ผูกพันธะกับสัตว์อสูร
“เเล้วการผูกพันธะอสูรต้องทำอย่างไรเล่า??”หนิงอ้ายถามลู่ซีด้วยความอยากรู้ เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจในเื่ราวอะไรมากมายนัก
“คุณชายใหญ่จะต้องทำการร่ายวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูรก่อน...จากนั้นใช้เืของผู้ผูกพันธะและสัตว์อสูรนำมาหยดในวงเวทย์ดังกล่าวนี้ ซึ่งบทเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูรไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าใดนักในเวลาไม่กี่ชั่วยามคุณชายสามารถจดจำได้อย่างแน่นอนขอรับ...”ลู่ซีตอบกลับไปด้วยความเชื่อมั่นในคุณชายของตน
“เช่นนั้นเ้าเริ่มสอนข้าเถอะ...จะได้ทำการเริ่มทำการผูกพันธะสัตว์อสูรเสียที”หนิงอ้ายกล่าวออกมาด้วยความกระตือรือล้น
“ได้ขอรับคุณชาย...”ลู่ซีพยักหน้าอมยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางของคุณชายของตนที่แสดงท่าทียินดีราวกับเด็กน้อยที่ได้ของโปรดซึ่งเป็สิ่งที่ตนนั้นไม่ได้เห็นนานแล้ว
หนิงอ้ายใช้เวลาประมาณเกือบหนึ่งชั่วยาม(1ชั่วยามเท่ากับ2ชั่วโมง)ในการศึกษาและลองร่ายวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูร เมื่อทดสอบหลายครั้งแล้วพบว่าเขาสามารถจดจำรูปแบบที่ถูกต้องได้แล้ว ด้วยความที่เขาไม่รู้ว่าสัตว์อสูรที่ได้ทำการซื้อมาเป็อสูรประเภทใดและอยู่ในระดับไหน ดังนั้นลู่ซีจึง้าให้เขานั้นจดจำและร่ายวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูรให้ออกมาสมบูรณ์แบบเพื่อป้องการความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาได้
“แล้วข้าต้องทำสิ่งใดต่อเล่า??”หนิงอ้ายถามอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าตนเองจดจำวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูรได้แล้วทั้งหมด
“เช่นนั้นคุณชายทำการปล่อยพลังิญญาออกมา จากนั้นทำการเรียกสัตว์อสูรพร้อมกับทำการร่ายวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูรได้เลยขอรับ...”ลู่ซีเอ่ยตอบด้วยความรู้สึกภูมิใจในคุณชายของตนมาก เพราะว่าหนิงอ้ายนั้นสามารถจดจำรูปแบบของวงเวทย์นี้ได้โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเพราะคนทั่วไปนั้นต้องใช้เวลาศึกษาสี่ชั่วยามเป็ต้นไปเสียด้วยซ้ำ
“เข้าใจแล้ว...”หนิงอ้ายพยักหน้าตอบกลับจากนั้นจึงทำการปล่อยพลังิญญาออกมา
พรึบ! พรึบ!
ทันใดนั้นปรากฏเป็สัญลักษณ์วงแหวนสีน้ำเงินซ้อนสองวงด้านหลังของหนิงอ้ายแสดงให้เห็นถึงระดับพลังิญญาระดับขุนนางขั้นสูง หลังจากนั้นหนิงอ้ายจึงทำการร่ายวงเวทย์ผูกพันธะสัตว์อสูร ก่อนที่พื้นที่ด้านหน้าจะปรากฏวงเวทย์สีฟ้าเงินบริสุทธิ์ เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วเขาจึงเรียกสัตว์อสูรดังกล่าวเข้าไปในวงเวทย์และทำการใช้พลังปราณธาตุน้ำของเขาปรับเปลี่ยนให้มีความคมดั่งมีดแล้วกรีดตรงแขน และส่วนที่ยื่นออกมาของสัตว์อสูรเพื่อ้าเืในการผูกพันธะ ในพรึบตาปรากฏวงเวทย์ผูกพันธะเป็สีทองเงินสว่างไสวแล้วรัศมีของวงเวทย์และสัตว์อสูรตรงพื้นก็หายไป
“ข้าทำได้เเล้วลู่ซี...”หนิงอ้ายเมื่อทำสำเร็จก็ลุกขึ้นพร้อมกับปรบมือให้กำลังใจตนเองนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้มีการร่ายวงเวทย์และสำเร็จั้แ่ครั้งแรกผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมเป็เื่ที่เขายินดีมาก
“ยินดีด้วยขอรับคุณชายตอนนี้สัตว์อสูรรับใช้อยู่ในพื้นที่ในห้วงมิติจิตเรียบแล้วขอรับ...หาก้าเรียกใช้เพียงแค่คิดมันก็จะปรากฏในทันที...”ลู่ซีอธิบายออกมา จากนั้นหนิงอ้ายได้หลับตาลงแล้วเข้าไปในมิติจิต ซึ่งภายในนั้นเขาเห็นดอกบัวสีฟ้าขาวบริสุทธิ์เเละดวงเเสงสีแดงทองอันเป็พลังธาตุน้ำเเข็งเเละธาตุไฟของตน ครั้นเมื่อััได้ถึงสัตว์อสูรตนดังกล่าวแต่มันไม่ยอมออกมาให้เห็นหนิงอ้ายจึงเอ่ยออกมาเบาๆว่า
'ออกไปด้วยกันกับข้าเถอะข้าจะดูแลเ้าเอง’
วูบ!
ทันใดนั้นตรงด้านหน้าของหนิงอ้ายพลันปรากฏเป็สัตว์อสูรรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับต้นไม้โบราณไร้ซึ่งใบใดใด เเละมีกับดักบุปผามรณะสีเเดงเขียวที่มีฟันแหลมคมตรงปากใบขึ้นอยู่ที่พื้นโดยรอบ ความสูงในตอนนี้ถูกปรับลดลงมาเหลือขนาดประมาณสองเมตรเพียงเท่านั้น สำหรับาแต่างๆที่เขาเห็นว่าได้รับาเ็ก่อนหน้าในตอนนี้ถูกรักษาจนหายดีเเล้ว
“เเล้วการเพิ่มระดับของสัตว์อสูรต้องทำยังไงบ้างเ้ารู้หรือไม่??”หนิงอ้ายสอบถามลู่ซีอีกครั้ง
“อสูรรับใช้ทุกประเภทจะมีการเพิ่มระดับพลังเช่นเดียวกันกับผู้ฝึกตนขอรับ...นอกจากจะใช้ผลึกธาตุแล้วอสูรรับใช้ในพันธะจะมีการใช้ลมปราณจากร่างกายของผู้ฝึกตนผู้เป็เ้านายมาใช้ในการเพิ่มระดับด้วยเช่นกัน...”ลู่ซีอธิบายให้หนิงอ้ายเข้าใจง่ายๆ
“เ้าเป็สัตรอสูรพันธะของข้าแล้ว...ข้าจะเรียกเ้าว่าเจียวซิ่นแล้วกันนะหมายถึง‘ความศรัทธาที่อ่อนโยน’เ้าชอบหรือไม่??”หนิงอ้ายเอ่ยถามไปเพื่อความแน่ใจเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถทำการสื่อสารทางจิตกับเจียวซิ่นได้ดังนั้นจึงเอ่ยถามออกไปซึ่งคล้ายกับว่าเจียวซิ่นเข้าใจที่สิ่งหนิงอ้ายถามจึงตอบกลับด้วยการขยับส่วน่บนตัวไปหนึ่งครั้ง
“สัญญาว่าข้าจะดูแลเ้าให้ดีที่สุดและเ้าไม่ใช่แค่อสูรรับใช้เท่านั้นเ้าเป็ดั่งสหายคนสำคัญของข้า...ลู่ซีเ้าก็เช่นกันนะ”หนิงอ้ายบอกกับเจียวซิ่นและลู่ซีไปพร้อมกันสำหรับลู่ซีนั้นเปรียบเสมือนเพื่อนคนแรกของเขาและเจียวซิ่นก็เป็อสูรรับใช้ของเขาในโลกนี้เช่นกันเมื่อลู่ซีได้ยินดังนั้นก็พลันตื้นตันอยู่ในใจ
“มาเถอะเจียวซิ่น...เ้าต้องรีบเพิ่มระดับพลังให้เร็วที่สุดจะได้พูดคุยคลายเหงากันบ้าง”หนิงอ้ายเอ่ยด้วยรอยยิ้มงดงามสดใสลู่ซีเห็นว่าคุณชายของตนในตอนนี้มีความสุขกว่าเดิมเขาดีใจยิ่งนักคุณชายของตนนั้นเหมาะกับรอยยิ้มที่สุดแล้ว...
.............................
ในยามเช้าของวันรุ่งขึ้นอากาศเย็นสบายหนิงอ้ายนั้นตื่นขึ้นมาด้วยจิตใจแจ่มใส เมื่อตั้งสติให้ตื่นได้อย่างมั่นคงแล้วจึงเข้าไปอาบน้ำที่ลู่ซีเตรียมให้และจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อยจะได้ไปทานสำรับเช้ากับท่านแม่ที่คาดว่าตอนนี้น่าจะรอเขาอยู่ที่ห้องรับรองแล้ว
“หนิงเอ๋อร์ผูกพันธะกับอสูรรับใช้แล้วใช่หรือไม่??”เยว่ซินสอบถามหนิงอ้ายด้วยความเป็ห่วง
“ข้าสามารถทำการผูกพันธะได้สำเร็จแล้วขอรับท่านแม่...เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็สัตรอสูรประเภทอะไรเพราะว่ายังไม่สามารถสื่อสารกันได้”
“ท่านแม่มีผลึกธาตุระดับต่ำบ้างไหมขอรับ ข้าจะได้นำไปให้เจียวซิ่นดูดซับ...”หนิงอ้ายสอบถามมารดาด้วยน้ำเสียงมีความสุข
“เ้าตั้งชื่อว่าเจียวซิ่นอย่างนั้นหรือ...ช่างมีความหมายที่ดีเลยทีเดียว”เย่วซินยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อััความสดใสที่แผ่ออกมาจนััได้ของเด็กหนุ่มในใจของนางรู้สึกขอบคุณ์และโชคชะตาที่ทำให้ลูกของนางได้กลับมามีความสุขอีกครั้ง...
............................
“เจียวซิ่นเมื่อไหร่เ้าจะพูดคุยกับข้าได้กัน...ทั้งๆที่ข้าคอยให้เ้ากินผลึกธาตุทุกวันไม่เคยขาดเลยนะ”หนิงอ้ายได้แต่บ่นกับอสูรรับใช้ของตน
“แต่ว่าตอนนี้ระดับของเจียวซิ่นเลื่อนมาอยู่ในระดับต่ำ่ปลายแล้ว...บางทีหลังจากผ่านระดับนี้ไปได้น่าจะสามารถพูดคุยตอบโต้ได้แล้วขอรับ”ลู่ซีเอ่ยตอบกลับหนิงอ้ายไปเพราะเขาก็คอยสังเกตระดับของเจียวซิ่นในทุกวันเช่นกัน
“ลู่ซี...เ้าคิดว่าหากผู้ฝึกตนสามารถกินเนื้อสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มระดับพลังได้สัตว์อสูรจะสามารถทำเช่นนั้นได้บ้างหรือไม่??”หนิงอ้ายถามถึงความเป็ไปได้ในสิ่งที่เขาคิดในตอนนี้เพราะระยะเวลาการประลองยุทธใกล้เข้ามาในทุกทีแล้วแล้วเขา้าให้เจียวซิ่นเลื่อนระดับขึ้นเป็ระดับกลางให้ได้ก่อนการประลองที่จะมาถึงในเดือนหน้า
“สามารถลองให้กินดูก่อนได้ขอรับไม่เสียหายอันใด...บางทีสำหรับเ้าเจียวซิ่นที่ไม่เหมือนกับสัตรอสูรตัวอื่นดังนั้นการเพิ่มระดับพลังก็อาจจะเเตกต่างออกไปได้เช่นกันขอรับ...”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปตลาดเพื่อซื้อเนื้อสัตรอสูรมาให้เจียวซิ่นนะขอรับน่าจะใช้เวลาเพียงครู่เดียว...”ลู่ซีบอกคุณชายของตนอีกครั้งด้วยความกระตือรือล้นเพราะตัวลู่ซีเองก็้าทราบความลับนี้ไม่ต่างกัน
“ข้ารู้นะว่าเ้าเข้าใจที่ข้าพูดกับเ้าทุกคำเ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะลำบากหรอกเราอยู่กับอย่างสหายดังนั้นอะไรมีข้าช่วยเ้าได้ข้าจะทำให้ถึงที่สุด...”หนิงอ้ายว่าพลางลูบในส่วนของกิ่งก้านที่ยื่นคล้ายเป็เเขนเบาๆเป็การสัญญาว่าเขาจะทำตามที่ได้พูดไปอย่างแน่นอน
...ผ่านไปเพียงสองเค่อลู่ซีก็กลับมายังจุดที่แยกไปก่อนหน้านี้แล้ว
“ข้ากลับมาแล้ว....คุณชายวันนี้ได้ซากวัวอสูรระดับต่ำมาหนึ่งตัวขอรับ”ลู่ซีว่าพลางเรียกออกมาจากแหวนเก็บของของตนแล้ววางไปตรงหน้าของของเจียวซิ่น
ทันใดนั้นตรงกับดักบุปผามรณะที่ส่วนยอด้านั้นที่มีลักษณะเหมือนกับส่วนที่ประกบกันที่เต็มไปด้วยส่วนของฟันแหลม ได้โน้มลงมางับร่างไร้ิญญาของวัวอสูรด้วยความเอร็ดอร่อย ถึงแม้จะดูสยองไม่น้อยเพราะคมเขี้ยวมีความคมเป็อย่างมากสามารถตัดเนื้อเป็ชิ้นใหญ่ไปได้เพียงคำเดียว
“เอาละเจียวซิ่นเมื่อเ้ากินหมดแล้วเ้าเข้าไปในห้วงมิติจิตเพื่อพักผ่อนเถอะ...”ส่วนของลำต้นจิวซิ่นขยับโค้งลงเล็กน้อยแล้วหายเข้าไปในห้วงมิติจิตของหนิงอ้ายทันที
‘เื่ของเจียวซิ่นตอนนี้ก็รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยเพิ่มระดับพลังได้ตอนนี้เราก็ต้องกลับไปฝึกวรยุทธและเคล็ดวิชาที่ได้มาจากหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลให้เชี่ยวชาญมากกว่านี้เพื่อที่ว่าในวันประลองนั้นข้าจะต้องคว้าลำดับที่หนึ่งมาให้ได้...’
........................
หนิงอ้ายใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าก่อนที่งานประลองยุทธ์ของแคว้นใกล้จะมาถึงนอกจากที่เขาจะฝึกฝนการต่อสู้โดยประสานกับการใช้พลังปราณเข้ามาช่วยในเื่ของพลังและความเร็วแล้ว ยังฝึกใช้อาวุธลับที่สั่งทำขึ้นจากหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลที่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เขาได้ให้ลู่ซีเป็ธุระให้อาวุธลับดังกล่าวในตอนนี้เขาใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วถึงแม้ว่าจะไม่บางเบาเหมือนในโลกเดิมของเขาแต่มันก็ไม่แย่เท่าใดนักเพียงแค่ต้องฝึกใช้ให้ชินมือก็เท่านั้นเอง
ซึ่งในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้เขาได้เริ่มเรียนรู้เคล็ดวิชาที่ได้จากตระกูลหวังของมารดาและเคล็ดวิชาที่ซื้อมาจากหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาล ด้วยความที่ในแต่ละคืนนั้นหนิงอ้ายได้ทำการดูดซับพลังปราณฟ้าดินตามเคล็ดวิชาตระกูลหวังจนทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ตอนนี้เขาพึงพอใจเป็อย่างมาก
หนิงอ้ายได้เริ่มทำการฝึกฝนอีกเคล็ดวิชาหนึ่งโดยเริ่มจากการจดจำรูปแบบในวงเวทย์ที่เป็เคล็ดวิชาระดับเซียนที่มีชื่อว่าเคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ซึ่งเป็เคล็ดวิชาลับประจำตระกูลหวัง เป็วิชาตัวเบาที่ขึ้นชื่อในเื่ของเอกลักษณ์อันโดนเด่นและการปรับเปลี่ยนการใช้งานตามใจคิดของผู้ใช้ซึ่งจะอาศัยการเดินพลังปราณโดยการหยิบยืมพลังของสี่ธาตุพื้นฐานเข้ามาอย่างสมดุลกันถือได้ว่ามีผู้สำเร็จได้น้อยยิ่งนัก เเละเมื่อหนิงอ้ายนั้นเข้าใจในลักษณะของรูปแบบของบทเวทย์แล้วทำให้ได้รู้ว่าหัวใจของการฝึกเวทย์ในทุกแขนงนั้นจะเริ่มจากธาตุพื้นฐานที่มีการวางตามแนวของทิศทั้งสี่สัญลักษณ์ตัวอักษรที่ปรากฏในบทเวทย์นั้นจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหนุนนำกันอย่างสมดุล
‘ความจริงแล้วหลักการของบทเวทย์นั้นง่ายมากซึ่งเป็การดึงพลังธาตุพื้นฐานทั้งสี่อย่างมาวางในวงเวทย์อย่างสมดุลถ้าเราสามารถฝึกเคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้นี้ได้อย่างเชี่ยวชาญแล้วเคล็ดวิชาอื่นๆก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกันได้เช่นกัน...’หนิงอ้ายคิดอยู่ในใจเขา้าสามารถใช้เคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้นี้ให้เชี่ยวชาญเสมือนกับว่าเป็การหายใจเข้าออกปกติเพราะว่าเคล็ดวิชานี้ค่อนข้างที่จะจำเป็อย่างมาก
พรึบ! พรึบ!
หนิงอ้ายปล่อยให้ร่างกายของตนนั้นล่องลอยเปรียบเสมือนว่าตัวเองเป็ดังวิหคที่โบยบินอยู่อย่างอิสระ ทุกย่างก้าวที่เขาทะยานไปข้างหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจเเละตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ อีกทั้งต้องเดินพลังปราณให้หมุนเวียนไปตามเคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ที่เขาจดจำได้ในใจหนิงอ้ายตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอิสระทั้งร่างกายและจิตใจที่ความรู้สึกนี้ในโลกเดิมเขาไม่เคยได้ััมาก่อนเขารู้สึกเหมือนกับว่านี่แหละคือตัวของเขาเป็สิ่งที่เขา้ามาโดยตลอดและตอนนี้เขายอมรับได้แล้วว่าเขาเป็คนของโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์...
ต้องยอมรับตามตรงว่าก่อนหน้านี้หลายครั้งที่หนิงอ้ายได้แต่ครุ่นคิดเสมอว่าเพราะอะไรทำไมเขาถึงได้มาที่โลกใบนี้ได้กัน หรืออาจเป็เพราะหนิงอ้ายคนเก่า้าให้เขาแก้แค้นอย่างนั้นหรือ...แต่เขาก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกในแง่ลบแบบนั้นเลยสักนิด เด็กคนนั้นอ่อนโยนจิตใจดีจะตายไป ซึ่งมันเเตกต่างไม่ใช่กับตัวเขาเลยสักนิดในเมื่อเขาได้รับโอกาสที่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง มีท่านแม่ที่รักเขามีลู่ซีที่เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจไหนจะเป็เ้าเจียวซิ่นที่เขารักเอ็นดูเหมือนลูกน้อยคนหนึ่งดังนั้นเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เพื่อที่จะปกป้องคนที่เขารักได้และเขาตั้งใจว่าจะเอาคืนทุกคนที่เคยทำร้ายหนิงอ้ายในอดีตอย่างเเน่นอนหลังจากที่ตอนนี้ใช้เคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ได้อย่างคล่องแคล่วและเขาได้นำมาประสานกับศิลปะการต่อสู้จากโลกเดิมที่เขาคุ้นเคยตอนนี้เขาจึงตั้งใจว่าจะเริ่มฝึกฝนเวทย์พื้นฐานที่เขาได้ซื้อมาจากหอประมูลพยัคฆ์คำรามเสียที
“เ้าคิดว่าระหว่างเริ่มฝึกเวทย์ประเภทใดก่อนระหว่างเวทย์ป้องกันหรือเวทย์เวทโจมตี??”หนิงอ้ายสอบถามความเห็นเพราะว่าลู่ซีนั้นมีประสบการณ์ในการฝึกตนมากกว่าเขา
“ข้าว่าเริ่มเรียนเวทย์ป้องกันก่อน...เพราะตอนนี้คุณชายเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาสยบเมฆาแล้วสามารถใช้หลบหลีกการโจมตีและสามารถใช้การต่อสู้ได้อย่างเชี่ยวชาญดังนั้นข้าว่าควรเริ่มเวทย์ป้องกันก่อนดีกว่าขอรับ” ลู่ซีเอ่ยตามที่ตนคิดออกมา
“สำหรับบทเวทย์ในแต่ละประเภทนั้นนอกจากจะแบ่งเป็สามประเภทคือบทเวทย์โจมตีบทเวทย์ป้องกันและบทเวทย์รักษาแล้วยังแบ่งออกเป็ห้าระดับได้แก่ระดับต่ำ,ระดับกลาง,ระดับสูง,ระดับเทวะและระดับเซียน ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะมีพลังและความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันอย่างมากสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกฝนนั้นจำเป็จะต้องเริ่มฝึกฝนบทเวทย์ระดับพื้นฐานขั้นต่ำก่อนขอรับ...”
“บทเวทย์นั้นจะเกี่ยวข้องกับพลังธาตุเช่นเดียวกันเนื่องจากร่างกายของผู้ฝึกตนจะประกอบไปด้วยสี่ปราณธาตุพื้นฐานซึ่งคือปราณธาตุดิน,ปราณธาตุน้ำ,ปราณธาตุลม,และปราณธาตุไฟซึ่งรวมไปถึงปราณธาตุพิเศษคือปราณธาตุพฤกษา(ไม้),ปราณธาตุทอง(โลหะ)และปราณธาตุในหายากที่คุณชายถือครองอยู่คือปราณสุริยะธาตุ...”
“โดยที่ปราณธาตุพื้นฐานทั้งสี่นั้นสามารถเป็ไปได้ทั้งการส่งเสริมซึ่งกันและกันหรือบ้างก็เป็อริธาตุได้ ซึ่งความแตกต่างในการใช้พลังปราณธาตุของผู้ฝึกตนนั้นจะขึ้นอยู่กับว่ามีพลังปราณธาตุใดในร่างกายที่มากกว่าก็จะสามารถใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญ สำหรับอริธาตุนั้นก็คือน้ำชนะไฟ ไฟชนะไม้ ลมชนะดินและดินชนะน้ำ ซึ่งการใช้พลังปราณธาตุนั้นจะหมุนวนพันเกี่ยวซึ่งกันและกันและจะมีความแตกต่างในการใช้พลังเวทย์เนื่องจากว่าแต่ละบทเวทย์นั้นจะมีลักษณะเป็รูปแบบเฉพาะที่เกิดจากการประสานบทเวทย์กับพลังปราณธาตุของตน..”ลู่ซีอธิบายออกมาให้หนิงอ้ายเข้าใจมากขึ้น
หนิงอ้ายนั่งเขียนบทเวทย์ที่คัดลอกจากหยกวิชาที่ซื้อมาจากที่เขาสังเกตนั้นแต่ละบทเวทย์จะมีการไล่จากทางฝั่งซ้ายไปจรดฝั่งขวาหมุนเป็วงกลมโดยตรงกลางนั้นจะเป็สัญลักษณ์ของธาตุหลักของผู้ฝึกตนนั้นๆซึ่งของเขาตั้งใจว่าจะใช้พลังธาตุน้ำเป็ธาตุหลักและปิดความสามารถสุริยะธาตุเอาไว้เสียก่อนในตอนนี้...