“สายใยบางๆที่เรียกว่ามิตรภาพนั่น นายตัดมันขาดไปแล้วเหรอ”
“ทำไมรอยย่นระหว่างคิ้วบนหน้านายมันถึงได้เยอะขนาดนั้น?”ชินถาม “แล้วไหนล่ะ อาหารเที่ยง?”
“ไปหาเองแล้วกัน!”
มาโมรุกระแทกน้ำเสียงใส่อย่างหัวเสีย
ชินกับมินาโยะหันมาสบตากันเด็กหนุ่มยักไหล่ส่งให้เด็กสาวเป็เชิงบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมมาโมรุถึงกลับมาหาพวกเขาพร้อมอารมณ์ขุ่นมัวแทนที่จะเป็ข้าวเที่ยงที่พวกเขารอคอย
“เท็ตสึยะกับหมอนั่นหายไปไหนแล้ว?”
มาโมรุไพล่ถามไปอีกเื่หลังจากที่ตกเป็เป้าสนใจอยู่นาน
ชินหันไปส่งยิ้มให้มินาโยะ
“ไปวิ่ง”
“วิ่ง!?”
มาโมรุทวนคำอย่างงงงวย
“ทำบ้าอะไรของพวกมัน!”
“คำสั่งฉันเอง” ชินบอก“ก็พวกมันแพ้พนันฉันนี่ ใช้เวลามากกว่าฉันตั้งห้านาทีไม่เห็นมันจะช้อนปลาทองได้สักตัว”
แล้วมินาโยะก็ยกตุ๊กตากระต่ายสีขาวตัวเล็กขึ้นโชว์
“รางวัลชนะเลิศล่ะชินเอาปลาทองไปแลกมาให้น่ะ น่ารักไหม?”
มาโมรุรู้สึกว่าสมองของตัวเองเริ่มหมุนกลับด้านระหว่างที่เขาปวดหัวกับเื่ของโทวะแต่คนพวกนี้กลับเอาเวลาไปทำเื่ไร้สาระที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่อ!?
“ช้อนปลาทองนี่มันเอาไปแลกตุ๊กตาได้ด้วยเหรอไงฮะ!”
“เออ... ที่จริงก็ไม่น่าแลกหรอกอย่างน้อยปลาทองก็กินได้”
ชินเริ่มบ่นอะไรไม่รู้เื่ด้วยความหิวเมื่อมาโมรุไม่ได้กลับมาพร้อมอาหารและอีกนานกว่าที่เท็ตสึยะและเอเรียลจะวิ่งรอบสนามเสร็จเด็กหนุ่มคิดว่าเขาควรเดินไปหาอะไรกินจะเร็วกว่ารอพวกนั้นกลับมา
“แล้วโทวะล่ะ? ไม่ได้ไปด้วยกันเหรอ?”
มินาโยะถามหาใครอีกคนที่หายไปพร้อมกับมาโมรุขณะที่ชินออกเดินนำพวกเขาไปหาอะไรมาลงท้องกำจัดเสียงร้องที่ดังโครกคราก
“ฉันทิ้งหมอนั่นไว้แถวร้านเมดคาเฟ่น่ะป่านนี้คงโดนลากไปแต่งหญิงแล้วล่ะมั้ง”
“ฉันจะฆ่านาย...”
เสียงโทวะลอยมาจากด้านหลังทำสีหน้าถมึงทึงใส่มาโมรุที่ดูเหมือนจะตัวเล็กลงไปถนัดตา
“โอ้!”ชินร้องใส่ข้าวของที่โทวะหอบมา มีทั้งข้าวกล่อง ของว่าง ขนมหวาน เครื่องดื่มหอบอยู่เต็มสองแขนจนแทบจะมองไม่เห็นหน้าชินอาสาไปช่วยโทวะยกของด้วยความหิวก่อนจะเดินนำไปหาที่นั่งกินโดยไม่สนใจาย่อยๆที่ก่อตัวขึ้นด้านหลังมินาโยะเดินตามเขามา หิ้วถุงเครื่องดื่มและตุ๊กตาที่เขาแลกมาให้ติดมือมาด้วย
“ไม่รอเท็ตสึยะกับเอเรียลก่อนเหรอ?”
เด็กสาวถามเมื่อเห็นชินเริ่มจัดการอาหารทีละอย่างโทวะกับมาโมรุยืนอยู่ห่างออกไป ทะเลาะกันด้วยเื่อะไรสักอย่างที่เด็กสาวี้เีจะใส่ใจฟัง
“กินรออยู่นี่ไง” ชินตอบทั้งที่ยังคาบเท็มปูระไว้เต็มปากเสียงทะเลาะของโทวะกับมาโมรุดังโหวกเหวกจนรู้สึกหนวกหู พอมีอะไรตกถึงท้องแล้วสมองของชินก็เริ่มทำงาน
“เฮ้! พวกนายสองคนน่ะ--”
เขาะโด่าพวกนั้นได้แค่ครึ่งประโยคแล้วก็ต้องหยุดพูดในทันใดั์ตาส้มทองของชินสว่างวาบ หันซ้ายแลขวาหาที่มาของความผิดปกติไม่มีใครรู้เลยว่าเขาทำอะไรอยู่มินาโยะดูเหมือนจะเข้าไปห้ามาน้ำลายระหว่างโทวะกับมาโมรุด้วยความรำคาญชินเพ่งสายตามองไปรอบด้าน นึกอยากให้พวกนั้นรู้สึกตัวสักที
แล้วเขาก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วเสียยิ่งกว่าจรวดชินไม่มีแม้แต่เวลาจะเปลี่ยนร่างเป็ผู้พิทักษ์ เด็กหนุ่มเอี้ยวตัวหลบะโบอกคนข้างหลังด้วยเสียงดังลั่น
“ระวัง!”
คำเตือนของเขาอาจจะหยุดการทะเลาะของพวกนั้นได้แต่ไม่อาจบอกได้ว่าควรจะต้องระวังตัวเื่อะไร
“มินาโยะ!”
โทวะร้องะโลั่นอะไรบางอย่างพุ่งผ่านร่างของชินตรงมายังมินาโยะ โทวะคว้ามือออกไปจะดึงเธอมาแต่มาโมรุอยู่ใกล้ตัวกว่า เด็กหนุ่มคว้าตัวมินาโยะไว้ได้แล้วทั้งคู่ก็ล้มตึงลงพื้นไปด้วยกันทั้งสองงุนงงไปชั่วขณะโดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น
“มิ--”
โทวะเดินตรงไปหาคนทั้งคู่แต่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างคั่นกลางระหว่างเด็กหนุ่มกับพวกมาโมรุไว้สิ่งของที่มีลักษณะใสเป็มันวาวสะท้อนแสงมองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่ตรงหน้าแต่พอเด็กหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ ฝ่ามือของเขาก็วางทาบลงบนของแข็งที่มองไม่เห็นนั่น
“กระจก?”
ชินพึมพำเสียงเครียดไม่รอให้เสียเวลาเปล่าเด็กหนุ่มอยู่ในร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้แล้วเรียบร้อยเขาและโทวะถูกขังอยู่ในตู้กระจกใหญ่ที่ดูเหมือนอาณาเขตจะแผ่กว้างออกไปอย่างไร้ขอบเขตมินาโยะกับมาโมรุอยู่ด้านนอก เริ่มจะมองไม่เห็นร่างของทั้งคู่มากขึ้นเรื่อยๆเพราะม่านหมอกสีดำทมิฬของข่ายเวทที่ใครบางคนสร้างขึ้นกำลังล้อมตัวทั้งคู่ไว้
“มินาโยะ! มินาโยะ!”
โทวะร้องะโลั่นทุบกระจกเสียงดังปึงปัง ภาพของมาโมรุและมินาโยะเลือนหายไปจากสายตาเมื่อม่านหมอกสีดำโอบล้อมตัวทั้งคู่มองเห็นแต่ั์ตาของมาโมรุที่เบิกโพลงกว้างเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่ทั้งสองคนจะถูกทัศนียภาพรอบข้างกลืนกินไป
“เฮ้!”
ชินร้องเตือนอย่างหงุดหงิดลากตัวของโทวะให้ออกห่างจากกระจกแต่โทวะกลับขัดขืนเอาแต่จะวิ่งเข้าใส่กระจกอย่างบ้าคลั่ง ชินไม่เคยเห็นโทวะดูงี่เง่าและไร้เหตุผลขนาดนี้มาก่อนอะไรบางอย่างทำให้เด็กหนุ่มผู้เคร่งขรึมสติแตกไปแล้ว
“ไม่ต้องห่วงพวกนั้นหรอกน่า!ยังไงซะมาโมรุก็ปลดผนึกได้แล้ว ต้องปกป้องเธอได้แน่!”
ชินร้องบอกขณะที่โทวะเอาแต่ทุบกระจกไม่สนใจฟังเสียงของเขาอันที่จริงแล้วในสถานการณ์แบบนี้นับว่าเป็เื่ที่ดีมากแล้วที่โทวะไม่ได้ถูกจับแยกให้ไปอยู่ด้วยกันกับมินาโยะเพราะทั้งคู่ยังไม่สามารถใช้พลังของผู้พิทักษ์ได้
แต่ดูเหมือนโทวะจะไม่สนใจชินเลย เด็กหนุ่มร้องหามินาโยะใบหน้าของเขาขาวซีดและั์ตาเบิกโพลงกว้าง
“เฮ้! สงบสติอารมณ์หน่อยสิ!”
ชินตะคอกใส่อย่างเหลืออดโทวะดูเหมือนจะไร้การควบคุมตัวเองไปแล้วเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโทวะต้องเป็เดือดเป็ร้อนขนาดนั้นมาโมรุดูแลมินาโยะได้อยู่แล้วในสถานการณ์แบบนี้ เขาเคยเห็นหมอนั่นต่อสู้และก็รู้ดีทีเดียวว่ามาโมรุเก่งกาจถึงจะยังไม่ค่อยเข้าร่องเข้ารอยนัก แต่การแบ่งกลุ่มอย่างนี้ก็ดีกว่าการที่ปล่อยให้คนที่ปลดผนึกเป็ผู้พิทักษ์ยังไม่ได้อย่างโทวะและมินาโยะอยู่ด้วยกันนั่นสิที่จะแย่ยิ่งกว่า
“ไม่ได้...” โทวะพึมพำเสียงสั่น“จะให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันไม่ได้!”
ชินอ้าปากค้าง มองโทวะด้วยสีหน้าเหลือเชื่อเด็กหนุ่มกรอกตาขึ้นฟ้า แล้วก็หันมาจ้องมองโทวะใหม่มีข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นมาในหัวเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นแต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถามอะไรออกไปนั้น ใครบางคนก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“เอ๋... รักสามเศร้าเหรอนี่?”
เป็เสียงที่ฟังแล้วไม่คุ้นหูเลยแถมยังทำให้ชินรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยด้วย
“ให้ตายสิ! พวกนายยังเป็เด็กม.ต้นอยู่เลยนะ”
เ้าของเสียงพูดนั่งอยู่บนต้นไม้ในลานกว้างหลังโรงเรียนเป็เด็กหนุ่มอายุมากกว่าชินและโทวะอยู่เล็กน้อย ใบหน้าคมคายของเขาดูหยิ่งยโสและเบื่อหน่ายเ้าของร่างนั่งเท้าคางวางบนท่อนขาที่ยกขึ้นมาไขว่ห้าง สายตามองต่ำลงมาที่พวกเขาพร้อมกับส่งรอยยิ้มพราวระริกที่กวนประสาทมาให้
“เป็เด็กเป็เล็กแท้ๆหันมาสนใจเื่รักๆใคร่ๆแล้วหรือนี่”
ร่างสูงในชุดขาวะโลงจากยอดไม้มายืนอยู่ตรงหน้าชิน
“ปล่อยฉันออกไป”
โทวะพูดเสียงต่ำ ั์ตาสีมรกตคมดุลุกวาวอย่างโกรธจัดจ้องมองคนตรงหน้าด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์เลยสักนิด
“ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ... ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์คิดว่าตัวเองเป็ใครถึงได้กล้ามาสั่งฉันคนนี้น่ะฮึ! ที่นี่ไม่ใช่เอิร์ธวอเทอร์บ้านเกิดนายนะถึงได้มาบงการชีวิตคนอื่นตามใจชอบแบบนี้น่ะเ้าชาย...”
ยังไม่ทันที่ชินจะได้พูดโต้ตอบอะไรโทวะก็วิ่งพรวดเข้าใส่คนตรงหน้าไปเสียแล้ว
ชินเคยเห็นโทวะแสดงฝีไม้ลายมือด้านคาราเต้อยู่ครั้งเดียวเท่านั้นนั่นคือตอนที่เขาเพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่ชิโรไดริใหม่ๆตอนนั้นเป็่เปิดรับสมัครเข้าชมรม โทวะแสดงฝีมือในการคัดเลือกเป็สมาชิกชมรมพร้อมกับมินาโยะซึ่งทั้งคู่ทำได้ดีเกินคาดเขาก็คิดอยู่เหมือนกันว่าโทวะออกจะมีฝีมือสูงกว่าคนรุ่นเดียวกันทั้งที่ดูจากสภาพร่างกายภายนอกนั้นเหมือนคนป่วยเป็โรคเรื้อรังที่ไม่น่าจะทำได้หมอนั่นเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วชนิดที่ดูไม่ออกเลยว่านี่คือฝีมือของมือสมัครเล่นขนาดหัวหน้าชมรมคาราเต้ผู้กวาดแชมป์มาแล้วมากมายยังเอ่ยปากเชยชมแต่หลังจากนั้นชินก็ไม่ได้เห็นโทวะใช้คาราเต้อีกเพราะนโยบายของชมรมที่ว่าเด็กปีหนึ่งมีหน้าที่เก็บกวาดและทำความสะอาดห้องเท่านั้น
นั่นแหละ... ตอนนี้เขาเห็นกับตาแล้วว่าสิ่งโทวะแสดงเพื่อให้ผ่านการทดสอบเข้าเป็สมาชิกชมรมนั่นมันแค่ผิวเผินไม่ได้เศษเสี้ยวของฝีไม้ลายมือที่มีอยู่จริงเลยแม้แต่น้อยขนาดเขาเองฝึกพื้นฐานการป้องกันตัวมาแทบจะทุกอย่างจากที่บ้านยังเทียบไม่ได้กับวิชาคาราเต้เพียงอย่างเดียวที่โทวะกำลังใช้อยู่เลยความคล่องแคล่วอันเป็เอกลักษณ์ การจู่โจมที่รุนแรงและรวดเร็วการตอบโต้และการตั้งรับ ทุกอย่างทำได้สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติจนแทบจะไม่มีช่องว่างเผยออกมาให้เห็นขนาดไม่ได้ปลดผนึกเป็ผู้พิทักษ์ยังสามารถโจมตีนักรบอเวจีด้วยท่อนขาและฝ่ามือได้จนอีกฝ่ายทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะป้องกันตัวเอง
ชินผิวปากอย่างชื่นชมขอเก็บข้อมูลอีกหน่อยก่อนจะเข้าไปผสมโรงด้วย
“ให้มันน้อยๆหน่อยเว้ย!คิดว่าตัวเองทำได้อยู่คนเดียวรึไง!”
คนที่โดนซัดซะสะบักสะบอมร้องเสียงเดือดจัดะโถอยไปตั้งหลักเสียไกลแต่แล้วก็ต้องรีบขยับหนีเมื่อร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้ที่เคยยืนอยู่ตรงหน้ากลับมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังในชั่วเสี้ยววินาที
“แบบนี้มันขี้โกงนี่หว่า... สองรุมหนึ่งนี่”
เด็กหนุ่มในชุดขาวร้อง
“เหรอ...” ชินลากเสียงยาว“ไม่มีนโยบายหนึ่งต่อหนึ่งซะด้วยสิ!”
“ไอ้นี่!”
คนถูกรุมร้องอย่างเดือดดาลแทบจะไม่มีเวลาตั้งตัวเมื่อร่างของโทวะและชินพุ่งเข้ามาใกล้
“อุ๊ก!”
นักรบอเวจีหนุ่มอุทานโดนท่อนขาของชินและโทวะฟาดเข้าใส่ร่างพร้อมกันสองแห่ง ต้นคอและลำตัว
“ไม่ต้องใช้พลังของผู้พิทักษ์ก็ได้เปรียบแล้วเหรอเนี่ย”ชินพูด ขณะที่โทวะยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา “เอาล่ะ! ฉันยินดีจะสู้กับนายตัวต่อตัวก็ได้แต่ช่วยปล่อยหมอนี่ออกไปจากตู้กระจกนี่หน่อยได้ไหม?”
“ทำไม่ได้”
คนที่นั่งตัวงออยู่กับพื้นพูดขึ้นแทบจะในทันทีโทวะย่างสามขุมเข้าไปใกล้ เตรียมจะอัดใส่อีกสักรอบแต่ชินยกมือขึ้นห้าม
“น่า... แค่คนเดียวก็พอแล้ว”
ชินต่อรองแต่เด็กหนุ่มตรงหน้าส่งเสียงหัวเราะดังลั่นทั้งที่โดนเล่นงานไปไม่ใช่น้อย
นักรบอเวจีหนุ่มลุกขึ้นยืน ไม่ได้สะดุ้งะเืกับการโจมตีของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อยร่างสูงยกมือเช็ดเืตรงมุมปากอย่างไม่ถือสา ั์ตาสีอ่อนวาววับจ้องมองมาที่ชินและโทวะอย่างถูกอกถูกใจ
“ได้แค่นี้อย่ามาทำพูดดีเลยดีกว่าน่า”เขาว่า “แต่ถึงฉันอยากจะปล่อยพวกนายออกไปก็ทำไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละนะ”
แล้วชินก็เข้าใจความหมายที่เด็กหนุ่มพูดเขามองดูแถบสีเงินตรงชุดคลุมของนักรบอเวจีหนุ่มแล้วก็ไล่สายตาขึ้นมองใบหน้ากวนประสาทของคนตรงหน้า
“นายไม่ใช่นักรบอเวจีจากเอิร์ธมิเรอร์!?”
“ก็พวกนายไม่ยอมให้ฉันแนะนำตัวก่อนนี่”นักรบอเวจีหนุ่มตัดพ้อ “ฉันคือซิลเวอร์... และเสียใจด้วยที่ต้องบอกว่าฉันมาจากเอิร์ธฟลาวเวอร์”
เอิร์ธฟลาวเวอร์!
ั์ตาของชินเบิกกว้างร่างกายกระตุกวาบ เขาพยายามจะขยับตัวถอยหนี แต่สายไปเสียแล้วร่างกายของเขาขยับไม่ได้ ชินรู้สึกว่าเส้นประสาททั้งตัวถูกตัดขาดออกจากการควบคุมจนขยับไม่ได้แม้กระทั่งเปลือกตา
“อ้อ... เริ่มแล้วเหรอ”ซิลเวอร์ร้องอย่างอารมณ์ดี “ฤทธิ์ของผงชาน่ะ”
เท็ตสึยะสูดลมหายใจลึกเข้าปอดร่างกายเหนื่อยหอบเพราะผ่านการวิ่งมาอย่างหนัก
บ้าเอ๊ย!ไม่น่าให้ชินมันลงแข่งด้วยเลย!
เด็กหนุ่มบ่นกระฟัดกระเฟียดในใจอย่างหัวเสียอุตส่าห์คาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะต้องได้เห็นเอเรียลวิ่งรอบสนามโรงเรียนนี่สิบรอบแน่แต่ไหงกลายเป็เขากับหมอนั่นต้องมาวิ่งด้วยกันทั้งที่วางแผนไว้อย่างดิบดีแล้วแท้ๆ
ไอ้บ้าชินเอ๊ย! อย่าให้เจอตัวนะ!
เท็ตสึยะได้แต่หงุดหงิดในใจทำอะไรไม่ได้อยู่นานหลังจากที่แยกกับเอเรียลมา เขาเดินหาของกินไประหว่างทาง จำได้ลางๆว่าชินนัดกินข้าวเที่ยงที่ลานหลังโรงเรียนเด็กหนุ่มเดินออกจากฝูงชนเพื่อตามหาป้ายบอกทางแต่ทามามุชิไม่มีของที่ว่านั่นนอกจากบอร์ดประกาศการแข่งขันที่บอกเวลาและสถานที่ เขาต้องเดินวนถามทางเด็กทามามุชิอยู่นานว่าสถานที่ที่เขายืนอยู่นี่คือตรงไหนของโรงเรียนและเขาจะหาทางไปสวนหลังโรงเรียนได้ยังไงแต่ไม่มีเด็กทามามุชิคนไหนเลยที่ให้ความช่วยเหลือเขานอกจากจะช่วยชี้ทางให้เขาไปโผล่หน้าโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ซึ่งตรงข้ามกับความ้าอย่างสิ้นเชิง)เท็ตสึยะสบถดังลั่นใส่ใครก็ตามที่สวมเครื่องแบบทามามุชิ แค่เขาใส่เครื่องแบบไม่เหมือนกับพวกนั้นไม่เห็นจะต้องใจร้ายใจดำขนาดนั้นเลยนี่นา
เด็กหนุ่มบ่นงึมงำไปตลอดทางต้องเริ่มต้นใหม่จากหน้าโรงเรียนอีกครั้งคราวนี้เขาตัดสินใจเดินตรงดิ่งไปตลอดเส้นทางถึงมันจะมีร้านรวงและตึกเรียนคั่นอยู่ตลอดก็เถอะในที่สุดเท็ตสึยะก็คิดว่าตัวเองมาถึงหลังโรงเรียนแล้วล่ะเพราะเขากำลังยืนประจันหน้ากับรั้วกำแพงสูงมหึมาแต่น่าแปลกที่ไม่มีส่วนไหนในสถานที่ที่เขากำลังยืนอยู่นี้บอกเขาเลยว่านี่คือสวนหลังโรงเรียน
หรือสวนของทามามุชิจะไม่มีต้นไม้
เท็ตสึยะพยายามปลอบใจตัวเองเมื่อยืนอยู่กลางลานดินกว้างเด็กหนุ่มหมุนตัวไปรอบๆ กำแพงและตึกเรียนของทามามุชิหายไปแล้วรอบตัวเขามีแต่พื้นดินแตกระแหงสีน้ำตาลทองที่กว้างใหญ่ไพศาลมันทอดตัวยาวออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด แม้จะแปลกตาแต่ทว่าเขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
สงสัยเพราะวิ่งจนเหนื่อยแถมยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแน่ๆถึงได้เห็นภาพลวงตาของสถานที่ที่คล้ายกับเอิร์ธธันเดอร์แบบนี้
เท็ตสึยะบอกตัวเองขยี้ตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่ สภาพรอบตัวยังคงปกคลุมไปด้วยลานดินแห้งแล้งเหมือนเคยแต่คราวนี้มีอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นมาด้วย
ห่างออกไปไม่ไกลจากที่ที่เขายืนอยู่มีเนินดินเตี้ยๆปรากฏขึ้นมาที่ตรงนั้นมีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งชันเข่าอยู่บนนั้น สีผมและสีตาของเด็กหนุ่มคนนั้นเหมือนกันกับเขาเ้าของร่างนั้นอยู่ในชุดคลุมสีขาวตัวยาวเขาคงจะไม่เอะใจอะไรที่ได้เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นถ้าหมอนั่นไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบที่เขาคุ้นเคย
เครื่องแบบของนักรบอเวจี
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์”
คนที่นั่งอยู่บนเนินดินพึมพำจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่อยู่ในสนาม เท็ตสึยะแปลกใจมากที่เห็นShooting Guard ฝีมือดีของทามามุชิอยู่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดและที่แปลกใจยิ่งกว่าคือหมอนั่นอยู่ในชุดเครื่องแบบของนักรบอเวจีแต่ที่แปลกใจที่สุดคือตัวเขาเองที่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงจำคนตรงหน้าไม่ได้จนกระทั่งถึงตอนนี้ทั้งๆที่หมอนี่คือคนที่เขาอยากพบหน้ามากกว่าใคร
“เยลโลว์...?”
