EP 2 กุญแจดอกที่ 3
"เ้าตัวนี้ มันคือตัวอะไรเหรอคะพี่เมฆ ?" ไอริณถามพี่เมฆด้วยสีหน้าออกสยอง
แต่พี่เมฆกลับหันขึ้นไปหาสิงห์ที่ยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าพวกเราขึ้นไปเล็กน้อย "ว่าไงน้องสิงห์ บอกน้องไอริณเขาหน่อยสิ เพราะเ้าตัวนี้พี่เองก็ไม่เคยจะรู้จักมาก่อนหน้านี้เหมือนกันนะ ?"
สิงห์ในร่างนุชขยับปากตอบพี่เมฆอยู่หลายคำโดยที่ไร้สุ้มเสียงเหมือนเดิม แล้วพี่เมฆก็หันกลับมา "เขาบอกว่ามันเป็หมาป่าชนิดหนึ่ง ชื่อหมาป่าอสูร มันเป็สัตว์เลี้ยงของพวกนักล่าในดินแดนแถบนี้ที่ชื่อเผ่า'บาซู' เป็เผ่านักล่าที่จะคอยล่าพวกต่างถิ่นที่ได้พลัดหลงมาทางเทือกเขาแถวนี้น่ะ "
"หมาป่าอสูร ? ล่าพวกต่างถิ่น ?" ผมทวนคำเหล่านี้ "หมายความว่า เ้าหมาั์ที่อยู่ข้างล่างนี้ มันมีเ้าของหรือเ้านายที่เป็พวกนักล่าอย่างนั้นเหรอครับพี่เมฆ ?"
"ถูกต้องแล้วครับน้องกิตติ เ้าของมันก็น่าจะอยู่แถวๆข้างล่างนี้ด้วย เพียงแต่เรายังไม่เห็นตัวของมันเท่านั้นเอง "
"พี่เมฆคะ ดูตามรูปร่างอันใหญ่โตของเ้าหมาป่าั์นี่ แค่มันกระโจนขึ้นมาตรงนี้เพียงครั้งเดียว มันก็น่าจะเข้ามาถึงตัวพวกเราแล้วนะคะ" ไอริณตั้งข้อสังเกตุเหมือนอย่างที่ผมได้คิดไว้ "แต่นี่ทำไมมันยังคงจดๆจ้องๆพวกเราอยู่เหมือนเดิม ทั้งๆที่บางทีก็ดูเหมือนมันก็อยากจะะโขึ้นมาเล่นงานพวกเราที่บนนี้เหมือนกันนะคะ ดูสิ"
"ใช่ล่ะ พี่เห็นแล้ว พี่คิดว่า..."
แล้วจู่ๆก็มีเสียงประหลาดที่ฟังดูคล้ายๆกับเสียงของขลุ่ยญี่ปุ่นดังกังวานขึ้นมาในอากาศเป็่สั้นๆ โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่า เสียงนั้นดังมาจากทางทิศไหนกันแน่
แล้วเ้าสัตว์ั์สี่ขาที่หน้าตาดุร้ายและดูจะกระหายเืซะเหลือเกินก็เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน มันหยุดแยกเขี้ยวมาทางพวกเรา แล้วเงยหน้าขึ้นทำจมูกฟุดฟิด และหูของมันก็ตั้งชันขึ้นมาทั้งสองข้างทันที จากนั้น มันก็ค่อยๆก้าวถอยไปข้างหลัง ก่อนที่จะหันหน้าวิ่งกลับไปในทิศทางเดิมกับที่มันโผล่ออกมาในตอนแรกอย่างรวดเร็ว จนก็เหลือทิ้งไว้แต่เพียงละอองฝุ่นละอองดินที่ถูกหอบขึ้นมาจากพื้นจนฟุ้งกระจายเป็สีแดงเต็มไปหมด
แล้วพวกเราทั้งหมดต่างก็โล่งอก ที่ไอ้หมาั์นั่นถอยไปเสียได้ในตอนนี้
"เสียงขลุ่ยนั่น คงเป็สัญญาณเรียกที่ดังมาจากผู้เป็นายของมันอีกทีงั้นสินะครับพี่เมฆ แต่พี่เมฆครับ พี่คิดว่ามันจะหวนกลับมา หรือจะไปดักเล่นงานพวกเราที่จุดไหนจุดหนึ่งข้างบนหรือเปล่าครับ ?" ผมถามพี่เมฆพลางเงยหน้าสำรวจขึ้นไปบนเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นไปจากตรงนี้
"อืม พี่ว่ามันคงจะไม่ตามเราขึ้นไปถึงข้างบนนั่นหรอก " พี่เมฆพูดแล้วก็มองเลยเนินเขาขึ้นไปที่้า ที่ยังคงมองเห็นเป็แค่เพียงกลุ่มเมฆหมอกอันหนาแน่นที่ลอยปกคลุมอยู่ที่่บนของยอดเขากันอย่างอ้อยอิ่ง
"เพราะว่าเมื่อกี้สิงห์ก็ยังบอกพี่มาอีกว่า ยิ่งถ้าเราขึ้นไปอยู่ในที่สูงกว่านี้ พวกมันก็ยิ่งไม่กล้าตามเราขึ้นไป เพราะที่้าของูเาแห่งนี้ มันไม่ใช่อณาเขตของพวกมันมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว และดูเหมือนว่าพวกมันจะกริ่งเกรงอะไรบางอย่างที่บนนั้นด้วย แต่ว่าพวกเราเองนั้น ก็จำเป็ที่จะต้องรีบขึ้นไปหาผลไม้ป่าบนนั้นมากินแก้หิวกันก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินนะ เพราะถ้าความมืดได้เข้าปกคลุมไปทั่วขุนเขาแห่งนี้เมื่อไรแล้วล่ะก็ อาจจะมีอันตรายจากสิ่งที่น่ากลัวที่ไม่แพ้ไอ้เ้าหมาั์หรือพวกนักล่า ปรากฏขึ้นมาแทนก็ได้ สิงห์บอกมาอย่างนี้ล่ะ "
"อั๊ยหยา...!" จันอุทานขึ้นมาทันที แล้วก็หันหน้าล่อกแล่กไปมาอย่างหวาดผวา
"พี่เมฆครับ ถ้าเ้าหมาั์และเ้านายของมันขึ้นไปบนยอดเขานี้ไม่ได้ ก็หมายความว่าอันตรายอย่างอื่นที่ิอาจจะมีขึ้น ก็ไม่ใช่มาจากทางฝ่ายพวกมันงั้นสิครับ"
พี่เมฆหันหน้าขึ้นไปมองสิงห์ แล้วสิงห์ก็พยักหน้าก่อนที่จะพูดอะไรอีกหลายคำ ก่อนที่พี่เมฆจะถ่ายทอดคำพูดที่ไร้เสียงออกมาให้ฟังอีก
"สิงห์บอกว่า ใช่แล้ว เป็อย่างที่น้องกิตติว่านั่นล่ะ เพราะว่าในดินแดนที่ถือได้ว่าเป็ดั่งชายขอบของนรกแห่งนี้นั้น มีพวกนักล่าอยู่ไม่ต่ำกว่าสี่กลุ่ม และพวกเหล่านี้ต่างก็ทำาเข่นฆ่ากันอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาเนิ่นนานแสนนานแล้ว ส่วนตัวของสิงห์นั้นก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับดินแดนแห่งนี้อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะในดินแดนแห่งนี้น่ะ สิงห์ได้เคยพลัดหลงเข้ามาเมื่อในครั้งอดีตด้วยกุญแจประหลาดอีกดอกหนึ่งน่ะ... "
"ด้วยกุญแจประหลาดอีกดอกหนึ่ง ?!!" ผมกับไอริณประสานเสียงอุทานขึ้นมาพร้อมกันทันที !
นี่สิงห์ กลับมีกุญแจประหลาดอยู่อีกดอกหนึ่งด้วยเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ ?
งั้นชายที่แต่เดิมป็นเผ่าพันธ์ของมนุษย์ผู้มีขนดกราวกับวานรผู้นี้ ก็อาจมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเื่ราวของ '13 กุญแจเปิดนรก' มาั้แ่ก่อนหน้านี้ด้วยอย่างนั้นสิ ?
หรือว่าจะเป็เพราะเื่นี้นี่เองที่ทำให้เ้านายของกุสุมาได้ให้ความสำคัญกับตัวของสิงห์อยู่อย่างมากมายซะเหลือเกิน ?
แล้วพี่เมฆก็เล่าต่อไป "คือสิงห์เขาว่า ในดินแดนหรือในอณาจักรของเขานั้น ก็มีประตูพิเศษแบบที่เหมือนกับประตูในห้องใต้ดินนั่นเหมือนกัน แถมยังปรากฏดอกกุญแจประหลาดอีกดอกหนึ่งที่ดูคล้ายคลึงกับดอกกุญแจที่กุสุมาได้มาจากเ้านายของเธอด้วย"
"แต่ทว่านั่นก็ไม่ใช่ดอกกุญแจดอกเดียวกันอย่างแน่นอน" พี่เมฆเน้นเสียง "เพราะดอกกุญแจประหลาดดอกที่สิงห์พูดถึงนั้น สิงห์ก็เคยได้มาไว้อยู่หลายปี ก่อนที่จะได้ไปพบกับประตูประหลาดที่ได้ถูกซ่อนเร้นอยู่ในดินแดนของเขาในภายหลัง
"และสิ่งที่ทำให้สิงห์มั่นใจเป็อย่างมาก ว่าเป็กุญแจคนละดอกกันก็คือ เ้าดอกกุญแจที่เขาได้เคยมีไว้ในดอกนั้นน่ะ เขาได้มันมาตั้งเเต่ตอนที่เขายังอายุน้อยๆจึงทำให้สามารถจดจำรูปร่างและรายละเอียดต่างๆของมันได้ดี แม้ว่าในตอนหลังกุญแจดอกนั้นจะไม่ได้อยู่ที่เขาแล้วก็ตาม"
"แล้วตอนแรกสิงห์ไปได้ดอกกุญแจดอกนี้มาจากที่ไหนกันคะ ?" ไอริณถาม
สิงห์ขยับปากพูดอะไรอีกหลายคำ โดยไม่ต้องรอให้พี่เมฆถาม พี่เมฆก็พยักหน้าและถามสิงห์เพิ่มเติมอยู่อีกครู่ใหญ่ก่อนหันมาถ่ายทอดให้ฟัง
"กุญแจดอกที่สิงห์ได้มาเก็บไว้นั้น ตอนแรกอยู่ในห้องลับหรือในห้องต้องห้ามของบิดา เอ่อ.. พระราชบิดาของเขาน่ะน้อง ตอนนั้นสิงห์อายุประมาณ 9 ขวบและเป็เด็กที่ซุกซนเป็อย่างมาก ครั้งหนึ่ง เขาได้เคยแอบเข้าไปเล่นในห้องต้องห้ามหรือห้องลับของพระราชบิดาและได้บังเอิญไปพบกับดอกกุญแจประหลาดดอกหนึ่งที่ได้ถูกซุกซ่อนอยู่ในเทวรูปองค์หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่า ได้ถูกอำนาจประหลาดบางอย่างที่คงจะถูกส่งออกมาจากดอกกุญแจประหลาดดอกนั้น ดึงดูดเขาให้ลักลอบนำมันออกมาเก็บไว้กับตัวของเขาเอง โดยที่เขาก็ไม่เคยบอกให้ใครคนใดล่วงรู้แม้แต่พระราชบิดาของเขา และหลังจากนั้นเขาก็มักจะฝันถึงเสียงประหลาดเสียงหนึ่งที่คอยเรียกเขาให้ไปที่ประตูประหลาดที่อยู่ในสวนรกร้างแห่งหนึ่งในอณาจักรของเขาอยู่หลายครั้ง และเขาก็คิดว่า ต่อไปเขาคงจะต้องค้นหาประตูประหลาดที่ได้ปรากฏเป็ภาพให้เขาได้เห็นในความฝันนั้นให้พบเจอในวันหนึ่งให้จงได้"
"หลังจากนั้นอีกราว 7 ปี ซึ่งตอนนั้นเขาได้มีอายุราว 16 ปีแล้ว เขาก็ได้ไปพบกับประตูประหลาดที่เหมือนกับประตูที่อยู่ในความฝันของเขาทุกอย่าง และประตูนัั้นก็ตั้งอยู่ในสวนรกร้างของพระราชวังเก่าที่เคยเป็วังของพระราชบิดาของพระราชบิดาของเขาอีกทีก่อนที่จะมีการย้ายพระราชวังไปอยู่ในที่แห่งใหม่"
"ด้วยอำนาจอันเร้นลับบางอย่างจากดอกกุญแจนั้น มันได้กระตุ้นให้เขาได้ใช้มันไขไปที่ช่องของรูกุญแจที่อยู่ข้างประตูพระราชวังเก่า ที่ดูราวกับว่าจะไม่เคยได้ถูกไขเปิดมาเป็เวลาเนิ่นนานหลายสิบปีนั้นทันที และหลังจากนั้นล่ะ ที่เขาก็ได้พบกับแสงสว่างอันเจิดจ้าที่อยู่หลังบานประตู เขาจึงก้าวข้ามผ่านประตูนั้นไปอย่างแทบไม่รู้สึกตัว จากนั้นประตูก็ปิดตัวเองตามหลังเขาทันที และพอเขาตั้งสติได้แล้วเขาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าปากถ้ำที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของูเาลูกนี้ และภาพที่อยู่ไกลลิบๆออกไปที่เบื้องหน้าของเขานั้นมันกลับเป็ภาพของทะเลทรายอันแห้งแล้งร้อนแรงอย่างที่เราได้เจอกันในที่แห่งนี้ และเมื่อเขาได้แหงนหน้ามองขึ้นไปที่ส่วนบนของยอดเขา เขาก็ได้พบว่ามีกลุ่มเมฆหมอกอันหนาแน่นลอยปกคลุมอยู่ที่ส่วนบนนั้นราวกับจะไม่ขยับเขยื้อนไปไหน และก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นทิวทัศน์ของยอดเขาที่อยู่เหนือกลุ่มเมฆนั้นไปได้เลยแม้แต่น้อยนิด"
พอถึงตอนนี้ ผมกับไอริณก็อดที่จะแหงนหน้าขึ้นมองไปที่ส่วนบนของูเาลูกนี้กันไม่ได้ และกลุ่มเมฆอันหนาแน่นที่อยู่้านั้น ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเคลื่อนไหวไปไหนเหมือนกับเื่ที่สิงห์เล่าข้างต้น
"ในตอนนั้นสิงห์เองก็รู้สึกตกอกใอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน" พี่เมฆเล่าต่อไป "ที่อยู่ๆก็มาโผล่อยู่ในสถานที่อันแปลกประหลาดเช่นนี้ เขาจึงหันหลังกลับเดินเข้าไปในถ้ำที่เป็ถ้ำตื้นๆนั้นเพื่อมองหาประตูบานที่เขาได้เปิดเข้ามา แต่ไม่ว่าเขาจะมองหาไปตามผนังห้องของถ้ำตื้นๆนั้นอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเท่าไร เขาก็ไม่พบว่ามันจะมีประตูใดๆซุกซ่อนอยู่ในผนังหินนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาจึงได้ตัดสินใจออกจากถ้ำและลองไต่ขึ้นสู่ที่สูงของูเาลูกนี้ทันที และเมื่อเขาไต่ขึ้นไปเรื่อยๆเขาก็ได้พบว่า ูเาข้างบนเลยพวกกลุ่มเมฆอันหนาแน่นไปเล็กน้อย กลับมี่ที่เป็พื้นราบอันกว้างใหญ่ราวกับว่า ที่้านั้นจะไม่มียอดเขาเหมือนเช่นูเาปกติทั่วๆไป และต่อมาเขาก็พบว่ามีต้นผลไม้ที่มีผลกลมๆสีเหลืองๆขึ้นอยู่เหมือนกับที่มีในอณาจักรของเขายังกับแกะ เขาจึงทดลองเด็ดมากินดูและก็เห็นว่ามันกินได้และมีรสชาติคล้ายคลึงกันมากๆ จึงได้กินไปซะหลายลูกทีเดียว..."
จ๊อกกกก....! แล้วเสียงที่ฟังเหมือนเสียงท้องร้องของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา
พวกเราจึงเหลียวหน้ามองกันไปมาด้วยสีหน้ายิ้มๆเหนื่อยๆ
"ขอเดานะว่า เสียงเมื่อกี้นี้มันดังมาจากจันแน่นอน ใช่ไม๊ ?" พี่เมฆหยุดเล่าเื่ของสิงห์ และเปลี่ยนมาถามจัน
"แฮะๆๆ พี่เมฆเก่งจัง เสียงท้องผมร้องล่ะคร้าบ ก็พี่เมฆเล่นเล่าไปถึงต้นผลไม้ที่อยู่ข้างบนูเาลูกนี้ ไอ้ท้องใส้อันว่างเปล่าของผมมันก็ดูเหมือนจะทนทานอีกต่อไปไม่ไหวซะแล้วสิคร้าบ แฮะๆ" จันตอบด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
"พี่เมฆคะ" ไอริณเอ่ยขึ้น "เราสรุปลงตรงนี้ไว้ก่อนว่า สถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ที่เดียวกับที่สิงห์ได้เคยพลัดหลงเข้ามาเมื่อในครั้งอดีตจริงๆ เพราะฉะนั้นที่ข้างบนของูเาลูกนี้ก็คงจะมีต้นผลไม้ที่สิงห์เคยเจออยู่จริงๆ ริณว่าเราควรจะรีบปีนขึ้นไป แล้วเด็ดมันมากินรองท้องกันก่อนที่จะเป็ลม จะดีกว่ามาฟังเื่ของสิงห์ให้จบก่อนจะดีกว่ามั้งคะ ?"
"จริงของน้องริณ กองทัพพวกเราแม้จะเป็กองทัพมดเล็กๆแต่ก็เป็กองทัพที่ต้องเดินด้วยท้องเหมือนกัน งั้นพวกเราก็รีบขึ้นไปหาผลไม้นั่นมากินรองท้องกันก่อนจะดีกว่านะ เพราะดูแล้ว อีกไม่ถึงสามชั่วโมง ท้องฟ้าก็คงจะเริ่มมืดแล้วล่ะ" พี่เมฆว่าแล้วก็พยักหน้าให้สิงห์นำพวกเราปีนขึ้นไปอีกทันที
ผ่านมาไม่ต่ำกว่าสี่สิบนาที พวกเราก็ปีนขึ้นไปจนได้ทะลุเข้าไปยังชั้นเมฆหมอกอันหนาแน่นนั้น แล้วก็ได้ัักับบรรยากาศที่เย็นวูบวาบจนค่อนข้างหนาว และจากการที่ร่างกายของพวกเราได้ผจญกับความร้อนและแสงแดดในทะเลทรายมาก่อนหน้านี้มาอย่างเหนื่อยอ่อน พอได้มาปะทะกับความเย็นของบรรยากาศบนนี้ มันก็ทำให้พวกเรารู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาราวกับเกิดใหม่กันเลยทีเดียว แม้ว่า จะยังไม่มีผลไม้อะไรตกถึงท้องเราสักลูกเลยก็ตาม
และพอพวกเราได้เดินไปบนพื้นราบที่มีลักษณะเป็หินราบเรียบของยอดเขาจนผ่านพ้นกลุ่มเมฆหมอกที่ราวกับว่าได้ทำหน้าที่ดุจเป็ม่านกั้นบรรยากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วอยู่สองแบบนี้ไประยะหนึ่งแล้ว ต่อมาพวกเราก็ได้พบกับพื้นราบของผิวดินที่ถูกปกคลุมไปด้วยความเขียวชะอุ่มของต้นหญ้าต้นเล็กๆที่ขึ้นปกคลุมไปจนเกือบทั่วบริเวณนั้นทั้งหมด
แต่พอได้มองเลยไปทางขวามือของพวกเรา ก็กลับปรากฏกลุ่มของต้นไม้ยืนต้นที่มีขึ้นให้เห็นอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบต้น และลำต้นของมันนั้นก็ดูคล้ายๆกับต้นแอปเปิ้ลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
และยังไม่ทันที่สิงห์จะชี้มือไปที่กลุ่มต้นไม้นั้น พวกเราทั้งหมดที่เหลือต่างก็มีสีหน้าเบิกบานตื่นเต้นราวกับค้นพบขุมทรัพย์ที่จะทำให้เรามั่งมีร่ำรวยกันไปตลอดชาติ
พวกเรา ดูเหมือนว่า จะลืมความเหนื่อยล้าที่เพิ่งจะผ่านมากันเสียสิ้น ต่างก็วิ่งเข้าไปที่ต้นผลไม้นั้นกันอย่างเร็วเร่ง
แต่... แต่ให้ตายเถอะ ! ในขณะที่พวกเราวิ่งเข้าไปจนใกล้จะถึงต้นผลไม้ในระยะไม่เกินสิบเมตรแล้ว เราทั้งหมดต่างก็ต้องหยุดชงักกันตัวแทบโก่งทันที
เพราะเื่ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นข้างหน้าของพวกเราในขณะนี้นั้น มันกลับทำให้เราแทบจะหมดแรงและอยากจะทรุดร่างตายดับไปตรงนั้นเสียให้ได้...!