ตอนที่ 1 : ฟ้าสางที่ริมโขง
ลมเย็นจากแม่น้ำโขงพัดมาเป็ระยะกลิ่นชื้นของสายน้ำผสมกับกลิ่นกาแฟดำในแก้วกระดาษราคาถูกที่วางอยู่ข้างตัวชายชราวัยเจ็ดสิบปีเอนหลังพิงพนักม้านั่งเหล็กเก่า ๆ ที่ลานกันเกราจังหวัดนครพนม ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายนิ่งมองไปยังสายน้ำกว้างที่ไหลเอื่อยตรงหน้าฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงปรากฏแนวทิวเขาสลับซับซ้อนอันสงบเงียบของประเทศลาว
เช้าแบบนี้ คนยังไม่มากนักมีเพียงคนปั่นจักรยานออกกำลังกายอยู่ไกล ๆกับเสียงพ่อค้าเตรียมตั้งร้านขายอาหารเช้า เสียงเรือหางยาวจากฝั่งตรงข้ามดังเป็จังหวะสม่ำเสมอราวกับกำลังนับจังหวะให้หัวใจของชายชราเต้นย้อนกลับไปหาอดีตทีละตอน
ชัยยศประคองแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก รสขมจัดแล่นลงคอแต่มันไม่ได้ปลุกเขาให้ตื่นเท่ากับภาพในหัวที่ค่อย ๆ ผุดกลับมา
“เจ็ดสิบแล้วสินะ…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
เสียงตัวเองยังฟังดูห่าง ๆ ราวกับมาจากอีกคน
เขาก้มมองมือทั้งคู่ที่วางอยู่บนตัก เส้นเืนูนตามวัยรอยย่นลึกตามข้อ นิ้วที่เคยจับปากกา จับร่างผู้หญิงมานับไม่ถ้วนวันนี้เหลือเพียงแรงพอจะยกแก้วกาแฟและพยุงตัวเองให้เดินไปช้า ๆ
แต่ท่ามกลางความสงบยามเช้าของริมแม่น้ำโขงกลับไม่มีความว่างเปล่าในหัวเลย
มีแต่ใบหน้า…ของผู้หญิงมากมายผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ทั้งหญิงสาวในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ครูสาวในห้องเรียนแม่หม้ายลูกติด พนักงานออฟฟิศหน้าตายิ้มแย้มหรือแม้กระทั่งหัวหน้าฝ่ายในสำนักงานเดียวกันกับเขา
ทุกคนเหมือนกำลังเดินผ่านในหัวช้า ๆ ทีละคน
และท่ามกลางใบหน้าทั้งหมดนั้น มีอยู่ใบหน้าหนึ่งที่ไม่เคยถูกผลักออกไปได้เลย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี
นิ่ม…
ชื่อสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ฝังอยู่ในชีวิตเขาั้แ่ยังเด็ก
ตอนนี้ เธอไม่ได้อยู่ไกลจากเขาบ้านชั้นเดียวที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันอยู่ห่างจากลานกันเกรานี้ไปไม่กี่ซอยเธอน่าจะกำลังต้มกาแฟของตัวเองอยู่ในครัว เสียงช้อนกระทบแก้วเสียงทีวีเปิดข่าวเช้า เป็เสียงที่เขาคุ้นมาหลายปีในบั้นปลายชีวิต
เขารู้ดีว่า ถ้าเขานั่งอยู่นานเกินไป เดี๋ยวนิ่มต้องโทรมาตาม
“คุณยศ อยู่ไหนคะ เดี๋ยวแดดแรงนะ จะพาให้ไม่สบาย”
เธอมักจะพูดแบบนี้เสมอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอเป็ห่วงเขามากกว่าเป็ห่วงแดด
แต่วันนี้…ชัยยศอยากปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทรงจำให้เต็มที่สักเช้า
เช้าที่ห้วงคำนึงของเขาไม่ได้อยู่ที่นครพนม
ไม่ได้อยู่ที่ริมโขง
แต่อยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน
ตอนที่เขายังเป็หนุ่มวัยสิบแปด…
ตอนที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น
ตอนที่เขายังไม่รู้เลยว่า ชีวิตจะพาเขาเข้าไปกลาง “ดงรัก” ขนาดไหน
เขาหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้เสียงเรือ เสียงจักรยาน เสียงลมพาเขาถอยหลังกลับไป
ย้อนกลับไปยังวันหนึ่งที่จำได้ชัดเจนที่สุดวันหนึ่งในชีวิต
วันที่เขากำลังจะไปดูผลสอบเอ็นทรานซ์…
ที่สนามจุฬาฯ
พร้อมเพื่อนสองคน
และผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ตอนนั้น…เขายังไม่รู้เลยว่า เธอจะกลับมาเป็ “ทั้งชีวิต”ของเขาในบั้นปลาย
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
ห้าสิบกว่าปีก่อน (พ.ศ.2524)
แฟลตนายสิบทหารบก – กรุงเทพฯ
เสียงนกในค่ายทหารดังระงมปนกับเสียงนกหวีดของทหารเวรยามเช้ากลิ่นอาหารจากโรงเลี้ยงทหารลอยมาเป็ระยะผสมกับกลิ่นผงซักฟอกจากระเบียงที่ใครสักคนกำลังตากผ้า
ชัยยศในวัยสิบแปดปียืนอยู่หน้ากระจกบานเล็กในห้องพักแฟลตนายทหารชั้นหนึ่งซึ่งอยู่ล่างสุด เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่รีดจนเรียบถูกกลัดกระดุมจนติดเม็ดสุดท้ายกางเกงขายาวสีดำสะอาด รองเท้าหนังขัดจนมัน
“วันนี้จะรู้แล้วสินะ ว่าชีวิตจะไปทางไหน…” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ
แววตาในกระจกยังเต็มไปด้วยความมั่นใจปนกังวลใบหน้ายังไม่มีริ้วรอย ใต้ตายังไม่หม่นเหมือนทุกวันนี้
“ยศ! ออกมารึยังไอ้ลูกชาย จะไปก็ไปให้มันเช้า ๆ หน่อยรถจะได้ไม่ติด”
เสียงดังจากด้านหน้าแฟลตเป็เสียงพ่อของเขา นายทหารยศร้อยตรีวัยสี่สิบปีที่เป็ทั้งพ่อทั้งแม่ ทั้งคนคอยกำกับชีวิตเขามาแต่เล็ก พ่อของยศเริ่มต้นที่นายสิบ เพราะครอบครัวไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่พ่อเล่าว่าตอนที่พ่อเรียนจบ ม.3 พ่อสอบเข้าได้ที่วิทยาลัยการบัญชีแต่กังวลว่าหากเข้าไปเรียนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากเกินกว่าที่ปู่กับย่าจะรับไหวแถมจบมาแล้วก็ต้องออกไปหางานทำเองอีกพอดีกับมีเพื่อนชวนไปสอบเป็นักเรียนนายสิบซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่แถมเมื่อจบแล้วก็ได้บรรจุเป็ทหารยศสิบตรีและรับเงินเดือนทันทีพ่อจึงตัดสินใจไปสอบและได้เป็ทหารต่อมาพ่อก็สามารถสอบเลื่อนชั้นจากทหารชั้นประทวนมาเป็นายทหารสัญญาบัตรและติดยศร้อยตรี
“ครับพ่อ! ลงไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
ชัยยศคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่า หยิบบัตรประจำตัว ปากกาและเงินที่พ่อให้ติดตัวมานิดหน่อย ใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้อง
ทางเดินฝั่งตรงข้ามหน้าแฟลตเช้านั้นพลุกพล่านตามประสาค่ายทหารเสียงเมียทหารพูดคุยกับเพื่อนบ้าน เสียงเด็กวิ่งไล่กันรับเช้า กลิ่นแกงถุงกลิ่นกาแฟร้อน
พอออกจากห้องก็ลงบันไดมาถึงด้านล่างหน้าแฟลตเขาเห็นพ่อยืนพิงเสาอยู่ สูบบุหรี่อย่างใจเย็น มืออีกข้างถือหมวกแก๊ปทหารไว้
“แต่งตัวดี ๆ แบบนี้ มึงไปสมัครทหารเถอะไม่ต้องไปเรียนที่ไหนมันแล้ว” พ่อแซวทั้งที่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังครึ่งเล่นครึ่ง
ชัยยศหัวเราะ
“ไปดูผลสอบเฉย ๆ ครับพ่อถ้าไม่ติดเดี๋ยวค่อยว่ากันเื่สมัครเป็ทหาร”
พ่อเหลือบตามอง
“ถ้าไม่ติด มึงไม่ต้องค่อย เดี๋ยวข้าจับมึงใส่ชุดเลย”
ชัยยศยักคิ้ว “ถ้างั้นผมต้องติดให้ได้สิครับไม่อยากโดนพ่อสั่งให้ตัดผมเกรียนแล้ว”
พ่อหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปมองทางด้านหน้าแฟลต
“เอ้า…นั่นเพื่อนมึงมารออยู่นานแล้ว”
“ไอ้ยศ! ลงมาช้าจริงว่ะ เดี๋ยวไปถึงช้าคนอื่นเขาพากันแห่มาดูผลสอบเราจะไม่มีที่ให้ยืนแล้ว”
คนที่ะโคือสมศักดิ์ ผอมสูงหนังหน้าคมแบบลูกชาวบ้านต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่ในค่าย มีบุคลิกโวยวายแต่รักเพื่อนส่วนอีกคนที่เพิ่งนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาถึง ลงมาเปิดหมวกกันน็อกเผยให้เห็นใบหน้ากลม รอยยิ้มง่าย ๆ คือสมเกียรติ ซึ่งอาศัยอยู่หมู่บ้านของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยที่ที่พ่อของเขาทำงานอยู่สมเกียรติมีน้องสาวชื่อทิพย์
ทั้งคู่เป็เพื่อนที่เขาโตมาด้วยกันในค่ายนี้ั้แ่เด็ก เล่นบอลด้วยกันโดนทหารเวรดุก็ด้วยกัน วิ่งหนีไม้เรียวก็ด้วยกัน
แต่วันนี้...นอกจากเพื่อนสองคนนี้แล้วยังมีอีกคนที่เขารอจะเห็นมากกว่าใคร
ประตูแฟลตอีกห้องหนึ่งเปิดออกเสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นคอนกรีตดังแ่ ๆ
“รอนานไหม”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากข้างหลัง
ชัยยศหันไปมอง…
นิ่มยืนอยู่ตรงนั้น ผูกผมหางม้า ใส่ชุดกระโปรงยาวคลุมเข่ารองเท้าผ้าใบสีขาวที่เริ่มซีดจากการซักบ่อย ๆ
เธอไม่ได้สวยสะดุดตาจนคนหันทั้งค่าย แต่สำหรับชัยยศเธอคือภาพที่เขาคุ้นตาที่สุดในชีวิต ั้แ่จำความได้เขาเห็นเธอวิ่งเล่นในลานค่ายทหาร กวนน้ำที่ขังหน้ากองร้อย หัวเราะเวลาโดนสุนัขไล่
และวันนี้ เธอก็ยังเป็ “นิ่มคนเดิม”ที่เดินเข้ามาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่นานเลย” ชัยยศตอบ ทั้งที่จริง ๆ ยืนมองประตูห้องเธอเปิดปิดอยู่หลายรอบแล้ว
สมศักดิ์ทำเสียงหึ ๆ
“ไม่รอนาน? มึงหันไปมองหน้าประตูห้องเขาอยู่ั้แ่ตีห้าแล้วไอ้ยศ”
สมเกียรติขำพรืด
“เออ ๆ ไป ๆ เดี๋ยวไปไม่ทันจองที่ดี ๆ ตอนเขาติดประกาศ”
พ่อของชัยยศขยับตัว เดินเข้าไปใกล้กลุ่มวัยรุ่นทั้งสี่
“ไปดี ๆ ละพวกมึง ข้างนอกมันไม่ได้เป็สนามเด็กเล่นเหมือนในค่าย”พ่อว่าเสียงเข้ม แต่ในตายังแฝงความเอ็นดู
“ครับพ่อ”
“ครับคุณลุง”
“สวัสดีค่ะ คุณลุง” นิ่มยกมือไหว้อย่างเรียบร้อย
พ่อมองนิ่มนิ่ง ๆ แวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้า แล้วหันกลับไปมองลูกชาย
“ถ้าติด กลับมาบอกพ่อก่อนใคร ไม่ต้องให้คนอื่นเอาข่าวมาฟ้อง”
“รับทราบครับ” ชัยยศยกมือทำความเคารพแบบทหารเล่น ๆเรียกเสียงหัวเราะจากหมู่เพื่อน
ทั้งสี่คนออกเดินไปยังป้ายรถเมล์หน้าค่ายทหาร รถเมล์คันใหญ่สีซีดแล่นเข้ามาจอดเสียงเบรกดังเอี๊ยด ก่อนประตูจะเปิดออก
ระหว่างยืนรอขึ้นรถ นิ่มขยับมายืนใกล้เขาเล็กน้อย
“ตื่นเต้นไหม ยศ” เธอถามเบา ๆ
“นิดหน่อย” เขาตอบโดยไม่หันไปมอง
“โกหก” นิ่มหัวเราะ “ั้แ่เมื่อคืนแล้ว หลับ ๆ ตื่น ๆจนแม่ร้อง ว่า ‘นี่ลูกชายบ้านโน้นเป็อะไร ทำไมเดินไปเดินมาหน้าห้องทั้งคืน’”
ชัยยศถอนใจ
“ถ้าสอบไม่ติดก็คงต้องสมัครทหารตามที่พอ่พูด”
นิ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ถ้าไม่ติด…ก็ค่อยว่ากันใหม่ก็ได้เนอะ”
เขาหันไปมองเธอคราวนี้ดวงตาของนิ่มเต็มไปด้วยความจริงจังบางอย่างที่เขาอ่านไม่ออก
“แล้วนิ่มล่ะ อยากให้ติดไหม”
“ถามอะไรแปลก” เธอหัวเราะ “ก็อยากให้ติดสิ แต่ถ้าไม่ติดก็ยังมีอย่างอื่นทำได้”
“เช่น?”
“เช่น…อยู่ใกล้คนที่อยากอยู่ใกล้”
คำพูดนั้นหลุดออกมาง่าย ๆ เหมือนคำพูดธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจของชัยยศกลับเต้นแรงกว่าปกติ
เขาทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อน
“พูดอะไรแบบนั้น เดี๋ยวไอ้ศักดิ์มันแซวหรอก”
ยังไม่ทันจะพูดจบ สมศักดิ์ก็โผล่หน้ามาจากอีกด้าน
“กูไม่ได้ยินนะ แต่มึงสองคนยืนกันใกล้เกินไปป่าววะ”
“สอดจริง ๆ” นิ่มบ่น แต่แก้มเริ่มขึ้นสีจาง ๆ
รถเมล์กระตุกตัวออกจากป้าย เสียงเครื่องดังลั่นแต่ในใจของชัยยศกลับเต็มไปด้วยความคิดมากมาย
อนาคต
ผลสอบ
พ่อ
ค่ายทหาร
และผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา…
เขาไม่ทันรู้เลยว่า การจับเสาในรถเมล์ข้างกันในเช้าวันนั้นจะเป็จุดเริ่มต้นหนึ่งที่เชื่อมเขากับนิ่มไปทั้งชีวิต
ทั้งในวันที่เขาเลือกเธอ…
และในวันที่เขาต้องจากเธอไป
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
รถเมล์เก่าแล่นฝ่าถนนกรุงเทพฯ ที่เริ่มคึกคัก คนแต่งชุดนักเรียนนักศึกษา ทหาร ตำรวจ พ่อค้าแม่ขาย ทุกคนดูเหมือนกำลังเร่งรีบไปในทางของตัวเอง
ระหว่างที่รถติดไฟแดง สมศักดิ์ก็หันมาถามเสียงดัง
“มึงเลือกคณะอะไรไว้มั่งวะ”
ชัยยศนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบ
“บัญชีจ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ แล้วก็สังคมสงเคราะห์ศาสตร์”
“เออ เข้าท่าดี จบแล้วถ้าได้เป็ข้าราชการใหญ่ ๆ หน่อยก็คงดี”สมเกียรติพยักหน้า
สมศักดิ์หันไปทางนิ่ม
“แล้วนิ่มล่ะ สอบพยาบาลได้แล้ว จะเข้าไปเรียนเมื่อไหร่”
นิ่มมองออกไปนอกหน้าต่างเล็กน้อย ก่อนตอบเบา ๆ
“อีกสองเดือน”
ชัยยศแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าของนิ่ม เธอดูนิ่งแต่ในดวงตากลับมีความตั้งใจชัดเจน
เขาไม่รู้…ว่าคำตอบของเธอในเช้าวันนั้น จะกลายเป็คำทำนายชีวิตของเธอในอนาคต
เพราะไม่ว่าชีวิตจะพาเขาไปกลางดงรักกับผู้หญิงคนอื่นมากแค่ไหน
เมื่อใดที่ล้มเหลว ปวดร้าว หรือหลงผิด
เขามักจะนึกถึง “คนที่อยู่ใกล้” ั้แ่แรกเสมอ
และคนคนนั้น…ก็คือนิ่ม
⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯
รถเมล์ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้คนในรถเริ่มขยับตัว เตรียมจะลงฝั่งสนามกีฬา
ชัยยศมองออกไปยังรั้วสูงด้านหน้า ใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ถึงแล้วโว้ย!” สมศักดิ์ะโอย่างตื่นเต้น
คนทั้งสี่ลงจากรถฝูงชนหนาแน่นของเด็กวัยเดียวกันหลั่งไหลไปในทิศทางเดียวกัน คือบอร์ดผลสอบที่ติดอยู่บนกระดานตรงหน้า
สมัยนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใช้คะแนนสอบเป็ตัวตัดสินนักเรียนสามารถสมัครสอบโดยเลือกคณะที่้าเข้าเรียนในสาขาวิชาของคณะใดก็ได้ทั่วประเทศแต่สามารถเลือกได้เพียง 5 แห่ง แล้วนำผลสอบไปเทียบคะแนนของแต่ละที่เลือกหากคะแนนอยู่ในลำดับตามจำนวนที่สาขาวิชานั้นรับ ก็จะได้เข้าเรียนเวลาประกาศผลในกรุงเทพฯก็ใช้วิธีการติดประกาศไว้ที่สนามกีฬาส่วนต่างจังหวัดก็ติดประกาศไว้ที่ศาลากลางจังหวัด
ชัยยศยกมือป้องหน้าผากมองไปไกล ๆ สูดลมหายใจลึก ๆ
นี่เป็ก้าวแรกของอนาคต
ก้าวแรกของชีวิตใหม่
เขายังไม่รู้เลยว่า ภายในรั้วแห่งนี้
นอกจากผลสอบที่จะเปลี่ยนชีวิตแล้ว
ยังมีผู้หญิงบางคน…กำลังรอให้เขาเข้าไปพัวพันด้วย
และนั่นจะเป็จุดเริ่มต้นของ “ดงรัก” ที่ซับซ้อน
ร้อนแรง
และเต็มไปด้วยความผิด…
ที่เขาจะไม่มีวันลืมไปจนถึงวันที่นั่งจิบกาแฟริมโขงในวันนี้