู้ว่าประโยคนี้ไปกระทบเส้นตื้นเส้นไหนของตวนชินอ๋องเข้า เขาจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าฮ่าฮ่า กู้ซื่อจื่อเป็สุภาพบุรุษ ย่อมแตกต่างจากพวกข้าสองคนอยู่แล้ว”
จวินเจ๋อยกยิ้มมุมปาก ยกแขนโอบไหล่ซื่อจื่อพลางกระซิบข้างหูว่า “นั่นน่ะสิ ชาติตระกูลดี… ทั้งยังเป็พ่อบ้านที่ดีอีกด้วย”
กลิ่นสุราหอบหนึ่งโชยมา กู้อวี้ถลึงตาใส่เขา ก่อนออกแรงดันแขนที่โอบไหล่ออกไป “ท่านอ๋องจะพูดก็พูดจาดี ๆ อย่ามือบอน”
ตวนชินอ๋องหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าฮ่าฮ่า มิน่าล่ะเ้าถึงบอกว่าเขาไม่เหมือนใคร เป็คนน่าสนใจจริง ๆ ด้วย”
กู้อวี้ถูกน้าหลานสองคนนี้ก่อกวนจนทั้งรำคาญทั้งขุ่นเคือง จึงผุดลุกขึ้นพร้อมใบหน้าดำคล้ำ “ท่านอ๋องทั้งสองเล่นต่อไปเถอะ ข้าน้อยต้องขอตัวก่อน”
“เอ๊ะ กู้ซื่อจื่ออย่าโมโหสิ ข้าผิดเอง ข้าปรับสุราตัวเองหนึ่งจอก” ตวนชินอ๋องกล่าวรั้งนางไว้โดยปราศจากความถือตัวแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นพลันมีเสียงร้องของสตรีดังมาจากข้างนอก “ตาเฒ่า ออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
นั่นคือเสียงของซงหยาง
ตวนชินอ๋องสร่างเมาในชั่วพริบตา รีบร้อนหาสถานที่ซ่อนตัว
“ซ่อนตัวทำไม ท่านน้าดื่มสุราอยู่กับกู้ซื่อจื่อที่สุภาพมีมารยาท ที่นี่ก็ไม่มีผู้หญิงอยู่ด้วย” จวินเจ๋อพูด ขณะกล่าววาจายังใช้สายตาหยอกเย้ามองมาทางกู้ซื่อจื่อ
กู้อวี้ถูกเขาทำให้โมโหขึ้นมาอีกครั้ง หลังงานชุมนุมปราชญ์สิ้นสุดลง นางจะต้องอยู่ห่างจากคนผู้นี้ให้ไกล ไม่อย่างนั้นคงได้ถูกเขาทำให้กระอักความโมโหจนตายแน่
“จริงด้วย ข้าไม่ได้ทำเื่น่าละอายใจอันใดเสียหน่อย จะหลบไปทำไม” เมื่อได้หลานชายเอ่ยเตือนเช่นนี้ ตวนชินอ๋องก็ไม่ลนลานอีก เกาะโต๊ะยืนอย่างมั่นคง และจัดแจงความเรียบร้อยของอาภรณ์
เสียง ‘ปัง’ พลันดังขึ้นมา
ซงหยางถีบประตูห้องส่วนตัวเปิดออก
กู้อวี้อยู่ไม่ไกลจากประตู ลมหอบหนึ่งพัดมา ไรผมตรงมุมหน้าผากพลิ้วไสว
ซงหยางจวิ้นจู่มาเพื่อจับตัวบิดากลับบ้าน คิดไม่ถึงว่าเพิ่งถีบประตูเปิดออก คุณชายท่าทางสง่างามผู้หนึ่งก็พลันปรากฏเบื้องหน้าสายตา รูปโฉมประดุจภาพวาด คิ้วตากระจ่างใส ชุดเขียวที่ดาษดื่นธรรมดาเมื่อสวมอยู่บนร่างของอีกฝ่ายกลับมีกลิ่นอายบริสุทธิ์เหนือโลกีย์
ซงหยางที่แต่ไหนมาไม่เคยชอบอ่านบทกวีกลับมีกลอนท่อนหนึ่งดังขึ้นมาในหัว ‘รูปงามประดุจหยก เป็หนึ่งไม่มีสอง’
ตอนแรกนางยังมีท่าทางเกรี้ยวกราด ทว่าพอเห็นกู้อวี้กลับเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน รีบเก็บเท้าที่ค้างไว้กลางอากาศลงมา กัดริมฝีปาก กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “คุณชายท่านนี้มีชื่อแซ่ว่าอะไร เห็นท่านพ่อของข้าหรือไม่”
กู้ซื่อจื่อขมวดคิ้ว เพราะเื่น้องสาว นางจึงรังเกียจเดียดฉันท์ต่งฉางเม่าอย่างยิ่ง รวมไปถึงซงหยางจวิ้นจู่ที่รู้ดีแก่ใจว่าเขามีพันธะหมั้นหมาย แต่ยังไปข้องแวะกับอีกฝ่ายทั้งที่ไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้
ได้ยินนางถามแล้วก็ไม่พูดอะไรสักคำ เพียงเบี่ยงร่างเปิดทางให้เห็นตวนชินอ๋อง
“ลูกรัก คุณชายท่านนี้คือกู้ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง ข้ามาเจอญาติผู้พี่ของเ้ากับกู้ซื่อจื่อเข้าโดยบังเอิญจึงมาดื่มสุราด้วยกัน” ตวนชินอ๋องแนะนำอย่างยิ้มแย้ม
ไม่มีใครเข้าใจลูกสาวเท่าคนเป็พ่อ ตวนชินอ๋องรู้จักลูกสาวของตนดี ซงหยางก็คือผู้งมงายบุปผาคนหนึ่งดี ๆ นี่เอง*[1] เห็นชายรูปงามทีไรเป็ก้าวขาไม่ออก
ออกจากบ้านมารอบนี้ ไม่แน่ว่าอาจจัดการเื่สำคัญชั่วชีวิตของบุตรสาวให้สำเร็จในคราวเดียวก็เป็ได้ ตวนชินอ๋องยินดียิ่งนัก
“ซงหยางคารวะกู้ซื่อจื่อ” ซงหยางจวิ้นจู่กล่าวกับกู้อวี้ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
กู้อวี้คารวะตอบ “ข้าน้อยคารวะซงหยางจวิ้นจู่”
น้ำเสียงก็ยังน่าฟัง หัวใจดวงน้อย ๆ ของซงหยางเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น พบหน้ากันครั้งแรก นางไม่อาจแสดงออกอย่างเร่าร้อนเกินไป จึงเดินไปข้างกายตวนชินอ๋อง “ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงดื่มสุราอีกแล้ว แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพเลย”
ยากนักที่ตวนชินอ๋องจะเห็นซงหยางทำตัวเหมือนบุตรสาวบ้านอื่น ตระหนักว่ารูปโฉมของกู้อวี้กำลังบังเกิดผล จึงลูบเครากล่าวว่า “พ่อกับกู้ซื่อจื่อพูดคุยกันถูกคอ จึงดื่มสุราไปหลายจอกอย่างอดใจไม่ไหว ลูกรักคงไม่ถือสากระมัง”
ซงหยางตอบโดยเลียนแบบท่าทางของกุลสตรี “ท่านพ่อพูดอะไรเพคะ ลูกจะถือสาได้อย่างไร ลูกแค่เป็ห่วงสุขภาพของท่านพ่อ”
จวินเจ๋อที่อยู่ข้างหลังเห็นภาพนี้แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง ดื่มสุรารวดเดียวหมดจอกอย่างสำราญใจ คิดในใจว่ากู้อวี้เอ๋ยกู้อวี้ เ้าหมายมั่นปั้นมือจะทวงคืนความยุติธรรมให้น้องสาว แต่กลับไม่สืบนิสัยของซงหยางให้ดีเสียก่อน รูปโฉมเช่นนี้ของเ้า ถ้าต่อไปนางไม่ตามรบเร้าพัวพัน ข้ายอมเขียนชื่อจวินเจ๋อของตัวเองกลับหัวเลยก็ได้
“เ้ายังไม่รู้ความสามารถเชิงสุราของพ่อเ้าอีกหรือ? แต่กู้ซื่อจื่อเริ่มเมาแล้ว ทำให้พ่อรู้สึกผิดจริง ๆ” ตวนชินอ๋องกล่าวอย่างมีเลศนัย
กู้อวี้ไม่รู้ว่าพ่อลูกคู่นี้เปลี่ยนประเด็นสนทนามาหาตนเองได้อย่างไร จึงกล่าวว่า “ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็ห่วง ข้าน้อยไม่ได้เมาขอรับ”
ตวนชินอ๋องกลับไม่ยอมรามือ “คนเมาก็ชอบบอกว่าตัวเองไม่เมาแบบนี้แหละ ลูกรัก เ้าไปประคองกู้ซื่อจื่อนั่งลงเถอะ รินน้ำชาให้เขาดื่มคลายฤทธิ์สุราเสียหน่อย”
ซงหยางเดินเข้ามาพร้อมแก้มแดงระเรื่อ กล่าวว่า “กู้ซื่อจื่อ ข้าช่วยประคองท่านไปนั่งนะ”
กู้อวี้ถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างตื่นตัว ต่อให้นางความรู้สึกช้าแค่ไหน เวลานี้ก็ต้องมองเจตนาของสองพ่อลูกออกแล้ว คิดไม่ถึงว่าซงหยางจวิ้นจู่จะใจง่ายเช่นนี้ ความสัมพันธ์กับต่งฉางเม่ายังคลุมเครือไม่กระจ่าง นี่กลับมาเกาะแกะนางเสียแล้ว
นางกล่าวว่า “บุรุษสตรีไม่อาจใกล้ชิดกันเกินไป คงไม่รบกวนจวิ้นจู่แล้ว”
เห็นกู้อวี้ไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้ ซงหยางชักจะหงุดหงิดขึ้นมา นางอาจเย่อหยิ่งปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปบ้าง แต่คิดว่ารูปโฉมของตัวเองนับว่าไม่เลว
ยกตัวอย่างต่งฉางเม่าบุตรชายคนโตสายรองของเ้ากรมพระราชยานหลวงผู้นั้นก็ได้ เขาคอยรบเร้าให้นางยอมออกเรือนให้ น่าเสียดายที่ต่งฉางเม่าฐานะต่ำต้อยเกินไป ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ยุ่งเหยิงไปหมด ให้ชมเชยใบหน้าเขาชั่วคราวยังพอไหว แต่เื่ออกเรือนนั้นอย่าหวังเลย
เดิมเข้าใจว่าต่งฉางเม่ามีรูปโฉมไม่เลวแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกู้อวี้ นั่นก็คือโคลนตมดี ๆ นี่เอง
ซงหยางไม่ยอมแพ้ ยังอยากคุยกับอีกฝ่ายสักประโยคสองประโยค
กู้อวี้เห็นท่าทางของซงหยางก็รู้สึกว่าหนังศีรษะชาวาบ รีบร้อนกล่าวว่า “ข้าน้อยยังมีธุระที่บ้านต้องไปจัดการ คงต้องขอตัวก่อน ลาก่อนท่านอ๋อง ลาก่อนจวิ้นจู่”
ประตูเปิดอยู่ นางกล่าวจบก็หมุนกายจากไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลย
ซงหยางร้อนใจจนขยี้เท้า อยากจะตามไปแต่ถูกจวินเจ๋อคว้าแขนไว้ “ซงหยาง ดีชั่วอย่างไรเ้าก็สงวนท่าทีบ้างเถอะ ทำให้กู้ซื่อจื่อใเตลิดหนีไปแล้วเห็นไหม”
ซงหยางคิดแล้วก็เห็นด้วย เหลือบมองจวินเจ๋อพลางถามว่า “ท่านสนิทกับกู้ซื่อจื่อ?”
จวินเจ๋อตอบ “สนิทสิ จะไม่สนิทได้อย่างไร”
ซงหยางถามกลับทันควัน “กู้ซื่อจื่อมีคู่หมั้นหรือคนในดวงใจแล้วหรือยัง?”
จวินเจ๋อเหยียดยิ้ม ดวงตาดอกท้อฉายแววนึกสนุก “ไม่มี เ้าตามเกี้ยวพาอย่างวางใจเถอะ”
[1] ผู้งมงายบุปผา มาจากคำแสลงจีนว่า 花痴 (ฮวาชือ) หมายถึง บ้าผู้ชาย