ลมูเาพัดแรงจนเสื้อผ้าผ้าป่านเก่า ๆของชายแปลกหน้าคนหนึ่งสะบัดปลิว เจียงฟาน—พนักงานบัญชีธรรมดา ๆจากโลกศิวิไลซ์—ยืนตัวแข็งอยู่บนยอดเขาแปลกตา พื้นดินชื้นแฉะ กลิ่นดินเปียกปนกลิ่นหญ้าป่าส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก
เมื่อเขาหลับตาแล้วลืมขึ้นอีกครั้ง โลกก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว
เมฆหมอกสีขาวและสีฟ้าลอยเอื่อยรอบตัวราวกับภาพวาดหมึกจีนที่ถูกทำให้มีชีวิตเสียงน้ำตกดังแว่วจากด้านล่าง เสียงนกประหลาดร้องก้องกังวานอยู่ไกล ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เขายืนอ้าปากค้างมากที่สุดคือ—
มันมีบางอย่างในอากาศ มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้…
มันคล้ายคาเฟอีน…แต่แรงขึ้นเป็สิบเท่า
“นี่…นี่มันบ้าบออะไรกันวะ…” เขาพึมพำออกมาด้วยเสียงแ่เบา
หลังเดินวนไปมาเหมือนคนหลงจริงอยู่พักใหญ่เจียงฟานก็เริ่มสรุปภาพรวมได้
เขาหลุดเข้ามาในโลกเซียน
โลกที่มีผู้บำเพ็ญเพียร เดินลอยฟ้า กระบี่บินและสัตว์อสูรเดินเล่นเหมือนหมาแมวในซอยบ้านเขา
ความคิดแรกในหัวของเขาไม่ใช่ “ยอดเยี่ยม!” แต่เป็…
“แล้วฉันจะกลับไปเล่นอินเทอร์เน็ตยังไงเนี่ย!?”
ยุคนี้ไม่มีไวไฟ ไม่มีแอร์ ไม่มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง
มีแตู่เา ปราณเซียนและเสียงลมที่พัดอย่างเกรี้ยวกราดจนเหมือนจะตบหน้าเขาอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นใน่สามเดือนแรกของการตั้งหลักเจียงฟานจึงต้องใช้ยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของพนักงานออฟฟิศผู้สิ้นหวัง:
แสร้งทำตัวเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นเพื่อไม่ให้โดนรังแก
เขาเดินทำหน้าเฉื่อยชา ตอบคำถามแบบ “อื้ม…ก็พอได้”และนั่งมองพระอาทิตย์ตกด้วยสายตาหม่นหมอง—ซึ่งจริง ๆ คือเศร้าที่ไม่มีเน็ตแต่อีกฝ่ายดันตีความว่าเป็ “ความลึกซึ้งทางจิติญญา”
เื่ตลกคือ…มันได้ผลเฉย
ผู้คนต่างคิดว่าเขาเป็ “เซียนเร้นกาย” และไม่กล้าเข้าใกล้
จนสุดท้ายเขาก็เดินเรื่อย ๆ มาถึงเมืองชายแดนเล็ก ๆ ชื่อว่า“เมืองจิ่นหลิง”
เจียงฟานนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกเยกในร้านน้ำชาตรงหัวมุมถนนผ้าป่านสีเทาเปียกเหงื่อ เสื้อคลุมบาง ๆ มีรอยขาดเป็เส้น ๆ จากการโดนพุ่มไม้ฟาดระหว่างเดินป่า
น้ำชาที่สั่งไปมีแต่ใบชาแหวกว่ายอยู่ในน้ำร้อนเหมือนกำลังเต้นสุมโบ้
รสชาติก็…เหมือนน้ำอุ่นที่ผ่านใบไม้
“สามเดือนแล้วนะ…” เขาพึมพำ พลางเขี่ยใบชาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
เขาคิดถึงชาเขียวซอง คิดถึงกาแฟ 3-in-1 คิดถึงข้าวกล่องไมโครเวฟคิดถึงคีย์บอร์ดที่ไม่ใช่ไม้ไผ่
แม้เมืองนี้จะเงียบสงบและมีเสน่ห์ในแบบโบราณของมันเองตึกไม้สองชั้นเรียงราย ถนนดินที่มีรอยล้อเกวียนลากผ่านกลิ่นหมูย่างที่ลอยมาพร้อมควันจาง ๆ จากร้านอาหารตรงหัวมุมทว่า…มันไม่ได้ช่วยอะไรในการหาทางกลับบ้านของเขาเลยสักนิด
เขาหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมานับ
เหรียญที่ได้มาจากการขาย—ในความเข้าใจของเขา—พืชสมุนไพรพื้นบ้านราคาถูก
แต่ในสายตาคนที่นี่…
มันคือ“สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์” ที่ช่วยผ่อนคลายจิตและฟื้นฟูพลังปราณ
คนซื้อถามว่าใช้ยังไง
เจียงฟานตอบตามตรงว่า
“ก็เด็ดใบมากินกับไข่เจียวได้เลยครับ กลิ่นดีนะ”
ผลลัพธ์คือทุกคนอ้าปากค้างแล้วตีความว่าเป็“วิธีใช้ที่ลึกซึ้งเกินปัญญาชาวบ้านทั่วไป”
ทำให้ขายดีเป็เทน้ำเทท่า
วันนี้เขาตั้งใจว่าจะกินอะไรดี ๆ สักอย่าง
เพราะหลังจากมาหลายวัน เขาพบว่าความหิวในโลกเซียนนี่แรงกว่าปกติสองเท่า
เขากำลังจะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
แต่ทันใดนั้น…
จากลานฝึกด้านนอก มีเสียง “ฟึ่บ! ฟึ่บ!” ดังต่อเนื่อง
เสียงฝีเท้าที่กระแทกพื้นสม่ำเสมอเหมือนกำลังซ้อมหนัก
เจียงฟานเหลือบตามอง
ชายหนุ่มคนหนึ่ง รูปร่างกำยำ กล้ามเป็มัด ๆเหงื่อหยดลงบนพื้นเป็ทาง ควงกระบี่แวววาวอยู่ตรงกลางลาน
แต่ทุกท่า ทุกการเหวี่ยงทุกการหมุนตัว…ดูแล้วมันช่างแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมผิด
เจียงฟานเบ้ปากเล็กน้อย
เขาดูหนังกำลังภายในั้แ่เด็ก
ท่าแบบนี้มันผิดหลักฟิสิกส์และการทรงตัวสุด ๆ
เขาเลยบ่นออกมาราวกับกำลังด่าหนังแย่ ๆ เื่หนึ่ง…
“ท่านวางน้ำหนักผิดตำแหน่งแล้วนั่น…เดินอย่างนี้เดี๋ยวลมปราณก็สะดุดหรอก”
แค่พูดแก้เบื่อเท่านั้น
ไม่ได้คิดจะสอนใครจริงจัง
แต่เสียงนั้นดันดังชัดในบรรยากาศที่เงียบสนิทของลานฝึก…
ชายผู้ฝึกกระบี่—หลินเทียน—ชะงักค้างทันที
เหมือนถูกค้อนั์ฟาดกลางกระหม่อม
เขาหันมามอง
เห็นชายเสื้อผ้าธรรมดา นั่งชันเข่า ถือถ้วยชาเก่า ๆ
ใบหน้าไม่บ่งบอกถึงปราณอันยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย
แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาเหมือนบ่นขนมปังไหม้
และนั่นเองที่ทำให้หัวใจของหลินเทียนสั่นสะท้าน
ผู้ยิ่งใหญ่!
เซียนลึกขั้นแสวงหาความเรียบง่าย!
ผู้กลับคืนสู่ความเป็ปุถุชน!
ที่น่าใยิ่งกว่า…
คำพูดของเจียงฟาน—ที่เขาพูดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า—
ดันไปโดน “จุดตาย” ที่เขาติดขัดอยู่กว่าครึ่งปีเต็ม!
“การกระจายน้ำหนัก… ข้า… ข้าลืมสิ่งพื้นฐานที่สุดไปได้อย่างไร!”
หลินเทียนยืนตาค้าง น้ำตาคลอเบ้า
ความเคารพพุ่งทะยานขึ้นเหมือนูเาไฟะเิ
เขารีบทิ้งกระบี่ลงกับพื้น—เสียงดัง “คึงงง!”
และทำท่าจะคุกเข่าลงตรงหน้าชายลึกลับผู้ถือถ้วยชา
เจียงฟานสะดุ้งเฮือก
เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่นะ!
เขาแค่บ่นเล่น!
เขาแค่วิจารณ์แบบที่คนดูหนังทำ!
เขาไม่ได้เป็เซียน!
เขาไม่รู้เื่ลมปราณอะไรทั้งนั้น!
แต่หลินเทียนกลับลงไปคุกเข่าเต็มแรงแล้ว โค้งจนหน้าจะติดพื้น
เสียงดังชัดจนคนในร้านน้ำชาและลานฝึกหันมามองเป็ตาเดียว
“ผู้าุโโปรดเมตตา! ได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถิด!ข้าจะยอมทำทุกอย่าง!”
เจียงฟาน:
“หาาาาาาาาา?????”
ลูกค้าร้านน้ำชาเริ่มซุบซิบ
“ชายชุดผ้าป่านนั่น…ท่าทางไม่ธรรมดา!”
“ใช่ ๆ เขานั่งนิ่ง ๆ แต่แผ่กลิ่นอายลึกล้ำออกมาข้ารู้สึกปราณในตัวสั่นเลยนะ!”
“หรือว่าเขาจะเป็เซียนที่หลบเลี่ยงโลก?”
“เฮ้ย ๆ ๆ ข้ารู้สึกว่าถ้วยชาที่เขาถืออยู่…ดูเหมือนถ้วยเทพเลย!”
เ้าของร้านชาวบ้านนิ่วหน้า: “นั่นมันถ้วยแหกปากของร้านข้าเองนะ…”
เจียงฟานเริ่มสั่น
เหงื่อเย็นไหลเหมือนฝักบัวราด
นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย!?
เขาพูดประโยคเดียว…แต่ดันเปิดประตูสู่ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงเข้าให้อย่างจัง
และนั่นคือก้าวแรก…
สู่เส้นทางที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเดินในชีวิตนี้